Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

Bitcoin เผชิญแรงขายครั้งใหม่ เซ่นพิษสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ปะทุอีกครั้ง ดันราคาน้ำมันพุ่ง
09 July 2026ข่าวคริปโตโดย Rawiwarn Owattasanee

Bitcoin เผชิญแรงขายครั้งใหม่ เซ่นพิษสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ปะทุอีกครั้ง ดันราคาน้ำมันพุ่ง

Bitcoin ร่วงลงกว่า 3.5% ในวันพุธที่ผ่านมา หลุดแนวรับสำคัญที่ $60,000 (ประมาณ 2,007,000 บาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33.45 บาท/ดอลลาร์ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2569) ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทวีความรุนแรง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแรง ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี และการเทขาย Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Strategy (STRATEGY, เดิมชื่อ MicroStrategy — บริษัทซอฟต์แวร์ที่ผันตัวมาเป็นบริษัทถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลก) มูลค่า $216 ล้าน (ประมาณ 7,225,200,000 บาท) พูดง่ายๆ ก็คือ ตลาดคริปโตกำลังเจอ "พายุเข้าพร้อมกันหลายลูก" ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยเฉพาะตัวของบริษัท

 

📉 Bitcoin หลุด $62,000 สวนทางหุ้นเทคที่ฟื้นตัว

 

หลัง Bitcoin พยายามทวงคืนระดับ $64,500 ในวันจันทร์แต่ไม่สำเร็จ ราคากลับปรับตัวลงพร้อมกับดัชนี Nasdaq (ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ) ที่อยู่ในช่วงขาลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในวันพุธที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน Bitcoin กลับไม่สามารถดีดตัวขึ้นจากระดับ $62,000 ได้ตาม ซึ่งสะท้อนว่าอาจมีแรงกดดันเฉพาะตัวที่กระทบสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่าตลาดหุ้นทั่วไป

 

ad4nxdihwoh-aepbdhnaua0ttu5927uihny7ckktrkhr5wfzwlwzjiggahp0exzb3eslqwk-tz6oqflmv9yae2r9ca-flnlub1ugvr4ge4bhcehi04cxhhexsko3wlcy4gunm3k4jru5fiuuyufq2ycypqc54g6f1sis2048key5v5931703vnfzfqvcm146w-960x333.webp
สัญญาซื้อขายล่วงหน้า Nasdaq-100 (ซ้าย) เทียบกับ Bitcoin/USD (ขวา) ที่มา: TradingView

 

จากข้อมูลตลาดล่าสุด Bitcoin ซื้อขายอยู่ในช่วง $61,000–64,000 หลังจากที่เคยหลุดลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 21 เดือนที่ราว $58,000 ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนจะดีดตัวกลับมา โดยโซน $58,000–$60,000 ยังคงเป็นแนวรับสำคัญที่นักวิเคราะห์จับตามองอย่างใกล้ชิด หากหลุดระดับนี้อาจเปิดทางไปสู่โซน $54,900–$55,000 ได้

 

ad4nxe4iowfkvagslvgljxb79hmrp5ytpr40zzew3ylmbeax8vwt8t2io3dqshtcvktupkidh5fcwcb8xmx8imp0w6htqmrdjqae8h6ayu4jx8oqojhrkxpymhdvduze8n0hs0zj0hsiorja3fup68zaqw3hw39lkyqs2048key5v5931703vnfzfqvcm146w-960x365.webp
อัตราต่อรองโดยนัยสำหรับอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายของ FED Funds ในวันที่ 16 กันยายน แหล่งที่มา: เครื่องมือ CME FedWatch

 

🛢️ สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ปะทุอีกครั้ง ดันราคาน้ำมันพุ่ง

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แถลงเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ระหว่างการประชุมสุดยอด NATO (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) ที่นครอังการา ตุรกี ว่าข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่าน "จบลงแล้ว" หลังกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านเพื่อตอบโต้การโจมตีเรือ 3 ลำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) พุ่งขึ้นกว่า 5% แตะระดับกว่า $78 ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ปรับขึ้นกว่า 4% แตะ $73.52 ต่อบาร์เรล

 

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ เนื่องจากกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก ซึ่งลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ สภาพแวดล้อมเช่นนี้กดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหนัก โดย Bitcoin เองยังไม่ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (hedge) ที่มีประสิทธิภาพในสายตานักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่

 

นอกจากนี้ ในการประชุม NATO ครั้งเดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวโจมตีสเปนอย่างรุนแรง โดยระบุว่าสเปนเป็น "หายนะที่ไร้ประโยชน์" (wasted cause) และเรียกร้องให้ตัดขาดการค้ากับสเปนทั้งหมด หลังสเปนปฏิเสธที่จะบรรลุเป้าหมายงบประมาณกลาโหมใหม่ของ NATO ที่ 5% ของ GDP ความตึงเครียดทางการค้าลักษณะนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในภาพรวม

 

🇯🇵 ผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นแตะสูงสุดรอบ 30 ปี

 

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (Japanese Government Bond) อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีที่ประมาณ 2.85–2.87% สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อการขาดความเป็นอิสระของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลที่จะปรับแนวนโยบายการเงินเพื่อ "สร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น" ญี่ปุ่นถือเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury) รายใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ ทำให้ความเสี่ยงนี้อาจลุกลามไปสู่ตลาดการเงินโลกในวงกว้าง

 

เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้น กลไก "yen carry trade" (การกู้ยืมเงินเยนที่ดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในต่างประเทศ) จะมีต้นทุนสูงขึ้นตามไปด้วย บีบให้นักลงทุนบางส่วนต้องขายสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต เพื่อคืนเงินกู้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญต่อราคา Bitcoin ในช่วงนี้

 

