
จบตลาดหมีหรือยัง อ่าน Bitcoin รอบนี้ด้วยสภาพคล่องและ on-chain
ชุดข้อมูลที่เตรียมไปออกรายการ Trader KP เอามาเล่าเต็มๆ ทั้งนาฬิกาของรอบจาก LTH ที่ทดสอบย้อนหลัง 16 เคส สภาพคล่องที่กำลังเป็นลมต้าน วัฏจักรที่น่าจะกำลังลงเขา และ eSLR ท่อใหญ่ที่คนยังไม่พูดถึง
บอกก่อนว่าผมถือ Bitcoin เป็นส่วนใหญ่ของพอร์ทมาตั้งแต่ปี 2017 เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่จะเล่าต่อจากนี้ไม่ใช่มุมมองของคนที่ยืนอยู่ข้างนอกแล้วมองเข้ามา แต่เป็นของคนที่มีของอยู่ในมือจริงและต้องตัดสินใจกับมันจริง
ชุดข้อมูลทั้งหมดนี้ผมเตรียมไว้ไปออกรายการ ทันโลกกับ Trader KP เพราะโจทย์ที่เขาส่งมาคือคำถามที่คนถามกันเยอะที่สุดตอนนี้ ราคาเด้งจากก้นเหวขึ้นมาแบบนี้ มันจบตลาดหมีแล้วหรือยัง พอเตรียมเสร็จแล้วเห็นว่าข้อมูลมันเยอะเกินกว่าจะพูดหมดในรายการที่มีเวลาไม่ถึงชั่วโมง เลยเอามาเขียนเป็นบทความให้อ่านกันแบบเต็มๆ ตรงนี้แทน
ขอ disclaimer ก่อนตามเคยว่านี่เป็นมุมมองที่ผมตกผลึกจากข้อมูลที่หาได้ ไม่ได้แปลว่าถูก และไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทุกตัวในบทความนี้มีที่มาและเช็คได้ ส่วนกราฟที่ฝังอยู่ในบทความเป็นการ์ดสดจากหน้าเครื่องมือของเราเอง แปลว่าเวลาคุณกลับมาอ่านอีกทีในอีกสามเดือน ตัวเลขในการ์ดจะอัปเดตตามข้อมูลล่าสุดให้เอง ไม่ใช่ภาพนิ่งที่ค้างอยู่ที่วันเขียน
ตกลงตอนนี้เราอยู่ตรงไหน
ไล่เส้นเรื่องปีนี้ก่อน Bitcoin ทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,198 ดอลลาร์เมื่อ 6 ตุลาคม 2025 แล้วลงยาวตลอดครึ่งปีแรกของ 2026 ไปทำจุดต่ำสุดแถว 58,000 ดอลลาร์ช่วงปลายมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 21 เดือน จากนั้นก็แกว่งอยู่แถว 56,000 ถึง 63,000 ตลอดเดือนกรกฎาคม
แล้วสัปดาห์ที่สามของเดือนสิงหาคมมันก็ระเบิดขึ้นมา จาก 62,965 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม มาอยู่ที่ 80,736 ดอลลาร์ตอนที่ผมเขียนบทความนี้ คิดเป็นบวกเกือบ 30% ในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ ตัวจุดชนวนมีสองข่าวคือกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรเมื่อ 19 สิงหาคม กับ Trump ออกมากดดันให้วุฒิสภาผ่านกฎหมาย Clarity Act เมื่อ 20 สิงหาคม
เส้นทางราคาปี 2026 จากจุดต่ำสุดถึงตอนนี้ เทียบกับ ATH
ต่ำสุดที่ 58,000 ดอลลาร์ปลายมิถุนายน (ต่ำสุดในรอบ 21 เดือน) เด้งขึ้นมา 80,736 ดอลลาร์ตอนที่เขียนบทความนี้ บวกเกือบ 30% ในไม่ถึงสองสัปดาห์ แต่ยังห่างจาก ATH 126,198 ดอลลาร์อยู่มาก
คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือแล้วมันจบหมีหรือยัง คำตอบสั้นๆ ของผมคือ ก้นน่าจะผ่านไปแล้ว แต่ยังเรียกว่าขาขึ้นรอบใหม่ไม่ได้ และเหตุผลอยู่ในสามชั้นที่ต้องดูแยกกัน
ชั้นแรก นาฬิกาของรอบจากมือถือยาว
กรอบที่ผมใช้จับจังหวะรอบมาตลอดคือดูว่าเหรียญอยู่ในมือใคร ตัวชี้วัดชื่อ LTH Supply คือจำนวนเหรียญที่อยู่ในมือคนที่ถือเกิน 155 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยตกใจขาย ส่วนอีกฝั่งคือ STH Supply คือเหรียญในมือคนที่เพิ่งซื้อ สองตัวนี้เป็นด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกัน เหรียญที่หายไปจากฝั่งมือยาวคือเหรียญที่ไปโผล่ในมือคนที่เพิ่งเข้ามา
รูปแบบที่ซ้ำทุกรอบคือ มือยาวสะสมของเงียบๆ จนถึงจุดสูงสุด แล้วเริ่มคายของออกมา ราคาถึงจะวิ่ง พอคายไปมากพอราคาก็จบรอบ เพราะของไปกองอยู่ในมือคนที่ถือไม่ไหวหมดแล้ว
คราวนี้ผมไม่ได้เชื่อรูปแบบนี้ลอยๆ ผมเอาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2017 มาไล่ทุกครั้งที่ LTH Supply ทำจุดสูงสุดเฉพาะที่แล้วตามด้วยการคายของอย่างน้อย 120,000 BTC ได้มาทั้งหมด 16 ครั้งในรอบ 9 ปี ผลออกมาแบบนี้
- ระยะห่างระหว่าง high แต่ละครั้ง ค่ากลางอยู่ที่ 6.4 เดือน ซึ่งใกล้เคียงกับจังหวะประมาณครึ่งปีที่ผมเคยสังเกตด้วยตาเปล่ามานาน
- หลัง LTH ทำ high ราคาสูงขึ้น 13 จาก 15 ครั้ง คิดเป็น 87% ค่ากลางของการขึ้นอยู่ที่ บวก 46%
- สองครั้งที่ติดลบคือตุลาคม 2021 กับพฤษภาคม 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดกำลังพลิกเป็นขาลงใหญ่พอดี
- ข้อที่น่าสนใจที่สุดคือ ปริมาณการคายของบอกขนาดของขาขึ้นได้ดีกว่าจังหวะเวลา ครั้งที่คายเกิน 1 ล้าน BTC มี 6 ครั้ง และขึ้นทุกครั้งไม่มีข้อยกเว้น ให้ผลตอบแทนถึงพีคแรก บวก 362% บวก 104% บวก 361% บวก 59% บวก 59% และบวก 22% ส่วนครั้งที่คายต่ำกว่า 300,000 BTC มักได้แค่หลักหน่วยถึงสิบต้นๆ หรือติดลบ
มือถือยาวคายของแล้วแค่ไหน
LTH Supply ทำจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อ 26 ก.ค. 2026 ที่ 16.89 ล้าน BTC แล้วเริ่มคายของ
จังหวะระหว่าง high แต่ละครั้ง
6.4 เดือน
ค่ากลางจาก 15 ครั้ง (รวมรอบนี้)
ถึงพีคแรก
3.9 เดือน
ค่ากลาง มีแค่ 6 จาก 15 ครั้งที่ตกในกรอบ 3-6 เดือนจริง
อัตราที่ราคาขึ้น
13/15
87% ของครั้ง ค่ากลางของการขึ้น +46%
ทุกครั้งที่ LTH ทำ high ตั้งแต่ 2017 (15 ครั้งที่จบแล้ว)
| ทำ high | LTH (ล้าน) | ห่างครั้งก่อน | คายถึงพีคแรก | ราคาตอนนั้น | พีคแรก | ห่างกี่เดือน | ขึ้น |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 14 ส.ค. 2017 | 9.87 | - | 1,083k | $4,086 | $18,860 | 3.9 | +362% |
| 12 พ.ย. 2018 | 13.41 | 14.9 | 1,132k | $5,662 | $11,550 | 8.7 | +104% |
| 10 พ.ค. 2019 | 13.29 | 5.9 | 724k | $8,148 | $11,550 | 2.9 | +42% |
| 12 ม.ค. 2020 | 13.75 | 8.1 | 289k | $8,702 | $10,152 | 0.7 | +17% |
