
NUPL, SOPR, สัดส่วนเหรียญมีกำไร คืออะไร
NUPL, SOPR และสัดส่วนเหรียญมีกำไร คือ 3 อินดิเคเตอร์ on-chain ที่วัดกำไรขาดทุนของตลาด Bitcoin แยกให้เห็นชัดระหว่างกำไรที่ยังไม่ขาย (unrealized) กับกำไรที่ขายแล้วจริง (realized) พร้อมตัวอย่างค่าจริงและกราฟย้อนหลังจากช่วงตลาดกระทิงถึงตลาดหมี
ลองนึกภาพสถานการณ์นี้ดู ราคา Bitcoin ขึ้นต่อเนื่องมาหลายเดือน คนในกลุ่มไลน์เริ่มโพสต์กำไรกันสนุกสนาน แต่พอเปิดดูอินดิเคเตอร์ on-chain บางตัวกลับขึ้นโซนเตือนแล้ว ในขณะที่อีกตัวยังดูปกติอยู่เลย คำถามคือทำไมอินดิเคเตอร์ที่ควรวัด "กำไรของตลาด" เหมือนกัน ถึงให้สัญญาณไม่ตรงกัน คำตอบคือมันไม่ได้วัดกำไรแบบเดียวกันเป๊ะ บางตัววัดกำไรของ "คนที่ยังถือเหรียญอยู่" (ยังไม่ขาย) บางตัววัดกำไรของ "คนที่เพิ่งขายไป" (ขายแล้วจริง) ซึ่งเป็นคนละกลุ่มคนละพฤติกรรมกันเลย
บทความนี้จะพาทำความรู้จัก 3 อินดิเคเตอร์ on-chain ที่ใช้วัด "กำไรและขาดทุนของตลาด Bitcoin" คือ NUPL, สัดส่วนเหรียญมีกำไร (Supply in Profit) และ SOPR พร้อมตัวอย่างค่าจริงวันนี้ และวิธีแยกไม่ให้สับสนระหว่างกำไรที่ "ยังไม่เกิดขึ้นจริง" กับกำไรที่ "เกิดขึ้นจริงแล้ว"
ทำไมต้องแยก "กำไรที่ยังไม่ขาย" กับ "กำไรที่ขายแล้วจริง"
สมมติซื้อ Bitcoin ไว้ที่ 30,000 ดอลลาร์ ตอนนี้ราคาขึ้นไป 45,000 ดอลลาร์ ถามว่ามีกำไรไหม คำตอบคือ "มีกำไรในกระดาษ" (Unrealized Profit) แต่ยังไม่ใช่เงินจริงสักบาทเดียว เพราะยังไม่ได้กดขาย ราคาลงกลับไปต่ำกว่าทุนได้ทุกเมื่อ กำไรก้อนนั้นก็หายไปเฉยๆ โดยไม่เคยเข้ากระเป๋าจริง
ต้องรอถึงวันที่กดขายเหรียญนั้นออกไปจริงๆ ถึงจะเรียกว่า "กำไรที่เกิดขึ้นจริง" (Realized Profit) ซึ่งเป็นเงินที่ล็อกไว้แล้ว ราคาจะขึ้นหรือลงต่อจากนั้นก็ไม่กระทบกำไรก้อนนี้อีกต่อไป
บนเครือข่าย Bitcoin ทุกธุรกรรมถูกบันทึกไว้แบบเปิดเผยตลอดกาล ทำให้นักวิเคราะห์ on-chain คำนวณได้ว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เหรียญที่ยังไม่ขับเคลื่อนออกจากกระเป๋า (ยังถืออยู่) มีต้นทุนเฉลี่ยเท่าไร เทียบกับราคาตลาดปัจจุบัน แล้วก็แยกอีกชุดว่าเหรียญที่เพิ่งถูกโอนออกไป (นับเป็น "ขาย" ในทางเทคนิค) มีกำไรขาดทุนเท่าไรตอนที่ขับเคลื่อนออกไปนั้น นี่คือที่มาของอินดิเคเตอร์ทั้งสามตัวที่จะพูดถึง
NUPL คืออะไร วัดกำไรขาดทุนของทั้งตลาดที่ยังไม่ขาย
