
Hedera (HBAR) คืออะไร? L1 ที่ไม่ใช้บล็อกเชนแต่ใช้ Hashgraph และให้ Google, IBM, Boeing ร่วมคุมเครือข่าย (อัปเดต 2026)
Hedera (HBAR) คือเครือข่ายกระจายบัญชีที่ใช้ Hashgraph แทนบล็อกเชน รู้จักกลไก gossip about gossip virtual voting โครงสร้าง Governing Council ที่มี Google IBM Boeing ร่วมคุม และข้อถกเถียงเรื่อง centralization
ราคาบาท
3 บาท
มูลค่าตลาด
$3.59B
ปริมาณ 24 ชม.
$89.1M
ข้อมูลจาก CoinGecko ณ 8 ก.ย. 2569 06:49 น. · อัปเดตทุก 15 นาที
Hedera (HBAR) คือเครือข่ายกระจายบัญชี (distributed ledger) ระดับองค์กรที่เปิดตัวปี 2019 โดยชูจุดต่างสำคัญจากบล็อกเชนทั่วไปตั้งแต่รากฐาน คือไม่ได้ใช้โครงสร้างข้อมูลแบบ "บล็อกต่อบล็อกเรียงเป็นสาย" อย่าง Bitcoin หรือ Ethereum แต่ใช้อัลกอริทึมที่เรียกว่า Hashgraph ซึ่งเป็นกราฟแบบไม่มีวงจรปิด (Directed Acyclic Graph หรือ DAG) ทำงานร่วมกับโพรโทคอลที่เรียกว่า gossip about gossip และ virtual voting เพื่อให้เครือข่ายตกลงกันได้ว่าธุรกรรมไหนเกิดก่อนหลัง โดยไม่ต้องมีใครขุดบล็อกหรือแข่งกันเสนอบล็อกแบบที่คนคุ้นเคย
จุดขายหลักที่ Hedera พูดถึงตัวเองเสมอมีสามเรื่อง คือความเร็วในการยืนยันธุรกรรมระดับไม่กี่วินาที ต้นทุนธุรกรรมที่ต่ำและคงที่ (ไม่ผันผวนตามความคับคั่งของเครือข่ายเหมือน Ethereum) และการใช้พลังงานต่ำมากเมื่อเทียบกับเครือข่าย Proof-of-Work แต่สิ่งที่ทำให้ Hedera ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการคือโครงสร้างการกำกับดูแลเครือข่าย ที่ให้บริษัทระดับโลกอย่าง Google, IBM, Boeing, Dell และอีกหลายสิบองค์กรเป็นสมาชิกสภาที่เรียกว่า Governing Council ร่วมกันควบคุมทิศทางเครือข่าย ต่างจาก Layer-1 สาธารณะทั่วไปที่ใครก็ตั้งโหนดมาร่วมเครือข่ายได้แบบไม่ต้องขออนุญาต (permissionless) ความต่างจุดนี้เองที่เป็นทั้งจุดขายด้านความน่าเชื่อถือกับองค์กรใหญ่ และเป็นข้อถกเถียงเรื่องการกระจายศูนย์ (centralization) ที่ติดตัว Hedera มาตลอด
Hedera คืออะไร
สรุปง่ายๆ สำหรับมือใหม่
ลองนึกภาพวงสนทนาที่ทุกคนกระซิบบอกข่าวลือกันไปเรื่อยๆ แบบสุ่มคู่ ไม่นานทุกคนในวงก็จะรู้ข่าวเดียวกันหมด และถ้าทุกคนจำได้ด้วยว่าได้ยินข่าวนี้จากใครต่อจากใคร ก็แทบไม่ต้องมีใครมาประกาศผลโหวตอย่างเป็นทางการอีก เพราะทุกคนคาดเดาได้แล้วว่าคนอื่นในวงรู้อะไรบ้างและจะตัดสินใจแบบไหน นี่คือหลักการคร่าวๆ ที่ Hashgraph ใช้แทนการให้ทุกคนแข่งกันขุดหาคำตอบทางคณิตศาสตร์แบบ Bitcoin หรือให้ตัวแทนที่ถูกเลือกไว้ผลัดกันเสนอบล็อกแบบเครือข่าย Proof-of-Stake ทั่วไป
ข้อมูลแต่ละชิ้นที่โหนดหนึ่งรู้เรียกว่า "event" ประกอบด้วยเวลาประทับ (timestamp) รายการธุรกรรม แฮชของ event ก่อนหน้าสองจุด (จาก event ของตัวเองและจาก event ของคนที่เพิ่งคุยด้วยล่าสุด) และลายเซ็นดิจิทัล เมื่อโหนดต่างๆ กระจายข้อมูลนี้ต่อกันไปเรื่อยๆ แบบสุ่มคู่ ("gossip") พร้อมกับกระจายประวัติว่าใครได้ยินอะไรจากใครไปด้วย ("gossip about gossip") ผลลัพธ์ที่ได้คือกราฟความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันหมดทั้งเครือข่าย ซึ่งก็คือ "hashgraph" ที่เป็นชื่อของอัลกอริทึมนี้
ลักษณะสำคัญของ Hedera
- Hashgraph consensus algorithm ใช้โครงสร้าง DAG แทนสายบล็อก ทำงานผ่านสองกลไกคู่กันคือ gossip about gossip (กระจายข่าวพร้อมประวัติการกระจาย) และ virtual voting (โหนดคำนวณได้เองว่าโหนดอื่นจะโหวตอะไรจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องส่งโหวตจริงผ่านเครือข่ายอีกรอบ)
- อ้างว่าเป็น asynchronous Byzantine Fault Tolerant (aBFT) ระดับความปลอดภัยของกลไกฉันทามติแบบเข้มที่สุดเท่าที่มีการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ในปัจจุบัน หมายถึงเครือข่ายยังทำงานถูกต้องได้แม้มีโหนดบางส่วนล่มหรือพยายามโกง ไม่ว่าความล่าช้าของเครือข่าย ณ ขณะนั้นจะเป็นเท่าไหร่