| 4 พ.ค. 2020 | 13.79 | 3.7 | 376k | $8,723 | $60,002 | 11.0 | +588% |
| 17 ต.ค. 2020 | 14.28 | 5.5 | 2,191k | $13,029 | $60,002 | 5.6 | +361% |
| 9 เม.ย. 2021 | 12.24 | 5.7 | 141k | $56,150 | $58,241 | 0.8 | +4% |
| 30 ต.ค. 2021 | 14.74 | 6.7 | 206k | $63,274 | $46,828 | 4.7 | -26% |
| 17 ม.ค. 2022 | 14.81 | 2.6 | 277k | $36,245 | $46,828 | 2.1 | +29% |
| 7 พ.ค. 2022 | 14.92 | 3.6 | 323k | $31,329 | $24,305 | 3.1 | -22% |
| 2 พ.ย. 2022 | 15.39 | 5.9 | 524k | $20,906 | $30,617 | 7.8 | +46% |
| 16 มิ.ย. 2023 | 15.62 | 7.4 | 219k | $30,463 | $69,648 | 11.6 | +129% |
| 29 ธ.ค. 2023 | 16.29 | 6.4 | 1,556k | $43,929 | $69,648 | 5.2 | +59% |
| 20 ก.ย. 2024 | 16.15 | 8.7 | 1,819k | $65,602 | $104,464 | 2.6 | +59% |
| 14 มิ.ย. 2025 | 15.96 | 8.8 | 1,910k | $100,964 | $123,482 | 3.5 | +22% |
| 26 ก.ค. 2026 | 16.89 | 13.4 | 370k* | $63,570 | $78,076* | 1.5* | +23%* |
* รอบนี้ยังไม่จบ ตัวเลขคือสถานะล่าสุด (ยังไม่ทำพีคแรก) ไม่ใช่ผลสรุป
- อ่านยังไง
- ทุกรอบที่ผ่านมา มือยาวสะสมจน LTH Supply ทำจุดสูงสุด แล้วเริ่มคายของออกให้คนเข้าใหม่ ราคาก็ไต่ขึ้นไปถึง "พีคแรก" แต่พีคแรกไม่ใช่ยอดสูงสุดของทั้งรอบ ยอดจริงมาช้ากว่านี้มาก (รอบ 2020-21 ยอดสูงสุดจริงมาที่ 12.7 เดือน รอบ 2023-24 มาที่ 16.4 เดือน) และปริมาณที่คายบอกขนาดของขาขึ้นได้ดีกว่าจังหวะเวลา: 6 ครั้งที่คายเกิน 1 ล้าน BTC ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +161% ส่วน 5 ครั้งที่คายต่ำกว่า 300k ให้แค่เฉลี่ย +30%
- วันนี้
- รอบนี้ผ่านมา 1.5 เดือนแล้ว คายไปแล้ว 0.37 ล้าน BTC สะสมนาน 13.4 เดือนก่อนทำ high ครั้งนี้ ยาวเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ (แพ้แค่ 14.9 เดือนช่วง 2018) ถ้ายึดค่ากลาง 3.9 เดือนเป็นตัวตั้ง กรอบเวลาพีคแรกน่าจะอยู่ราว 22 ต.ค. 2026 ถึง 22 ธ.ค. 2026 (ค่ากลางบวกลบหนึ่งเดือน)
- ข้อจำกัด
- ตัวอย่างมี 15 ครั้ง และกระจายตัวกว้างมาก (ถึงพีคแรก 0.7 ถึง 11.6 เดือน) กรอบข้างบน จึงคิดจากค่ากลางบวกลบหนึ่งเดือน ไม่ใช่กางช่วงเต็มซึ่งจะยาวเกือบปีจนใช้วางแผนไม่ได้ นับทางสถิติ ไม่ได้ว่าเชื่อถือได้แค่ไหน อย่าเอา median ไปใช้เป็นวันนัด และรอบนี้มี Bitcoin ETF ที่ดูดเหรียญไปอยู่กับผู้ดูแลทรัพย์สิน ทำให้นิยาม "มือถือยาว" (ไม่ขยับเกิน 155 วัน) อาจไม่สะท้อนพฤติกรรมนักลงทุนจริงเหมือนรอบก่อนๆ
ข้อมูลถึง 9 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 10 ก.ย. 2026 15:19 น.
การ์ดนี้ดึงข้อมูลชุดเดียวกับ หน้าเครื่องมือ อัปเดตอัตโนมัติทุกสัปดาห์ ข้อมูลล่าสุด 9 ก.ย. 2026
ผลลัพธ์ 15 ครั้งที่วัดได้ จาก 16 ครั้งที่ LTH ทำ high (2017 ถึง 2026)
ระยะถึงพีคแรก กระจายตัวกว้างกว่าที่คิด (หน่วยเดือน 0 ถึง 12)
แถบส้มคือกรอบค่ากลางบวกลบหนึ่งเดือน ระยะจริงกระจายตั้งแต่ 0.7 ถึง 11.6 เดือน มีแค่ 6 จาก 15 ครั้งที่ตกในกรอบ 3 ถึง 6 เดือนจริงๆ ใช้เป็นแผนที่ได้ แต่ห้ามใช้เป็นวันนัด
แต่ละจุดส้มคือหนึ่งครั้งที่ LTH ทำ high แถบส้มคือกรอบค่ากลางบวกลบหนึ่งเดือนที่เราใช้เป็นตัวตั้ง จะเห็นว่ามีจุดกระจายไปไกลถึงเกือบปีทั้งสองฝั่ง เพราะฉะนั้นใช้เป็นแผนที่ได้ แต่ห้ามใช้เป็นวันนัด
แล้วตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของนาฬิกาตัวนี้ LTH Supply ทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 16.89 ล้าน BTC เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2026 ตอนนั้นราคาอยู่ที่ 63,570 ดอลลาร์ ผ่านมาหนึ่งเดือนคายไปแล้วราว 240,000 BTC ซึ่งคิดเป็นแค่ 12 ถึง 22% ของปริมาณที่รอบใหญ่ๆ เคยคายกัน
มีอีกจุดที่ผมว่าน่าสนใจ รอบนี้มือยาวสะสมนานถึง 13.4 เดือนก่อนจะทำ high ซึ่งยาวเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ แพ้แค่ช่วงปี 2018 ที่ยาว 14.9 เดือน สะสมนานผิดปกติแบบนี้แปลว่าสปริงถูกกดไว้นาน
ถ้ารูปแบบเดิมยังใช้ได้ พีคแรกน่าจะอยู่ในกรอบพฤศจิกายน 2026 ถึงมกราคม 2027 แต่ผมต้องเตือนสองข้อ ข้อแรกคือตัวเลข 3.9 เดือนที่เป็นค่ากลางนั้นมีการกระจายตัวกว้างมาก ตั้งแต่ 0.7 เดือนไปจนถึง 11.6 เดือน มีแค่ 6 จาก 15 ครั้งที่ตกในกรอบ 3 ถึง 6 เดือนจริงๆ ใช้เป็นแผนที่คร่าวๆ ได้แต่ห้ามใช้เป็นวันนัด ข้อสองคือตัวเลขที่วัดได้คือระยะถึงพีคแรก ไม่ใช่ยอดสูงสุดของรอบ ยอดสูงสุดจริงมักมาช้ากว่านั้นมาก รอบ 2021 มาที่ 12.7 เดือน รอบ 2024 ถึง 2025 มาที่ 16.4 เดือน
เส้นต้นทุน ราคาวันนี้ยืนเหนือต้นทุนของใครแล้วบ้าง
เทียบราคาตลาดกับต้นทุนเฉลี่ยของคนถือแต่ละกลุ่ม
| เส้นต้นทุน | ระดับ | ราคาห่างจากเส้น |
|---|---|---|
| True Market Meanต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญที่ยังหมุนจริง เส้นแบ่งกระทิงกับหมีที่ใช้กันบ่อย | $78,254 | -0.2% |
| ต้นทุนคนถือสั้น (STH)ต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญที่เพิ่งเปลี่ยนมือใน 155 วัน กลุ่มที่ขายก่อนเสมอเวลาตลาดพลิก | $71,088 | +9.9% |
| ต้นทุนเฉลี่ยทั้งตลาดrealized price นับทุกเหรียญรวมของเก่าที่ไม่ขยับ จึงต่ำกว่าความจริงเสมอ | $52,795 | +48.0% |
| ต้นทุนคนถือยาว (LTH)ต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญที่ไม่ขยับเกิน 155 วัน พื้นสุดท้ายของรอบ | $0 | +∞% |
- คืออะไร
