Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

Anthropic เตือนภัย! AI ใกล้ "พัฒนาตัวเองแบบวนซ้ำ" ได้โดยไร้มนุษย์ควบคุม — สัญญาณสำคัญที่โลกคริปโตต้องจับตา
05 June 2026ข่าวคริปโตโดย Rawiwarn Owattasanee

Anthropic เตือนภัย! AI ใกล้ "พัฒนาตัวเองแบบวนซ้ำ" ได้โดยไร้มนุษย์ควบคุม — สัญญาณสำคัญที่โลกคริปโตต้องจับตา

Anthropic บริษัท AI ผู้พัฒนาแชตบอต Claude ออกมาเตือนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ว่า AI กำลังเข้าใกล้จุดที่จะ "พัฒนาตัวเอง" สร้าง AI รุ่นใหม่ที่เก่งกว่าเดิมได้เองโดยไม่ต้องพึ่งมนุษย์ และเสนอให้ทั่วโลกพิจารณาชะลอการพัฒนาเพื่อให้สังคมตามทัน ที่น่าสนใจคือประเด็นนี้เกี่ยวพันกับคริปโตโดยตรง เพราะเอเจนต์ AI ที่ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ กำลังกลายเป็นผู้ใช้งานรายใหญ่ของสเตเบิลคอยน์บนบล็อกเชน

 

🤖 Anthropic ส่งสัญญาณเตือน: AI กำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยน

 

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569 Anthropic (บริษัท AI สัญชาติสหรัฐฯ ผู้พัฒนาแชตบอต Claude) เผยแพร่บทความในชื่อ "When AI builds itself" เขียนโดย มาริน่า ฟาวาโร (Marina Favaro) หัวหน้าฝ่ายวิจัยภายในของ Anthropic Institute และ แจ็ค คลาร์ก (Jack Clark) ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายนโยบายของบริษัท

 

pasted-image-1340.webp
การพัฒนา AI กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้ตัวแทนอัจฉริยะสามารถพัฒนาตนเองได้โดยไม่ต้องอาศัยการป้อนข้อมูลจากมนุษย์ ที่มา: Anthropic

 

ใจความสำคัญคือ ปัจจุบันเอเจนต์ AI สามารถรันโค้ดได้ด้วยตัวเอง มอบหมายงานหลายชั่วโมงให้เอเจนต์ตัวอื่นทำต่อได้ และกำลังเข้าใกล้จุดที่จะเข้ามารับช่วงกระบวนการพัฒนาแทนมนุษย์เกือบทั้งหมด ทั้งสองคนระบุว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มนุษย์เป็นผู้ขับเคลื่อนทุกขั้นตอนของการพัฒนา AI แต่เวลานี้ Anthropic กำลังมอบหมายงานพัฒนา AI ส่วนที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ให้ระบบ AI ทำเอง ซึ่งช่วยเร่งความเร็วในการทำงานของบริษัท และหากปล่อยให้แนวโน้มนี้ดำเนินไปไกลพอ บวกกับพลังประมวลผลที่มากพอ ปลายทางก็คือ AI ที่สามารถออกแบบและพัฒนา "รุ่นต่อไปของตัวเอง" ได้อย่างเป็นอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

 

📈 "การพัฒนาตัวเองแบบวนซ้ำ" (Recursive Self-Improvement) คืออะไร

 

การพัฒนาตัวเองแบบวนซ้ำ (กระบวนการที่ระบบ AI ออกแบบ สร้าง และฝึกฝน AI รุ่นใหม่ที่เก่งกว่าเดิมได้ด้วยตัวเอง โดยมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องน้อยลงเรื่อยๆ) คือหัวใจของคำเตือนนี้

 

ตัวเลขที่ Anthropic ยกมาน่าสนใจไม่น้อย โดยระบุว่าความสามารถของโมเดล AI กำลังพัฒนาขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ ราว 4 เดือน เร็วกว่าเดิมที่เคยใช้เวลาราว 7 เดือน ขณะที่บทบาทของมนุษย์ในแต่ละขั้นตอนกำลังแคบลง โดยโมเดล Claude เป็นผู้เขียนโค้ดราว 80% ของโค้ดทั้งหมดที่ถูกรวมเข้าสู่ระบบของ Anthropic แล้ว

 

ทั้งคู่อธิบายต่อว่า เมื่อใดที่คุณภาพโค้ดจากฝีมือมนุษย์กับ AI เท่าเทียมกัน มนุษย์ก็จะเลิกเขียนโค้ดเองและเปลี่ยนบทบาทมาเป็น "ผู้ตรวจทาน" เท่านั้น แต่ถ้ามนุษย์ตรวจทานได้ไม่ทันความเร็วที่ Claude สร้างโค้ดออกมา การตรวจทานของมนุษย์ก็จะกลายเป็น "คอขวด" ของการพัฒนา AI เสียเอง อย่างไรก็ตาม พวกเขาย้ำว่าเรายังมาไม่ถึงจุดนั้น และการพัฒนาตัวเองแบบวนซ้ำ "ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" แต่ก็อาจมาถึงเร็วกว่าที่หลายองค์กรเตรียมรับมือไว้

 

⚠️ ทำไม Anthropic ถึงเสนอให้ "ชะลอ" การพัฒนา

 

ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาของ ฟาวาโร และ คลาร์ก คือ โลกควรมีทางเลือกในการชะลอหรือหยุดพัฒนา AI ระดับแนวหน้า (frontier AI) ชั่วคราว เพื่อเปิดพื้นที่ให้โครงสร้างทางสังคมและงานวิจัยด้านความปลอดภัย (alignment) ตามเทคโนโลยีให้ทัน

 

