NFT คืออะไร ทำไมรูปโหลดฟรีได้แต่ NFT ขายได้แพง
02 January 2025ความรู้พื้นฐาน3 min readโดย Rawiwarn Owattasanee

NFT คืออะไร ทำไมรูปโหลดฟรีได้แต่ NFT ขายได้แพง

NFT คือโทเคนที่บันทึกกรรมสิทธิ์บนบล็อกเชน ไม่ใช่ตัวไฟล์ภาพ เข้าใจ NFT คริปโต ฟองสบู่ปี 2021-2022 การใช้งานจริง และความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนเข้าตลาด

ปี 2021 มีข่าวแปลกๆ โผล่ขึ้นมาเต็มฟีดโซเชียลพร้อมกันทั่วโลก ศิลปินดิจิทัลคนหนึ่งชื่อ Beeple ขายผลงานภาพต่อกันชิ้นเดียวได้เงิน 69 ล้านดอลลาร์ผ่านการประมูล เด็กอายุ 12 ขวบขาย NFT ทำกำไรได้หลักสิบล้านบาทข้ามคืน วัยรุ่นอินโดนีเซียกลายเป็นเศรษฐีจากการขายภาพเซลฟี่ของตัวเองในรูปแบบ NFT ข่าวเหล่านี้ถูกพูดถึงกันในสื่อกระแสหลักอย่างต่อเนื่อง จนคำว่า NFT กลายเป็นคำที่คนทั่วไปได้ยินแม้จะไม่ได้อยู่ในวงการคริปโตเลยก็ตาม

แต่พร้อมกับกระแสความตื่นเต้นนั้น ก็มีคำถามและคำเยาะเย้ยตามมาไม่แพ้กัน "ก็แค่รูปภาพ จะบ้าซื้อกันทำไม" "ใครๆ ก็กด Right-Click แล้ว Save As เก็บรูปเดียวกันได้ฟรีๆ" "นี่มันดอกทิวลิปยุคดิจิทัลชัดๆ" คำถามเหล่านี้ฟังดูมีเหตุผลในระดับหนึ่ง เพราะถ้ามองแค่ผิวเผิน NFT ก็ดูเหมือนแค่การขายไฟล์ภาพให้แพงเกินจริง

คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ "NFT แพงเกินไปหรือเปล่า" แต่คือ "คนที่ซื้อ NFT เขาซื้ออะไรกันแน่" เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังราคาตัวเลขโตๆ เหล่านั้น ไม่ใช่ไฟล์ภาพที่มองเห็นบนหน้าจอ แต่เป็นกลไกที่บันทึกกรรมสิทธิ์ไว้บนบล็อกเชนซึ่งไม่มีใครคัดลอกไปได้ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ต้องเข้าใจก่อนจะไปถึงคำถามว่า NFT มีมูลค่าจริงหรือเป็นแค่ฟองสบู่

เปรียบเทียบข่าวพาดหัว NFT ปี 2021 ฝั่งหนึ่งขายภาพได้ราคาสูงเป็นกระแสข่าวทั่วโลก อีกฝั่งเสียงเยาะเย้ยว่าใครๆ ก็คลิกขวาเซฟรูปเดียวกันได้ฟรี สะท้อนความสับสนของคนทั่วไปต่อ NFT ในตอนนั้น

ภาพ: เปรียบเทียบข่าวพาดหัว NFT ปี 2021 ฝั่งหนึ่งขายภาพได้ราคาสูงเป็นกระแสข่าวทั่วโลก อีกฝั่งเสียงเยาะเย้ยว่าใครๆ ก็คลิกขวาเซฟรูปเดียวกันได้ฟรี สะท้อนความสับสนของคนทั่วไปต่อ NFT ในตอนนั้น