- ทุกเหรียญบนเชนมีราคาที่มันเปลี่ยนมือครั้งล่าสุดติดอยู่ เอามาเฉลี่ยรวมกันก็ได้ "ต้นทุนเฉลี่ย" ของตลาด แยกตามกลุ่มคนถือได้ด้วย คนที่เพิ่งซื้อภายใน 155 วันเรียก STH ส่วนคนที่ถือข้ามช่วงนั้นมาแล้วเรียก LTH ส่วน True Market Mean คือค่าเฉลี่ยที่ตัดเหรียญนอนนิ่ง (รวมเหรียญที่เจ้าของทำหายไปแล้ว) ออกจากการคำนวณ เส้นจึงเกาะราคาตลาดจริงมากกว่าต้นทุนเฉลี่ยทั้งตลาด
- อ่านยังไง
- ราคาอยู่เหนือเส้นไหน แปลว่าคนกลุ่มนั้นกำไรโดยเฉลี่ย ถ้าหลุดลงไปใต้เส้นแปลว่าขาดทุนเฉลี่ย เส้นที่ต้องจับตาที่สุดคือต้นทุนคนถือสั้น เพราะแรงขายแบบยอมแพ้มักโผล่ตอนราคาหลุดเส้นนี้แล้วยืนใต้เส้นได้สักพัก ส่วน True Market Mean คนใช้เป็นเส้นแบ่งรอบ ยืนเหนือได้คือฝั่งกระทิงยังถือไพ่เหนือกว่า ระยะห่างระหว่างราคากับเส้นก็บอกได้ว่ายังมีที่ให้ลงอีกเท่าไหร่ก่อนจะไปแตะแรงขายก้อนถัดไป
- วันนี้
- ราคา $78,122 ณ 9 ก.ย. 2026 อยู่ใต้ True Market Mean ที่ $78,254 อยู่ 0.2% และเหนือต้นทุนคนถือสั้นที่ $71,088 อยู่ 9.9% ราคายังยืนเหนือต้นทุนคนซื้อใหม่ แต่ยังไม่ผ่านเส้นแบ่งรอบ ช่วงนี้คือเขตที่ตลาดยังเถียงกันว่าเป็นเด้งในขาลงหรือรอบใหม่
- ข้อจำกัด
- ทุกเส้นเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ราคาที่คนส่วนใหญ่ซื้อจริง ตลาดที่ต้นทุนกระจายตัวกว้างอาจมีคนขาดทุนเยอะทั้งที่ค่าเฉลี่ยยังกำไร True Market Mean ยังต้องประเมินว่าเหรียญไหน "ยังหมุนอยู่" ซึ่งเป็นสมมติฐานของโมเดล ไม่ใช่ตัวเลขที่นับตรงจากเชนได้ และเส้นพวกนี้ขยับช้ามาก ใช้ดูโครงสร้างของรอบได้ แต่ใช้จับจังหวะซื้อขายรายวันไม่ได้
ข้อมูลถึง 9 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 10 ก.ย. 2026 15:19 น.
ที่มา BGeometrics · Binance
การ์ดนี้ดึงข้อมูลชุดเดียวกับ หน้าเครื่องมือ อัปเดตอัตโนมัติทุกสัปดาห์ ข้อมูลล่าสุด 9 ก.ย. 2026
ชั้นสอง สภาพคล่องที่คนคิดว่าเป็นลมส่ง แต่จริงๆ เป็นลมต้าน
ทีนี้มาถึงส่วนที่ผมว่าคนเข้าใจผิดกันเยอะที่สุด เพราะพอเห็นข่าวคลังสหรัฐเปิดก๊อกอัดเงิน ทุกคนก็สรุปทันทีว่าสภาพคล่องกำลังหนุนตลาด
ปัญหาคือตัวที่มีผลกับราคาไม่ใช่ระดับของสภาพคล่อง แต่เป็นอัตราการเปลี่ยนแปลง และจาก backtest ที่คำนวณใหม่ทุกรอบบนหน้าเครื่องมือของเรา อัตราการเปลี่ยนแปลงนี้นำราคา Bitcoin อยู่ 14 สัปดาห์ ค่าสหสัมพันธ์ 0.662 จากตัวอย่าง 136 จุด และมีค่า beta 6.25 เท่า แปลว่าสภาพคล่องขยับ 1% ราคา Bitcoin ขยับราว 6 เปอร์เซ็นต์เศษในอีกสามเดือนกว่าให้หลัง
พอเอาสองเส้นนี้มาวางเทียบกันโดยเลื่อนเส้นสภาพคล่องไปข้างหน้า 14 สัปดาห์ จะเห็นว่าแรงที่กำลังทยอยมาถึงราคาในสามเดือนข้างหน้าหน้าตาเป็นยังไง ส่วนที่อยู่หลังเส้น "วันนี้" ในกราฟคือแรงที่ล็อกไว้แล้วจากสภาพคล่องในอดีต แค่ยังเดินทางมาไม่ถึง
ราคาบิตคอยน์ เทียบสภาพคล่องที่เลื่อนไปข้างหน้า
แกนซ้าย = ราคาบิตคอยน์จริง (ดอลลาร์) แกนขวา = โมเมนตัมสภาพคล่อง 6 สัปดาห์ (%) เลื่อนไปข้างหน้า 91 วัน
ทดสอบกับข้อมูลจริง: ค่าที่เข้ากันดีที่สุดในรอบ 3 ปีคือเลื่อนไป 14 สัปดาห์ (98 วัน) ได้ค่าสหสัมพันธ์ 0.65 จากจุดข้อมูล 137 จุด คำนวณใหม่ทุกครั้งที่ข้อมูลอัปเดต
ข้อมูลถึง 10 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 10 ก.ย. 2026 15:19 น.
ที่มา FRED งบดุลเฟด · FRED บัญชีคลัง · FRED reverse repo · Binance BTCUSDT · Yahoo Finance (หุ้น ทอง พันธบัตร)
การ์ดนี้ดึงข้อมูลชุดเดียวกับ หน้าเครื่องมือ อัปเดตอัตโนมัติทุกสัปดาห์ ข้อมูลล่าสุด 9 ก.ย. 2026
และถ้าถอดเรื่องเวลาออก เอาการเปลี่ยนแปลงของสองตัวมาวางเทียบกันตรงๆ จะเห็นว่าจังหวะขึ้นลงของมันสอดคล้องกันแค่ไหน
สภาพคล่องเปลี่ยน เทียบ ราคาบิตคอยน์เปลี่ยน
ทั้งสองเส้นคือ % เปลี่ยนแปลงใน 6 สัปดาห์ · เส้นสภาพคล่องเลื่อนไปข้างหน้า 14 สัปดาห์แล้ว
โมเมนตัมพีคล่าสุด
+2.07%
11 ก.พ. 2026 ผ่านมาแล้ว 30 สัปดาห์
แรงที่ยังค้างในท่อ
-1.2%
ค่าเฉลี่ย 13 สัปดาห์ล่าสุดที่จะทยอยถึงราคา
เป็นบวกกี่สัปดาห์
4/13
คูณ beta 6.15 = ลมต้านราว 8%
ช่วงที่ยังไม่เกิดกับราคา
ลมต้านเส้นสภาพคล่องถูกเลื่อนไปข้างหน้า 14 สัปดาห์แล้ว ส่วนที่อยู่หลังเส้นวันนี้จึงเป็นค่าที่รู้แล้ว แต่ราคายังไม่ตอบสนอง อีก 13 สัปดาห์ข้างหน้าหน้าตาเป็นแบบนี้
- 16 ก.ย. 2026-2.3%
- 7 ต.ค. 2026-2.9%
- 28 ต.ค. 2026-2.5%
- 18 พ.ย. 2026+0.2%
- 9 ธ.ค. 2026+1.5%
เฉลี่ยทั้งช่วงคือ ติดลบ 1.2% แปลว่าสภาพคล่องที่ผ่านมาแล้วยังเป็นแรงกดอยู่ ตัวเลขนี้ไม่ใช่การทำนายราคา มันคือค่าที่เกิดขึ้นจริงไปแล้วซึ่งราคายังไม่ได้ตอบสนองครบ
- คืออะไร
- เส้นส้มคือราคาบิตคอยน์วันนี้เทียบกับ 6 สัปดาห์ก่อน เส้นน้ำเงินคือสภาพคล่องเทียบกับ 6 สัปดาห์ก่อนเหมือนกัน แต่เลื่อนไปข้างหน้า 14 สัปดาห์ เพื่อให้ตรงกับจังหวะที่ราคามักตอบสนอง
- อ่านยังไง
- ถ้าสองเส้นขึ้นลงเป็นจังหวะเดียวกันแปลว่าสภาพคล่องนำราคาจริง ช่วงที่สองเส้นแยกกันคือช่วงที่ราคาขยับด้วยเหตุผลอื่น ซึ่งมีอยู่เป็นระยะและเป็นเหตุผลว่าทำไมกรอบนี้ไม่ใช่สูตรทำนาย
- วันนี้
- ราคาบิตคอยน์ 6 สัปดาห์ล่าสุด บวก 22.4% ส่วนเส้นสภาพคล่องที่เลื่อนแล้ว ชี้ไปถึง 9 ธ.ค. 2026 ที่ บวก 1.5% ซึ่งคือสิ่งที่จะมาถึงราคาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าถ้าความสัมพันธ์ยังทำงานอยู่
- ข้อจำกัด
- สองเส้นใช้คนละสเกล เพราะสภาพคล่องแกว่งไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ราคาบิตคอยน์แกว่งเป็นสิบเปอร์เซ็นต์ ให้ดูที่จังหวะขึ้นลง ไม่ใช่ระยะห่างระหว่างสองเส้น
ข้อมูลถึง 9 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 10 ก.ย. 2026 15:19 น.