NUPL (Net Unrealized Profit/Loss) คือดัชนีที่บอกว่า "ถ้าทุกคนที่ถือ Bitcoin อยู่ตอนนี้ขายพร้อมกันหมดทั้งตลาด โดยรวมแล้วจะมีคนกำไรมากกว่าขาดทุนแค่ไหน" คำนวณจากส่วนต่างระหว่างมูลค่าตลาด (Market Cap) กับต้นทุนเฉลี่ยของทั้งเครือข่าย (Realized Cap) แล้วหารด้วยมูลค่าตลาดอีกที ในทางคณิตศาสตร์เขียนง่ายๆ ได้ว่า NUPL = 1 − (1 ÷ MVRV) เพราะฉะนั้น NUPL กับ MVRV จึงเป็นภาพเดียวกัน แค่คนละหน่วยวัด (MVRV เป็นอัตราส่วน ส่วน NUPL แปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำไรรวมที่อ่านง่ายกว่า)
ค่า NUPL แบ่งเป็นโซนที่นักวิเคราะห์ on-chain ใช้กันทั่วไป:
- ต่ำกว่า 0 ตลาดขาดทุนสุทธิ (Capitulation) มักเกิดช่วงก้นตลาดหมีลึกๆ
- 0 ถึง 0.25 โซน Hope เริ่มมีกำไรบ้างแต่ยังบางเบา
- 0.25 ถึง 0.5 โซน Optimism กำไรเริ่มหนาขึ้น
- 0.5 ถึง 0.75 โซน Belief ตลาดกำไรหนามาก มั่นใจในทิศทางขาขึ้น
- เกิน 0.75 โซน Euphoria ตลาดกำไรมหาศาล มักเกิดใกล้จุดสูงสุดของรอบ
วิดเจ็ต: ค่า NUPL ของ Bitcoin จริง อัปเดตข้อมูลรายวัน ที่มา Bitcoin Research Kit
ลองคำนวณดูเป็นตัวเลขให้เห็นภาพ สมมติ Market Cap ของ Bitcoin ตอนนี้อยู่ที่ 1,400,000 ล้านดอลลาร์ ส่วน Realized Cap (ต้นทุนเฉลี่ยรวมของทุกเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ คูณด้วยจำนวนเหรียญ) อยู่ที่ 1,000,000 ล้านดอลลาร์ MVRV จะเท่ากับ 1,400,000 ÷ 1,000,000 = 1.4 เท่า แปลว่าเฉลี่ยแล้วต้นทุนของทั้งตลาดต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน 1.4 เท่า พอแปลงเป็น NUPL จะได้ 1 − (1 ÷ 1.4) = 1 − 0.714 = 0.286 หรือประมาณ 28.6% ซึ่งตกอยู่ในโซน Optimism พอดี ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายสูตรเท่านั้น ค่าจริงวันนี้ดูได้จากวิดเจ็ตด้านบน
ข้อควรระวัง: NUPL วัดจากต้นทุนเฉลี่ยของ "ทั้งเครือข่าย" ตั้งแต่เหรียญแรกที่เคยขยับ ทำให้ผู้ถือระยะยาวที่ซื้อมาตั้งแต่ราคาต่ำมากๆ ถ่วงค่าเฉลี่ยให้ต่ำกว่าที่คนส่วนใหญ่รู้สึกจริง ต้องดูคู่กับอินดิเคเตอร์อื่นเสมอ ไม่ใช้ตัวเดียวฟันธง
สัดส่วนเหรียญมีกำไร ภาพง่ายกว่า NUPL แต่บอกเรื่องเดียวกัน
ถ้า NUPL ฟังดูซับซ้อนเกินไป มีอีกตัวที่ตอบคำถามเดียวกันแบบตรงไปตรงมากว่า คือ สัดส่วนเหรียญมีกำไร (Supply in Profit) ซึ่งนับตรงๆ ว่า "ในบรรดา Bitcoin ทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ตอนนี้ มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ต้นทุนต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน" พูดง่ายๆ คือนับหัวคนกำไรเทียบกับคนขาดทุนตรงๆ ไม่ต้องแปลงสูตร
วิดเจ็ต: สัดส่วนเหรียญ Bitcoin ที่กำลังมีกำไร ณ ราคาตลาดปัจจุบัน ที่มา Bitcoin Research Kit