NFT คืออะไร ต่างจาก Fungible Token ยังไง

NFT ย่อมาจาก Non-Fungible Token แปลตรงตัวว่าโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ คำว่า Fungible ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึงคุณสมบัติของสินทรัพย์ที่แลกเปลี่ยนทดแทนกันได้เมื่อมีมูลค่าเท่ากัน เช่น ธนบัตร 100 บาท 1 ใบ กับธนบัตร 20 บาท 5 ใบ แลกกันได้โดยไม่มีใครเสียเปรียบ เพราะทั้งสองฝั่งมีมูลค่ารวมเท่ากันและไม่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ทำให้ต่างกัน เหรียญคริปโตทั่วไปอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ก็เป็น Fungible เช่นกัน 1 BTC ของคนหนึ่งกับ 1 BTC ของอีกคนหนึ่งมีค่าเท่ากันเป๊ะ สลับกันใช้แทนกันได้โดยไม่มีอะไรเปลี่ยน

Non-Fungible คือด้านตรงข้าม หมายถึงสินทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวจนแลกเปลี่ยนทดแทนกันไม่ได้ ภาพวาดสองภาพแม้จะดูคล้ายกัน แต่แต่ละภาพมีที่มา มีประวัติ มีรายละเอียดเฉพาะตัวที่ทำให้มูลค่าไม่เท่ากันและแทนกันไม่ได้ เมื่อนำแนวคิดนี้มาใส่ไว้บนบล็อกเชน NFT แต่ละชิ้นจะมีข้อมูลจำเพาะติดตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตัวตนของผู้สร้าง ประวัติการถือครองและส่งต่อ วันที่สร้าง ข้อมูล Metadata และระดับความหายาก ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกบันทึกไว้บนเชนอย่างถาวรและตรวจสอบได้ ทำให้ NFT แต่ละชิ้นมีตัวตนของตัวเอง ไม่สามารถสลับสับเปลี่ยนกับ NFT ชิ้นอื่นได้แม้จะอยู่ในคอลเลกชันเดียวกัน

สินทรัพย์ที่ผูกอยู่กับ NFT ก็ไม่ได้จำกัดแค่รูปภาพเพียงอย่างเดียว อาจเป็นวิดีโอ เพลง โมเดลสามมิติ ข้อความ หรือข้อมูลดิจิทัลรูปแบบใดก็ได้ ความหมายของ NFT จึงกว้างกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจกันว่าเป็นแค่ภาพการ์ตูนราคาแพงบน Twitter

เปรียบเทียบ Fungible ที่แลกเปลี่ยนทดแทนกันได้เท่ากันหมดอย่างธนบัตรหรือเหรียญคริปโตทั่วไป กับ Non-Fungible ที่แต่ละชิ้นมีข้อมูลเฉพาะตัวแทนกันไม่ได้อย่างงานศิลปะ NFT แต่ละใบ

ภาพ: เปรียบเทียบ Fungible ที่แลกเปลี่ยนทดแทนกันได้เท่ากันหมดอย่างธนบัตรหรือเหรียญคริปโตทั่วไป กับ Non-Fungible ที่แต่ละชิ้นมีข้อมูลเฉพาะตัวแทนกันไม่ได้อย่างงานศิลปะ NFT แต่ละใบ

สิ่งที่ซื้อจริงๆ ไม่ใช่ไฟล์ภาพ แต่คือกรรมสิทธิ์ที่บันทึกบนเชน

นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดมากที่สุด เวลาซื้อ NFT ภาพหนึ่งใบ สิ่งที่ได้มาไม่ใช่ตัวไฟล์ภาพในความหมายที่ว่าไฟล์นั้นถูกล็อกไม่ให้คนอื่นมองเห็นหรือคัดลอก ใครก็ตามยังสามารถกดขวา บันทึกภาพเดียวกันเก็บไว้ในเครื่องได้ฟรีอยู่ดี สิ่งที่ NFT มอบให้จริงๆ คือบันทึกกรรมสิทธิ์บนบล็อกเชนสาธารณะที่ระบุชัดว่าใครเป็นเจ้าของงานชิ้นนี้ในทางที่ตรวจสอบได้และปลอมแปลงไม่ได้