- ต้นทุนธุรกรรมคงที่และต่ำมาก ค่าธรรมเนียมกำหนดเป็นดอลลาร์คงที่ล่วงหน้าโดย Governing Council ไม่ผันผวนตามความคับคั่งของเครือข่ายแบบ gas fee ของ Ethereum
- Governing Council ควบคุมโหนดยืนยันธุรกรรม ปัจจุบันมีเพียงสมาชิกสภาและ Hedera เท่านั้นที่รันโหนดยืนยันธุรกรรม (consensus node) ได้ ต่างจาก Bitcoin/Ethereum ที่ใครก็ตั้งโหนดเต็มรูปแบบมาร่วมเครือข่ายได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร
- จำนวนเหรียญคงที่ 50,000 ล้าน HBAR ผลิตครบตั้งแต่วันเปิดเครือข่าย (genesis) ไม่มีการพิมพ์เพิ่มภายหลัง ต่างจาก Bitcoin ที่เพิ่งขุดครบตามกำหนดในระยะยาว หรือ Ethereum ที่ไม่มีเพดานตายตัว
- อัลกอริทึม Hashgraph จดสิทธิบัตร โดยบริษัท Swirlds ซึ่งก่อตั้งโดยผู้คิดค้นอัลกอริทึมเอง Hedera ได้รับสิทธิ์ใช้งานแบบเอกสิทธิ์ (exclusive license) มาใช้บนเครือข่ายสาธารณะ เป็นจุดที่ต่างจาก Bitcoin/Ethereum ที่โพรโทคอลหลักเป็นสมบัติสาธารณะ (open source แบบไม่มีสิทธิบัตรกีดกัน) ตั้งแต่ต้น
ประวัติและสถิติคร่าวๆ
Leemon Baird นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ผู้เคยเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายอากาศสหรัฐฯ (US Air Force Academy) เป็นผู้คิดค้นอัลกอริทึม hashgraph และก่อตั้งบริษัท Swirlds ร่วมกับ Mance Harmon ในปี 2015 เพื่อพัฒนาและถือสิทธิบัตรอัลกอริทึมนี้ ต่อมาทั้งสองคนร่วมกันตั้งบริษัท Hedera Hashgraph LLC ในปี 2018 เพื่อนำอัลกอริทึมมาสร้างเป็นเครือข่ายสาธารณะ โดยระดมทุนผ่านการขายโทเคนล่วงหน้าช่วงปี 2018-2019 ก่อนเปิดเครือข่ายหลัก (mainnet) แบบเปิดให้โอนย้ายเหรียญได้จริงในเดือนกันยายน 2019
ด้านโครงสร้างโทเคน Hedera กำหนดเพดานสูงสุดไว้ตายตัวที่ 50,000 ล้าน HBAR และผลิตครบทั้งหมดตั้งแต่วันแรกที่เปิดเครือข่าย ต่างจากเครือข่ายส่วนใหญ่ที่ทยอยปล่อยเหรียญผ่านรางวัลการขุดหรือ staking ไปเรื่อยๆ เหรียญส่วนใหญ่ในช่วงแรกถูกถือไว้ในบัญชีคลัง (treasury) ของ Hedera เอง แล้วทยอยปลดปล่อยออกสู่ตลาดตามตารางเวลาที่บริษัทกำหนด ซึ่งเป็นประเด็นที่มักถูกวิจารณ์คู่ขนานไปกับเรื่อง Governing Council คือไม่ใช่แค่การควบคุมโหนดที่รวมศูนย์ แต่ปริมาณเหรียญส่วนใหญ่ก็อยู่ในมือของหน่วยงานกลางเช่นกันในช่วงหลายปีแรก ปัจจุบันสัดส่วนเหรียญหมุนเวียน (circulating supply) อยู่ที่ประมาณ 43,800 ล้าน HBAR จากทั้งหมด 50,000 ล้าน HBAR คิดเป็นเกือบ 88% ของอุปทานทั้งหมด
ราคา Hedera เคลื่อนไหวยังไง
ราคา HBAR ทำจุดสูงสุดตลอดกาล (all-time high) ที่ 0.5692 ดอลลาร์ในวันที่ 15 กันยายน 2021 ตามข้อมูลจาก CoinGecko ซึ่งตรงกับช่วงที่ตลาดคริปโตทั้งตลาดกำลังอยู่ในขาขึ้นรอบใหญ่ ณ วันที่ค้นคว้าบทความนี้ (29 สิงหาคม 2026) ราคา HBAR อยู่ที่ประมาณ 0.0748-0.0787 ดอลลาร์ ต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมราว 86.9% มูลค่าตลาดรวม (market cap) อยู่ที่ประมาณ 3.28 พันล้านดอลลาร์ อยู่ในอันดับที่ 28 ของตลาดคริปโตทั้งหมด (ยืนยันซ้ำจาก CoinGecko แล้ว) ปริมาณการซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ประมาณ 79 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตราส่วนเทิร์นโอเวอร์ (turnover ปริมาณเทรดหารด้วยมูลค่าตลาด) ประมาณ 2.4% ซึ่งไม่ได้ต่ำจนน่าตกใจเมื่อเทียบเหรียญกลุ่มเดียวกัน แต่เมื่อวางคู่กับ drawdown จาก ATH ที่สูงเกือบ 87% ก็สะท้อนภาพที่ทีมตรวจไว้เมื่อกลางเดือนสิงหาคม คือความสนใจซื้อขายไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่ราคาตกลงมามากขนาดนั้น
ราคาปัจจุบันดูได้จากบล็อกราคาสดด้านบนของหน้านี้ อัปเดตทุก 15 นาทีจากข้อมูล CoinGecko ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่า ATH จะเปลี่ยนแปลงทุกวันตามราคาตลาด ตัวเลขที่ใส่ไว้ในย่อหน้าข้างต้นเป็นค่า ณ วันที่ค้นคว้าเท่านั้น
เทคโนโลยี Hashgraph ต่างจาก Blockchain ทั่วไปยังไง
จากบล็อกต่อบล็อก สู่กราฟที่ทุกคนคุยกันพร้อมกัน
