
Hyperliquid (HYPE) คืออะไร? เว็บเทรด Perpetual Futures ที่ย้ายทุกอย่างขึ้นบล็อกเชน (อัปเดต 2026)
Hyperliquid (HYPE) คือเครือข่ายซื้อขาย Perpetual Futures แบบออนเชนที่ใช้สถาปัตยกรรม HyperCore/HyperEVM รู้จักกรณี JELLY เหตุการณ์ความเสี่ยงกองทุน HLP คู่แข่งอย่าง Aster และซื้อที่ไหนได้บ้างในไทย
ราคาบาท
2,798 บาท
มูลค่าตลาด
$18.90B
ปริมาณ 24 ชม.
$1.55B
ข้อมูลจาก CoinGecko ณ 5 ก.ย. 2569 00:58 น. · อัปเดตทุก 15 นาที
Hyperliquid (HYPE) คือบล็อกเชน Layer 1 (เครือข่ายบล็อกเชนหลักที่มีระบบยืนยันธุรกรรมเป็นของตัวเอง ไม่ได้พึ่งพาเครือข่ายอื่น) ที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นเพื่อรองรับการซื้อขาย Perpetual Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่มีวันหมดอายุ ใช้เงินค้ำประกันน้อยกว่ามูลค่าสัญญาจริงเพื่อเปิดสถานะเก็งกำไรราคาขึ้นหรือลงได้) แบบออนเชนทั้งหมด โดยตั้งเป้าให้ความเร็วและประสบการณ์ใช้งานใกล้เคียงเว็บเทรดคริปโตแบบรวมศูนย์อย่าง Binance ในขณะที่ทุกคำสั่งซื้อขายยังถูกบันทึกและตรวจสอบได้บนบล็อกเชนสาธารณะ
สิ่งที่ทำให้ Hyperliquid ต่างจากบล็อกเชนอื่นในตลาดคือมันไม่ได้พยายามเป็น "แพลตฟอร์มอเนกประสงค์" แบบ Ethereum หรือ Solana ตั้งแต่แรก แต่สร้างเครือข่ายทั้งชุดขึ้นมาเพื่อรองรับงานเดียวคือระบบซื้อขายที่ต้องการความเร็วสูงและการจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบเรียลไทม์ ก่อนจะค่อยๆ ขยายให้รองรับการเขียน Smart Contract (สัญญาอัจฉริยะ คือโปรแกรมที่รันอัตโนมัติบนบล็อกเชน) ทั่วไปได้ในภายหลัง อีกจุดที่ทำให้ Hyperliquid ถูกพูดถึงมากในวงการคือทีมผู้ก่อตั้งไม่รับเงินทุนจากบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital หรือ VC) เลยตั้งแต่เริ่มโปรเจกต์ แล้วแจกเหรียญ HYPE ส่วนใหญ่ให้ผู้ใช้งานจริงแทนที่จะให้นักลงทุนสถาบัน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่คนใช้งานคริปโตอย่างมากตอนเปิดตัว
Hyperliquid คืออะไร?
สรุปง่ายๆ สำหรับมือใหม่
ลองนึกภาพเว็บเทรดคริปโตแบบ Binance หรือ Bybit ที่มีระบบเปิดสถานะเทรดแบบใช้เลเวอเรจ (Leverage คือการยืมเงินเพิ่มเพื่อเปิดสถานะให้ใหญ่กว่าเงินทุนจริงที่มี) แต่แทนที่ทุกอย่างจะทำงานอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเพียงเจ้าเดียวที่มองไม่เห็นจากภายนอก Hyperliquid ย้ายทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางคำสั่งซื้อขาย การจับคู่คำสั่ง ไปจนถึงการปิดสถานะเมื่อขาดทุนเกินกำหนด (liquidation) ให้เกิดขึ้นบนบล็อกเชนสาธารณะทั้งหมด ใครก็ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าคำสั่งซื้อขายแต่ละรายการเกิดขึ้นจริงและยุติธรรม
เหรียญ HYPE เป็นเหรียญประจำเครือข่ายของ Hyperliquid ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรม ใช้ค้ำประกัน (staking) เพื่อช่วยยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมบนเครือข่าย และใช้โหวตการตัดสินใจเชิงธรรมาภิบาลบางเรื่อง ต่างจากเหรียญ USDC ที่นักเทรดใช้เป็นหลักประกันตอนเปิดสถานะซื้อขายบนแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ HYPE
ลักษณะสำคัญของ Hyperliquid
- เฉพาะทาง Perpetual Futures ต่างจาก Ethereum หรือ Solana ที่ออกแบบให้รองรับแอปพลิเคชันได้ทุกประเภทตั้งแต่วันแรก Hyperliquid เริ่มจากการสร้างระบบซื้อขายที่เร็วพอจะแข่งกับเว็บเทรดรวมศูนย์ก่อน แล้วค่อยเปิดให้นักพัฒนาเขียนโปรแกรมทั่วไปมาต่อยอดในภายหลัง
- สถาปัตยกรรมสองชั้น HyperCore เป็นระบบสมุดคำสั่งซื้อขายแบบจับคู่ราคา (Order Book) ที่ทำงานอยู่บนบล็อกเชนทั้งหมด ทุกการวางคำสั่ง ยกเลิกคำสั่ง และจับคู่สำเร็จ ถือเป็นธุรกรรมระดับเครือข่ายที่ต้องผ่านการยืนยันเช่นเดียวกับธุรกรรมโอนเงินทั่วไป ส่วน HyperEVM เป็นชั้นรัน Smart Contract ที่รองรับภาษาและเครื่องมือแบบเดียวกับ Ethereum ทำให้นักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ Ethereum ย้ายมาเขียนโปรแกรมบน Hyperliquid ได้โดยไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด
- HyperBFT กลไกฉันทามติของตัวเอง ออกแบบมาเฉพาะสำหรับงานที่ต้องการความเร็วสูงและดีเลย์ต่ำมาก อย่างระบบซื้อขายแบบเรียลไทม์ ต่างจากกลไกฉันทามติทั่วไปที่เน้นความปลอดภัยแต่ยอมให้ดีเลย์ในการยืนยันธุรกรรมสูงกว่า