ก่อนยุคบล็อกเชน โลกดิจิทัลไม่มีวิธีพิสูจน์กรรมสิทธิ์ที่น่าเชื่อถือ ถ้ามีคนอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของงานศิลปะดิจิทัลชิ้นหนึ่ง วิธีพิสูจน์มีเพียงการขอดูประวัติแชท ประวัติการโอนเงิน หรือติดต่อไปสอบถามศิลปินโดยตรง ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลานานและพิสูจน์ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อจำนวนชิ้นงานเพิ่มขึ้น เมื่อบล็อกเชนสาธารณะอย่าง Ethereum เข้ามาบันทึกข้อมูลวันที่สร้าง ผู้สร้าง และประวัติการส่งต่อไว้อย่างถาวร ใครก็ตามที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อสามารถตรวจสอบความถูกต้องของ NFT ได้ทันที ไม่ว่าจะ 1 ชิ้น หรือ 1,000 ชิ้น

เปรียบเทียบง่ายๆ การถ่ายรูปภาพวาดโมนาลิซาแล้วอวดว่าตัวเองเป็นเจ้าของโมนาลิซาแบบฟรีๆ ก็ไม่ได้ทำให้ใครเป็นเจ้าของภาพจริงในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ การคัดลอกไฟล์ NFT ก็เช่นกัน ได้แค่สำเนาที่ไม่มี provenance หรือประวัติกรรมสิทธิ์ผูกอยู่ ไม่มีสิทธิใดๆ ตามที่บันทึกไว้บนเชน สิ่งที่ทดแทนไม่ได้จากการก็อปปี้จึงไม่ใช่ตัวภาพ แต่คือสถานะความเป็นเจ้าของที่ยืนยันได้แบบสาธารณะ

เทคโนโลยีที่ทำให้ทั้งหมดนี้เป็นไปได้คือ Smart Contract หรือสัญญาอัจฉริยะ ที่เริ่มใช้งานอย่างแพร่หลายหลัง Ethereum เปิดตัวในปี 2013 NFT แต่ละชิ้นถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Mint ซึ่งจะบันทึกรายละเอียดผู้สร้าง วันที่สร้าง ลิงก์ไปยังไฟล์งาน และเงื่อนไขต่างๆ ลงบนเชนตั้งแต่ต้น หนึ่งในความสามารถพิเศษของ Smart Contract คือการกำหนดส่วนแบ่งรายได้ให้ผู้สร้างงานทุกครั้งที่มีการซื้อขายต่อ ไม่ว่าจะขายต่อกี่ทอดก็ตาม ทำให้ศิลปินมีรายได้ต่อเนื่องในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกศิลปะดิจิทัลก่อนหน้านี้

เทียบสองฝั่ง การคลิกขวาเซฟรูปได้แค่ไฟล์ภาพเปล่าที่ไม่มีประวัติกรรมสิทธิ์ผูกอยู่ ต่างจาก NFT ต้นฉบับที่มีข้อมูลกรรมสิทธิ์บันทึกถาวรและตรวจสอบได้บนบล็อกเชน

ภาพ: เทียบสองฝั่ง การคลิกขวาเซฟรูปได้แค่ไฟล์ภาพเปล่าที่ไม่มีประวัติกรรมสิทธิ์ผูกอยู่ ต่างจาก NFT ต้นฉบับที่มีข้อมูลกรรมสิทธิ์บันทึกถาวรและตรวจสอบได้บนบล็อกเชน

NFT เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

แม้ภาพจำของคนทั่วไปจะผูก NFT ไว้กับงานศิลปะดิจิทัลราคาแพง แต่การใช้งานจริงกว้างกว่านั้นมาก และกำลังขยายตัวต่อเนื่อง

งานศิลปะดิจิทัลยังคงเป็นการใช้งานหลักที่คนคุ้นเคยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดชิ้นเดียวแบบ 1 of 1 ที่มีความพิเศษเหมือนงานศิลปะดั้งเดิม หรือคอลเลกชันขนาดใหญ่ที่สร้างด้วยอัลกอริทึมนับพันชิ้น สิ่งที่ต่างจากศิลปะดั้งเดิมคือรูปแบบสื่อไม่จำกัดแค่ภาพนิ่ง อาจเป็นวิดีโอ งานเคลื่อนไหว หรือแม้แต่งาน Interactive ก็ได้