ที่มา FRED งบดุลเฟด · FRED บัญชีคลัง · FRED reverse repo · Binance BTCUSDT · Yahoo Finance (หุ้น ทอง พันธบัตร)
การ์ดนี้ดึงข้อมูลชุดเดียวกับ หน้าเครื่องมือ อัปเดตอัตโนมัติทุกสัปดาห์ ข้อมูลล่าสุด 9 ก.ย. 2026
ตัวเลขชุดนี้ดึงมาจากหน้าเครื่องมือของเราโดยตรง เป็นชุดเดียวกับที่การ์ดข้างบนใช้ ข้อมูลถึงวันที่ 19 สิงหาคม
- ดัชนีสภาพคล่อง G3 อยู่ที่ 16.77 ล้านล้านดอลลาร์ แยกเป็นเฟด 5.79 ECB 6.91 และ BOJ 4.07
- เทียบ 6 สัปดาห์ก่อน บวก 0.21% คือเพิ่งพลิกมาเป็นบวกบางๆ
- แต่เทียบ 3 เดือนก่อน ติดลบ 2.88%
- และเทียบ 12 เดือนก่อน ติดลบ 7.15%
อ่านสามบรรทัดล่างเรียงกันจะเห็นรูปทรงของมัน คือติดลบมาทั้งปี ติดลบต่อในไตรมาสล่าสุด แล้วเพิ่งจะงอหัวขึ้นมาบวกนิดเดียวในหกสัปดาห์หลัง เพราะฉะนั้นแรงที่กำลังจะทยอยส่งถึงราคาในอีกสามเดือนข้างหน้า ส่วนใหญ่ยังเป็นแรงจากช่วงที่ติดลบ ไม่ใช่แรงจากหกสัปดาห์ล่าสุด
อ่านให้ถูกนะครับ นี่ไม่ได้แปลว่าราคาต้องลง มันแปลว่าถ้าราคาจะขึ้นต่อในช่วงนี้ มันต้องขึ้นด้วยแรงอื่น ไม่ใช่แรงจากสภาพคล่อง ข่าวดีคือค่าล่าสุดเพิ่งพลิกกลับมาเป็นบวกบางๆ หลังติดลบมาหลายเดือน นั่นคือคลังที่เพิ่งเปิดก๊อกเริ่มออกฤทธิ์ แต่กว่าจะเห็นผลเต็มๆ ในราคาก็ต้องรออีกสามเดือนกว่า
ถอยออกมามองภาพใหญ่ เราน่าจะกำลังลงเขา
ทั้งหมดข้างบนเป็นการมองระยะใกล้ ทีนี้ลองใช้กรอบที่ยาวกว่านั้น
Michael Howell แห่ง CrossBorder Capital มีกรอบที่เรียกว่า Liquidity Cycle เป็นวัฏจักรที่ยาวราว 5 ถึง 6 ปี หรือประมาณ 65 เดือน แบ่งเป็น 4 เฟสที่วนซ้ำเสมอคือ Rebound, Calm, Speculation และ Turbulence โดยสภาพคล่องเป็นตัวนำ ส่วนราคาสินทรัพย์กับเศรษฐกิจจะตามหลังราว 1 ถึง 2 เฟส
จุดที่สำคัญที่สุดของกรอบนี้ และเป็นจุดที่คนมักพลาด คือราคาสินทรัพย์เสี่ยงมักทำจุดสูงสุดในเฟส Turbulence ซึ่งเป็นเฟสที่มาหลังสภาพคล่องทำยอดไปแล้ว ไม่ใช่พร้อมกัน กลไกนี้แหละที่อธิบายว่าทำไมสภาพคล่องลงเขาไปแล้วราคายังขึ้นต่อได้อีกช่วงหนึ่ง
เราอยู่ตรงไหนของวัฏจักรสภาพคล่อง
กรอบ 4 เฟสจากหนังสือ Capital Wars ยาวเฉลี่ยรอบละ 5-6 ปี
▲ ตามการประเมินของ Howell (ส.ค. 2026)
| ลักษณะ | Rebound | Calm | Speculation | Turbulence |
|---|---|---|---|---|
| ความอยากเสี่ยง | ต่ำแต่เริ่มขึ้น | สูงและขึ้น | สูงแต่เริ่มลด | ต่ำและลง |
| ความชัน yield curve | อยู่ก้น | ชันแบบ bullish | ทำยอด | แบนแบบ bearish |
| สภาพคล่อง | กำลังลด | ทำก้น | กำลังขึ้น | ทำยอด |
| เศรษฐกิจ | ชะลอตัว | หดตัว | ขยายตัว | บูม |
| หุ้น/สินทรัพย์เสี่ยง | อ่อนแอ | ทำก้นแล้วเริ่มขึ้น | แข็งแรง | ทำยอดแล้วร่วง |
Howell พูดเรื่องนี้เองตลอดปี 2026
- Are We Still Late Cycle? Crypto, Bonds, and the US$600bn Fed Pivot10 พ.ค. 2026
"stuck in the Speculation phase"
- A New Fed Chair: The Name's 'Bond'18 มิ.ย. 2026
"Speculation phase ongoing, Turbulence next"
- Global Liquidity Watch4 ส.ค. 2026
"Further Evidence of the Maturing Liquidity Cycle"
- Global Liquidity Watch11 ส.ค. 2026
"Markets Rotate as Liquidity Peaks"
- ดัชนีเราบอกอะไร
- ดัชนีสภาพคล่องที่คำนวณเองในหน้านี้ทำจุดสูงสุดไปแล้วที่ 19.11 ล้านล้าน (27 ธ.ค. 2023) แล้วไหลลงมาต่ำสุดตั้งแต่เริ่มมีข้อมูล (ส.ค. 2023) ที่ 16.52 ล้านล้าน (29 ก.ค. 2026) ล่าสุดอยู่ที่ 16.77 ล้านล้าน ทิศทางนี้สอดคล้องกับที่ Howell พูด แต่เป็นดัชนีคนละตัวกัน (ของเราคำนวณเองจาก FRED ไม่ใช่ GLI ของ CrossBorder Capital)
- เงื่อนไขพิสูจน์
- ถ้าเป็นการเข้า Turbulence จริง ควรเห็น MOVE สูงขึ้น ยีลด์ยาวไม่ยอมลงแม้คลังอัดเงินซื้อคืน และดอลลาร์กลับมาแข็ง (เริ่มเห็นเค้าแล้ว: buyback 24 ส.ค. กดยีลด์ไม่ลง 10 ปีเด้งกลับเหนือ 4.7%) ถ้าวัฏจักรถูกยืดออกไปแทน ดัชนีสภาพคล่องควรกลับมาเร่งจนทำจุดสูงสุดใหม่ ซึ่งเคยเกิดตอนรัฐเข้าแทรกแซงหนักๆ
- ข้อจำกัด
- ตำแหน่งบนแถบด้านบนคือมุมมองของ Howell เอง ไม่ใช่การคำนวณอัตโนมัติของเว็บนี้ กรอบ 65 เดือนเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่กำหนดตายตัว ถ้ารอบนี้ยาวเท่าค่าเฉลี่ยจริง ก้นวัฏจักรถัดไปจะอยู่ราวปี 2027-2028
ข้อมูลถึง 9 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 10 ก.ย. 2026 15:19 น.