- ใช้ Order Book ไม่ใช่ AMM DEX (Decentralized Exchange หรือตลาดแลกเปลี่ยนแบบไม่มีตัวกลาง) ส่วนใหญ่ในวงการ DeFi ใช้ระบบ Automated Market Maker หรือ AMM (ระบบกำหนดราคาอัตโนมัติจากสัดส่วนเงินในกองทุน ไม่ใช่การจับคู่คำสั่งซื้อขาย) แต่ Hyperliquid ใช้ระบบสมุดคำสั่งซื้อขายแบบ Central Limit Order Book หรือ CLOB เหมือนเว็บเทรดรวมศูนย์ ทำให้สเปรดราคาแคบกว่าและเหมาะกับนักเทรดที่ต้องการควบคุมราคาซื้อขายแม่นยำ
- ไม่มี VC ทีมผู้ก่อตั้งใช้เงินทุนของตัวเองพัฒนาโปรเจกต์ ไม่มีสัดส่วนเหรียญที่จัดสรรให้ VC หรือนักลงทุนส่วนตัวเลยตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นเรื่องหายากมากในวงการคริปโตที่โปรเจกต์ระดับใหญ่ส่วนใหญ่มักระดมทุนจาก VC ก่อนเปิดตัวเหรียญเสมอ
- มีระบบ HLP (Hyperliquidity Provider) เป็นกองทุนตลาดในตัวแพลตฟอร์ม เป็นกองทุนสาธารณะที่ใครก็ฝาก USDC เข้าไปร่วมได้ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสภาพคล่อง (market maker) และรับความเสี่ยงจากการปิดสถานะบังคับ (liquidation) ของนักเทรดรายอื่นในเครือข่าย แลกกับผลตอบแทนที่มาจากส่วนต่างการเทรด

ประวัติและสถิติคร่าวๆ
Hyperliquid ก่อตั้งโดย Jeff Yan ชาวอเมริกันที่เคยเป็นตัวแทนสหรัฐฯ แข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับนานาชาติ (International Physics Olympiad) ได้เหรียญเงินปี 2012 และเหรียญทองปี 2013 ก่อนเข้าศึกษาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จบการศึกษาปี 2017 หลังจากนั้นเขาทำงานด้านการเทรดเชิงปริมาณ (Quantitative Trading คือการเทรดโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัดสินใจแทนสัญชาตญาณ) ในวอลล์สตรีท ก่อนตั้งบริษัทเทรดของตัวเองชื่อ Chameleon Trading ซึ่งเป็นบริษัททำ Market Making (การดูแลสภาพคล่องในตลาดโดยวางคำสั่งซื้อขายทั้งสองฝั่งพร้อมกัน) ในตลาดคริปโต
จุดที่ถูกพูดถึงมากคือ Jeff Yan ใช้กำไรจาก Chameleon Trading เป็นทุนตั้งต้นพัฒนา Hyperliquid เอง แทนที่จะไประดมทุนจาก VC ตามธรรมเนียมวงการคริปโต มีรายงานว่าเขาเคยปฏิเสธข้อเสนอเงินทุนที่ตีมูลค่าโปรเจกต์ระดับพันล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2024 ด้วยเหตุผลว่าแพลตฟอร์มที่ต้องการความเป็นกลางไม่ควรมีคนกลุ่มใดถือครองสิทธิพิเศษตั้งแต่ต้น ทีมงานหลักของ Hyperliquid มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับโปรเจกต์ระดับเดียวกัน อยู่ที่ประมาณ 11-12 คนเท่านั้นในช่วงที่โปรเจกต์เติบโตเร็วที่สุด
เครือข่ายทดสอบ (testnet) ของ Hyperliquid เริ่มเปิดให้ใช้งานในปี 2023 ก่อนจะเปิดให้เทรดจริงบน mainnet ในเวลาต่อมา ช่วงก่อนออกเหรียญ ทีมงานใช้ระบบสะสม "แต้ม" (Points) ให้ผู้ใช้งานจริงบนแพลตฟอร์ม โดยคำนวณจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ปริมาณการเทรด ขนาดสถานะที่เปิดค้างไว้ (Open Interest) และความสม่ำเสมอในการใช้งาน ระบบแบ่งเป็นหลายฤดูกาล (season) ทยอยสะสมแต้มต่อเนื่องมาเกือบปี ก่อนจะนำแต้มสะสมเหล่านี้มาคำนวณสัดส่วนแจกเหรียญ HYPE จริงในภายหลัง
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2024 Hyperliquid เปิดกิจกรรมแจกเหรียญ HYPE ครั้งใหญ่ (Token Generation Event) แจกเหรียญประมาณ 310 ล้านเหรียญ คิดเป็นราว 31% ของอุปทานรวมทั้งหมด ให้กับผู้ใช้งานจริงประมาณ 94,000 กระเป๋าเงินที่เคยใช้งานทั้งบน testnet และ mainnet โดยตรง ไม่มีการจัดสรรเหรียญให้นักลงทุนสถาบันหรือ VC เลยแม้แต่ส่วนเดียว และไม่มีแคมเปญร่วมกับเว็บเทรดใหญ่เพื่อโปรโมตการขึ้นกระดานเหมือนโปรเจกต์อื่นทั่วไป เหตุการณ์นี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการว่าเป็นหนึ่งในการแจกเหรียญที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้งานจริงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์คริปโต เพราะสัดส่วนที่ตกถึงมือผู้ใช้งานจริงสูงกว่าโปรเจกต์ส่วนใหญ่มาก สัดส่วนการแบ่งเหรียญทั้งหมดของ HYPE แบ่งเป็น Genesis Distribution (แจกให้ผู้ใช้งานจริงตามแต้มสะสม) 31% ทีมงานหลัก (Core Contributors) 23.8% กองทุนมูลนิธิ Hyper Foundation 6% เงินสนับสนุนชุมชน (Community Grants) 0.3% และส่วนที่เหลือ 38.89% กันไว้เป็น Future Emissions และรางวัลชุมชนในอนาคต รวมแล้วไม่มีสัดส่วนใดจัดสรรให้ VC หรือนักลงทุนสถาบันแม้แต่ส่วนเดียว โดยส่วนของทีมงานหลักถูกล็อกห้ามขายอย่างน้อย 1 ปีนับจากวันแจกเหรียญ