อีกการใช้งานที่ขยายตัวเร็วคือตั๋วเข้างานและบัตรสมาชิก NFT ที่ออกในรูปแบบนี้ทำหน้าที่เหมือนตั๋วคอนเสิร์ตหรือบัตรกิจกรรมทั่วไป แต่ตรวจสอบความถูกต้องได้ทันทีบนเชน ปลอมแปลงยาก และผู้จัดงานสามารถกำหนดสิทธิพิเศษเพิ่มเติมให้ผู้ถือได้ เช่น สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ หรือรับข่าวสารวงในก่อนคนทั่วไป

ในโลกเกม NFT ถูกใช้เป็นของสะสมหรือไอเทมในเกมที่ผู้เล่นเป็นเจ้าของจริง ต่างจากไอเทมเกมทั่วไปที่ถูกเก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทผู้ให้บริการเพียงฝ่ายเดียว ถ้าเกมปิดตัวลง ไอเทมทั้งหมดที่เสียเงินซื้อไว้ก็หายไปพร้อมกัน แต่ไอเทมที่เป็น NFT ยังคงอยู่บนเชนต่อไปแม้เกมนั้นจะเลิกให้บริการแล้วก็ตาม ตัวอย่างที่รู้จักกันกว้างที่สุดคือ Axie Infinity เกมที่ให้ผู้เล่นซื้อ เพาะพันธุ์ และต่อสู้ด้วยตัวละคร Axie ซึ่งแต่ละตัวเป็น NFT ที่ซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้จริงบนตลาดรอง

อีกตัวอย่างที่ต่างจากภาพจำเรื่องเก็งกำไรคือ ENS หรือ Ethereum Name Service บริการจดชื่อโดเมนแบบ `.eth` ที่ผูกกับกระเป๋าเงินคริปโตแทนการจำที่อยู่ตัวเลขยาวๆ ชื่อโดเมนแต่ละชื่อที่จดไว้ก็เป็น NFT เช่นกัน แต่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันของคนสายคริปโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ผูกอยู่กับกระแสราคาเหมือนภาพศิลปะคอลเลกชัน เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า NFT ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ของสะสมเสมอไป

ส่วนที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่ถูกมองว่ามีศักยภาพสูงในระยะยาวคือการใช้ NFT เป็นหลักฐานพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินทรัพย์ในโลกจริง เช่น โฉนดที่ดิน ใบรับรองสินค้า หรือหุ้นในกองทุน แนวคิดคือนำข้อดีเรื่องการตรวจสอบได้และปลอมแปลงยากของบล็อกเชนมาใช้กับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ แม้ทุกวันนี้ยังไม่แพร่หลายเพราะติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและกระบวนการยืนยันตัวตนในโลกจริง แต่เป็นทิศทางที่หลายโครงการกำลังพัฒนาต่อ

สรุป 4 การใช้งานหลักของ NFT นอกเหนือจากงานศิลปะดิจิทัล ได้แก่ ตั๋วเข้างานและบัตรสมาชิกที่ตรวจสอบสิทธิ์บนเชน ของสะสมในเกมที่ผู้เล่นเป็นเจ้าของจริง และกรรมสิทธิ์สินทรัพย์จริงที่ยังเป็นแนวโน้มในอนาคต

ภาพ: สรุป 4 การใช้งานหลักของ NFT นอกเหนือจากงานศิลปะดิจิทัล ได้แก่ ตั๋วเข้างานและบัตรสมาชิกที่ตรวจสอบสิทธิ์บนเชน ของสะสมในเกมที่ผู้เล่นเป็นเจ้าของจริง และกรรมสิทธิ์สินทรัพย์จริงที่ยังเป็นแนวโน้มในอนาคต