การ์ดนี้ดึงข้อมูลชุดเดียวกับ หน้าเครื่องมือ อัปเดตอัตโนมัติทุกสัปดาห์ ข้อมูลล่าสุด 9 ก.ย. 2026
แล้วตอนนี้ Howell มองว่าเราอยู่ตรงไหน สิ่งที่เขาเขียนตลอดปีนี้ชี้ไปทางเดียวกันหมด
- 10 พฤษภาคม เขียนหัวข้อ Are We Still Late Cycle แล้วอธิบายว่าตลาดติดอยู่ในเฟส Speculation
- 18 มิถุนายน ระบุตรงๆ ว่า Speculation phase ongoing, Turbulence next พร้อมบอกว่าดัชนีสภาพคล่องสหรัฐเริ่มลดลงแล้ว
- 4 สิงหาคม พาดหัวว่า Further Evidence of the Maturing Liquidity Cycle
- 11 สิงหาคม พาดหัวว่า Markets Rotate as Liquidity Peaks และสรุปสภาพตลาดด้วยประโยคที่ตรงที่สุดว่ายังหนุนอยู่ แต่ไม่ดีขึ้นแล้ว
ถ้าเราอยู่ในช่วงลงเขาจริง การเด้งรอบนี้คือการเด้งปลายวัฏจักร ซึ่งมักแรงและสั้น แล้วตามด้วยความผันผวนสูง ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่
ผมว่าภาพที่ลงตัวที่สุดเมื่อเอาสองกรอบมาต่อกันคือ ขาขึ้นที่ยังเหลืออยู่เป็นขาสุดท้ายของวัฏจักรนี้ ไม่ใช่จุดเริ่มของวัฏจักรใหม่ สองกรอบนี้ไม่ได้ขัดกันเพราะมันพูดคนละช่วงเวลา on-chain พูดถึงสามถึงห้าเดือนข้างหน้า ส่วนวัฏจักรสภาพคล่องพูดถึงหนึ่งถึงสองปี
ชั้นสาม เงินใหม่มาจริงไหม
ข้อนี้เป็นข้อที่ผมระวังที่สุด เพราะมันแยกการตีราคาใหม่ออกจากเงินไหลเข้าจริง
ฝั่งที่กลับมาจริงคือ ETF กองทุน Bitcoin spot ETF ในสหรัฐเดือนสิงหาคมมีเงินไหลเข้าสุทธิราว 2,400 ล้านดอลลาร์ และเร่งขึ้นชัดหลังข่าวคลัง วันที่ 19 สิงหาคมเข้า 517 ล้าน วันที่ 20 เข้าอีก 606 ล้าน ห้าวันติดรวมกันเกือบ 1,900 ล้าน
ส่วนฝั่ง stablecoin เรื่องนี้มีคนแย้งผมมาและผมว่าเขาทักถูก ตอนแรกผมดู USDT ตัวเดียวแล้วเห็นว่าแบน แต่พอดูรวมทุกเหรียญภาพมันครบกว่านั้น
- ซัพพลายรวมทุกเหรียญอยู่ที่ 308,700 ล้านดอลลาร์
- 7 วันล่าสุดเพิ่มขึ้นราว 2,200 ล้านดอลลาร์ โดยเป็น USDC เกือบทั้งหมด ส่วน USDT แทบไม่ขยับ
- แต่ถอยมามอง 30 วัน โตแค่ 0.1% โดย USDT ติดลบ 0.72% ส่วน USDC บวก 0.39%
- และถอยมามอง 90 วัน ยังติดลบ 3.48%
เงินไหลเข้าคริปโตตรง (Stablecoin Supply)
รวมทุกเหรียญ USD stablecoin ไม่ใช่แค่ USDT ตัวเดียว
เปลี่ยนแปลง 30 วัน
+1.66%
เปลี่ยนแปลง 90 วัน
-0.88%
แยกรายเหรียญ (5 อันดับใหญ่สุด)
| เหรียญ | ยอดคงค้าง | เปลี่ยน 30 วัน |
|---|---|---|
| USDTTether | $183.4B | +0.71% |
| USDCUSD Coin | $74.3B | +2.72% |
| USDSSky Dollar | $6.7B | +0.59% |
| DAIDai | $4.8B | +0.15% |
| USDeEthena USDe | $4.5B | +14.53% |
- คืออะไร
- Stablecoin คือเหรียญที่ผูกค่ากับดอลลาร์ ใช้เป็น "เงินสด" ในตลาดคริปโต คนที่จะซื้อ BTC ส่วนใหญ่ต้องแปลงเงินจริง เป็น stablecoin ก่อน ยอดคงค้างรวมของมันจึงเป็นตัววัดว่ามีเงินใหม่รอเข้าตลาดอยู่เท่าไหร่ ต่างจากราคา BTC ที่ขยับได้ โดยไม่มีเงินใหม่เข้ามาเลย (แค่คนเดิมซื้อขายกันเอง)
- อ่านยังไง
- ต้องดูยอดรวมทุกเหรียญ ไม่ใช่ USDT ตัวเดียว เพราะเหรียญแต่ละตัวไหลเข้าออกไม่พร้อมกัน ตอนนี้ USDT ดูเกือบแบน (0.7% ใน 30 วัน) แต่ยอดรวมจริงติดลบใน 90 วัน เพราะเหรียญอื่นไหลออกเร็วกว่าที่ USDT ชดเชยไว้ ดูตัวเดียวจะพลาดภาพนี้ไปเลย
- วันนี้
- ยอดรวมอยู่ที่ $310.2 พันล้านดอลลาร์ ณ 10 ก.ย. 2026 ลดลงใน 90 วันที่ผ่านมา ทั้งที่ราคา BTC วิ่งขึ้น แปลว่าการขึ้นรอบนี้มาจากเงินเดิมหมุน ไม่ใช่เงินใหม่เข้าตลาดเป็นหลัก
- ข้อจำกัด
- ยอดคงค้าง stablecoin ไม่เท่ากับเงินที่กำลังจะซื้อ BTC เสมอไป ส่วนใหญ่จอดอยู่ใน exchange หรือ DeFi เพื่อเทรด/ทำ yield ไม่ได้รอซื้อ BTC อย่างเดียว และการลดลงบางส่วนอาจมาจากคนถอนเงินสดออกจากระบบคริปโตทั้งหมด ไม่ใช่แค่ย้ายเป็น BTC
ข้อมูลถึง 10 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 10 ก.ย. 2026 15:19 น.
