15 July 2026ข่าว

Bitcoin ร่วง 2% ทรัมป์ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกรอบ ตลาดคริปโตทั้งกระดานแดง

ตลาดคริปโตร่วงยกแผงเมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศรื้อฟื้นมาตรการปิดกั้นเรืออิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz — เส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดของโลก) พร้อมเสนอให้สหรัฐฯ ควบคุมเส้นทางนี้ถาวร แลกกับการเก็บค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านทาง 20% ความตึงเครียดที่กลับมาอีกครั้งทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงยกแผง ทั้งคริปโตและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ข้อเสนอเก็บค่าผ่านทาง 20% นี้ถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนแนวทางจากมาตรการด้านความมั่นคงล้วนๆ มาเป็นการหารายได้เพิ่มเติมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งยังต้องรอดูรายละเอียดการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ

 

📉 ตัวเลขที่ร่วงยกแผง

 

ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สินทรัพย์คริปโตหลักร่วงพร้อมกันทุกตัว:

  • Bitcoin (BTC) ร่วง 2.10% เหลือ 62,405.07 ดอลลาร์
  • Ethereum (ETH) ร่วง 1.98% เหลือ 1,782.82 ดอลลาร์
  • XRP ร่วง 2.02% เหลือ 1.06 ดอลลาร์
  • Dogecoin (DOGE) ร่วง 1.54% เหลือ 0.07207 ดอลลาร์

ฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลงพร้อมกัน โดยดัชนี Dow Jones ลดลง 0.26% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.79% และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนักสุด 1.55%

 

⚓ ปิดช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร ทำไมตลาดถึงสะเทือน

 

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่าน ทุกครั้งที่มีความเสี่ยงว่าเส้นทางนี้จะถูกปิดหรือถูกควบคุม ตลาดจะตีความว่าเป็นสัญญาณความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระดับสูง และนักลงทุนมักลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงลงทันที ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน 2569 อิหร่านเคยประกาศเปิดช่องแคบอีกครั้งหลังหยุดยิง ซึ่งช่วยหนุน Bitcoin ให้ฟื้นตัวขึ้นไปแตะ 77,000 ดอลลาร์ได้ (อ่านรายละเอียดในข่าวที่เกี่ยวข้องด้านล่าง) การประกาศรื้อฟื้นบล็อกเคดครั้งนี้จึงเหมือนพลิกกลับสถานการณ์ที่เพิ่งคลี่คลายไป

 

💥 แรงกระแทกต่อตลาด: วอลุ่มพุ่ง Liquidation ทะลุ 360 ล้าน

 

ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นทำให้ปริมาณการเทรดพุ่งขึ้นเท่าตัวแตะ 37.15 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.24 ล้านล้านบาท อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 33.34 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569) ขณะที่มูลค่าการ Liquidation (การบังคับปิดสถานะเทรดที่ใช้เลเวอเรจเมื่อขาดทุนเกินกำหนด) ทะลุ 360 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) โดยส่วนใหญ่เป็นฝั่ง Long หรือฝั่งที่เดิมพันว่าราคาจะขึ้น ซึ่งโดนล้างพอร์ตหนักสุด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ Open Interest (มูลค่าสัญญาฟิวเจอร์สที่ยังเปิดอยู่ในตลาด) ของ Bitcoin กลับเพิ่มขึ้น 2.24% ท่ามกลางราคาที่ร่วง สะท้อนว่ามีการเปิดสถานะ Short หรือเดิมพันว่าราคาจะลงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันดัชนี Fear & Greed Index (ดัชนีวัดความกลัวและความโลภของตลาดคริปโต) ก็ร่วงเข้าสู่โซน “Extreme Fear” หรือความกลัวสุดขั้ว

 

ความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตลาดคริปโตปีนี้ — เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา Bitcoin เคยเผชิญแรงขายจากสถานการณ์สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ระลอกก่อนหน้ามาแล้ว ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาและได้แรงหนุนจาก ETF ไหลเข้าสุทธิเมื่อวานนี้ การรื้อฟื้นมาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้จึงเป็นการทดสอบว่าตลาดจะซึมซับความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์รอบใหม่ได้เร็วเท่าครั้งก่อนหรือไม่ โดยตลอดปี 2569 ที่ผ่านมา สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซมีการขู่ปิดกั้นและ ประกาศเปิดสลับกันหลายรอบ โดยยังไม่เคยมีการปิดเส้นทางจริงต่อเนื่องยาวนาน ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าตลาดอาจกำลังเรียนรู้ ที่จะตอบสนองต่อข่าวลักษณะนี้เบาลงเรื่อยๆ ในระยะยาว

