
Ethereum และ Solana รองรับธุรกรรมระดับล้านล้านดอลลาร์ แต่โทเคนหลักเสี่ยงเสียดีมานด์จากผู้ใช้โดยตรง
สื่อคริปโต CryptoSlate เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่ตั้งคำถามสำคัญต่อวงการ Ethereum และ Solana ว่าแม้เครือข่ายทั้งสองจะรองรับมูลค่าธุรกรรมสเตเบิลคอยน์ระดับล้านล้านดอลลาร์ต่อเดือน แต่โทเคนหลักของเครือข่ายอย่าง ETH และ SOL กำลังเสี่ยงสูญเสีย "ดีมานด์จากผู้บริโภคโดยตรง" เพราะแอปพลิเคชันจำนวนมากเริ่มออกแบบให้ผู้ใช้ไม่ต้องเห็นหรือถือโทเคนเหล่านี้เลย
บทวิเคราะห์นี้เขียนต่อยอดจากโพสต์ก่อนหน้าของ Matt Corallo เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่พูดถึงปรากฏการณ์ที่ผู้ใช้สเตเบิลคอยน์เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือแอปที่ออกแบบมาให้ "หลบเลี่ยง" การใช้ ETH, SOL หรือโทเคนอื่นที่ไม่ใช่สเตเบิลคอยน์โดยสิ้นเชิงในหน้าตาที่ผู้ใช้เห็น
กระเป๋าเงินไม่โชว์ยอด ETH/SOL แต่เครือข่ายยังเก็บค่าธรรมเนียมจริง
กระเป๋าเงินดิจิทัลสมัยใหม่สามารถให้ผู้ใช้รับ-ส่ง USDC ได้โดยไม่ต้องแสดงยอดคงเหลือของโทเคนหลักเลย แต่เบื้องหลังหน้าจอนั้น ยังคงมีแอป ผู้สนับสนุน (sponsor) หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเครือข่ายด้วยโทเคนที่เชนนั้นกำหนดอยู่ดี คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าผู้ใช้เห็นโทเคนหรือไม่ แต่เป็นว่า "ใครเป็นคนจ่ายค่าแก๊ส ใครดูแลยอดคงเหลือ และใครรับความเสี่ยงด้านราคาที่ผันผวน" หลังจากที่ความจำเป็นในสายตาผู้ใช้หายไปแล้ว
ขนาดของธุรกรรมสเตเบิลคอยน์ที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก จากข้อมูลแดชบอร์ด Visa Onchain Analytics ที่ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พบว่าปริมาณธุรกรรมสเตเบิลคอยน์แบบปรับค่าแล้ว (adjusted) ในรอบ 30 วัน อยู่ที่ราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ จากธุรกรรมกว่า 230.3 ล้านรายการ ขณะที่ตัวเลขก่อนปรับค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 1.75 พันล้านรายการ โดยวิธีปรับค่าของ Visa ร่วมกับ Allium ใช้การติดฉลากที่อยู่กระเป๋าเงินกว่า 3 ล้านที่อยู่ และกรองธุรกรรมที่ไม่ใช่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงออก เช่น การเทรดในเว็บเทรดหรือ DEX
Ethereum: Paymaster ต้องมี ETH สำรองไว้เสมอ
เอกสารของ Ethereum ระบุชัดว่าการอ่านข้อมูลบนเชนไม่เสียค่าแก๊ส แต่การเขียนข้อมูลที่เปลี่ยนสถานะ (state-changing) ต้องเสียค่าแก๊สทุกครั้ง โดยคำนวณเป็น ETH เผาทิ้งส่วนค่าธรรมเนียมฐาน (base fee) ตามที่โปรโตคอลกำหนด และส่วนค่าธรรมเนียมเร่งด่วน (priority fee) จะตกไปที่ Validator
ภายใต้มาตรฐาน ERC-4337 หรือ Account Abstraction ผู้ใช้สามารถส่งคำสั่งธุรกรรมผ่าน "Bundler" ที่รวบรวมคำสั่งไปบรรจุเป็นธุรกรรมบน Ethereum โดยมี "Paymaster" ทำหน้าที่จ่ายค่าแก๊สแทนบัญชีสมาร์ทของผู้ใช้ได้ แต่ Paymaster เองต้องฝากเงิน ETH ไว้ที่สัญญา EntryPoint เสมอ เพื่อให้ระบบตรวจสอบว่ามีเงินพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายสูงสุดของธุรกรรมนั้นหรือไม่ ซึ่งไม่มีตัวเลข "ETH สำรองที่พอเพียง" ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับปริมาณธุรกรรม เพดานค่าแก๊ส และบัฟเฟอร์ที่ผู้ให้บริการแต่ละรายกำหนดเอง