ที่มา DefiLlama Stablecoins
การ์ดนี้ดึงข้อมูลชุดเดียวกับ หน้าเครื่องมือ อัปเดตอัตโนมัติทุกสัปดาห์ ข้อมูลล่าสุด 9 ก.ย. 2026
แปลว่ามีเงินใหม่เข้ามาจริงและเพิ่งเร่งขึ้นในสัปดาห์ล่าสุด แต่ต้องดูสเกลด้วย ในช่วงเดียวกันที่ราคาวิ่งจาก 63,570 ไป 80,736 ดอลลาร์ มูลค่าตลาดของ Bitcoin เพิ่มขึ้นราว 342,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินใหม่ที่วัดได้ทั้ง stablecoin และ ETF รวมกันคิดเป็นราว 1.3% ของตัวเลขนั้น
เงินใหม่ที่วัดได้ เทียบกับมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้น ช่วง 26 ก.ค. ถึง 25 ส.ค. หน่วยเป็นล้านดอลลาร์
สองแท่งล่างเล็กจนแทบมองไม่เห็น นั่นแหละคือประเด็น เงินใหม่ที่วัดได้รวมกันคิดเป็นราว 1.3% ของมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้น ส่วนที่เหลือคือการตีราคาใหม่
ส่วนที่เหลือคือการตีราคาใหม่ล้วนๆ ซึ่งดูได้จากอีกตัวหนึ่งคือ Realized Price หรือต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญทั้งหมดบนเชน ค่านี้อยู่ที่ 52,473 ดอลลาร์และแทบไม่ขยับเลยตลอดสองเดือนที่ราคาวิ่ง 30% ถ้าเป็นเงินใหม่ก้อนใหญ่จริง ต้นทุนเฉลี่ยต้องขยับตาม
อีกเรื่องที่ต้องพูดคือแรงส่วนหนึ่งของรอบนี้มาจากการบังคับปิดสถานะ short ราว 3,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ใช่เงินใหม่ที่ตั้งใจเข้ามาซื้อ แต่เป็นคนที่ถูกบังคับให้ซื้อคืน
เรื่อง Bond Buyback ที่สื่อเล่ากันผิดหน่วย
ข่าวคลังสหรัฐมีสามระลอกในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ วันที่ 19 สิงหาคมกระทรวงการคลังประกาศเพิ่มเพดานซื้อคืนพันธบัตรยาวช่วงอายุ 10 ถึง 30 ปี จาก 2,000 ล้านเป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อรอบ วันที่ 20 Bessent ให้สัมภาษณ์เองว่าอาจเกิน 4,000 ล้าน และวันที่ 24 มีรายงานว่าอาจดึงเงินจากบัญชี TGA มาจ่ายค่าซื้อคืนโดยตรง
ตรงนี้มีจุดที่พลาดกันเยอะมากเวลาพูดเร็วๆ คือเอาตัวเลขคนละหน่วยเวลามาเทียบกัน
- 4,000 ล้าน คือเพดานต่อการปฏิบัติการหนึ่งครั้ง ไม่ใช่ยอดรวมทั้งโครงการ ทำเป็นรอบตามตารางระหว่าง 9 กันยายนถึง 4 พฤศจิกายน
- 38,000 ล้าน คือเพดานรวมทั้งไตรมาสของทุกช่วงอายุ ประกาศตารางรอบใหม่วันที่ 4 พฤศจิกายน
- 950,000 ล้าน ที่เป็นพาดหัวว่าจ่อดึงหนึ่งล้านล้าน อันนั้นคือยอดเงินทั้งบัญชี TGA ไม่ใช่วงเงินที่ประกาศว่าจะอัด ส่วนที่ดึงมาใช้ได้จริงโดยไม่กระทบเงินดำเนินงานคือส่วนที่เกินเป้าเดิมราว 350,000 ถึง 400,000 ล้าน และเป็นเงินก้อนเดียวที่ใช้แล้วต้องเก็บภาษีมาเติมคืน ไม่ใช่ยอดที่อัดได้ทุกเดือน
ตัวเลขไหนคือต่อครั้ง ตัวเลขไหนคือก้อนเดียว
ข่าวที่ว่าเพิ่มเป็นสองเท่า หมายถึงแถวบนสุดเท่านั้น คือเพดานต่อครั้งจาก 2,000 เป็น 4,000 ล้าน ไม่ใช่เพิ่มวงเงินทั้งโครงการเป็นสองเท่า
ถ้าแปลงเป็นเงินเข้าระบบต่อเดือนแล้วเทียบกับ QE3 ที่เคยอัดเดือนละ 85,000 ล้าน จะเห็นภาพชัดขึ้น ตามแผนที่ประกาศจริงคิดเป็นราว 13,000 ล้านต่อเดือน หรือแค่ 15% ของ QE3 แต่ถ้าดึงส่วนเกิน TGA มาใช้ภายในหกเดือนจะขยับเป็นราว 60,000 ถึง 65,000 ล้านต่อเดือน หรือราว 75% ของ QE3 บวกกับท่อที่ไหลอยู่แล้วคือ Fed ซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นเดือนละราว 26,500 ล้านในนาม Reserve Management
เฟดอุ้มโดยไม่เรียกว่า QE
ท่อที่เติมเงินเข้าระบบโดยไม่มีคำว่า QE ในประกาศ
ฝั่งเฟด เล่นกับปริมาณเงิน
ซื้ออะไรก็เสกเงินสำรองใหม่ขึ้นมาจ่าย เพิ่มปริมาณเงินในระบบจริง
- ซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้น (RMP)หยุดชั่วคราว รอบนี้ซื้อ 0
เริ่ม 12 ธ.ค. 2025
เริ่มที่เดือนละ 4 หมื่นล้านแบบเร่งหน้า เพื่อกันเงินสำรองแห้งตอนคนจ่ายภาษีเมษายน ซึ่งดูดเงินเข้าบัญชีคลังทีละหลายแสนล้าน พอผ่านเมษายนก็ลดอัตราลงทันที เหลือ 1 หมื่นล้าน แล้ว 13 ส.ค. 2026 ประกาศไม่ซื้อเลยในรอบ 14 ส.ค. ถึง 14 ก.ย. ท่อนี้จึงปิดอยู่ตอนนี้
- ลงทุนซ้ำเงินต้นที่ครบกำหนดราว 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อรอบ
ทำต่อเนื่อง
เอาเงินต้นจากตราสารจำนองที่ครบกำหนดไปซื้อตั๋วเงินคลังแทน ไม่ได้เพิ่มขนาดงบดุล แต่กันไม่ให้เงินไหลออก ตอนนี้เหลือท่อนี้ท่อเดียวของฝั่งเฟดที่ยังเปิดอยู่
- ผ่อนเกณฑ์ทุนสำรอง (eSLR)ปลดล็อกราว 2.19 แสนล้านดอลลาร์
บังคับใช้ 1 เม.ย. 2026
ไม่ได้พิมพ์เงินเลยสักดอลลาร์ แต่ทำให้ธนาคารใหญ่รับพันธบัตรเข้างบดุลได้มากขึ้น เป็นการเพิ่มพื้นที่ ไม่ใช่เพิ่มเงิน
- ผ่อนเกณฑ์ทุนสำรองรอบสอง (eSLR)ถูกกดดันจากเส้นตาย 31 ธ.ค. 2026
ยังไม่มีร่างกฎ
ข้อเสนอคือถอดพันธบัตรรัฐบาลกับเงินสำรองที่ฝากไว้กับเฟดออกจากตัวหาร SLR ไปเลย (เคยทำชั่วคราวสมัยโควิด) เคยเปิดรับฟังความเห็นตอนร่างกฎรอบแรกแต่ไม่ถูกใส่ในกฎฉบับจริงเดือน พ.ย. 2025 ตอนนี้ถูกบีบด้วยเส้นตาย SEC ที่บังคับให้ธุรกรรมพันธบัตรรัฐบาลต้อง clear ผ่านศูนย์กลาง (31 ธ.ค. 2026 ฝั่งเงินสด, 30 มิ.ย. 2027 ฝั่ง repo) ดีลเลอร์ต้องรับธุรกรรมเข้างบดุลมากขึ้นในวันเดียวกับที่เพดานทุนยังคาอยู่ อุตสาหกรรมจึงกดดันให้เคาะรอบสองให้ทัน แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีร่างกฎหรือกำหนดการทางการใดๆ
ฝั่งกระทรวงการคลัง เล่นกับโครงสร้างหนี้
ใช้เงินที่มีอยู่แล้วไปสลับอายุหนี้ ไม่มีเงินใหม่เกิดขึ้น แต่คลายจุดที่ตลาดตึงได้ตรงกว่า
- ซื้อคืนพันธบัตรยาว (buyback)อย่างน้อย 4 พันล้านต่อครั้ง
ขยายวงเงิน 9 ก.ย. ถึง 4 พ.ย. 2026
ประกาศ 19 ส.ค. 2026 เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10 ถึง 30 ปี จากเดิมไม่เกิน 2 พันล้านต่อครั้ง ใช้เงินที่คลังมีอยู่แล้ว (จากการออกหนี้สั้นแทน หรือเงินสดใน TGA) ไม่มีเงินใหม่เกิดขึ้น แต่รับของยาวออกจากมือดีลเลอร์ตรงจุดที่ตลาดตึง 4 พันล้านนี้คือเพดานต่อครั้งเท่านั้น เพดานรวมทั้งไตรมาสของ liquidity support ทุกช่วงอายุอยู่ที่ 3.8 หมื่นล้าน (ก่อนขยายวงเงิน) เบสเซนต์บอกเองว่าอาจมากกว่านี้ได้แต่ไม่ให้ตัวเลขเพดานชัดเจน
- บัญชีคลังที่เฟด (TGA)ดูดออกอยู่ราว 0.95 ล้านล้าน
ไหลตามฤดูภาษีทุกปี
ไม่ใช่นโยบายที่ประกาศ แต่เป็นท่อที่แรงที่สุดของฝั่งคลัง เก็บภาษีหรือออกพันธบัตรทีไรเงินหายจากระบบ เบิกจ่ายทีไรเงินไหลกลับ เดือนเมษายนดูดไปจนแตะจุดสูงสุดของปีที่ 1.006 ล้านล้าน แล้วคืนกลับ 199 พันล้านในสี่สัปดาห์ถัดมา ตัวเลข 0.95 ล้านล้านนี้คือ "ยอดทั้งบัญชี" ไม่ใช่วงเงินที่ประกาศจะอัดเข้าตลาด สูงกว่าเป้าหมายยุครัฐบาลก่อน (5.5-6 แสนล้าน) อยู่ราว 3.5-4 แสนล้าน ซึ่งเป็นส่วนที่ดึงมาใช้ได้ในทางทฤษฎี แต่ยังไม่มีตัวเลขทางการว่าจะดึงเท่าไหร่เมื่อไหร่
- คืออะไร
- หลังจบ QT เมื่อ 12 ธ.ค. 2025 เฟดกลับมาซื้อพันธบัตรอีกครั้งในชื่อ Reserve Management Purchases เริ่มที่เดือนละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดเหลือ 1 หมื่นล้านหลังผ่านช่วงจ่ายภาษีเมษายน 2026 แล้ววันที่ 13 ส.ค. 2026 ประกาศหยุดซื้อเป็นศูนย์ สำหรับรอบ 14 ส.ค. ถึง 14 ก.ย.