บล็อกเชนแบบดั้งเดิมอย่าง Bitcoin ทำงานโดยให้เครือข่ายแข่งกันหาคำตอบเพื่อได้สิทธิ์เสนอบล็อกถัดไป (proof-of-work) แล้วเรียงบล็อกต่อกันเป็นสายเส้นตรง ส่วนเครือข่าย Proof-of-Stake อย่าง Ethereum ให้ validator ที่ถูกสุ่มเลือกผลัดกันเสนอบล็อกทีละคนตามลำดับเวลา (slot) ทั้งสองแบบมีจุดร่วมคือ "ต้องมีใครสักคนเป็นผู้เสนอบล็อกก่อน แล้วเครือข่ายค่อยมายืนยันทีหลัง"
Hashgraph เลือกวิธีที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คือไม่มีใครถูกเลือกให้เป็นผู้เสนอบล็อกแต่เพียงผู้เดียวในแต่ละรอบ ทุกโหนดสามารถสร้าง "event" ของตัวเองได้ตลอดเวลาแบบขนานกัน แล้วกระจาย event เหล่านั้นออกไปผ่านโพรโทคอล gossip แบบสุ่มคู่ต่อคู่ กล่าวคือโหนด A สุ่มเลือกโหนด B แล้วบอกทุกอย่างที่ตัวเองรู้ให้ B ฟัง จากนั้น B ก็ไปสุ่มบอกโหนดอื่นต่อ ข้อมูลจะแพร่กระจายไปทั่วเครือข่ายแบบทวีคูณในเวลาไม่กี่วินาที
ส่วนที่ทำให้เกิดคำว่า "gossip about gossip" คือแต่ละ event ไม่ได้บันทึกแค่ธุรกรรม แต่บันทึกแฮชของ event ก่อนหน้าจากทั้งตัวเองและจากคู่สนทนาล่าสุดด้วย เมื่อนำ event ทั้งหมดมาต่อกันตามแฮชเหล่านี้ จะได้กราฟที่แสดงให้เห็น "ประวัติการนินทา" ว่าใครรู้อะไรจากใครเมื่อไหร่ ครบทั้งเครือข่าย กราฟนี้เองที่เรียกว่า hashgraph
ขั้นตอนสุดท้ายคือ virtual voting เมื่อโหนดหนึ่งมีสำเนา hashgraph ที่ครบถ้วนพอ มันสามารถคำนวณย้อนกลับได้เองว่า ถ้าโหนดอื่นๆ ต้องโหวตยืนยันลำดับธุรกรรม พวกเขาจะโหวตว่าอย่างไร โดยไม่ต้องรอให้โหนดเหล่านั้นส่งโหวตจริงผ่านเครือข่ายอีกรอบ เพราะข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำนายผลโหวตถูกกระจายมาพร้อมกับ gossip อยู่แล้ว ทำให้เครือข่ายประหยัดรอบการสื่อสารไปมาก และยังสามารถหาลำดับเวลาของธุรกรรม (consensus timestamp) ได้จากค่ามัธยฐานของเวลาที่แต่ละโหนดเห็น event นั้น แทนที่จะให้ผู้เสนอบล็อกเป็นคนกำหนดลำดับเอง ซึ่ง Hedera ใช้จุดนี้อ้างว่าช่วยลดโอกาสที่โหนดใดโหนดหนึ่งจะจัดลำดับธุรกรรมเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น (front-running)

สิ่งที่ Hedera อ้างว่าได้เปรียบ และสิ่งที่ต้องเข้าใจให้ครบ
Hedera ระบุว่ากลไกนี้ทำให้เครือข่ายมีคุณสมบัติ asynchronous Byzantine Fault Tolerant (aBFT) ซึ่งเป็นระดับความทนทานต่อการโกงที่เข้มงวดที่สุดในทางทฤษฎีของระบบกระจายศูนย์ หมายถึงเครือข่ายยังคงหาข้อสรุปที่ถูกต้องร่วมกันได้ แม้ผู้ส่งข้อมูลบางส่วนจะพยายามโกงหรือดีเลย์ข้อความโดยไม่ทราบล่วงหน้าว่าเครือข่ายจะช้าแค่ไหน ต่างจากเครือข่ายที่มีสมมติฐานเรื่องความล่าช้าของเวลาแบบ synchronous หรือ partially synchronous ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางทฤษฎีที่ Hedera พูดถึงบ่อยเมื่อเทียบกับบล็อกเชนอื่น
อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องเรื่อง aBFT เป็นทฤษฎีที่พิสูจน์บนกระดาษว่าเครือข่ายทนทานได้ระดับหนึ่งถ้าสัดส่วนโหนดที่ซื่อสัตย์เกินสองในสาม ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดียวกับที่กลไก BFT อื่นส่วนใหญ่ต้องการเช่นกัน ความปลอดภัยในทางปฏิบัติจึงยังขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนรันโหนดเหล่านั้นจริง ซึ่งย้อนกลับไปที่ประเด็นเรื่อง Governing Council ในหัวข้อถัดไป และยังมีข้อสังเกตจากบางฝ่ายในวงการว่าอัลกอริทึมที่ถูกจดสิทธิบัตรแบบเอกสิทธิ์ ทำให้ตรวจสอบและทดลองซ้ำ (peer review) ได้ยากกว่าโพรโทคอลแบบ Bitcoin/Ethereum ที่เป็นสมบัติสาธารณะเปิดให้นักวิจัยทั่วโลกวิเคราะห์มานานกว่าทศวรรษ
ใครควบคุมเครือข่าย Hedera และข้อถกเถียงเรื่อง centralization
Governing Council คืออะไร