แต่พวกเขาก็เตือนถึงอีกด้านหนึ่งว่า หากการชะลอเพียงแค่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นที่ระมัดระวังน้อยที่สุดไล่ตามทันในเชิงเทคโนโลยี ผลลัพธ์อาจทำให้ทุกฝ่ายปลอดภัยน้อยลง และหากปราศจากกลไกประสานงานระดับโลก ทั้งบริษัทและรัฐบาลก็จะต้องตัดสินใจเรื่องความปลอดภัยภายใต้แรงกดดันด้านการแข่งขันและภูมิรัฐศาสตร์ โดย Anthropic วางแผนจะหารือกับฝ่ายนิติบัญญัติเกี่ยวกับประเด็นนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

🧬 บริบทความปลอดภัย: จดหมายเปิดผนึก และโมเดล Claude Mythos ที่ถูกระงับ

 

ในวันเดียวกัน กลุ่มผู้นำด้านเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงบุคคลจาก Anthropic และ OpenAI (บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT) ได้ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ผู้ออกกฎหมายวางกรอบกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ด้วยความกังวลว่าเทคโนโลยีนี้อาจถูกใช้ทลา"กำแพงความรู้" ที่เคยขัดขวางผู้ไม่หวังดีจากการสร้างอาวุธชีวภาพ

 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 Anthropic ก็เคยตัดสินใจไม่เปิดให้สาธารณะใช้งานโมเดล Claude Mythos (โมเดล AI รุ่นทรงพลังของบริษัทที่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะพันธมิตรกลุ่มเล็ก) เพราะกังวลถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงไซเบอร์ระดับโลก ส่วนทาง OpenAI เองก็ได้ระบุไว้เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ว่ากำลังวิจัยวิธีพัฒนาและใช้งาน AI ที่พัฒนาตัวเองแบบวนซ้ำได้อย่างปลอดภัย พร้อมเปิดรับนักวิจัยด้าน "การเตรียมพร้อมรับมือการพัฒนาตัวเองแบบวนซ้ำ" เข้าทีมวิจัยความปลอดภัยโดยเฉพาะ

 

💸 จุดเชื่อมกับโลกคริปโต: เมื่อเอเจนต์ AI ใช้สเตเบิลคอยน์เป็น "ราง" ชำระเงิน

 

นี่คือส่วนที่ผู้อ่านสายคริปโตควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเอเจนต์ AI (โปรแกรม AI ที่ทำงานและตัดสินใจแทนผู้ใช้ได้เองอัตโนมัติ) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น รวมถึงในหมู่ผู้ใช้คริปโตด้วย ผู้บริหารคริปโตบางรายมองว่า การที่เอเจนต์ AI เข้ามาทำธุรกรรมเองอาจช่วยผลักดันการใช้งานและปริมาณธุรกรรมให้สูงขึ้น โดย เจเรมี อัลแลร์ (Jeremy Allaire) ซีอีโอของ Circle (บริษัทผู้ออกสเตเบิลคอยน์ USDC) คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ว่า ภายใน 5 ปี จะมีเอเจนต์ AI หลายพันล้านตัวทำงานแทนผู้ใช้

 

และนี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี รายงานจาก Keyrock (บริษัทด้านการลงทุนคริปโตและผู้ดูแลสภาพคล่องระดับโลก) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ระบุว่า การชำระเงินโดยเอเจนต์ AI ได้เปลี่ยนจากแนวคิดมาสู่ความเป็นจริงภายในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าธุรกรรมรวมกว่า 73 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.4 พันล้านบาท เมื่อคำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์) กระจายอยู่ในธุรกรรมถึง 176 ล้านรายการ ที่สำคัญ รายงานฉบับเดียวกันชี้ว่าราว 98.6% ของธุรกรรมเหล่านี้ชำระด้วย USDC (สเตเบิลคอยน์ที่ตรึงมูลค่า 1:1 กับดอลลาร์สหรัฐฯ) ตอกย้ำว่าสเตเบิลคอยน์กำลังกลายเป็น "ราง" หลักของการชำระเงินระหว่างเครื่องจักร พูดง่ายๆ คือ ถ้าคำเตือนของ Anthropic เป็นจริงและ AI พัฒนาเร็วขึ้น เศรษฐกิจของเอเจนต์ที่วิ่งอยู่บนรางคริปโตก็มีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย

 

📎 อ่านเพิ่มเติม: (หมายเหตุ: ยังไม่พบบทความที่เกี่ยวข้องโดยตรงบน Bitcoinaddict.com จึงอ้างอิงแหล่งภายนอกที่น่าเชื่อถือ) 
👉 When AI builds itself — Anthropic Institute 
👉 ‘Developed ecosystem’ based on crypto has sprung up for AI agents — Cointelegraph
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph / ภาพ euronews.com

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict คำเตือนของ Anthropic สะท้อนว่าการพัฒนา AI กำลังเร่งตัวเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ และสำหรับวงการคริปโต ประเด็นที่น่าจับตาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องราคา แต่เป็นการที่เอเจนต์ AI กำลังกลายเป็น "ผู้ใช้งานจริง" ของโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนและสเตเบิลคอยน์ หากเทคโนโลยีพัฒนาเร็วขึ้นตามที่เตือน บล็อกเชนที่รองรับการชำระเงินจำนวนน้อยและความถี่สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจมีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักร อย่างไรก็ตาม การที่ธุรกรรมเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ที่ USDC เพียงเหรียญเดียว ก็เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่น่าจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียว

 

Tags / คีย์เวิร์ด SEO: Anthropic · recursive self-improvement · เอเจนต์ AI · สเตเบิลคอยน์ · USDC · แจ็ค คลาร์ก · AI คริปโต · Claude Mythos

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com