จุดที่น่าสนใจคือค่านี้แตะ 100% ได้เฉพาะตอนราคาทำจุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ (All-Time High) เท่านั้น เพราะเป็นจังหวะเดียวที่ทุกคนที่เคยซื้อไว้ ไม่ว่าจะซื้อราคาไหนมาก่อน จะมีต้นทุนต่ำกว่าราคาตลาดพร้อมกันหมดทุกคน เป็นข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ตัวเลขนี้มีประโยชน์มากตอนตลาดปรับฐาน เพราะบอกได้ตรงๆ ว่า "ตอนนี้มีคนติดดอยอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ของทั้งตลาด" ถ้าสัดส่วนเหรียญมีกำไรร่วงลงมาเหลือครึ่งเดียว แปลว่าครึ่งตลาดกำลังถือเหรียญที่ขาดทุนอยู่ ซึ่งมักมาพร้อมความอดทนที่ลดลง บางคนยอมขายตัดขาดทุนเพื่อลดความเสี่ยง บางคนถือรอราคากลับมาที่ทุนแล้วค่อยขาย พฤติกรรมสองแบบนี้ผสมกันคือสิ่งที่ทำให้ราคาช่วงตลาดหมีมักแกว่งแรงและไม่แน่นอน
SOPR คืออะไร ต่างจากสองตัวข้างบนตรงไหน
ทั้ง NUPL และสัดส่วนเหรียญมีกำไร วัดกำไรของเหรียญที่ "ยังถืออยู่ ยังไม่ขาย" ทั้งคู่ แต่ SOPR (Spent Output Profit Ratio) วัดคนละฝั่ง คือวัดกำไรขาดทุนของเหรียญที่ "เพิ่งถูกขายออกไปจริงในวันนั้น" เท่านั้น
สูตรคือเอาราคาขาย (มูลค่า ณ วันที่โอนออก) หารด้วยราคาต้นทุน (มูลค่า ณ วันที่เหรียญนั้นเข้ามาในกระเป๋าครั้งล่าสุด) ถ้าค่าออกมา มากกว่า 1.0 แปลว่าเฉลี่ยแล้ววันนั้นคนขายมีกำไร ถ้า น้อยกว่า 1.0 แปลว่าเฉลี่ยแล้วคนขายวันนั้นยอมขายขาดทุน (พฤติกรรม "ยอมตัดขาดทุน" หรือ Capitulation ของรายวัน) และถ้าเท่ากับ 1.0 พอดีคือขายเท่าทุน
วิดเจ็ต: ค่า SOPR ของ Bitcoin จริง (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 24 ชั่วโมง) ที่มา Bitcoin Research Kit
เส้น 1.0 ของ SOPR มักถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะในตลาดขาขึ้น ราคามักจะหลุดลงมาแตะเส้นนี้แล้วเด้งกลับ (นักลงทุนที่ขาดทุนพอดีมักไม่อยากขายขาดทุนจริง เลยถือรอต่อ ทำให้แรงขายลดลงตรงจุดนั้น) ส่วนในตลาดขาลง ราคามักจะดีดขึ้นไปแตะเส้น 1.0 แล้วโดนเทขายกลับลงมา (คนที่ติดดอยรอขายเท่าทุนพอดีก็เทขายทันทีที่ได้จังหวะ) พฤติกรรมนี้ทำให้เส้น 1.0 ทำหน้าที่เหมือนแนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยาของตลาดจริงๆ
เหตุผลที่ทีมข้อมูลใช้ "ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 24 ชั่วโมง" (sopr_24h) แทนค่า SOPR ดิบรายธุรกรรม เพราะ SOPR ดิบผันผวนแรงมากในระดับนาทีต่อนาที (ธุรกรรมเดียวที่มีมูลค่าสูงผิดปกติสามารถทำให้ค่ากระโดดข้ามเส้น 1.0 ไปมาได้ภายในไม่กี่วินาที) การเฉลี่ยรวม 24 ชั่วโมงช่วยกรองสัญญาณรบกวนออก เหลือแค่แนวโน้มพฤติกรรมที่แท้จริงของตลาดในวันนั้น