Hyperliquid เติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น จากข้อมูลกลางปี 2026 เครือข่ายประมวลผลปริมาณการซื้อขายสะสมทะลุ 4.7 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เปิดตัว และมีส่วนแบ่งปริมาณการเทรด Perpetual Futures แบบออนเชนสูงที่สุดในตลาดต่อเนื่องมาหลายไตรมาส แม้ตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่แน่นอนจะแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูลและวิธีวัด (บางแหล่งรายงานว่าเคยสูงถึงกว่า 80% ของปริมาณเทรด Perpetual Futures แบบกระจายศูนย์ทั้งหมดในช่วงพีค ปี 2025)
ราคา Hyperliquid เคลื่อนไหวยังไง
ราคา HYPE มีลักษณะผันผวนสูงเหมือนเหรียญที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ทั่วไป แต่มีปัจจัยเฉพาะตัวที่ต่างจากเหรียญ Layer 1 อื่นอยู่พอสมควร เพราะมูลค่าของ HYPE ผูกกับผลประกอบการจริงของแพลตฟอร์มค่อนข้างตรงไปตรงมา Hyperliquid มีกลไกนำค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่ที่เก็บได้จากการเทรดบนแพลตฟอร์มไปซื้อเหรียญ HYPE คืนจากตลาดแบบต่อเนื่องอัตโนมัติผ่านกองทุนที่เรียกว่า Assistance Fund ทำให้ปริมาณการเทรดบนแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงส่งผลต่อแรงซื้อ HYPE ในตลาดโดยตรงมากกว่าเหรียญ Layer 1 ทั่วไปที่ไม่มีกลไกแบบนี้
อีกปัจจัยที่ทำให้ราคาผันผวนคือข่าวการแข่งขันจากแพลตฟอร์ม Perpetual DEX คู่แข่งรายใหม่ที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดอยู่เรื่อยๆ เพราะแม้ Hyperliquid จะเป็นผู้นำตลาดชัดเจน แต่หมวดหมู่ Perpetual DEX เองก็ยังเป็นสนามแข่งที่มีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ตลาดมักตอบสนองไวต่อข่าวความเคลื่อนไหวของคู่แข่งด้วย นอกจากนี้ราคายังเคลื่อนไหวตามภาวะตลาดคริปโตโดยรวมและปริมาณการซื้อขายบนแพลตฟอร์มในแต่ละช่วง ยิ่งช่วงที่ตลาดผันผวนหนักและมีคนเปิดสถานะเทรดเยอะ ปริมาณค่าธรรมเนียมที่เข้าสู่กลไกซื้อคืนก็จะสูงตามไปด้วย
ราคาปัจจุบันดูได้จากบล็อกราคาสดด้านบน อัปเดตทุก 15 นาทีจากข้อมูล CoinGecko
Hyperliquid น่าเชื่อถือแค่ไหน ปลอดภัยแค่ไหน
กลไก HyperBFT และการยืนยันธุรกรรมทำงานยังไง
HyperBFT เป็นกลไกฉันทามติ (Consensus Mechanism คือระบบที่ทำให้ผู้ตรวจสอบธุรกรรมทั้งเครือข่ายเห็นพ้องต้องกันว่าธุรกรรมไหนถูกต้อง) ที่ Hyperliquid พัฒนาขึ้นเองโดยดัดแปลงมาจากแนวคิด HotStuff (โปรโตคอลฉันทามติที่ใช้แนวคิดส่งผ่านข้อมูลเป็นสาย pipeline ต่อเนื่องกัน เพื่อลดเวลารอระหว่างแต่ละรอบ) ออกแบบมาเฉพาะให้รองรับปริมาณธุรกรรมสูงมากและยืนยันผลได้เร็วในระดับเสี้ยววินาที ซึ่งจำเป็นมากสำหรับระบบซื้อขายที่ต้องอัปเดตราคาและจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบเรียลไทม์ตลอดเวลา ต่างจากบล็อกเชนทั่วไปที่ยอมรับดีเลย์การยืนยันธุรกรรมหลักวินาทีถึงหลายสิบวินาทีได้ เพราะไม่ได้ออกแบบมาสำหรับงานที่ไวต่อเวลาระดับนี้
ผู้ตรวจสอบธุรกรรม (validator) บนเครือข่าย Hyperliquid ต้องนำเหรียญ HYPE มาค้ำประกัน (staking) เพื่อมีสิทธิ์เข้าร่วมยืนยันธุรกรรมและได้รับผลตอบแทน ผู้ถือ HYPE ที่ไม่ได้รันโหนดของตัวเองก็สามารถมอบสิทธิ์ (delegate) เหรียญของตัวเองไปให้ validator รายอื่นช่วยยืนยันธุรกรรมแทนได้ ปัจจุบันเครือข่ายมี validator ที่ได้รับการมอบสิทธิ์ราว 16 รายทำหน้าที่นี้อยู่ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยกว่าเครือข่าย Layer 1 ขนาดใหญ่อย่าง Ethereum ที่มี validator หลายแสนราย เป็นจุดที่นักวิจารณ์มักหยิบยกมาพูดถึงเรื่องระดับความกระจายศูนย์ของเครือข่าย
ใครควบคุม Hyperliquid
Hyperliquid ไม่มีบริษัทเดียวเป็นเจ้าของอย่างเป็นทางการในลักษณะเดียวกับธุรกิจทั่วไป แต่การพัฒนาหลักและทิศทางของโปรเจกต์อยู่ภายใต้การดูแลของทีมงานหลักที่นำโดย Jeff Yan ผ่านนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่าง Hyperliquid Labs ทีมงานหลักยังคงมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของโปรเจกต์ ผู้ถือเหรียญ HYPE มีสิทธิ์เสนอและโหวตการตัดสินใจเชิงธรรมาภิบาลบางเรื่องผ่านกลไกที่เครือข่ายกำหนดไว้ แต่การตัดสินใจเชิงเทคนิคสำคัญและการอัปเกรดเครือข่ายส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือทีมพัฒนาหลักเป็นสำคัญ ต่างจาก Ethereum ที่กระบวนการอัปเกรดต้องผ่านการเห็นพ้องของทีมนักพัฒนาอิสระหลายทีมทั่วโลก
