นักพัฒนาประกาศ Hard Fork BTC ชื่อ 'eCash' แจก 1:1 ให้ผู้ถือ เริ่มสิงหาคมนี้
Paul Sztorc นักพัฒนา Bitcoin ออกมาประกาศผ่าน X เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เตรียมเปิดตัว Hard Fork ใหม่ ของเครือข่าย Bitcoin ในชื่อ "eCash" ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยผู้ถือ BTC จะได้รับ eCash ในอัตรา 1:1 หลังจาก Fork เสร็จสมบูรณ์ พูดง่ายๆ ก็คือ ใครถือ BTC อยู่ตอนนั้นจะได้เหรียญใหม่ฟรีๆ ในจำนวนเท่ากัน — แต่ประเด็นที่ทำให้ชุมชน Bitcoin แตกเป็นสองฝ่ายคือแผนการ "จัดสรรเหรียญของ Satoshi Nakamoto กลับคืน" ให้กับนักลงทุนยุคแรกๆ
🔧 รายละเอียดทางเทคนิคของ eCash
Sztorc ระบุว่า ซอฟต์แวร์ Node ของ Layer-1 (เลเยอร์หลักของบล็อกเชน) สำหรับ eCash จะเป็น "สำเนาเกือบสมบูรณ์" ของ Bitcoin Core Client โดยยังคงใช้อัลกอริทึม SHA-256 ในการแฮช ซึ่งเป็นอัลกอริทึมเดียวกับที่ Bitcoin ใช้อยู่ในปัจจุบัน

จุดเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่:
- ลดความยากในการขุดช่วงเริ่มต้น (Initial Mining Difficulty) เพื่อเปิดทางให้นักขุดรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น
- มี Drivechains 7 เครือข่าย ในฐานะ Layer-2 (เลเยอร์รองสำหรับขยายขีดความสามารถ) — Drivechain คือเทคโนโลยีที่ Sztorc พัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถสร้าง Sidechain (เครือข่ายย่อยที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายหลัก) ได้โดยไม่ต้องแก้ไข Bitcoin Core
- รองรับ ความเป็นส่วนตัวบน On-chain (Onchain Privacy) เป็นทางเลือก
- เพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลธุรกรรม (Transaction Throughput) ให้สูงขึ้น
⚔️ ประเด็นร้อน: การจัดสรรเหรียญของ Satoshi กลับคืน
Sztorc พยายามสร้างความแตกต่างจาก Hard Fork ในอดีตอย่าง Bitcoin Cash (BCH) ที่เกิดขึ้นในปี 2017 และไม่สามารถขึ้นมาเป็นเชนหลักได้ โดยกล่าวว่า
"ต่างจาก BCH ที่ Fork เมื่อปี 2017 ตรงที่ไม่มีคำว่า 'Bitcoin' ในชื่อ และนี่คือการแก้ปัญหาของ Bitcoin อย่างถาวรและยั่งยืน"
อย่างไรก็ตาม จุดที่จุดประกายความขัดแย้งมากที่สุดคือ Sztorc ระบุว่า เชนใหม่จะ "จัดสรรเหรียญ BTC ของ Satoshi Nakamoto จำนวน 1.1 ล้าน BTC ใหม่ด้วยมือ" เพื่อมอบให้กับนักลงทุนยุคแรกๆ
ปฏิกิริยาจากชุมชน Bitcoin ก็ตามมาอย่างรุนแรง:
🔥 Peter McCormack นักสนับสนุน Bitcoin ตอบโต้ทันทีว่า
"การยึดเหรียญของ Satoshi คือการขโมยและเป็นการไม่ให้เกียรติ และคำว่า eCash ก็ถูกใช้กับระบบจ่ายเงินบน Lightning อย่าง Cashu และ Fedi อยู่แล้ว ทางเลือกนี้แย่มาก"
🔥 PakoVM อีกหนึ่งนักสนับสนุน Bitcoin ให้ความเห็นแบบไม่ออมมือว่า
"ผมให้เวลาคุณ 2 ถึง 3 ปี ก่อนจะพับโครงการไปเอง"

🌐 บริบทใหญ่: ดีเบตเรื่อง Privacy และ Quantum Resistance
ประกาศของ Sztorc มาท่ามกลาง กระแสถกเถียงที่ร้อนแรงในชุมชน Bitcoin เกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของโปรโตคอล โดยเฉพาะประเด็นว่าควรเพิ่มฟีเจอร์ด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy-preserving features) และความสามารถในการต้านทานคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Post-quantum Resistance) หรือไม่
Sztorc ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า
"ย้อนกลับไปปี 2017 Tech Stack ของ Bitcoin แข็งแกร่ง และความคาดหวังต่อ Lightning ก็แข็งแกร่ง แต่วันนี้สถานการณ์กลับด้านกัน"
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคย Bitcoin Lightning Network คือ Layer-2 ที่ออกแบบมาเพื่อให้ธุรกรรม BTC ประมวลผลได้ภายในไม่กี่วินาที แทนที่จะต้องรอเฉลี่ย 10 นาทีเพื่อให้ธุรกรรมยืนยันบนบล็อกเชนหลัก
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้เกี่ยวเนื่องกับประเด็นโครงสร้างพื้นฐานและการขุด Bitcoin ที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 ความยากการขุด BTC ลดลง แต่เหมืองขุดรายใหญ่ยังเดินหน้าสะสมเข้าคลังแม้ต้นทุนพุ่ง
👉 'Bitcoin' และ 'ดอลลาร์สหรัฐ' คือพันธมิตรที่เกื้อกูลกัน! BPI ชี้โมเดลคล้าย Petrodollar
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph / ภาพ protos.com
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict การประกาศ Hard Fork ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของชุมชน Bitcoin ที่ยังคงมีการถกเถียงและเสนอทางเลือกใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นเรื่องดีในแง่ของการพัฒนาเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ประเด็นการ "จัดสรรเหรียญของ Satoshi" ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะกระทบกับหลักการพื้นฐานเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของกรรมสิทธิ์บนบล็อกเชน บทเรียนจาก BCH และ Hard Fork อื่นๆ ในอดีตก็ชี้ให้เห็นว่า การได้รับการยอมรับจากชุมชนคือปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ มากกว่าแค่ความสามารถทางเทคนิคของโปรโตคอล น่าจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียวว่า eCash จะไปได้ไกลแค่ไหนในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้
🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO Paul Sztorc eCash Hard Fork Bitcoin Hard Fork Drivechain Bitcoin Cash Satoshi Nakamoto Lightning Network บิตคอยน์ฮาร์ดฟอร์ก
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com