จุดเชื่อมที่คนไทยเจอตรงๆ ทุกปี: ภาษีก็เก็บจากกำไรที่ขายแล้วเหมือนกัน
แนวคิด "กำไรที่ยังไม่ขาย" กับ "กำไรที่ขายแล้วจริง" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยเลย เพราะกฎหมายภาษีคริปโตของไทยเองก็ใช้หลักการเดียวกันนี้เป๊ะ สรรพากรเก็บภาษีจากกำไรที่เกิดขึ้นจริงตอนขาย ไม่ใช่กำไรตามราคาตลาดที่ยังไม่ขาย ต่อให้พอร์ต Bitcoin ในกระเป๋าราคาขึ้นไปเท่าไร ถ้ายังไม่กดขายก็ยังไม่ถือเป็นเงินได้ที่ต้องยื่นภาษี เหมือนกับที่ NUPL และสัดส่วนเหรียญมีกำไรนับเฉพาะกำไรในกระดาษ ส่วนวันที่กดขายจริงนั่นแหละคือวินาทีที่ธุรกรรมนั้นถูกนับเข้า SOPR และกลายเป็นเงินได้ที่สรรพากรสนใจพร้อมกัน (อ่านรายละเอียดเรื่องภาษีคริปโตไทยเต็มๆ ได้ที่ ภาษีคริปโตในไทย) พูดง่ายๆ คือทั้งกฎหมายภาษีไทยและอินดิเคเตอร์ on-chain เห็นตรงกันในหลักการเดียวกัน คือกำไรในกระดาษยังไม่ใช่เรื่องจริงจนกว่าจะมีการตัดสินใจขายเกิดขึ้นแล้วจริงๆ
ตัวอย่างจริง อ่านสามตัวพร้อมกันตอนตลาดหมี-ตลาดกระทิง
ลองดูสองจุดสุดขั้วในประวัติศาสตร์ 3 ปีที่ผ่านมาเพื่อให้เห็นภาพว่าสามตัวนี้เคลื่อนไหวสอดคล้องกันยังไง
ใกล้พีครอบ (Belief)
0.62
จุดต่ำสุดรอบนี้ (ใกล้ Capitulation)
0.09
ปัจจุบัน
0.30
กราฟ: เส้นทาง NUPL ของ Bitcoin จริงย้อนหลังเกือบ 2 ปี ไล่จากพีคโซน Belief ช่วงปลาย 2024 ไหลลงต่อเนื่องจนเกือบแตะ Capitulation กลางปี 2026 แล้วฟื้นกลับมาโซน Optimism ในปัจจุบัน สังเกตว่าแม้ราคา BTC จะทำจุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2025 (จุดที่ 5 บนกราฟ) แต่ NUPL ตอนนั้นกลับต่ำกว่าพีคของปลายปี 2024 เล็กน้อย เป็นตัวอย่างจริงของสิ่งที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่าทำไมราคาขึ้นแต่ NUPL ไม่ขึ้นตามเป๊ะเสมอไป
ช่วงราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (พฤศจิกายน 2024) สัดส่วนเหรียญมีกำไรแตะ 100.0% เต็มพอดี (ทุกคนกำไรหมดตามที่อธิบายไว้ข้างต้น) NUPL ก็อยู่ในโซนสูงต่อเนื่อง สะท้อนความมั่นใจสุดขีดของตลาดในจังหวะนั้น
1.042
หลุดต่ำกว่า 1.0 สั้นๆ กลางเทรนด์ขึ้น
0.991
จุดต่ำสำคัญของช่วงนี้
0.979
ปัจจุบัน
0.999
กราฟ: SOPR รายวัน (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 24 ชม.) ของ Bitcoin จริงช่วงเวลาเดียวกัน เทียบกับเส้น 1.0 จุดคุมเชิงทางจิตวิทยาที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้
