‘Bitcoin’ และ ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ คือพันธมิตรที่เกื้อกูลกัน! BPI ชี้โมเดลคล้าย Petrodollar
Sam Lyman หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Bitcoin Policy Institute (BPI — องค์กรสนับสนุนนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลในกรุงวอชิงตัน ดีซี) เปิดเผยกับ Cointelegraph ว่า Bitcoin และ Stablecoin ที่ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์แบบ "พึ่งพาซึ่งกันและกัน" ไม่ต่างจากระบบ Petrodollar ที่น้ำมันและดอลลาร์ผูกโยงกันมาตั้งแต่ยุค 70 ขณะที่จีนเลือกเส้นทางตรงข้ามด้วยการแบน Bitcoin และผลักดัน Digital Yuan แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งกิจกรรมขุด Bitcoin ของสระขุด (Mining Pool) ในจีนได้จริง
Bitcoin กับดอลลาร์ ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นพันธมิตร
หลายปีที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า Bitcoin คือภัยคุกคามต่ออำนาจของดอลลาร์สหรัฐฯ — แต่ Sam Lyman จาก BPI มองต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

"คู่เทรดที่ใหญ่ที่สุดของ Bitcoin คือ BTC/USD" Lyman กล่าว โดยอ้างถึง USDt ของ Tether (สกุลเงินดิจิทัลที่ตรึงมูลค่าไว้กับดอลลาร์ โดยมีเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นหนุนหลัง) ในฐานะตัวกลางหลักของตลาด
ยิ่ง Bitcoin ได้รับการยอมรับมากเท่าไหร่ ความต้องการ Stablecoin ที่อิงกับดอลลาร์ก็ยิ่งพุ่งขึ้นตาม ซึ่งหมายความว่าดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของระบบนิเวศคริปโตด้วยเช่นกัน
บทเรียนจาก Petrodollar สู่ยุค "Crypto-Dollar"
Lyman เปรียบเทียบความสัมพันธ์นี้กับระบบ Petrodollar (ระบบที่น้ำมันทั่วโลกถูกกำหนดราคาและซื้อขายเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเริ่มต้นในช่วงต้นทศวรรษ 1970) ที่ทำให้ความต้องการดอลลาร์พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกมาตลอดกว่า 50 ปี

วันนี้ ตลาดคริปโตอาจกำลังสร้างพลวัตคล้ายกันขึ้นมาใหม่ในรูปแบบดิจิทัล — ยิ่งมีคนซื้อขาย Bitcoin มากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งต้องการ USD-Stablecoin มากเท่านั้น
Lyman ยังกระตุ้นให้รัฐสภาสหรัฐฯ เดินหน้า GENIUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act — กฎหมายกำกับดูแล Stablecoin ระดับรัฐบาลกลางฉบับแรกของสหรัฐฯ) โดยไม่เบี่ยงเบนจากหลักการพื้นฐาน เพื่อรักษาความเหนือกว่าของดอลลาร์ในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก
จีน: แบนหนัก แต่สกัดไม่ได้จริง
ในมุมมองของ Lyman จีนแบน Bitcoin ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะทั้ง Bitcoin และ Stablecoin เป็น "ภัยคุกคามร้ายแรง" ต่อระบบควบคุมการไหลเวียนของเงินทุน (Capital Controls — มาตรการที่รัฐบาลใช้ควบคุมไม่ให้เงินออกนอกประเทศ) ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจจีน
"เศรษฐกิจจีนทั้งหมดพึ่งพา Capital Controls เพื่อป้องกันไม่ให้ชนชั้นนำนำเงินออกนอกประเทศ" Lyman อธิบาย
จีนจึงเลือกเส้นทางทางเลือก ด้วยการเปิดตัว Digital Yuan หรือ e-CNY — CBDC (Central Bank Digital Currency — สกุลเงินดิจิทัลออกโดยธนาคารกลาง) ที่สามารถโปรแกรมและควบคุมการใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายยึดกุมการควบคุมกระแสเงินทุนและแย่งส่วนแบ่งตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม มาตรการแบนของจีนกลับพิสูจน์ว่าสกัดกั้นได้ยากกว่าที่คิด — ข้อมูลจาก Hashrate Index ระบุว่า สระขุด Bitcoin ในจีน (Chinese Mining Pools) ยังคงครองสัดส่วนกว่า 36% ของ Global Hashrate (พลังประมวลผลรวมที่สระขุดทั่วโลกมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย Bitcoin) แม้จะมีการแบนอย่างเป็นทางการก็ตาม
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความคืบหน้าของกฎหมาย Stablecoin ในสหรัฐฯ
👉 ทรัมป์ลงนามกฎหมาย GENIUS Act กำหนดกรอบควบคุม Stablecoin ฉบับแรกของสหรัฐฯ
👉 ผู้เชี่ยวชาญชี้ GENIUS Act คือจุดเริ่มต้นของโครงสร้างคริปโตระดับโลก จุดประกายยุคใหม่ DeFi
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph ภาพ finance.yahoo.com
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict มุมมองของ Lyman ท้าทายเรื่องเล่ากระแสหลักที่มักวาด Bitcoin ให้เป็น "ศัตรูของดอลลาร์" ได้อย่างน่าสนใจ — ในความเป็นจริง ยิ่ง Bitcoin เติบโต ดอลลาร์ผ่านช่องทาง Stablecoin กลับยิ่งแผ่ขยายออกไปในตลาดโลกด้วย ส่วนกรณีของจีนก็ชวนให้ขบคิดไม่น้อย เมื่อ "การแบน" อย่างเป็นทางการยังไม่อาจหยุดยั้งแรงขุด Bitcoin จากสระขุดในแผ่นดินจีนได้จริง สะท้อนธรรมชาติที่ Permissionless หรือ "ไม่ต้องขออนุญาต" ของเครือข่าย Bitcoin ในระยะยาว การที่สหรัฐฯ วาง Stablecoin เป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลดอลลาร์ในยุคดิจิทัล ดูเป็นยุทธศาสตร์ที่น่าจับตาและน่าจะส่งผลสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์การเงินโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: Bitcoin, Stablecoin, ดอลลาร์สหรัฐ, GENIUS Act, CBDC, Digital Yuan, Bitcoin Policy Institute, Capital Controls, Mining Pool, Hashrate
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com