ฟองสบู่ NFT ปี 2021-2022 พองแล้วแตกยังไง

ปี 2021 ตลาดคริปโตทั้งตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อกระแส NFT เริ่มจุดติด คนที่ทำกำไรจากตลาดขาขึ้นอยู่แล้วก็ทะยอยไหลเข้าสู่ตลาด NFT ตามมา ศิลปิน นักลงทุน ยูทูบเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ ต่างพากันสร้างโปรเจกต์ใหม่ขึ้นมาไม่หยุด แอปพลิเคชันอย่าง Clubhouse และ Twitter Space กลายเป็นพื้นที่รวมตัวแลกเปลี่ยนความเห็นและโชว์ผลงานตลอดเวลา ศิลปินหลายคนวาดรูปกันแทบไม่หลับไม่นอน เพราะแทบทุกอย่างที่ปล่อยขายมีคนซื้อ

ตัวเลขที่สะท้อนความคึกคักในช่วงนั้นชัดที่สุดคือราคาของคอลเลกชันชื่อดัง Bored Ape Yacht Club ที่ราคาฐานหรือ Floor Price เคยพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 153.7 ETH ส่วนคลิปวิดีโอไวรัล "Charlie Bit My Finger" ที่มียอดดูบน YouTube กว่า 900 ล้านครั้ง ก็ถูกเจ้าของนำมาขายเป็น NFT ได้ในราคา 760,999 ดอลลาร์ พร้อมลบคลิปต้นฉบับออกจาก YouTube เพื่อส่งต่อความเป็นเจ้าของให้สมบูรณ์

แต่เมื่อตลาดคริปโตเข้าสู่ขาลงในช่วงปี 2022-2023 ความกลัวก็แพร่กระจายไปทั่ว ผู้คนเริ่มเทขายเหรียญคริปโตซึ่งขายออกได้ทันทีตราบใดที่ยังมีสภาพคล่องใน Exchange แต่ NFT ไม่มีกลไกแบบนั้น การขาย NFT ต้องรอให้มีคนมาเสนอซื้อ (Offer) เท่านั้น เมื่อไม่มีใครอยากซื้อ ราคาก็ต้องถูกกดลงต่ำกว่าราคาฐานเพื่อให้มีโอกาสขายออกเร็วขึ้น ผลคือ Floor Price ของ Bored Ape Yacht Club ที่เคยพุ่งไปถึง 153.7 ETH ร่วงลงมาเหลือเฉลี่ยราว 25 ETH ในปี 2023 หลายโปรเจกต์ที่เคยมีมูลค่าสูงกลายเป็นของไร้ค่า และปิดตัวลงเพราะทนอยู่ในภาวะตลาดหมีไม่ไหว

กราฟ Floor Price ของ Bored Ape Yacht Club พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุด 153.7 ETH ในปี 2021 ก่อนร่วงลงมาเหลือเฉลี่ยราว 25 ETH ในปี 2023 หลังตลาดคริปโตเข้าสู่ขาลง

ภาพ: กราฟ Floor Price ของ Bored Ape Yacht Club พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุด 153.7 ETH ในปี 2021 ก่อนร่วงลงมาเหลือเฉลี่ยราว 25 ETH ในปี 2023 หลังตลาดคริปโตเข้าสู่ขาลง

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น คอลเลกชันประเภท Profile Picture หรือ PFP NFT ก็มีมูลค่าตลาดรวมสูงมาก ณ ช่วงที่มีการบันทึกข้อมูลไว้ อย่าง CryptoPunks ราว 1.59 พันล้านดอลลาร์ Bored Ape Yacht Club ราว 621 ล้านดอลลาร์ Pudgy Penguins ราว 394 ล้านดอลลาร์ Mutant Ape Yacht Club ราว 212 ล้านดอลลาร์ และ Azuki ราว 176 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสภาพตลาด แต่สะท้อนขนาดของกระแสที่เคยเกิดขึ้นได้ชัดเจน คอลเลกชันเหล่านี้หลายแบรนด์ยังต่อยอดไปไกลกว่าแค่ภาพโปรไฟล์ เช่น ผู้ถือ Bored Ape หมายเลข 6184 เปิดร้านแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐฯ ชื่อ Bored & Hungry โดยใช้ภาพ NFT ที่ตัวเองถือเป็นโลโก้ร้าน ส่วน Pudgy Penguins ก็ขยายไปทำของเล่นและตุ๊กตาร่วมกับห้างค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐฯ

หลังตลาดซาลง คำพูดซ้ำเติมอย่าง "NFT ก็แค่รูปภาพ ไม่มีคุณค่าอะไร" หรือ "NFT ก็แค่ดอกทิวลิปยุคดิจิทัล" เริ่มถูกพูดกันหนาหูมากขึ้น แต่การที่ราคาลดลงในช่วงตลาดหมีไม่ได้แปลว่า NFT ทั้งระบบไร้ความหมาย เพราะ NFT หลายประเภทไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงระดับโลกหรือถูกใจคนทั้งโลกถึงจะมีมูลค่า แค่มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับมันจริงๆ ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต่างจากงานศิลปะดั้งเดิมที่ไม่เคยต้องถูกใจทุกคนบนโลกเพื่อจะมีราคา

กระแส NFT ในไทยและบทเรียนที่ยังใช้ได้วันนี้

กระแส NFT ปี 2021-2022 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะต่างประเทศ ในไทยก็มีวงการ NFT ที่คึกคักไม่แพ้กันในช่วงเวลานั้น ศิลปินไทยจำนวนไม่น้อยเข้าไปทดลองสร้างและขายผลงานผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ พื้นที่พูดคุยอย่าง Clubhouse และ Twitter Space ก็เป็นจุดรวมตัวของคนไทยที่สนใจ NFT ไม่ต่างจากวงการต่างประเทศ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ โชว์ผลงาน และชักชวนกันเข้าสู่ตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่คอลเลกชันที่สร้างโดยทีมงานคนไทยเองอย่าง Bored Town ก็เคยได้รับความสนใจในวงกว้าง มีสิทธิพิเศษให้ผู้ถือได้เข้าไป Mint โปรเจกต์อื่นๆ ต่อ

บทเรียนจากช่วงเวลานั้นยังใช้ได้กับทุกวันนี้ กระแสที่มาแรงเร็วมักดึงคนที่สนใจแค่กำไรระยะสั้นเข้ามาปนกับคนที่อยากสนับสนุนศิลปินจริงๆ เมื่อตลาดกลับทิศ กลุ่มแรกก็หายไปพร้อมกับสภาพคล่อง ทิ้งให้เห็นชัดว่าใครอยู่เพื่ออะไร คนที่เข้าใจกลไกและความเสี่ยงตั้งแต่ต้นจึงมีโอกาสตัดสินใจได้ดีกว่าคนที่กระโดดตามกระแสเพียงอย่างเดียว

เปรียบเทียบบรรยากาศวงการ NFT ไทยช่วงขาขึ้นที่คึกคักไปด้วยคนพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น กับช่วงตลาดหมีที่เงียบเหงาลงเหลือเพียงคนที่อยู่เพื่อสนับสนุนศิลปินจริงๆ

ภาพ: เปรียบเทียบบรรยากาศวงการ NFT ไทยช่วงขาขึ้นที่คึกคักไปด้วยคนพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น กับช่วงตลาดหมีที่เงียบเหงาลงเหลือเพียงคนที่อยู่เพื่อสนับสนุนศิลปินจริงๆ

ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนแตะ NFT

นอกจากเรื่องราคาผันผวนตามภาวะตลาดคริปโตโดยรวม NFT ยังมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ต่างจากการถือเหรียญคริปโตทั่วไปอยู่หลายข้อ

ข้อแรกคือสภาพคล่องต่ำ อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า NFT ขายออกได้ก็ต่อเมื่อมีคนมาเสนอซื้อเท่านั้น ต่างจากเหรียญคริปโตที่ซื้อขายผ่าน Exchange ได้ทันทีตราบใดที่ยังมีสภาพคล่องในตลาด ในช่วงตลาดซบเซา NFT บางชิ้นอาจไม่มีคนเสนอซื้อเลยเป็นเวลานาน ทำให้แม้อยากขายก็ขายไม่ได้ในราคาที่ต้องการ