เอากราฟ SOPR มาวางเทียบกับ NUPL แล้วจะเห็นจุดที่น่าสนใจ 2 จุด จุดแรกคือ 15 เมษายน 2025 วันนั้น SOPR หลุดต่ำกว่า 1.0 ลงมาที่ 0.991 (คนที่ขายวันนั้นเฉลี่ยขาดทุนเล็กน้อย) แต่ NUPL ในวันเดียวกันยังเป็นบวกถึง 0.48 (เกือบครึ่งของตลาดยังกำไรหนา) สองตัวนี้ขัดกันชัดเจน เพราะวัดคนละกลุ่มคนจริงๆ ตามที่อธิบายไปตอนต้น คนส่วนใหญ่ที่ถือเหรียญมานานยังกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่กลุ่มคนที่บังเอิญขายเหรียญออกไปวันนั้นดันเป็นกลุ่มที่เพิ่งซื้อมาราคาสูงแล้วต้องยอมขายขาดทุนเล็กน้อย เป็นตัวอย่างจริงว่าทำไมต้องดูทั้งสองฝั่งประกอบกัน
จุดที่สองคือ 30 มิถุนายน 2026 วันที่ตลาดปรับฐานแรงที่สุดของรอบนี้ NUPL แตะจุดต่ำสุดของช่วง 2 ปีนี้พอดีที่ 0.09 (เกือบแตะ Capitulation) สัดส่วนเหรียญมีกำไรก็ร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดรอบ 3 ปีที่ 45.9% ในวันเดียวกันด้วย ส่วน SOPR วันนั้นอยู่ที่ 0.979 ซึ่งเป็นจุดต่ำสำคัญของกราฟนี้เช่นกัน แม้จะไม่ใช่จุดต่ำสุดตลอดทั้งช่วง 2 ปี (จุดต่ำสุดจริงของ SOPR อยู่ที่ 0.948 เมื่อ 23 มกราคม 2026 ซึ่งเป็นอีกจังหวะหนึ่งที่ตลาดผันผวนแรงเหมือนกัน) โดยรวมแล้วทั้งสามตัวยังคงชี้ไปทิศทางเดียวกันในช่วงตลาดปรับฐานหนักรอบนี้ นี่คือความต่างสำคัญระหว่างวันที่ 15 เมษายน 2025 (สัญญาณขัดแย้งกันชัดเจน) กับช่วงกลางปี 2026 (สัญญาณส่วนใหญ่ยืนยันกัน) เวลาอินดิเคเตอร์หลายตัวชี้ไปทางเดียวกันพร้อมกันแบบนี้ มักเป็นสัญญาณที่มีน้ำหนักมากกว่าดูตัวใดตัวหนึ่งเดี่ยวๆ
ATH ทุกคนกำไรทั้งตลาด
100.0%
จุดต่ำสุด ตรงกับ NUPL ต่ำสุดพอดี
45.9%
ปัจจุบัน
63.5%
กราฟ: สัดส่วนเหรียญมีกำไรของ Bitcoin จริงช่วงเวลาเดียวกัน สังเกตว่าจุดสูงสุดของกราฟนี้ (พ.ย. 2024 และ ต.ค. 2025) กับจุดต่ำสุด (มิ.ย. 2026) ตรงกับจุดสูงสุด-ต่ำสุดของ NUPL แบบเป๊ะๆ ทุกจุด ส่วน SOPR ตรงกันเป็นส่วนใหญ่แต่ไม่ทุกจุด ตามที่อธิบายไว้ด้านล่าง
เอาสามกราฟมาวางเทียบกันแล้วเห็นชัดว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ NUPL กับสัดส่วนเหรียญมีกำไรจับจุดสูงสุด-ต่ำสุดของรอบตรงกันทุกจุด ส่วน SOPR ตรงกันเป็นส่วนใหญ่แต่ไม่ใช่ทุกจุด (แยกตัวออกไปช่วง 15 เมษายน 2025 ตามที่อธิบายไปแล้ว และจุดต่ำสุดจริงของ SOPR ก็อยู่คนละวันกับอีกสองตัว) เพราะทั้งสามตัวเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างต้นทุนเดียวกันของตลาด เพียงแค่มองจากมุมต่างกัน (ทั้งตลาดที่ยังไม่ขาย / คนที่เพิ่งขายวันนั้น / สัดส่วนคนกำไรตรงๆ) เมื่อราคาเคลื่อนไหวแรงพอ ทั้งสามมุมจึงมักเห็นภาพเดียวกันโดยธรรมชาติ นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์ on-chain มักแนะนำให้ดูมากกว่าหนึ่งตัวเสมอ ไม่ใช่เพราะตัวใดตัวหนึ่งแม่นยำกว่า แต่เพราะเมื่อหลายตัวยืนยันกันเอง ความน่าเชื่อถือของสัญญาณโดยรวมจะสูงขึ้น