หัวใจของโครงสร้างการกำกับดูแล Hedera คือ Governing Council สภาที่ตามข้อมูลจากเว็บทางการ hederacouncil.org (เช็คซ้ำแล้ว 29 ส.ค. 2026) ระบุว่ามีสมาชิกอยู่ 31 องค์กร จาก 11 อุตสาหกรรมทั่วโลก โดยหลายแหล่งข่าวรายงานตรงกันว่าสภานี้ออกแบบไว้ให้รับสมาชิกได้สูงสุดราว 39 ที่นั่ง รายชื่อที่มักถูกพูดถึงเสมอ ได้แก่ Google, IBM, Boeing, Dell, Deutsche Telekom, LG Electronics, Standard Bank, Chainlink Labs, Nomura Holdings, Ubisoft รวมถึงสถาบันการศึกษาอย่าง London School of Economics และ University College London และมีสมาชิกใหม่ทยอยเข้าร่วมต่อเนื่องในปี 2026 ได้แก่ FedEx (กุมภาพันธ์), McLaren Racing (มีนาคม) และ Accenture (เมษายน) ซึ่งทั้งสามรายเข้าร่วมในฐานะสมาชิกเต็มรูปแบบที่มีสิทธิ์โหวตและต้องรันโหนดยืนยันธุรกรรมเอง ไม่ใช่แค่หุ้นส่วนระดับ Strategic/Community Partner ซึ่งเป็นอีกประเภทที่ Hedera เปิดตัวเพิ่มในปี 2025 สำหรับองค์กรที่ยังไม่พร้อมรับผูกพันเต็มรูปแบบ
กติกาสำคัญของสภานี้คือสมาชิกแต่ละรายมีสิทธิ์โหวตเท่ากันหนึ่งเสียงต่อหนึ่งองค์กร ไม่ว่าบริษัทนั้นจะใหญ่แค่ไหน ดำรงตำแหน่งได้ครั้งละ 3 ปี ต่ออายุติดต่อกันได้สูงสุด 2 สมัย และที่สำคัญที่สุดคือสมาชิกทุกรายมีข้อผูกพันต้องรันโหนดยืนยันธุรกรรม (consensus node) ของตัวเอง เพื่อร่วมประมวลผลและรักษาความปลอดภัยเครือข่ายจริง ไม่ใช่แค่มีชื่อเป็นที่ปรึกษาเฉยๆ

ที่มา: hederacouncil.org
จุดต่างจาก L1 อื่นที่ต้องเข้าใจให้ชัด
เครือข่าย Layer-1 สาธารณะส่วนใหญ่อย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ออกแบบมาให้เป็นระบบ permissionless คือใครก็ได้ในโลกสามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ ตั้งโหนดเต็มรูปแบบ และเข้าร่วมกระบวนการยืนยันธุรกรรมได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร แค่มีฮาร์ดแวร์และ (ในกรณี PoS) มีเหรียญมากพอค้ำประกัน ส่วนเครือข่าย Hedera ในปัจจุบันอนุญาตให้เฉพาะสมาชิก Governing Council และ Hedera เองเท่านั้นที่รันโหนดยืนยันธุรกรรมได้ ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถรันได้เพียง "mirror node" ซึ่งทำหน้าที่เก็บสำเนาข้อมูลไว้อ่านและตรวจสอบเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ร่วมโหวตยืนยันลำดับธุรกรรมในเครือข่าย
Hedera ชี้แจงเรื่องนี้ผ่านโรดแมปของตัวเองมาตลอดว่านี่เป็นเพียงระยะเปลี่ยนผ่าน และมีแผนจะเปิดให้เครือข่ายเข้าสู่สถานะกระจายศูนย์มากขึ้นในระยะยาว รวมถึงมีการพูดถึงแนวคิดเปลี่ยนผ่านสู่การกำกับดูแลแบบ DAO (Decentralized Autonomous Organization) ในอนาคต อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่เปิดเครือข่ายในปี 2019 จนถึงกลางปี 2026 การเปิดให้บุคคลทั่วไปรันโหนดยืนยันธุรกรรมแบบไม่ต้องขออนุญาตยังไม่เกิดขึ้นจริง ผู้ที่ติดตามวงการคริปโตในเชิงวิพากษ์จึงมักหยิบยกจุดนี้มาตั้งคำถามว่า Hedera ควรถูกนับเป็น "บล็อกเชนสาธารณะแบบกระจายศูนย์" เต็มรูปแบบเหมือนที่โฆษณาไว้หรือไม่ หรือควรเรียกว่าเป็นเครือข่ายแบบกงสอร์เชียม (consortium) ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาใช้งานและถือเหรียญได้ แต่อำนาจตัดสินใจแกนกลางยังอยู่กับกลุ่มบริษัทใหญ่จำนวนจำกัด
ข้อโต้แย้งของฝั่ง Hedera คือการให้เฉพาะองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับโลกและมีภาระผูกพันทางกฎหมายเป็นผู้รันโหนด ช่วยลดความเสี่ยงที่โหนดจะรวมหัวกันโกงหรือหายไปกะทันหันแบบไม่มีใครรับผิดชอบ ซึ่งเป็นข้อกังวลจริงที่เครือข่ายสาธารณะแบบเปิดเสรีบางแห่งเคยเจอมาก่อน แต่ข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องยอมรับคือความไว้วางใจของเครือข่ายไปฝากไว้กับความน่าเชื่อถือของบริษัทเหล่านั้นแทน ต่างจากปรัชญาดั้งเดิมของ Bitcoin ที่ออกแบบมาเพื่อไม่ต้องพึ่งพาความไว้วางใจต่อบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเลย (trustless) ผู้ที่สนใจถือ HBAR จึงควรเข้าใจว่ากำลังถือเหรียญของเครือข่ายที่เลือกแลก "ความน่าเชื่อถือจากแบรนด์องค์กรใหญ่" กับ "การกระจายศูนย์อำนาจแบบเปิดเสรีเต็มรูปแบบ" ซึ่งเป็นคนละปรัชญากับ Bitcoin หรือ Ethereum ตั้งแต่ต้น
สถานะราคาปัจจุบันเทียบ ATH และใครยังใช้งานจริง
ราคาต่ำกว่าจุดสูงสุดมาก แต่ตัวเครือข่ายไม่ได้หยุดพัฒนา