ข้อสองคือ Wash Trading หรือการซื้อขายปั่นปริมาณ กลไกของตลาด NFT บางแพลตฟอร์มเปิดช่องให้คนสร้างธุรกรรมซื้อขายกันเองระหว่างวอลเล็ตที่ควบคุมโดยคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียวกัน เพื่อสร้างภาพว่าคอลเลกชันมีปริมาณซื้อขายสูงและราคากำลังเป็นที่ต้องการ ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีผู้ซื้อรายใหม่เข้ามาเลย นักลงทุนที่เห็นตัวเลข Volume สูงๆ แล้วรีบกระโดดตามจึงมีความเสี่ยงที่จะซื้อในราคาที่ถูกปั่นขึ้นมาเทียม

ข้อสามคือความเสี่ยงจากการถูกขโมยจากวอลเล็ต NFT เก็บอยู่ในวอลเล็ตคริปโตเช่นเดียวกับเหรียญทั่วไป หากทำ Private Key หรือ Seed Phrase หลุด หรือหลงเชื่อไปเซ็นธุรกรรมปลอมจากลิงก์หลอกลวง (Phishing) NFT ทั้งหมดในวอลเล็ตอาจถูกโอนออกไปโดยไม่มีทางเรียกคืนได้ เพราะธุรกรรมบนบล็อกเชนเป็นสิ่งที่ย้อนกลับไม่ได้ ต่างจากการถูกขโมยบัตรเครดิตที่ยังพอมีกระบวนการอายัดหรือขอคืนเงินได้บ้าง

สรุป 3 ความเสี่ยงหลักของการถือ NFT ได้แก่ สภาพคล่องต่ำที่ต้องรอให้มีคนเสนอซื้อ Wash Trading ที่ปั่นปริมาณซื้อขายให้ดูสูงเกินจริง และความเสี่ยงถูกขโมยจากวอลเล็ตที่เรียกคืนไม่ได้

ภาพ: สรุป 3 ความเสี่ยงหลักของการถือ NFT ได้แก่ สภาพคล่องต่ำที่ต้องรอให้มีคนเสนอซื้อ Wash Trading ที่ปั่นปริมาณซื้อขายให้ดูสูงเกินจริง และความเสี่ยงถูกขโมยจากวอลเล็ตที่เรียกคืนไม่ได้

NFT จะไปทางไหนต่อ

การที่ราคาตกลงมาแรงในช่วงตลาดหมีไม่ได้แปลว่าเทคโนโลยีเบื้องหลัง NFT ล้มเหลว สิ่งที่พังคือโปรเจกต์จำนวนมากที่สร้างขึ้นมาเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นโดยไม่มีแผนระยะยาวรองรับ ส่วนกลไกการพิสูจน์กรรมสิทธิ์ดิจิทัลผ่านบล็อกเชนซึ่งเป็นแก่นแท้ของ NFT ยังคงทำงานเหมือนเดิม และยังเป็นรากฐานที่หลายวงการพยายามต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นวงการศิลปะ เกม ไปจนถึงการพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินทรัพย์จริงในอนาคต

ต้องยอมรับตรงๆ ว่าถ้าเทียบกับความคึกคักในปี 2021 ตลาด NFT ทุกวันนี้เสื่อมความนิยมลงไปมาก คอลเลกชันส่วนใหญ่ที่เคยผุดขึ้นมาในยุคนั้นแทบไม่มีการซื้อขายเหลืออยู่แล้ว มีเพียงคอลเลกชัน Blue Chip ไม่กี่ชื่อ เช่น CryptoPunks, Bored Ape Yacht Club และ Azuki ที่ยังรักษาราคาฐานไว้ได้ในระดับหลักหมื่นดอลลาร์ ส่วนที่เหลือกลายเป็นของไร้มูลค่าไปตามกาลเวลา