จุดที่มักอ่านผิดกันบ่อย
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่า NUPL สูงแปลว่า "ราคาแพงเกินไปแล้ว ต้องลงแน่ๆ" ซึ่งไม่ถูกทั้งหมด NUPL สูงบอกแค่ว่าตลาดกำไรเยอะ ไม่ได้บอกว่าอีกกี่วันราคาจะกลับตัว ในรอบตลาดกระทิงที่แรงจริงๆ NUPL สามารถแช่อยู่ในโซน Euphoria ได้นานหลายเดือนก่อนที่ราคาจะพลิกกลับ คนที่เห็น NUPL แตะโซนสูงแล้วรีบขายทันทีในอดีตหลายครั้งขายเร็วเกินไปและพลาดขาขึ้นช่วงท้ายที่มักแรงที่สุด
อีกจุดที่สับสนกันบ่อยคือเอา SOPR กับสัดส่วนเหรียญมีกำไรมาปนกัน ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง สัดส่วนเหรียญมีกำไรตอบคำถาม "ตอนนี้มีกี่เปอร์เซ็นต์ของเหรียญทั้งหมดที่กำไร" (นับเหรียญที่ยังไม่ขับเคลื่อน) ส่วน SOPR ตอบคำถาม "วันนี้เหรียญที่ขับเคลื่อนออกไปจริง กำไรหรือขาดทุนเฉลี่ยเท่าไร" (นับเฉพาะเหรียญที่เพิ่งขาย) สองตัวนี้อาจสวนทางกันได้ในบางช่วง เช่น สัดส่วนเหรียญมีกำไรสูงมาก (คนส่วนใหญ่ในตลาดกำไร) แต่ SOPR ต่ำกว่า 1 ในวันนั้น (คนที่บังเอิญขายวันนั้นดันเป็นกลุ่มที่เพิ่งซื้อราคาสูงแล้วรีบขายขาดทุน) เป็นไปได้ทั้งคู่พร้อมกัน เพราะวัดคนละกลุ่มคน
ทำไมอินดิเคเตอร์แบบนี้มีแต่ในตลาดคริปโต ตลาดหุ้นทำแบบนี้ไม่ได้
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ อินดิเคเตอร์ทั้งสามตัวนี้เป็นของเฉพาะตลาดคริปโตจริงๆ เพราะตลาดหุ้นหรือกองทุนทั่วไปไม่มีใครรู้ว่านักลงทุนแต่ละคนซื้อหุ้นตัวนั้นมาที่ราคาเท่าไร ข้อมูลต้นทุนของนักลงทุนแต่ละรายเป็นความลับส่วนบุคคล ตลาดเห็นได้แค่ราคาซื้อขายปัจจุบันเท่านั้น แต่ Bitcoin และคริปโตส่วนใหญ่บันทึกทุกธุรกรรมไว้บนบล็อกเชนที่เปิดเผยต่อสาธารณะตลอดกาล ใครก็ตามที่มีความรู้พอสามารถไล่ดูได้ว่าเหรียญแต่ละหน่วยเคลื่อนไหวจากกระเป๋าไหนไปกระเป๋าไหนเมื่อไร ด้วยราคาเท่าไรในตอนนั้น นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์ on-chain สามารถคำนวณ "ต้นทุนเฉลี่ยของทั้งตลาด" (Realized Cap) ได้อย่างแม่นยำ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้เลยในตลาดการเงินแบบดั้งเดิม ความโปร่งใสของบล็อกเชนคือสิ่งที่ทำให้เครื่องมือแบบ NUPL, SOPR และสัดส่วนเหรียญมีกำไรเกิดขึ้นมาได้ตั้งแต่แรก

ภาพ: ความโปร่งใสของบล็อกเชนคือสิ่งที่ตลาดหุ้นไม่มี จุดนี้เองที่ทำให้อินดิเคเตอร์แบบ NUPL, SOPR และสัดส่วนเหรียญมีกำไรเกิดขึ้นได้เฉพาะในตลาดคริปโต