💰 Strategy เทขาย Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท

 

จุดที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดมากที่สุดคือการที่ Strategy (MSTR) เปิดเผยผ่านเอกสาร 8-K (เอกสารแจ้งเหตุการณ์สำคัญต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC) เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2569 ว่าได้ขาย Bitcoin จำนวน 3,588 เหรียญ ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน–5 กรกฎาคม รวมมูลค่าประมาณ $216 ล้าน (ประมาณ 7,225,200,000 บาท) ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ $60,000 ต่อเหรียญ ถือเป็นการขาย Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

 

เงินที่ได้จากการขายครั้งนี้ถูกนำไปใช้จ่ายเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock) หลายรุ่น ได้แก่ STRF, STRE, STRK, STRD และ STRC พร้อมเติมเงินสดสำรองของบริษัทที่อยู่ที่ $2.55 พันล้าน ณ วันที่ 5 กรกฎาคม หลังการขาย Strategy ยังคงถือครอง Bitcoin รวม 843,775 เหรียญ ที่ต้นทุนเฉลี่ยประมาณ $75,476 ต่อเหรียญ ทำให้บริษัทยังคงเป็นผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลก แต่การขายครั้งนี้เกิดขึ้นที่ราคาต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยราว $15,000 ต่อเหรียญ คิดเป็นผลขาดทุนที่รับรู้จริง (realized loss) กว่า $53 ล้านจากล็อตที่ขายไป

 

ที่น่าสนใจคือ ปฏิกิริยาของตลาดต่อการขายรอบนี้ค่อนข้างแตกต่างจากครั้งก่อน — ย้อนไปปลายเดือนพฤษภาคม การที่ Strategy ขาย Bitcoin เพียง 32 เหรียญ (ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565) เคยจุดชนวนความตื่นตระหนกจนราคา Bitcoin ร่วงจาก $74,000 ลงมาที่ $60,000 ภายในไม่กี่วัน แต่ครั้งนี้แม้จะขายมากกว่าเดิมกว่า 112 เท่า ตลาดกลับดูดซับแรงขายได้ดีกว่า โดย Zach Pandl หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Grayscale (บริษัทจัดการสินทรัพย์คริปโตรายใหญ่) มองว่าการขายครั้งนี้เป็นผลบวกในระยะยาว เพราะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างทางการเงินของบริษัท

 

🏦 อินเดียหนุนแบนคริปโตเข้ม เพิ่มแรงกดดันเชิงกฎระเบียบ

 

นอกเหนือจากปัจจัยมหภาคแล้ว ธนาคารกลางอินเดีย (RBI — Reserve Bank of India) ยังส่งสัญญาณสนับสนุนนโยบาย "เอียงไปทางการแบน" สินทรัพย์คริปโตเอกชน ตามเอกสารภายในของรัฐบาลที่สำนักข่าว Reuters ได้รับ โดย RBI เสนอให้ห้ามธนาคารและสถาบันการเงินถือครอง ซื้อขาย หรือมีความเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์คริปโตในทุกรูปแบบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ ขณะที่กรมสรรพากรอินเดียเสริมว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเสี่ยงต่อการหลีกเลี่ยงภาษีอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มนอกประเทศและ P2P (peer-to-peer — การซื้อขายโดยตรงระหว่างบุคคลโดยไม่ผ่านตัวกลาง) ตรวจสอบได้ยาก

 

สัญญาณการคุมเข้มเชิงกฎระเบียบเช่นนี้เป็นอีกปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นในตลาดคริปโตโดยรวม แม้อินเดียจะยังไม่มีกฎหมายห้ามคริปโตอย่างเป็นทางการ แต่ท่าทีของหน่วยงานหลักที่เอนเอียงไปทางการจำกัดก็เพียงพอที่จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุน

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการขาย Bitcoin ครั้งแรกของ Strategy และปัจจัยกดดันราคา Bitcoin หลุด $60,000 ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม–มิถุนายนที่ผ่านมา
👉 Strategy กลับมาซื้อ Bitcoin! กวาด 1,550 BTC หลังดราม่าขาย 32 เหรียญ ดันคลังแตะ 845,256 BTC
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph, Reuters, CoinDesk, NBC News, ABC News, Bitcoin Magazine, CME Group / ภาพ cryptoticker.io

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict สิ่งที่น่าสังเกตในรอบนี้คือ ตลาดดูจะแยกแยะได้ดีขึ้นระหว่าง "สัญลักษณ์" กับ "ตัวเลขจริง" — การขาย Bitcoin ของ Strategy แม้จะมีมูลค่าสูงกว่าครั้งก่อนถึง 112 เท่า แต่กลับไม่ทำให้ตลาดตื่นตระหนกรุนแรงเท่าครั้งที่ขายเพียง 32 เหรียญ ซึ่งอาจสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มเข้าใจกลไกการบริหารกระแสเงินสดของบริษัทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงเชิงมหภาคที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งสงคราม พันธบัตรญี่ปุ่น และท่าทีกฎระเบียบจากอินเดีย ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสะท้อนว่าตลาดคริปโตยังคงเชื่อมโยงกับความเสี่ยงในระบบการเงินโลกอย่างแยกไม่ออก การกระจายความเสี่ยงและติดตามข้อมูลจากหลายแหล่งจึงยังเป็นสิ่งสำคัญเสมอ

 

⚠️ คำเตือนความเสี่ยงการลงทุน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง มูลค่าอาจผันผวนได้ทั้งขึ้นและลง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

Tags / คีย์เวิร์ด SEO Bitcoin, แนวรับ $60,000, Strategy ขาย Bitcoin, MSTR, สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ, พันธบัตรญี่ปุ่น, RBI แบนคริปโต, ตลาดคริปโต

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com