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ราคา HBAR ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อเดือนกันยายน 2021 อยู่ประมาณ 86-87% (ข้อมูล ณ วันที่ค้นคว้า 29 สิงหาคม 2026) เป็นภาพที่คล้ายกับ L1 รุ่นเดียวกันอีกหลายสายที่เคยได้รับความสนใจสูงช่วงปี 2021 แล้วราคายังไม่กลับไปแตะระดับเดิม แม้ว่าฝั่งพัฒนาการของเครือข่ายจะเดินหน้าต่อเนื่อง เดือนสิงหาคม 2026 จำนวนธุรกรรมสะสมบนเครือข่าย Hedera ทะลุ 70,000 ล้านธุรกรรม (ข้อมูลกลางปี 2026 ระบุตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ราว 71,000-72,000 ล้านธุรกรรมนับตั้งแต่เปิด mainnet) ซึ่งเป็นตัวเลขปริมาณการใช้งานที่สูงเมื่อเทียบกับ L1 ขนาดใกล้เคียงกันหลายสาย แต่ราคาโทเคนกลับไม่ได้ตอบสนองตามปริมาณการใช้งานนั้น เป็นช่องว่างเดียวกับที่มักถูกพูดถึงในกรณีของ L1 เชิงเทคนิคดีแต่ราคาไม่ไปด้วยกันหลายสายในตลาด
ใครยังใช้งาน Hedera จริงในระดับองค์กร
จุดขายของ Hedera ที่ต่างจาก L1 ทั่วไปคือฐานลูกค้าระดับองค์กรที่นำ Hedera Consensus Service (HCS บริการบันทึกลำดับเหตุการณ์ที่พิสูจน์ได้บนเครือข่าย ใช้ประทับเวลาและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล โดยไม่จำเป็นต้องย้ายข้อมูลทั้งหมดขึ้นเชน) ไปใช้ในงานติดตามที่มาสินค้า (supply chain traceability) การรับรองเอกสาร และระบบตรวจสอบย้อนกลับต่างๆ ควบคู่กับ Hedera Token Service ที่ใช้ออกโทเคนสินทรัพย์หรือสกุลเงินดิจิทัลแบบมีเสถียรภาพ (stablecoin) โดยไม่ต้องเขียน Smart Contract แยกเหมือนมาตรฐาน ERC-20
ในต้นเดือนสิงหาคม 2026 Hedera เข้าร่วมโครงการ Crypto Partner Program ของ Mastercard อย่างเป็นทางการ (โครงการนี้ Mastercard เปิดตัวเมื่อ 11 มีนาคม 2026 มีพันธมิตรร่วมกว่า 85 รายรวมถึง Binance, Circle, Gemini, PayPal, Ripple) โดยวางแผนให้เครือข่ายรองรับธุรกรรมระหว่างธุรกิจ (B2B) การโอนเงินข้ามพรมแดน และการชำระเงินผ่านเครือข่ายบัตร นอกจากนี้ในวันที่ 26 มีนาคม 2026 Hedera เปิดตัว Agent Lab แพลตฟอร์มสำหรับสร้าง AI agent บนเชนผ่านเว็บพอร์ทัลนักพัฒนา ปัจจุบันรองรับเฟรมเวิร์ก LangChain และ Vercel AI SDK ส่วน Google ADK ยังอยู่สถานะเตรียมเปิดใช้งาน (coming soon) ยังไม่พร้อมใช้จริง สะท้อนว่า Hedera พยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์กรที่ต้องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของข้อมูล มากกว่าจะแข่งในสนาม DeFi/NFT แบบที่ Ethereum หรือ Solana ครองอยู่
สถานะกำกับดูแลและผลิตภัณฑ์การลงทุน
วันที่ 17 มีนาคม 2026 หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ทั้ง SEC และ CFTC ออกประกาศร่วมกันแบ่งประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น 5 กลุ่ม (digital commodity, digital collectible, digital tool, stablecoin, digital security) และจัดให้ HBAR อยู่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล (digital commodity) ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนด้านสถานะทางกฎหมายที่เคยทำให้นักลงทุนสถาบันบางส่วนชะลอการตัดสินใจ ประกอบกับการที่กองทุน Canary HBAR ETF ซึ่งเปิดซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่ตุลาคม 2025 มีเงินไหลเข้าสะสมแล้วกว่า 93 ล้านดอลลาร์ และมีคำขอจดทะเบียน HBAR ETF อีกราว 15 ฉบับอยู่ระหว่างการพิจารณาของ SEC ซึ่งฝั่งสนับสนุนมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อการยอมรับ HBAR ในกระแสหลักการเงิน แต่ควรระวังว่าสถานะกำกับดูแลของสหรัฐฯ เป็นคนละเรื่องกับสถานะกำกับดูแลในประเทศไทย ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป
ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนถือ HBAR
- ราคายังห่างจาก ATH มาก และ turnover ไม่สูง สะท้อนว่าความสนใจซื้อขายในตลาดยังไม่กลับมาคึกคักเท่าช่วงพีค แม้ปริมาณการใช้งานเครือข่ายจริงจะเติบโตต่อเนื่อง นักลงทุนที่หวังให้ราคาสะท้อนปริมาณการใช้งานทันทีอาจต้องอดทนรอนานกว่าที่คาด