ตัวอย่างที่ยกมาในบทวิเคราะห์คือระบบของ Coinbase ที่ให้ผู้ใช้เห็นค่าธรรมเนียมเป็น USDC ขณะที่ Paymaster จ่ายค่าแก๊สจริงเป็น ETH เบื้องหลัง และ Gas Manager ของ Alchemy ที่สำรองจ่ายค่าแก๊สให้ก่อนแล้วค่อยเรียกเก็บทีหลัง
Solana: เปลี่ยนแค่ "คนเซ็นจ่ายค่าธรรมเนียม" ไม่ใช่ยกเลิกค่าธรรมเนียม
ฝั่ง Solana เอกสารทางการระบุว่าทุกธุรกรรมต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็น SOL เสมอ โดยค่าธรรมเนียมฐานอยู่ที่ 5,000 แลมพอร์ตต่อลายเซ็น แบ่งครึ่งระหว่างการเผาทิ้งกับการจ่ายให้ Validator ส่วนค่าธรรมเนียมเร่งด่วนแบบเลือกได้จะตกเป็นของ Validator ทั้งหมด
โดยปกติผู้ลงนามคนแรกจะเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียม แต่แอปสามารถกำหนดให้ "ผู้สนับสนุน" เป็นคนจ่ายแทนได้ ผู้ใช้เซ็นอนุมัติแค่การโอนสเตเบิลคอยน์ ส่วนผู้สนับสนุนเซ็นอนุมัติค่าธรรมเนียม SOL แยกต่างหาก บริการอย่าง Kora นำแนวคิดนี้มาต่อยอดเป็นบริการที่รับสปอนเซอร์ค่าธรรมเนียมให้เต็มจำนวน หรือรับชำระเป็นโทเคน SPL อย่าง USDC แทนก็ได้ ผลคือผู้ใช้อาจรู้สึกเหมือนทำธุรกรรมด้วยดอลลาร์ล้วนๆ ทั้งที่ค่าธรรมเนียมจริงบนเชนยังจ่ายเป็น SOL อยู่ดีโดยผู้สนับสนุนหรือผู้ให้บริการ Kora
ดีมานด์โทเคนหลักไม่หายไป แค่เปลี่ยนมือไปอยู่ที่ "ผู้ให้บริการรายใหญ่"
เมื่อมีระบบสปอนเซอร์เข้ามา แอปหรือผู้ให้บริการสามารถรวมความต้องการโทเคนหลักของผู้ใช้จำนวนมากเข้าไว้ในบัญชีเดียว แล้วเติมยอด ETH หรือ SOL ตามความจำเป็น ก่อนจะไปเรียกเก็บคืนจากผู้ใช้ในรูปแบบ USDC เงินสด หรือค่าบริการ โครงสร้างแบบนี้อาจย้ายความเสี่ยงด้านปฏิบัติการไปกระจุกอยู่ที่ผู้จ่ายเงินรายใหญ่จำนวนน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อการใช้งานสเตเบิลคอยน์เติบโตขึ้น
อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ระบุชัดเจนว่า กรณีของ Coinbase, Alchemy และ Kora เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างนี้ทำงานอย่างไร แต่ยังไม่มีข้อมูลระดับผู้จ่ายเงินจริงบนเชนที่มากพอจะสรุปได้ว่า ผู้ให้บริการไม่กี่รายครอบงำดีมานด์ค่าแก๊สของ Ethereum หรือ Solana ทั้งหมดแล้วจริงหรือไม่ ประเด็นนี้ยังคง "วัดผลไม่ได้ชัดเจน" ในตอนนี้
ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่นักลงทุน ETH และ SOL ควรติดตามในระยะยาว เพราะสะท้อนคำถามพื้นฐานว่า มูลค่าของโทเคนหลักเครือข่ายจะยังผูกกับปริมาณการใช้งานจริงหรือไม่ ถ้าผู้ใช้ปลายทางไม่จำเป็นต้องถือหรือรู้จักโทเคนเหล่านี้เลยอีกต่อไป สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือ ETH หรือ SOL ด้วยเหตุผลเรื่อง "ใช้งานมาก ราคาต้องขึ้นตาม" ควรทำความเข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณธุรกรรมกับดีมานด์ราคาโทเคน อาจไม่ตรงไปตรงมาเหมือนในอดีต เพราะต้นทุนค่าแก๊สอาจถูกดูดซับไว้ที่ผู้ให้บริการรายใหญ่แทนที่จะกระจายไปยังผู้ใช้รายย่อยเหมือนเดิม
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
แนวคิด Account Abstraction ที่เป็นรากฐานของเทคโนโลยีนี้ เราเคยรายงานไว้ตั้งแต่ช่วงที่ Vitalik Buterin พูดถึงในงาน EthCC
👉 Vitalik Buterin เผยถึงนวัตกรรมของ Account Abstraction ที่งาน EthCC🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CryptoSlate
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com