จุดที่ควรเข้าใจให้ชัดคือ แม้ Hyperliquid จะเรียกตัวเองว่าเป็นระบบซื้อขายแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) แต่จำนวน validator ที่ยังน้อยและอำนาจการตัดสินใจที่ยังกระจุกตัวอยู่กับทีมหลัก ทำให้ระดับความกระจายศูนย์จริงยังห่างจากเครือข่ายที่เปิดใช้งานมานานอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum พอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับโปรเจกต์ที่ยังอยู่ในช่วงต้นของการพัฒนา แต่ก็เป็นข้อมูลที่ผู้ใช้งานควรรู้ก่อนตัดสินใจ
Hyperliquid เคยมีปัญหาอะไรบ้าง
เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดที่ Hyperliquid เคยเจอคือกรณีเหรียญ JELLY ในเดือนมีนาคม 2025 นักเทรดรายหนึ่งใช้ช่องโหว่ในกลไกการปิดสถานะบังคับ (liquidation) ของแพลตฟอร์ม โดยเปิดสถานะซื้อ (long) เหรียญ JELLY ซึ่งเป็นเหรียญมีมมูลค่าตลาดเล็กและสภาพคล่องต่ำ ทั้งในตลาดจริงและเปิดสถานะขาย (short) เหรียญเดียวกันบน Hyperliquid พร้อมกัน จากนั้นก็ดันราคา JELLY ในตลาดจริงให้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้สถานะขายที่เปิดไว้บน Hyperliquid ถูกบังคับปิด (liquidate) และสถานะนั้นถูกโอนไปให้กองทุน HLP (Hyperliquidity Provider กองทุนดูแลสภาพคล่องและรับความเสี่ยงจากการปิดสถานะบังคับของ Hyperliquid เอง) เป็นผู้แบกรับแทน
ผลคือกองทุน HLP กลายเป็นผู้ถือสถานะซื้อเหรียญ JELLY ที่ราคากำลังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ ตัวเลขขาดทุนที่ยังไม่รับรู้จริง (unrealized loss) ของกองทุนพุ่งขึ้นไปแตะประมาณ 13.5 ล้านดอลลาร์ในช่วงพีค ก่อนที่ทีมงานจะเข้าแทรกแซง ผู้โจมตีสามารถถอนเงินออกไปได้ประมาณ 6.26 ล้านดอลลาร์จากเงินราว 7.17 ล้านดอลลาร์ที่ฝากเข้าแพลตฟอร์ม ก่อนที่ระบบจะระงับการถอนเงินของบัญชีดังกล่าวไว้ทัน
จุดที่เป็นประเด็นถกเถียงมากที่สุดคือวิธีที่ทีมงานแก้ปัญหา validator ของเครือข่ายลงมติร่วมกันภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีให้ถอดเหรียญ JELLY ออกจากระบบซื้อขาย (delist) และปิดสถานะทั้งหมดที่ราคา 0.0095 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดจริงมากในขณะนั้น ทำให้ผู้โจมตีไม่สามารถทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่เหลือได้ และกองทุน HLP ก็รอดพ้นจากความเสียหายเพิ่มเติม ในแง่ผลลัพธ์ การแก้ปัญหาถือว่าได้ผลจริง แต่นักวิจารณ์ในวงการชี้ว่าความเร็วที่ validator กลุ่มเล็กสามารถรวมตัวกันตัดสินใจแทรกแซงตลาดได้ภายในไม่กี่นาที สะท้อนว่าเครือข่ายยังมีความกระจุกตัวของอำนาจสูงกว่าที่คำว่า "กระจายศูนย์" ควรจะเป็น เพราะบล็อกเชนที่กระจายศูนย์จริงตามอุดมคติไม่ควรมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้าไปเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของตลาดย้อนหลังได้ง่ายขนาดนี้ นี่จึงเป็นทั้งจุดแข็งด้านการรับมือวิกฤตได้เร็ว และจุดอ่อนด้านปรัชญาการกระจายศูนย์ในเวลาเดียวกัน

กรณี JELLY ไม่ใช่ครั้งเดียวที่กองทุน HLP ต้องแบกรับความเสียหายจากกลไกการปิดสถานะบังคับ เดือนเมษายน 2026 เกิดเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันกับเหรียญ Fartcoin ผู้เทรดรายหนึ่งเปิดสถานะซื้อขนาดใหญ่ราว 15 ล้านดอลลาร์กระจายผ่านกระเป๋าเงินหลายใบ แล้วปล่อยให้สถานะถูกบังคับปิดในช่วงที่สภาพคล่องต่ำโดยตั้งใจ ทำให้กองทุน HLP ขาดทุนไปประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์ ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันยังมีกรณีกองทุน HLP ขาดทุนจากสถานะเหรียญ Ethereum อีกประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทีมงาน Hyperliquid ยืนยันต่อสาธารณะว่าไม่ได้เกิดจากการถูกแฮกหรือช่องโหว่โค้ด แต่เป็นผลจากความผันผวนของตลาดตามปกติ
จนถึงกลางปี 2026 ยังไม่มีรายงานที่ยืนยันได้ว่าเครือข่ายหลัก สัญญาอัจฉริยะ หรือกลไกฉันทามติของ Hyperliquid เคยถูกแฮกจนสูญเสียเงินโดยตรงในลักษณะที่ผู้โจมตีเจาะระบบเข้าไปขโมยเงินแบบเดียวกับที่เคยเกิดกับบางแพลตฟอร์ม DeFi อื่น เหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า "แฮก" ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา เช่น JELLY และ Fartcoin เป็นการอาศัยช่องโหว่เชิงกลไกตลาดและการบริหารความเสี่ยงของกองทุน HLP มากกว่าการเจาะโค้ดโดยตรง แต่ก็สะท้อนแพทเทิร์นเดียวกันซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้งคือกลไกปิดสถานะบังคับของแพลตฟอร์มยังเป็นจุดที่ผู้เทรดที่มีเงินทุนมากพอสามารถหาช่องทำกำไรจากความเสียหายของกองทุนได้ ในฐานะแพลตฟอร์มที่ยังใหม่และเติบโตเร็วมาก ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องช่องโหว่ที่ยังไม่ถูกค้นพบอยู่เสมอเหมือนโปรเจกต์คริปโตอื่นทุกโปรเจกต์