- โครงสร้างการกำกับดูแลรวมศูนย์กว่า L1 สาธารณะทั่วไป ทั้งฝั่งโหนดยืนยันธุรกรรมที่จำกัดเฉพาะ Governing Council และประวัติการถือครองโทเคนส่วนใหญ่ที่เคยกระจุกอยู่ในคลังของ Hedera เอง ผู้ถือควรเข้าใจว่านี่ไม่ใช่เครือข่ายที่กระจายศูนย์อำนาจแบบ Bitcoin
- อัลกอริทึมหลักถูกจดสิทธิบัตรแบบเอกสิทธิ์ โดยบริษัท Swirlds ทำให้การตรวจสอบ ทดลองซ้ำ หรือแยกโค้ดไปพัฒนาต่อแบบอิสระ (fork) ทำได้ยากกว่าโพรโทคอลโอเพนซอร์สทั่วไป และเครือข่ายต้องพึ่งพาความสัมพันธ์กับผู้ถือสิทธิบัตรต่อไปในระยะยาว
- การแข่งขันในสนาม L1 ความเร็วสูงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจาก Solana, เครือข่าย Layer-2 ของ Ethereum และ L1 รุ่นใหม่อื่นๆ ที่ชูจุดขายความเร็ว/ต้นทุนต่ำใกล้เคียงกัน ทำให้ Hedera ต้องแข่งขันหาจุดต่างที่ชัดเจนกว่าความเร็วอย่างเดียวต่อไป
- พันธมิตรระดับองค์กรไม่ได้แปลว่าจะแปลงเป็นความต้องการซื้อ HBAR โดยตรงเสมอไป หลายโครงการที่องค์กรใหญ่นำ Hedera ไปใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง อาจไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ปลายทางต้องถือหรือซื้อ HBAR โดยตรง ต่างจากโทเค็นที่ผูกกับการใช้งานปลายทางชัดเจนกว่า
Hedera แตกต่างจาก Bitcoin/Ethereum ยังไง
| คุณสมบัติ | Hedera | Bitcoin | Ethereum |
|---|---|---|---|
| โครงสร้างข้อมูล | Hashgraph (DAG กราฟไม่มีวงจรปิด) | บล็อกเชน (สายบล็อกเรียงเส้นตรง) | บล็อกเชน (สายบล็อกเรียงเส้นตรง) |
| กลไกฉันทามติ | Hashgraph + gossip about gossip + virtual voting (อ้าง aBFT) | Proof-of-Work | Proof-of-Stake |
| ใครรันโหนดยืนยันธุรกรรมได้ | เฉพาะ Governing Council และ Hedera (permissioned) | ใครก็ได้ (permissionless) | ใครก็ได้ที่วางค้ำประกัน 32 ETH (permissionless) |
| ผู้ควบคุมทิศทางเครือข่าย | Governing Council สูงสุด 39 องค์กร (Google, IBM, Boeing ฯลฯ) | ชุมชนนักพัฒนา/นักขุดกระจายศูนย์ ไม่มีบริษัทเดียวคุม | มูลนิธิ Ethereum + ชุมชนนักพัฒนา/validator กระจายศูนย์ |
| ค่าธรรมเนียมธุรกรรม | คงที่เป็นดอลลาร์ กำหนดโดย Council | ผันผวนตามความคับคั่งเครือข่าย | ผันผวนตามความคับคั่งเครือข่าย (gas) |
| จำนวนเหรียญ | ตายตัว 50,000 ล้าน HBAR ผลิตครบตั้งแต่วันแรก | ตายตัว 21 ล้าน BTC ทยอยขุดจนครบ | ไม่มีเพดานตายตัว |
| จุดขายหลัก | ความเร็ว+ต้นทุนต่ำคงที่+พันธมิตรองค์กรใหญ่ | สินทรัพย์เก็บมูลค่า กระจายศูนย์สูงสุด | ระบบนิเวศ Smart Contract ใหญ่ที่สุด |
ข้อควรรู้สำหรับคนไทยที่สนใจหรือถือ Hedera
แนวคิดเรื่อง "กงสอร์เชียมองค์กรใหญ่ร่วมกันคุมเครือข่าย" ของ Hedera ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการการเงินไทยเสียทีเดียว เพราะมีตัวอย่างที่ยืนยันได้จริงและใกล้เคียงกันมากคือ Thailand Blockchain Community Initiative ซึ่งเริ่มต้นโดยธนาคารพาณิชย์ไทย 6 แห่งร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยราวปี 2018 เพื่อพัฒนาระบบหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ (electronic Letter of Guarantee หรือ eLG) บนบล็อกเชน Hyperledger Fabric ของ IBM ปัจจุบันโครงการนี้ดำเนินงานในนามบริษัท BCI (Thailand) มีธนาคารและองค์กรเข้าร่วมแล้วรวม 22 ธนาคารและ 15 บริษัท ประมวลผลหนังสือค้ำประกันไปแล้วกว่า 500,000 ฉบับต่อปี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท และช่วยลดต้นทุนการออกหนังสือค้ำประกันได้มากถึง 2 เท่าเทียบกับกระบวนการกระดาษแบบเดิม เครือข่ายนี้เป็นแบบ permissioned เช่นเดียวกับ Hedera คือจำกัดเฉพาะธนาคารสมาชิกเป็นผู้ดูแลโหนด ไม่ได้เปิดให้ใครก็ได้เข้าร่วมยืนยันธุรกรรมแบบ Bitcoin หรือ Ethereum ความคล้ายกันนี้ช่วยให้ผู้อ่านไทยที่ไม่คุ้นกับคริปโตนึกภาพออกง่ายขึ้นว่า เครือข่ายแบบ "กระจายศูนย์บางส่วน ควบคุมโดยองค์กรใหญ่กลุ่มหนึ่ง" มีอยู่จริงและใช้งานได้ผลในโลกการเงินไทยเองมาแล้วหลายปี ไม่ใช่แนวคิดที่ Hedera คิดขึ้นมาเองเพียงรายเดียว