สรุป: ตระกูล Unrealized กับ Realized ใช้ประกอบกันยังไงในทางปฏิบัติ
NUPL และสัดส่วนเหรียญมีกำไร บอกว่า "ตอนนี้ตลาดโดยรวมกำไรหรือขาดทุนอยู่กี่เปอร์เซ็นต์" (มองไปข้างหน้าได้ว่าตลาดมีแรงกดดันขายแฝงอยู่แค่ไหนถ้าราคาพลิกกลับ) ส่วน SOPR บอกว่า "วันนี้คนที่ตัดสินใจขายจริงๆ กำไรหรือขาดทุนกันเท่าไร" (สะท้อนพฤติกรรมจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่ตัวเลขในกระดาษ) ใช้ประกอบกันจะเห็นภาพตลาดได้รอบด้านกว่าดูตัวใดตัวหนึ่งเดี่ยวๆ และเหมือนอินดิเคเตอร์ on-chain ทุกตัว ค่าเหล่านี้เป็นข้อมูลเชิงสถิติย้อนหลัง ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายที่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ควรใช้ประกอบการตัดสินใจร่วมกับปัจจัยอื่น ไม่ใช่ยึดตัวเดียวเป็นคำตอบสุดท้าย
ถ้าจะจำแบบง่ายที่สุด ให้จำว่า NUPL กับสัดส่วนเหรียญมีกำไร คือเสียงของ "คนที่ยังไม่ตัดสินใจ" (ยังถือเหรียญอยู่) ส่วน SOPR คือเสียงของ "คนที่ตัดสินใจแล้ว" (ขายออกไปแล้ววันนั้น) ตลาดที่แข็งแรงมักเห็นทั้งสองฝั่งเคลื่อนไหวสอดคล้องกันในทิศทางเดียว ส่วนช่วงที่สองฝั่งเริ่มขัดแย้งกันเอง (เช่นคนถือส่วนใหญ่ยังกำไรหนา แต่คนที่ขายวันนั้นกลับขาดทุน) มักเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ควรจับตาเป็นพิเศษ
คำถามที่พบบ่อย
NUPL กับ MVRV ต่างกันยังไง
จริงๆ แล้วเป็นสูตรเดียวกัน แค่แปลงหน่วยต่างกัน NUPL = 1 − (1 ÷ MVRV) MVRV บอกเป็นอัตราส่วน (เช่น 1.4 เท่า) ส่วน NUPL แปลงเป็นสัดส่วนกำไรที่อ่านเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ตรงกว่า
วิดเจ็ต: ค่า MVRV ของ Bitcoin จริง อัปเดตข้อมูลรายวัน ลองเทียบตัวเลขนี้กับ NUPL ด้านบนดูได้ ตามสูตรที่อธิบายไป (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง MVRV แบบละเอียดได้ที่ On-Chain Analysis คืออะไร) ที่มา Bitcoin Research Kit
SOPR ต่ำกว่า 1 แปลว่าต้องขายตามไหม
ไม่จำเป็น SOPR ต่ำกว่า 1 แปลว่าเฉลี่ยแล้วคนที่ขายวันนั้นยอมขาดทุน ไม่ได้บอกว่าราคาจะไปทิศทางไหนต่อ บางครั้ง SOPR ต่ำกว่า 1 ต่อเนื่องนานๆ ก็เป็นสัญญาณว่าตลาดใกล้หมดแรงขาย (Capitulation) ซึ่งในอดีตมักตามมาด้วยการฟื้นตัว ต้องดูบริบทประกอบเสมอ
สัดส่วนเหรียญมีกำไรต่ำมากๆ แปลว่าราคาใกล้จุดต่ำสุดหรือยัง
เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะกดดันหนัก (คนส่วนใหญ่ขาดทุน) ซึ่งในอดีตมักเกิดใกล้ช่วงตลาดหมีลึกๆ แต่ไม่ได้การันตีว่าราคาจะไม่ลงต่อ ควรดูประกอบกับอินดิเคเตอร์อื่นและบริบทตลาดโดยรวมเสมอ ไม่ใช้ตัวเดียวฟันธงจังหวะซื้อ