ข้อดี-ข้อเสียของ Hyperliquid
ข้อดี
- ความเร็วในการซื้อขายและยืนยันธุรกรรมสูงมาก ใกล้เคียงประสบการณ์ใช้งานเว็บเทรดรวมศูนย์ ขณะที่ข้อมูลทุกอย่างยังตรวจสอบได้บนบล็อกเชนสาธารณะ
- ไม่มีสัดส่วนเหรียญที่จัดสรรให้ VC หรือนักลงทุนสถาบันตั้งแต่ต้น ลดความกังวลเรื่องแรงขายจากนักลงทุนกลุ่มใหญ่ที่ได้เหรียญราคาถูกกว่าตลาด
- มีกลไกซื้อคืนเหรียญ HYPE จากรายได้ค่าธรรมเนียมจริงของแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าเหรียญผูกกับผลประกอบการจริงชัดเจนกว่าเหรียญ Layer 1 ทั่วไป
- ครองส่วนแบ่งตลาด Perpetual Futures แบบออนเชนสูงที่สุดในกลุ่มต่อเนื่องมาหลายไตรมาส สะท้อนว่าได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานจริงในระดับสูง
- สถาปัตยกรรม HyperEVM เปิดให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับสภาพคล่องของระบบซื้อขายหลักได้โดยตรง ไม่ต้องพึ่งข้อมูลราคาจากภายนอก (oracle) ซึ่งมักมีดีเลย์และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในตัวมันเอง
ข้อเสีย
- จำนวน validator ยังน้อยกว่าบล็อกเชนขนาดใหญ่มาก ทำให้ระดับความกระจายศูนย์ยังไม่เทียบเท่า Bitcoin หรือ Ethereum
- เหตุการณ์ JELLY และ Fartcoin แสดงให้เห็นว่ากลไกการปิดสถานะบังคับยังมีช่องโหว่ที่ถูกใช้ประโยชน์ได้ซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง แม้ทีมงานจะแก้ไขหรือควบคุมความเสียหายทันเวลาทุกครั้งก็ตาม
- แพลตฟอร์มเปิดใหม่เพียงไม่กี่ปี ประวัติการทำงานผ่านวิกฤตตลาดจริงยังสั้นกว่าเครือข่ายเก่าแก่มาก
- การซื้อขาย Perpetual Futures มีความเสี่ยงสูงจากการใช้เลเวอเรจโดยธรรมชาติของผลิตภัณฑ์เอง ไม่เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มโดยตรง แต่เป็นความเสี่ยงที่ผู้ใช้งานต้องเข้าใจก่อนเข้าไปเทรดจริง
- มีคู่แข่งหน้าใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนหนักเข้าตลาด Perpetual DEX ต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Aster (ASTER) ที่เปิดตัวปลายปี 2025 ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของ Hyperliquid อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตแม้ปัจจุบันจะเป็นผู้นำชัดเจน
Hyperliquid แตกต่างจาก Bitcoin, Ethereum และ Altcoin อื่นยังไง
ตารางเปรียบเทียบ Hyperliquid vs Bitcoin vs Ethereum vs dYdX vs Aster
| คุณสมบัติ | Hyperliquid | Bitcoin | Ethereum | dYdX | Aster |
|---|---|---|---|---|---|
| จุดประสงค์หลัก | ระบบซื้อขาย Perpetual Futures บนเชน | เก็บมูลค่า/โอนเงิน | รันแอปพลิเคชันทั่วไป (Smart Contract) | ระบบซื้อขาย Perpetual Futures บนเชน (คู่แข่งเดิม) | ระบบซื้อขาย Perpetual Futures บนเชน (คู่แข่งใหม่ที่แรงที่สุด) |
| กลไกฉันทามติ | HyperBFT (ดัดแปลงจาก HotStuff) | Proof-of-Work | Proof-of-Stake | Proof-of-Stake (บน Cosmos SDK) | รันบน BNB Chain |
| ระบบจับคู่คำสั่งซื้อขาย | Central Limit Order Book บนเชนทั้งหมด | ไม่มี (ไม่ใช่แพลตฟอร์มเทรด) | ส่วนใหญ่ใช้ AMM ผ่านแอปภายนอก | Central Limit Order Book บนเชนทั้งหมด | Order Book พร้อมระบบคำสั่งซื้อขายแบบซ่อนตัวตน (hidden orders) |
| การระดมทุนก่อนออกเหรียญ | ไม่มี ใช้เงินทุนตัวเอง | ไม่มี (ไม่เคยมีการขายเหรียญล่วงหน้า) | มี (ICO ปี 2014) | มี (ระดมทุนจาก VC หลายรอบ) | ได้รับการสนับสนุนเปิดเผยจาก CZ ผ่าน YZi Labs |
| ส่วนแบ่งตลาด Perpetual DEX บนเชน | สูงที่สุดในกลุ่มต่อเนื่องหลายไตรมาส | ไม่เกี่ยวข้อง | ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง | รองลงมาจาก Hyperliquid มาก | คู่แข่งอันดับสองที่เติบโตเร็วที่สุดตั้งแต่ปลายปี 2025 |
Hyperliquid vs Bitcoin/Ethereum ต่างกันตรงไหนที่สำคัญที่สุด
ความต่างที่ชัดที่สุดคือประเภทของสินทรัพย์ Bitcoin คือสินทรัพย์เก็บมูลค่าที่จงใจออกแบบให้เรียบง่ายที่สุด Ethereum คือแพลตฟอร์มอเนกประสงค์สำหรับสร้างแอปพลิเคชันได้แทบทุกประเภท ส่วน Hyperliquid คือโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทางสำหรับธุรกิจการเงินประเภทเดียวคือการซื้อขาย Perpetual Futures มูลค่าของ HYPE จึงผูกกับความสำเร็จของธุรกิจซื้อขายนี้โดยตรงมากกว่า ต่างจาก Bitcoin ที่มูลค่าอิงกับความขาดแคลนและความเชื่อมั่นในฐานะสินทรัพย์เก็บมูลค่า หรือ Ethereum ที่มูลค่าอิงกับขนาดของระบบนิเวศแอปพลิเคชันทั้งหมดที่สร้างขึ้นบนเครือข่าย