ในแง่กฎหมาย HBAR ไม่มีบริษัทเดียวเป็นเจ้าของเครือข่ายเบ็ดเสร็จ แต่มี Hedera Hashgraph LLC และ Governing Council ทำหน้าที่กำกับดูแลทิศทางร่วมกันดังที่กล่าวไปข้างต้น กฎหมายไทยจึงไม่ได้เข้าไปกำกับดูแลตัวเครือข่าย Hedera โดยตรง สิ่งที่กฎหมายไทยกำกับดูแลได้จริงคือเว็บเทรดที่ให้บริการซื้อขาย HBAR ในประเทศ ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เท่านั้น การซื้อขายผ่านเว็บเทรดที่ได้รับใบอนุญาตจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานที่ ก.ล.ต. กำหนด แต่ถ้าโอน HBAR ออกไปเก็บในกระเป๋าเงินส่วนตัว (self-custody) ความรับผิดชอบทั้งหมดตกอยู่ที่ผู้ถือเอง
อีกจุดที่ควรแยกแยะให้ชัดคือ สถานะ "digital commodity" ที่มีรายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ ให้กับ HBAR เมื่อต้นปี 2026 เป็นเรื่องกฎหมายของสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ได้แปลว่า ก.ล.ต. ไทยจัดประเภท HBAR ในลักษณะเดียวกัน ผู้ถือควรติดตามประกาศของ ก.ล.ต. โดยตรงเกี่ยวกับการจัดประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละประเภท แทนที่จะอนุมานจากสถานะกำกับดูแลของต่างประเทศ
ซื้อ Hedera ได้ที่ไหนในไทย
Bitkub ยืนยันแล้วว่ามีตลาดซื้อขาย HBAR ต่อ THB โดยตรงบนแพลตฟอร์ม (พบหน้าตลาด HBAR/THB และบทความอธิบายเหรียญบนบล็อกของ Bitkub เอง) Binance TH ก็ยืนยันแล้วเช่นกันว่ามีตลาด HBAR โดยรองรับคู่เทรด HBAR/USDT และ HBAR/FDUSD (ยังไม่มีคู่เทรดตรงกับ THB) ส่วน Maxbit ตรวจสอบจากหน้าเว็บทางการแล้วยังไม่พบรายชื่อ HBAR ในสินทรัพย์ที่ระบุไว้ชัดเจน แม้เว็บจะระบุว่ารองรับคริปโตกว่า 80 เหรียญโดยรวม จึงยังไม่ยืนยันสถานะได้แน่ชัด ผู้อ่านควรตรวจสอบคู่เทรดที่แต่ละเว็บรองรับก่อนตัดสินใจ เพราะบางเว็บอาจมีเฉพาะคู่เทรดกับ USDT เท่านั้น ไม่ครบทุกคู่เหมือนเหรียญกระแสหลัก
สำหรับผู้ที่ต้องการทยอยซื้อสม่ำเสมอแทนการซื้อครั้งเดียวก้อนใหญ่ สามารถใช้ เครื่องมือคำนวณแผน DCA ของเรา เพื่อดูผลตอบแทนย้อนหลังตามจำนวนเงินและความถี่ที่ต้องการได้ ซึ่งมีประโยชน์เป็นพิเศษกับเหรียญที่มีความผันผวนสูงและยังห่างจากจุดสูงสุดเดิมมานานอย่าง HBAR
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Hedera ต่างจาก Bitcoin/Ethereum ตรงไหนมากที่สุด
ความต่างที่สำคัญที่สุดมีสองเรื่อง เรื่องแรกคือโครงสร้างข้อมูล Hedera ใช้ Hashgraph แบบ DAG แทนสายบล็อกเรียงเส้นตรง เรื่องที่สองคือใครควบคุมเครือข่าย Hedera จำกัดให้เฉพาะสมาชิก Governing Council รันโหนดยืนยันธุรกรรมได้ ขณะที่ Bitcoin/Ethereum เปิดให้ใครก็ได้เข้าร่วมแบบไม่ต้องขออนุญาต
Hashgraph เร็วกว่าบล็อกเชนทั่วไปจริงไหม
ในทางทฤษฎีและการทดสอบภายใต้เงื่อนไขที่ Hedera ควบคุม กลไก virtual voting ช่วยลดรอบการสื่อสารที่จำเป็นในการหาข้อสรุปร่วมกัน ทำให้ยืนยันธุรกรรมได้เร็วในระดับไม่กี่วินาทีและมีต้นทุนต่ำคงที่ อย่างไรก็ตามตัวเลขความเร็ว/ปริมาณธุรกรรมต่อวินาทีที่แต่ละแหล่งอ้างมักแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขการทดสอบ ควรดูเป็นแนวโน้มมากกว่ายึดตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งตายตัว
ทำไม Google, IBM, Boeing ถึงมาร่วมเป็น Governing Council ของเครือข่ายคริปโต
บริษัทเหล่านี้เข้าร่วมในฐานะสมาชิกที่มีสิทธิ์โหวตทิศทางเครือข่ายและมีข้อผูกพันต้องรันโหนดยืนยันธุรกรรมของตัวเอง ไม่ใช่แค่ลงทุนถือหุ้นหรือให้คำปรึกษาเฉยๆ เหตุผลที่มักถูกอ้างถึงคือบริษัทเหล่านี้มองเห็นประโยชน์จากการมีเครือข่ายกลางที่มีมาตรฐานความเร็ว ต้นทุน และความน่าเชื่อถือคงที่ สำหรับใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและสินทรัพย์ดิจิทัลในธุรกิจของตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเครือข่ายสาธารณะแบบเปิดเสรีที่ควบคุมทิศทางไม่ได้เลย