- ต่างจาก QE ตรงไหน
- QE ซื้อของยาวเพื่อกดดอกเบี้ยทั้งเส้น ส่วนอันนี้ซื้อตั๋วเงินสั้นเพื่อให้เงินสำรองในระบบไม่แห้ง คณะที่ปรึกษาหนี้ของกระทรวงการคลังยืนยันว่ามันแทบไม่กระทบดอกเบี้ยระยะยาว
- eSLR รอบสองต่างจากรอบแรกตรงไหน
- มองเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มง่ายกว่าเข้าใจกว่ามองเป็นขนาดก้อนเงิน: ถ้าแบงก์รับพันธบัตรเพิ่ม 100 หน่วย เกณฑ์เดิมบังคับกันทุนไว้ 6 หน่วยทุกครั้ง รอบแรก (ทำแล้ว) ลดเหลือ 4 หน่วย คือถูกลงแต่ยังต้องจ่ายทุกครั้ง ถ้ารอบสองเกิดขึ้นจริง จะไม่ต้องกันทุนเลย เพราะพันธบัตรรัฐบาลกับเงินสำรองที่ฝากไว้กับเฟดถูกถอดออกจากตัวหารทั้งหมด เม็ดเงินสองรอบพอๆ กัน (2.19 แสนล้าน vs ราว 1.24 แสนล้าน) ความต่างจริงๆ อยู่ที่ต้นทุนส่วนเพิ่มเป็นศูนย์ ไม่ใช่ขนาดก้อนเงิน เกณฑ์ 4% หลังรอบแรกยังแปลว่าทุน 1 ดอลลาร์รองรับ สินทรัพย์ได้ 25 ดอลลาร์ ทุนที่ปลดไป 2.19 แสนล้าน คูณ 25 คือพื้นที่ทางทฤษฎีสูงสุดราว 5.5 ล้านล้าน (เพดานทางทฤษฎีเท่านั้น ยังติดเกณฑ์ risk-based capital กับ stress test อื่นอยู่)
- ทำไมกฎ clearing บีบให้ต้องเคาะ
- เดิมคู่ค้าซื้อขายพันธบัตรจับคู่กันเอง ดีลเลอร์ไม่ต้องรับความเสี่ยงคู่สัญญา แต่ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2026 ลูกค้าที่ไม่ใช่สมาชิก ศูนย์หักบัญชีต้องส่งธุรกรรมผ่านดีลเลอร์ ซึ่งกลายเป็นผู้ค้ำประกันแทน ธุรกรรมกับหลักประกันจึงไปกองอยู่ในงบดุลดีลเลอร์ แต่กฎเดียวกันมีสองแรงสวนกัน: เพิ่มภาระ (ต้องค้ำประกัน + วางหลักประกันเพิ่ม) กับลดภาระ (หักลบสุทธิได้กว้างขึ้น) สุทธิแล้ว ยังไม่มีใครฟันธงได้ ตัวเลขที่มีอยู่ตอนนี้มาจาก OFR ที่ทดสอบย้อนหลังกับ GSIB 6 แห่งในช่วง 8 เดือนแรกปี 2025 พบว่าถ้ากฎ clearing มีผลแล้ว แต่ละแบงก์จะปลดพื้นที่งบดุลได้เฉลี่ย 3.45 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อแห่ง โดยฝั่ง repo ที่ clear ผ่านศูนย์กลาง ไปแล้วจริงอยู่ที่ 45% ของยอดคงค้างเฉลี่ยรายวัน และมีศักยภาพเพิ่มได้ถึง 77% ถ้ากฎบังคับเต็มรูปแบบ
- ขนาดเทียบเท่าไหร่
- สื่อไทยบางสำนักพาดหัวว่าคลัง "จ่อดึง 1 ล้านล้าน" ซึ่งคือยอดทั้งบัญชี TGA ไม่ใช่วงเงินที่ประกาศจะอัด ตามแผนที่ประกาศจริง (buyback 4 พันล้าน/ครั้ง + RMP ที่ไหลอยู่ 1.65 หมื่นล้าน/เดือน) รวมกันคิดเป็นราว 1.3 หมื่นล้าน/เดือน หรือแค่ 15% ของอัตรา QE3 (8.5 หมื่นล้าน/เดือน) ถ้าคลังดึงส่วนเกิน TGA ราว 3.5-4 แสนล้านออกมาใช้ภายใน 6 เดือน ค่าเฉลี่ยจะขยับขึ้นไปราว 75% ของ QE3 แต่ยังไม่มีตัวเลขทางการว่าจะทำแบบนั้นจริงไหม
- ทำไมต้องสน
- ท่อ RMP ปิดอยู่ตอนนี้ ซึ่งเป็นข่าวที่คนไม่ค่อยพูดถึงพอๆ กับตอนเปิด ถ้ารอให้ FOMC พูดคำว่า QE ถึงจะนับว่าเงินเข้าออก จะพลาดทั้งสองขา ดัชนีบนหน้านี้ไม่สนว่าเรียกชื่ออะไร มันนับเฉพาะเงินที่เข้าระบบจริง เงินสำรองตอนนี้อยู่ที่ 2.90 ล้านล้านดอลลาร์ ณ 9 ก.ย. 2026
- ข้อจำกัด
- ตัวเลขในการ์ดนี้เป็นค่าที่ประกาศไว้ ไม่ได้ดึงอัตโนมัติเหมือนการ์ดอื่น เฟดประกาศอัตราซื้อใหม่ทุกรอบราวกลางเดือน ถ้าเปลี่ยนแล้วเรายังไม่ได้แก้ ตัวเลขตรงนี้จะตามช้ากว่าเส้นกราฟ
อัปเดตล่าสุด 10 ก.ย. 2026 15:19 น.
ที่มา รายงานนโยบายการเงินเฟด ก.ค. 2026 · เฟดนิวยอร์ก เรื่อง RMP · ประกาศคลังเรื่อง buyback · ตารางปฏิบัติการซื้อพันธบัตร · กฎ eSLR รอบแรก (Federal Register) · คำสั่งเลื่อนเส้นตาย clearing (SEC) · OFR backtest ผลกระทบ clearing ต่องบดุลแบงก์
การ์ดนี้ดึงข้อมูลชุดเดียวกับ หน้าเครื่องมือ อัปเดตอัตโนมัติทุกสัปดาห์ ข้อมูลล่าสุด 9 ก.ย. 2026
เงินเข้าระบบต่อเดือน เทียบกับ QE3 ที่เคยอัดเดือนละ 85,000 ล้าน
ยังไม่รวมท่อที่ไหลอยู่แล้วคือเฟดซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นเดือนละราว 26,500 ล้าน
และเมื่อเทียบกับรอบที่เคยพลิกตลาดจริงในอดีต ก้อนนี้ยังเล็กกว่ามาก ชุดที่ฆ่าตลาดหมีปี 2022 ได้คือการระบาย RRP กับ TGA ปี 2023 รวมกันราว 2 ล้านล้าน ส่วนชุด supercycle ปี 2020 ถึง 2021 คือ 5 ล้านล้านขึ้นไปอัดพร้อมกันทั้งโลก
เทียบขนาดกับรอบที่เคยพลิกตลาดจริง หน่วยเป็นล้านล้านดอลลาร์
ก้อนที่กำลังพูดถึงกันอยู่ตอนนี้ เล็กกว่าชุดที่เคยพลิกตลาดปี 2023 ราวห้าเท่า และเล็กกว่าชุดปี 2020 ราวสิบสองเท่า
มีอีกจุดที่ต้องพูดคู่กันเสมอ ปฏิบัติการจริงรอบวันที่ 24 สิงหาคมกดยีลด์ลงไม่ได้ตามเป้า และยีลด์พันธบัตร 10 ปีเด้งกลับขึ้นไปเหนือ 4.7% หลังข่าวแค่วันเดียว ถ้าตลาดพันธบัตรยังไม่เชื่อ คริปโตจะวิ่งคนเดียวต่อไปนานๆ ได้ยาก
อีกอย่างที่อยากฝากไว้คืออย่าเรียกสิ่งนี้ว่า QE เฉยๆ เพราะทางเทคนิคมันไม่ใช่ คนซื้อคือกระทรวงการคลังไม่ใช่ธนาคารกลาง ไม่ได้พิมพ์เงินสำรองใหม่และไม่ได้ขยายงบดุลของ Fed คำที่แม่นกว่าคือผลคล้าย QE ต่อสภาพคล่องและยีลด์ยาว
สามท่อที่ Michael Howell เรียกรวมว่า Treasury QE