แต่ในอีกด้านหนึ่ง Use Case ที่มีประโยชน์ใช้งานจริงกลับยังยืนระยะได้และเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะสามกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ NFT ในเกม ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในตลาด NFT ทั้งหมด เพราะยังมีประโยชน์ใช้งานจริงในเกมรองรับ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรอย่างเดียว กลุ่มที่สองคือ NFT Ticketing หรือตั๋วเข้างานแบบ NFT ที่แก้ปัญหาตั๋วปลอมและการรีเซลราคาแพงได้ตรงจุด กลุ่มที่สามคือการนำสินทรัพย์โลกจริงมาบันทึกด้วยเทคโนโลยีเดียวกัน หรือ RWA Tokenization ซึ่งเติบโตจนมีมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกนำมาแปลงเป็นโทเคนรวมกันหลายหมื่นล้านดอลลาร์ทั่วโลก แม้กลุ่มที่เติบโตแข็งแรงที่สุดในนี้จะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น

คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "NFT ตายแล้วหรือยัง" แต่คือ "NFT ชิ้นนี้มีคนกลุ่มไหนให้คุณค่ากับมันจริงๆ หรือเปล่า" เพราะเช่นเดียวกับสินทรัพย์ทุกประเภท มูลค่าของ NFT ไม่ได้มาจากตัวเลขราคาที่เคยพุ่งขึ้นในอดีต แต่มาจากคนที่ยังอยากถือมันต่อไปแม้กระแสจะซาลงแล้วก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย

NFT คืออะไร

NFT ย่อมาจาก Non-Fungible Token เป็นโทเคนดิจิทัลที่บันทึกกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ดิจิทัลชิ้นหนึ่งไว้บนบล็อกเชน แต่ละชิ้นมีข้อมูลเฉพาะตัวจนแลกเปลี่ยนทดแทนกันไม่ได้ ต่างจากเหรียญคริปโตทั่วไปที่แลกเปลี่ยนทดแทนกันได้เท่ากันหมด

ซื้อ NFT แล้วได้อะไร ในเมื่อใครก็เซฟรูปเดียวกันได้ฟรี

สิ่งที่ได้คือกรรมสิทธิ์ที่บันทึกไว้บนบล็อกเชนสาธารณะ ตรวจสอบและปลอมแปลงไม่ได้ ส่วนไฟล์ภาพที่คนอื่นเซฟไปใช้ได้ฟรีเป็นเพียงสำเนาที่ไม่มีประวัติกรรมสิทธิ์ผูกอยู่

ทำไม NFT ราคาถึงร่วงหนักในปี 2022-2023

เพราะตลาดคริปโตเข้าสู่ขาลง ผู้ถือต้องการขายพร้อมกันจำนวนมาก แต่ NFT มีสภาพคล่องต่ำกว่าเหรียญคริปโตเพราะต้องรอให้มีคนเสนอซื้อเท่านั้น เมื่อไม่มีคนซื้อ ราคาก็ถูกกดลงต่อเนื่องจนหลายโปรเจกต์เหลือมูลค่าต่ำมาก

NFT เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้างนอกจากงานศิลปะ

ใช้เป็นตั๋วเข้างานหรือบัตรสมาชิกที่ตรวจสอบสิทธิ์ได้บนเชน ใช้เป็นของสะสมหรือไอเทมในเกมที่ผู้เล่นเป็นเจ้าของจริง และในอนาคตมีศักยภาพใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินทรัพย์จริงอย่างที่ดินหรือใบรับรองสินค้า

ความเสี่ยงหลักของการถือ NFT มีอะไรบ้าง

สภาพคล่องต่ำทำให้ขายออกยากในบางช่วง ความเสี่ยงจาก Wash Trading ที่ทำให้ปริมาณซื้อขายดูสูงเกินจริง และความเสี่ยงถูกขโมยจากวอลเล็ตหากดูแล Private Key ไม่รัดกุมหรือหลงกลฟิชชิ่ง


📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 บทที่ว่าด้วย NFT และงานศิลปะไร้ตัวกลาง

บทความทั้งหมด