Hedera กระจายศูนย์จริงไหม
ขึ้นอยู่กับมุมมอง ถ้าวัดที่ "ใครสามารถถือและทำธุรกรรม HBAR ได้" เครือข่ายเปิดกว้างเหมือน L1 ทั่วไป แต่ถ้าวัดที่ "ใครมีอำนาจรันโหนดยืนยันธุรกรรมและตัดสินใจทิศทางเครือข่าย" คำตอบคือยังจำกัดเฉพาะ Governing Council เท่านั้นจนถึงกลางปี 2026 ซึ่งเป็นระดับการกระจายศูนย์ที่น้อยกว่า Bitcoin หรือ Ethereum อย่างชัดเจน Hedera เองยืนยันว่านี่เป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่จะเปิดกว้างขึ้นในอนาคต แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าจะเปิดให้บุคคลทั่วไปรันโหนดได้เมื่อไหร่
ทำไมราคา HBAR ถึงยังไม่กลับไปแตะจุดสูงสุดเดิม แม้ปริมาณธุรกรรมจะสูงมาก
เป็นช่องว่างที่พบได้ในหลาย L1 เชิงเทคนิคดี ปัจจัยที่มักถูกพูดถึงคือปริมาณเหรียญที่ทยอยปลดล็อกออกจากคลัง Hedera ต่อเนื่องมาหลายปี ระบบนิเวศ DeFi/แอปพลิเคชันปลายทางที่ดึงดูดผู้ใช้รายย่อยให้ต้องถือ HBAR โดยตรงยังเล็กกว่า Ethereum หรือ Solana มาก และพันธมิตรระดับองค์กรจำนวนมากใช้ Hedera เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังที่ผู้ใช้ปลายทางไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือถือ HBAR เอง
อัลกอริทึม Hashgraph ที่จดสิทธิบัตรมีผลกับผู้ถือเหรียญยังไง
การที่อัลกอริทึมหลักเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ Swirlds ทำให้ Hedera ต้องพึ่งพาสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ์ (license) กับผู้ถือสิทธิบัตรต่อไปในระยะยาว ต่างจาก Bitcoin/Ethereum ที่โพรโทคอลเป็นสมบัติสาธารณะให้ใครก็ทดลอง แยกโค้ด หรือนำไปพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ ผู้ถือ HBAR ควรเข้าใจความเสี่ยงเชิงโครงสร้างนี้ แม้ในทางปฏิบัติยังไม่เคยมีเหตุการณ์ที่กระทบผู้ใช้งานโดยตรงจากประเด็นสิทธิบัตร
ควรลงทุน HBAR เท่าไหร่ดี
บทความนี้ไม่ได้ให้คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล HBAR เป็นสินทรัพย์ผันผวนสูงเช่นเดียวกับคริปโตอื่น และมีทั้งจุดขายด้านพันธมิตรองค์กรใหญ่กับข้อถกเถียงเรื่องการกระจายศูนย์ที่ยังไม่มีข้อสรุปตายตัว ผู้สนใจควรศึกษาทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างการกำกับดูแล และประวัติราคาให้รอบด้าน แล้วพิจารณาตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองก่อนตัดสินใจ
Hedera เหมาะกับการใช้งานแบบไหนมากที่สุด
จากจุดขายเรื่องต้นทุนต่ำคงที่ ความเร็ว และพันธมิตรระดับองค์กร Hedera เหมาะกับงานที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เช่น ระบบติดตามที่มาสินค้า การรับรองเอกสาร การออกโทเคนสินทรัพย์ หรือระบบชำระเงินระหว่างธุรกิจ มากกว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม DeFi หรือ NFT ที่ต้องพึ่งพาความหลากหลายของนักพัฒนารายย่อยเป็นหลัก ซึ่งเป็นจุดที่ Ethereum และ Solana ยังนำอยู่มาก
สรุป: Hedera เหมาะกับใคร
Hedera เหมาะกับผู้ที่สนใจแนวคิดเครือข่ายกระจายบัญชีแบบทางเลือกที่ไม่ใช่บล็อกเชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ติดตามเรื่องกลไกฉันทามติแบบ DAG และให้ความสำคัญกับการที่องค์กรระดับโลกจริงจังเข้ามาร่วมดูแลเครือข่าย รวมถึงผู้ที่สนใจติดตามการใช้งานบล็อกเชนในภาคธุรกิจจริงมากกว่ากระแสเก็งกำไรระยะสั้น แต่ผู้สนใจต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า Hedera เลือกแลกความน่าเชื่อถือจากแบรนด์องค์กรใหญ่กับการกระจายศูนย์อำนาจแบบเปิดเสรีเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นคนละปรัชญากับ Bitcoin ตั้งแต่ต้น และราคาเหรียญในปัจจุบันยังห่างจากจุดสูงสุดเดิมมากแม้ปริมาณการใช้งานเครือข่ายจะเติบโตต่อเนื่อง ผู้ที่จะเข้าลงทุนควรศึกษาทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างการกำกับดูแล และสถานะราคาให้รอบด้าน ไม่ใช่มองแค่รายชื่อพันธมิตรองค์กรใหญ่เพียงอย่างเดียว