อีกความต่างสำคัญคือกลไกการนำรายได้กลับเข้าเหรียญ Hyperliquid มีระบบซื้อคืน HYPE จากค่าธรรมเนียมจริงของแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีลักษณะใกล้เคียงหุ้นบริษัทที่จ่ายเงินปันผลคืนผู้ถือมากกว่าเหรียญ Layer 1 ทั่วไป Ethereum เองก็มีกลไกเผาเหรียญบางส่วนจากค่า Gas Fee แต่ไม่ได้ผูกกับผลประกอบการธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งโดยเฉพาะเหมือน Hyperliquid ส่วน Bitcoin ไม่มีกลไกลักษณะนี้เลย เพราะไม่มีธุรกิจหรือค่าธรรมเนียมโปรโตคอลที่ถูกเก็บไปทำอะไรแบบนี้
Hyperliquid vs dYdX ในหมวด Perpetual DEX ด้วยกัน
คู่แข่งที่เทียบได้ตรงที่สุดกับ Hyperliquid ในหมวดหมู่เดียวกันคือ dYdX ซึ่งเป็น Perpetual DEX ที่เปิดตัวมาก่อนและเคยเป็นผู้นำตลาดในช่วงต้น แต่ dYdX เลือกเส้นทางระดมทุนจาก VC หลายรอบก่อนออกเหรียญ ต่างจาก Hyperliquid ที่ไม่มีรอบระดมทุนเลย ปัจจุบัน Hyperliquid มีปริมาณการซื้อขายทิ้งห่าง dYdX ค่อนข้างมาก โดย dYdX มีปริมาณการเทรดต่อเดือนอยู่ในระดับเพียงเสี้ยวหนึ่งของ Hyperliquid ตามรายงานหลายฉบับในช่วงปี 2026 ความสำเร็จของ Hyperliquid ในการแซงหน้าคู่แข่งที่เปิดตัวมาก่อนถูกยกให้เป็นกรณีศึกษาสำคัญของวงการว่าการมี Product ที่ผู้ใช้งานจริงชอบ อาจสำคัญกว่าการมีเงินทุนมหาศาลจาก VC ตั้งแต่ต้น
คู่แข่งที่น่ากังวลกว่า dYdX คือ Aster (ASTER)
แม้ dYdX จะเป็นคู่แข่งรุ่นแรกที่ถูกพูดถึงมากที่สุด แต่คู่แข่งที่สร้างแรงกดดันจริงให้ Hyperliquid ในช่วงปี 2025-2026 คือ Aster (ASTER) แพลตฟอร์ม Perpetual DEX ที่เปิดตัวเดือนกันยายน 2025 บนเครือข่าย BNB Chain และได้รับการสนับสนุนจาก Changpeng Zhao (CZ) อดีตซีอีโอ Binance ผ่านบริษัท YZi Labs อย่างเปิดเผย ต่างจาก Hyperliquid ที่ปฏิเสธเงินทุนจากภายนอกทุกรูปแบบ
Aster เติบโตเร็วมากในช่วงแรก ปริมาณการซื้อขายสัปดาห์แรกหลังเปิดตัวทะลุหลักหลายแสนล้านดอลลาร์ และเคยมีบางช่วงที่ปริมาณเทรดรายวันแซงหน้า Hyperliquid ได้ชั่วคราว จนสื่อคริปโตหลายสำนักยกให้เป็น "คู่แข่งที่น่าเชื่อถือรายแรก" ของ Hyperliquid ในหมวดหมู่นี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่กลางปี 2026 Hyperliquid กลับมาทิ้งห่างด้านปริมาณการเทรดอีกครั้ง โดยข้อมูลบางแหล่งระบุว่าปริมาณเทรด 30 วันของ Hyperliquid สูงกว่า Aster ราว 4 เท่า และด้าน TVL (มูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกอยู่ในระบบ) Hyperliquid ก็ยังนำอยู่ชัดเจน
จุดที่ทำให้ Aster ต่างจาก Hyperliquid คือกลยุทธ์ดึงผู้ใช้งานทั่วไปด้วยเลเวอเรจที่สูงกว่า อินเทอร์เฟซที่เข้าถึงง่ายกว่าสำหรับมือใหม่ ระบบคำสั่งซื้อขายแบบซ่อนตัวตน (hidden orders) ที่เน้นความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมโยงกับระบบนิเวศ BNB Chain ที่มีฐานผู้ใช้งานเดิมอยู่แล้วจำนวนมาก ขณะที่ Hyperliquid ยังคงเน้นความน่าเชื่อถือของกลไกจับคู่คำสั่งซื้อขายและกลไกซื้อคืนเหรียญจากรายได้จริงเป็นจุดขายหลัก การมีคู่แข่งที่ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลระดับ CZ เข้ามาในสนามนี้ ทำให้ภาพที่ Hyperliquid เคยครองตลาด Perpetual DEX แบบแทบไร้คู่แข่งในปี 2024-2025 เปลี่ยนไปแล้วในปี 2026 แม้ Hyperliquid จะยังคงเป็นผู้นำตลาดอยู่ก็ตาม
ข้อควรรู้สำหรับคนไทยที่ถือ Hyperliquid
สิ่งที่คนไทยที่สนใจ Hyperliquid ต้องแยกให้ชัดคือความต่างระหว่าง "การถือเหรียญ HYPE" กับ "การเทรด Perpetual Futures บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid โดยตรง" สองเรื่องนี้มีความเสี่ยงเชิงกฎหมายและเชิงการเงินต่างกันมาก
การซื้อขายเหรียญ HYPE ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านเว็บเทรดที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในไทย ถือว่าอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและได้รับความคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรฐานที่ ก.ล.ต. กำหนดเช่นเดียวกับเหรียญอื่นที่ขึ้นกระดานถูกต้อง