 

เหตุผลที่ตลาดการเงินทั่วโลกให้ความสำคัญกับช่องแคบฮอร์มุซเป็นพิเศษ เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว ที่สำคัญที่สุดของโลก ทุกครั้งที่มีความเสี่ยงว่าเส้นทางนี้จะถูกปิดกั้นหรือควบคุมโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ราคาพลังงานมักผันผวนทันที ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาถึงต้นทุนการผลิตทั่วโลกและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท ไม่เฉพาะคริปโต เห็นได้จากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงพร้อมกันในวันเดียวกัน

 

สังเกตได้ว่าครั้งนี้ Bitcoin ร่วงแรงกว่า Ethereum, XRP และ Dogecoin เล็กน้อย ซึ่งผิดจากแพทเทิร์นทั่วไปที่ Altcoin (เหรียญคริปโตอื่นนอกเหนือจาก Bitcoin) มักผันผวนรุนแรงกว่า Bitcoin ในช่วงตลาดปั่นป่วน สะท้อนว่าแรงเทขายรอบนี้กระจุกตัว อยู่ที่นักลงทุนสถาบันและกองทุนที่ถือ Bitcoin ผ่านช่องทาง ETF และตลาด Futures เป็นหลัก มากกว่านักลงทุนรายย่อยในตลาด Altcoin

 

สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับตลาด Futures การเปิดสถานะ Long คือการเดิมพันว่าราคาสินทรัพย์จะปรับตัวขึ้น ส่วนสถานะ Short คือการเดิมพันว่าราคาจะปรับตัวลง เมื่อราคาร่วงกะทันหันแบบนี้ ผู้ที่เปิดสถานะ Long ด้วยเลเวอเรจสูง จึงมีความเสี่ยงถูกบังคับปิดสถานะ หรือ Liquidation มากที่สุด ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในรอบนี้

 

🐋 มุมมองนักวิเคราะห์: วาฬกำลังเก็บของสวนตลาด?

 

ท่ามกลางบรรยากาศแง่ลบ Ali Martinez นักวิเคราะห์คริปโต ให้ความเห็นว่า Accumulation Trend Score (ดัชนีวัดแนวโน้มการสะสมเหรียญของกลุ่มผู้ถือรายใหญ่) ของ Bitcoin ยังคงอยู่ใกล้ระดับ 1 ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน “ค่าที่ใกล้ระดับ 1 บ่งชี้ว่าวาฬ หรือกลุ่มผู้ถือเหรียญรายใหญ่ในเครือข่าย กำลังสะสม Bitcoin เข้าพอร์ตอย่างต่อเนื่อง” Martinez ระบุ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ขัดแย้งกับความตื่นตระหนกระยะสั้นในตลาด

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
เหตุการณ์นี้พลิกกลับสถานการณ์ที่เพิ่งคลี่คลายไปเมื่อวานนี้เอง หลัง ETF ไหลเข้าสุทธิครั้งแรกในรอบ 8 สัปดาห์
👉 ETF ไหลเข้าสุทธิครั้งแรกในรอบ 8 สัปดาห์ ราคายืนเหนือ 62,000 ดอลลาร์ แม้สหรัฐฯ-อิหร่านตึงเครียด

👉 โลกหายใจคล่อง! อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซรับหยุดยิง ดัน Bitcoin แตะ 77,000

👉 Bitcoin เผชิญแรงขายครั้งใหม่ เซ่นพิษสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Benzinga

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

 

ความผันผวนรอบนี้สะท้อนแพทเทิร์นที่ตลาดคริปโตเจอซ้ำๆ ในปี 2569 คือไวต่อข่าวภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางเป็นพิเศษ เพราะกระทบราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกัน สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือ Bitcoin หรือคริปโตผ่านเว็บเทรดในประเทศ จุดที่น่าจับตาไม่ใช่แค่ราคาที่ร่วง แต่คือสัญญาณ Open Interest และ Accumulation Trend ที่ยังบ่งชี้ว่ารายใหญ่ไม่ได้ทิ้งเหรียญ ซึ่งต่างจากการเทขายแบบตื่นตระหนกทั่วไป ทีมข่าว Bitcoin Addict จะติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและอัปเดตทันทีหากมีความคืบหน้า ทั้งนี้ตลาดคริปโตยังผันผวนสูง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจ

 

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com