ทำไมบางทีราคาขึ้นแต่ NUPL กลับไม่ขึ้นตาม
เพราะ NUPL คำนวณจากต้นทุนเฉลี่ยของทั้งเครือข่ายซึ่งเปลี่ยนแปลงช้ากว่าราคา ถ้ามีเหรียญจำนวนมากเพิ่งเปลี่ยนมือที่ราคาสูง (คนซื้อใหม่จำนวนมาก) ต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่ายจะขยับขึ้นตามเร็วขึ้นด้วย ทำให้ NUPL โตช้ากว่าที่คาดแม้ราคาจะขึ้นต่อเนื่อง
NUPL ติดลบแปลว่าตลาดพังหมดแล้วใช่ไหม
NUPL ติดลบแปลว่าเฉลี่ยแล้วทั้งตลาดขาดทุนสุทธิ ซึ่งฟังดูรุนแรง แต่ในทางประวัติศาสตร์ ช่วงที่ NUPL ติดลบลึกๆ มักเป็นช่วงที่ตลาดใกล้จุดต่ำสุดของรอบมากกว่าเป็นสัญญาณว่าจะพังต่อไปเรื่อยๆ เหตุผลคือเมื่อคนส่วนใหญ่ขาดทุนพร้อมกันหมด แรงขายจากคนที่ยอมแพ้ (Capitulation) มักหมดลงไปด้วย เพราะคนที่จะขายตัดขาดทุนส่วนใหญ่ทำไปแล้วก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตามนี่คือรูปแบบทางสถิติจากอดีต ไม่ใช่กฎตายตัว แต่ละรอบตลาดมีเงื่อนไขต่างกัน
ดูอินดิเคเตอร์กลุ่มนี้ตัวเดียวพอไหม หรือต้องดูครบทั้ง 3 ตัว
แนะนำให้ดูอย่างน้อย 2 ฝั่ง คือฝั่ง Unrealized (NUPL หรือสัดส่วนเหรียญมีกำไร เลือกตัวใดตัวหนึ่งก็พอเพราะให้ภาพคล้ายกัน) และฝั่ง Realized (SOPR) เพราะสองฝั่งนี้ตอบคำถามคนละมุม ดูตัวเดียวจะเห็นภาพไม่ครบ ส่วนจะเลือก NUPL หรือสัดส่วนเหรียญมีกำไรเป็นตัวแทนฝั่ง Unrealized ก็แล้วแต่ความถนัด บางคนชอบตัวเลขเปอร์เซ็นต์ตรงไปตรงมาของสัดส่วนเหรียญมีกำไร บางคนชอบโซนที่ชัดเจนกว่าของ NUPL
ตัวเลขพวกนี้หาดูเองได้จากไหนบ้าง นอกจากในบทความนี้
วิดเจ็ตในบทความนี้ดึงข้อมูลจาก Bitcoin Research Kit (bitview.space) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูล on-chain แบบเปิดที่อัปเดตข้อมูลทุกวัน นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์ม on-chain analytics อื่นที่นิยมใช้กัน เช่น Glassnode และ CryptoQuant ที่มีอินดิเคเตอร์คล้ายกันให้ดูฟรีบางส่วน
บทความนี้บอกให้ซื้อขายตามอินดิเคเตอร์เหล่านี้เลยหรือเปล่า
ไม่ใช่ บทความนี้ให้ความรู้เรื่องกรอบคิดและวิธีอ่านอินดิเคเตอร์เชิงสถิติเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขและโซนที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังที่ใช้อ้างอิงเชิงพฤติกรรมตลาดในอดีต ไม่ได้การันตีว่าจะเกิดซ้ำแบบเดียวกันในอนาคต ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
📖 เรื่องข้อมูล On-Chain เบื้องต้นอ่านต่อได้ที่ On-Chain Analysis คืออะไร บทความชุดนี้ต่อยอดจากพื้นฐานเรื่อง MVRV ที่เคยอธิบายไว้แล้ว