แต่การเข้าไปเทรด Perpetual Futures โดยตรงบนแพลตฟอร์ม Hyperliquid เอง (ไม่ใช่การซื้อขายเหรียญ HYPE ผ่านเว็บเทรดไทย) เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระมัดระวังมากกว่า เพราะเป็นการใช้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจากต่างประเทศที่ไม่ได้ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในไทยตามพระราชกำหนดสินทรัพย์ดิจิทัล ก.ล.ต. เคยออกคำเตือนหลายครั้งให้ประชาชนระมัดระวังการใช้บริการแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศที่ไม่ได้รับอนุญาต เพราะจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทยหากเกิดปัญหา เช่น แพลตฟอร์มปิดตัว โดนแฮก หรือมีข้อพิพาทเรื่องเงินฝาก ผู้ใช้งานจะไม่มีหน่วยงานไทยใดเข้ามาช่วยเหลือหรือไกล่เกลี่ยได้เหมือนกรณีใช้บริการเว็บเทรดที่มีใบอนุญาตในประเทศ
นอกจากประเด็นกฎหมายแล้ว การเทรด Perpetual Futures ที่ใช้เลเวอเรจโดยธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าการถือเหรียญเฉยๆ มาก เพราะสามารถขาดทุนเกินกว่าเงินต้นที่วางไว้ได้หากราคาผันผวนรุนแรงในทิศทางตรงข้ามกับที่คาดการณ์ บทความนี้ไม่ได้แนะนำหรือชักชวนให้เข้าไปเทรดผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ เป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ผู้ที่สนใจควรศึกษาความเสี่ยงและสถานะทางกฎหมายให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจด้วยตัวเอง
ซื้อ Hyperliquid ได้ที่ไหนในไทย
เหรียญ HYPE มีซื้อขายอยู่บนเว็บเทรดคริปโตในไทยแล้วบางส่วน ผู้ที่สนใจควรตรวจสอบรายชื่อเหรียญที่รองรับจริงบนแต่ละแพลตฟอร์มก่อนเสมอ เพราะเว็บเทรดแต่ละแห่งอาจทยอยเพิ่มหรือปรับรายชื่อเหรียญที่รองรับเป็นระยะ เว็บเทรดหลักที่คนไทยใช้และมี HYPE ให้ซื้อขายจริงในปัจจุบันได้แก่ Bitkub และ Maxbit ส่วน Binance TH ยังไม่ขึ้นกระดาน HYPE ณ เวลาที่เขียนบทความนี้
ข้อควรระวังสำคัญคือ การซื้อ HYPE ผ่านเว็บเทรดไทยเป็นการถือเหรียญในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่การเข้าถึงฟีเจอร์การเทรด Perpetual Futures บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid โดยตรง สองเรื่องนี้แยกจากกันอย่างที่อธิบายไว้ในหัวข้อก่อนหน้า
สำหรับผู้ที่ต้องการทยอยซื้อสม่ำเสมอแทนการเข้าซื้อครั้งเดียว สามารถใช้ เครื่องมือคำนวณแผน DCA ของเรา เพื่อดูผลตอบแทนย้อนหลังตามจำนวนเงินและความถี่ที่ต้องการได้ แต่ควรตระหนักว่า HYPE เป็นเหรียญที่ผันผวนสูงและมีประวัติการซื้อขายสั้นกว่าเหรียญ Layer 1 เก่าแก่มาก ผลตอบแทนย้อนหลังจึงมีข้อมูลให้อ้างอิงน้อยกว่าเหรียญที่เปิดซื้อขายมานาน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Hyperliquid ต่างจากเว็บเทรดคริปโตทั่วไปยังไง
เว็บเทรดคริปโตทั่วไปอย่าง Binance หรือ Bitkub เป็นบริษัทเดียวที่ควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมดจากส่วนกลาง เก็บเงินฝากของผู้ใช้ไว้ในระบบของตัวเอง ส่วน Hyperliquid เป็นบล็อกเชนที่ทุกคำสั่งซื้อขายและยอดเงินคงเหลือถูกบันทึกบนเชนสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ผู้ใช้ยังคงควบคุมกุญแจส่วนตัว (private key) ของกระเป๋าเงินตัวเอง แม้ความเร็วในการใช้งานจะออกแบบมาให้ใกล้เคียงเว็บเทรดรวมศูนย์มากที่สุดก็ตาม
HyperCore กับ HyperEVM ต่างกันยังไงในทางปฏิบัติ
HyperCore คือส่วนที่รับผิดชอบระบบซื้อขาย Perpetual Futures และ Spot โดยตรง เป็นสมุดคำสั่งซื้อขายที่ทำงานอยู่บนเชนทั้งหมด ส่วน HyperEVM คือชั้นรัน Smart Contract ทั่วไปที่นักพัฒนาใช้สร้างแอปพลิเคชันอื่นๆ เช่น โปรโตคอลปล่อยกู้หรือเครื่องมือบริหารพอร์ต ที่สามารถดึงข้อมูลสภาพคล่องจาก HyperCore มาใช้ได้โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งข้อมูลราคาจากภายนอก
ทำไม Hyperliquid ไม่รับเงินทุนจาก VC
ผู้ก่อตั้ง Jeff Yan ให้เหตุผลว่าแพลตฟอร์มที่ต้องการความเป็นกลางและยุติธรรมต่อผู้ใช้งานทุกคน ไม่ควรมีกลุ่มนักลงทุนที่ได้เหรียญราคาถูกกว่าตลาดตั้งแต่ต้นและมีแรงจูงใจต่างจากผู้ใช้งานทั่วไป เขาเลือกใช้เงินทุนจากกำไรบริษัทเทรดของตัวเองพัฒนาโปรเจกต์แทน และเคยปฏิเสธข้อเสนอเงินทุนระดับพันล้านดอลลาร์มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงต้นปี 2024
กรณี JELLY ทำให้ Hyperliquid ไม่ปลอดภัยหรือเปล่า
เหตุการณ์ JELLY แสดงให้เห็นว่ากลไกการปิดสถานะบังคับของแพลตฟอร์มมีช่องโหว่ที่ถูกใช้ประโยชน์ได้จริง และทีมงานเลือกแก้ปัญหาด้วยการเข้าแทรกแซงตลาดโดยตรง ซึ่งช่วยป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมได้ทันเวลา แต่ก็เป็นเหตุผลที่นักวิจารณ์ตั้งคำถามเรื่องระดับความกระจายศูนย์ของเครือข่าย ผู้ใช้งานควรเข้าใจทั้งสองด้านนี้ประกอบกัน ไม่ใช่มองว่าเหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่าแพลตฟอร์มไม่ปลอดภัยเลย หรือมองข้ามประเด็นเรื่องความกระจายศูนย์ไปเฉยๆ
HLP คืออะไร ต่างจาก HYPE ยังไง
HLP (Hyperliquidity Provider) คือกองทุนสาธารณะบนแพลตฟอร์มที่รับฝาก USDC เพื่อทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องและรับความเสี่ยงจากการปิดสถานะบังคับของนักเทรดรายอื่น ผู้ฝากได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างการเทรด แต่ก็รับความเสี่ยงขาดทุนได้เช่นกันอย่างที่เห็นในกรณี JELLY ส่วน HYPE คือเหรียญประจำเครือข่ายที่ใช้จ่ายค่าธรรมเนียม ค้ำประกันเครือข่าย และโหวตธรรมาภิบาล เป็นคนละผลิตภัณฑ์กันโดยสิ้นเชิง
เทรด Perpetual Futures บน Hyperliquid ผิดกฎหมายไทยไหม
การถือหรือซื้อขายเหรียญ HYPE ผ่านเว็บเทรดที่มีใบอนุญาตในไทยไม่ผิดกฎหมาย แต่การเข้าไปเทรด Perpetual Futures โดยตรงบนแพลตฟอร์ม Hyperliquid ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในไทย อยู่ในกลุ่มที่ ก.ล.ต. เคยเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง เพราะจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทยหากเกิดปัญหา ผู้สนใจควรศึกษาสถานะกฎหมายล่าสุดให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจใช้งานด้วยตัวเอง
จำนวนเหรียญ HYPE ทั้งหมดมีเท่าไหร่
HYPE มีเพดานอุปทานสูงสุดกำหนดไว้ตายตัวที่ 1,000 ล้านเหรียญ ต่างจาก Ethereum ที่ไม่มีเพดานตายตัว แต่คล้ายกับ Bitcoin ตรงที่มีการกำหนดขอบเขตชัดเจนไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตามกลไกซื้อคืนเหรียญจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มทำให้ปริมาณเหรียญที่หมุนเวียนในตลาดจริงมีแนวโน้มลดลงได้ต่อเนื่องจากอุปทานสูงสุดตามทฤษฎี
ทำไม Hyperliquid ถึงมีส่วนแบ่งตลาด Perpetual DEX สูงขนาดนี้
ปัจจัยหลักที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือความเร็วในการใช้งานที่ใกล้เคียงเว็บเทรดรวมศูนย์ ระบบจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบ Order Book ที่ให้ประสบการณ์คุ้นเคยกับนักเทรดที่มาจากเว็บเทรดรวมศูนย์ และภาพลักษณ์ที่ได้จากการแจกเหรียญให้ผู้ใช้งานจริงแทนนักลงทุนสถาบัน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและฐานผู้ใช้งานเหนียวแน่นตั้งแต่ช่วงแรก อย่างไรก็ตามหมวดหมู่ Perpetual DEX ยังเป็นตลาดที่มีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Aster ที่ได้รับการสนับสนุนจาก CZ และเคยแซงปริมาณเทรดของ Hyperliquid ได้ชั่วคราวในบางช่วงของปี 2025-2026 ส่วนแบ่งตลาดจึงยังเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต
ควรลงทุน HYPE เท่าไหร่ดี
บทความนี้ไม่ได้ให้คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล เนื่องจาก HYPE มีความผันผวนสูงกว่าเหรียญ Layer 1 เก่าแก่ทั่วไป ทั้งจากอายุการซื้อขายที่สั้นกว่าและจากการที่มูลค่าผูกกับผลประกอบการของธุรกิจซื้อขาย Perpetual Futures โดยตรง ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและพิจารณาตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองก่อนตัดสินใจ
สรุป: Hyperliquid เหมาะกับใคร
Hyperliquid เหมาะกับผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของวงการคริปโตในมุม infrastructure การเงิน ไม่ใช่แค่มูลค่าเหรียญเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะผู้ที่สนใจว่าระบบซื้อขายแบบมีเลเวอเรจจะย้ายจากแพลตฟอร์มรวมศูนย์ไปอยู่บนบล็อกเชนสาธารณะได้จริงหรือไม่ และสนใจโมเดลธุรกิจที่ผูกมูลค่าเหรียญกับรายได้จริงของแพลตฟอร์มผ่านกลไกซื้อคืน
ในขณะเดียวกัน Hyperliquid ก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ต้องเข้าใจให้ชัดก่อนสนใจ ทั้งเรื่องระดับความกระจายศูนย์ที่ยังไม่เทียบเท่าเครือข่ายเก่าแก่ ประวัติเหตุการณ์ JELLY ที่แสดงให้เห็นช่องโหว่จริงที่เคยเกิดขึ้น และธรรมชาติของธุรกิจ Perpetual Futures ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าสินทรัพย์ทั่วไปอยู่แล้วในตัวมันเอง ต่างจาก Bitcoin ที่เน้นความเรียบง่ายและมั่นคงในฐานะสินทรัพย์เก็บมูลค่า ผู้ที่สนใจ HYPE จึงควรเป็นคนที่เข้าใจความเสี่ยงของทั้งเทคโนโลยีที่ยังใหม่และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ผันผวนสูงไปพร้อมกัน ไม่ใช่ผู้ที่มองหาสินทรัพย์เก็บมูลค่าระยะยาวแบบความเสี่ยงต่ำ