สามท่อที่ Michael Howell เรียกรวมว่า "Treasury QE" คือการผ่อนคลายโดยที่ Fed ไม่ต้องลดดอกเบี้ยเลย ท่อกลางคือท่อเดียวที่เป็นเงินใหม่จริง อีกสองท่อคือเงินที่ไหลอยู่แล้วกับพื้นที่งบดุล
ท่อที่ใหญ่ที่สุด แต่แทบไม่มีใครพูดถึง
ถ้าถามผมว่าอะไรคือตัวแปรที่ใหญ่ที่สุดที่ตลาดยังไม่ได้ price in คำตอบคือกฎที่ชื่อ eSLR
eSLR ย่อมาจาก enhanced Supplementary Leverage Ratio เป็นเกณฑ์ที่บังคับให้แบงก์ใหญ่ต้องกันทุนตามขนาดสินทรัพย์ทั้งหมด โดยไม่สนว่าสินทรัพย์นั้นเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ปัญหาคือในสายตาของเกณฑ์นี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่แทบไม่มีความเสี่ยงผิดนัด ถูกนับเท่ากับสินเชื่อความเสี่ยงสูง
ผลที่ตามมาคือเวลาตลาดพันธบัตรปั่นป่วนและต้องการคนรับซื้อมากที่สุด แบงก์กลับถอย เพราะทุกดอลลาร์ที่รับเข้ามาไปกินโควตาทุนของตัวเอง เกณฑ์ที่ตั้งใจคุมความเสี่ยงจึงกลายเป็นตัวขวางไม่ให้แบงก์ทำหน้าที่ผู้ดูแลสภาพคล่องในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สองเครื่องมือทำงานคนละแบบ อย่าเทียบขนาดกันตรงๆ
ของหายไปจากตลาดจริง
100
150
ความต่างที่สำคัญที่สุด ฝั่งซ้ายคือของหายไปจากตลาดจริง จึงเห็นผลต่อยีลด์ทันทีในวันที่ทำ ฝั่งขวาคือที่ว่างที่เปิดรอไว้ ไม่มีใครบังคับให้แบงก์เอาของมาใส่ ผลจึงมาเป็นความสามารถรองรับแรงกระแทก ไม่ใช่เงินก้อน
สองเครื่องมือนี้ทำงานคนละแบบ ตัวหนึ่งลดของในตลาด อีกตัวเพิ่มที่รับของ จึงเทียบขนาดกันตรงๆ ไม่ได้
รอบแรกของการแก้เกณฑ์นี้เกิดไปแล้ว กฎคลอดเมื่อพฤศจิกายน 2025 และมีผลบังคับใช้ 1 เมษายน 2026 ทำให้ทุนที่แบงก์ลูกของ GSIB ต้องกันลดลง 219,000 ล้านดอลลาร์ หรือลดลง 28% ตามประมาณการของ FDIC เพดานของแบงก์ลูกลดจาก 6% เหลือ 4%
เกณฑ์ eSLR ก่อนและหลังแก้ ทุนเท่าเดิมแต่รองรับสินทรัพย์ได้มากขึ้น
ผลรวมทั้งระบบตามที่ FDIC ประเมิน ทุนที่แบงก์ลูกของ GSIB ต้องกันลดลง 2.19 แสนล้านดอลลาร์ (ลด 28%) เท่ากับพื้นที่รับซื้อพันธบัตรราว 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ตามทฤษฎี
ทุนก้อนเดิมรองรับพันธบัตรได้มากขึ้นราว 1.5 เท่า เมื่อเพดานเกณฑ์ของแบงก์ลูกลดจาก 6% เหลือ 4% ที่มา Federal Register และประมาณการของ FDIC
วิธีเข้าใจขนาดของมันคืออย่าไปดูที่ตัวเลขทุน แต่ดูที่ราคาที่แบงก์ต้องจ่ายเวลารับพันธบัตรเพิ่มอีกก้อน เกณฑ์เดิมถ้ารับเพิ่ม 100 หน่วยต้องกันทุน 6 หน่วย รอบแรกเหลือ 4 หน่วย คือถูกลงแต่ยังต้องจ่ายทุกครั้ง
ส่วนรอบสองที่ยังไม่เกิด คือข้อเสนอถอดพันธบัตรรัฐบาลและเงินสำรองที่ฝากไว้กับ Fed ออกจากการนับไปเลย ซึ่งเคยทำชั่วคราวสมัยโควิดแล้วได้ผล ถ้าทำจริงคำตอบของคำถามข้างบนจะกลายเป็นไม่ต้องกันทุนเลย รับเพิ่มเท่าไหร่ก็ไม่กินโควตา นั่นคือการรื้อเพดานทิ้ง ไม่ใช่แค่ขยับเพดานขึ้น
ต้นทุนต่อพันธบัตรรัฐบาลที่แบงก์รับเพิ่มทุก 100 หน่วย รอบแรกทำให้ถูกลง รอบสองถ้าผ่านจะรื้อเพดานทิ้งทั้งหมด
ถ้าวัดเป็นเม็ดเงิน สองรอบนี้พอๆ กัน รอบแรกปลดทุนไป 219,000 ล้าน ส่วนรอบสองถ้าคิดจากเงินสำรองที่แบงก์ฝากไว้กับ Fed ราว 3.1 ล้านล้านคูณเกณฑ์ 4% จะได้ราว 124,000 ล้าน แต่ผลไม่เท่ากันเลย เพราะรอบแรกยังทิ้งเพดานไว้ ส่วนรอบสองรื้อเพดานทิ้งสำหรับพันธบัตรโดยเฉพาะ เวลาตลาดต้องการคนรับซื้อ แบงก์จะรับได้ไม่จำกัดโดยไม่ต้องแย่งโควตากับธุรกิจอื่นในบ้านตัวเอง
ทุน 1 ดอลลาร์รองรับสินทรัพย์ได้ 25 ดอลลาร์ เมื่อเกณฑ์กันทุนอยู่ที่ 4%
ทุนที่ปลดออก 2.19 แสนล้าน คูณ 25 เท่า
เป็นเพดานทางทฤษฎี ไม่ใช่ปริมาณที่แบงก์จะซื้อจริง เพราะยังติดเกณฑ์เงินกองทุนตามความเสี่ยงและ stress test อยู่ ตัวเลข 2.19 แสนล้านมาจากประมาณการของ FDIC ว่าทุนที่แบงก์ลูกของ GSIB ต้องกันลดลง 28%
ตัวคูณ 25 เท่าคือสิ่งที่ทำให้ตัวเลขทุนที่ดูไม่ใหญ่ กลายเป็นพื้นที่ระดับล้านล้านได้
แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงมีเส้นตายกลายๆ ก่อนสิ้นปีนี้ ไม่ใช่เพราะกฎ eSLR เอง แต่เพราะมันไปชนกับกติกาอีกตัวที่บังคับใช้พอดี วันที่ 31 ธันวาคม 2026 ธุรกรรมซื้อขายพันธบัตรสหรัฐทั้งหมดต้องผ่านสำนักหักบัญชีกลาง และฝั่ง repo ตามมาวันที่ 30 มิถุนายน 2027 กติกานี้เลื่อนมาแล้วหนึ่งปีจากเดิมที่กำหนดไว้สิ้นปี 2025
ไทม์ไลน์การปลดล็อก eSLR สองรอบ กับเส้นตายสิ้นปี
เส้นตายสิ้นปีมาจากกฎเคลียริ่งของ SEC ไม่ใช่ปฏิทินของกฎ SLR เอง
รอบแรกจบไปแล้วสองหมุด ส่วนรอบสองยังไม่มีร่างกฎ แต่ถูกกดดันจากเส้นตายที่ปลายทาง
กลไกคือเดิมธุรกรรมจำนวนมากจับคู่กันเองระหว่างสองฝ่าย ดีลเลอร์ไม่ต้องเข้ามารับความเสี่ยงแทน แต่กฎใหม่บังคับให้ลูกค้าที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสำนักหักบัญชีต้องเข้าผ่านดีลเลอร์ ซึ่งกลายเป็นผู้ค้ำประกัน ธุรกรรมกับหลักประกันจึงไปกองอยู่ในงบดุลของดีลเลอร์ ในวันเดียวกับที่เพดาน SLR ยังคาอยู่
เดิม จับคู่กันเองสองฝ่าย
ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2026 ทุกธุรกรรมต้องผ่านสำนักหักบัญชีกลาง
ไม่ใช่สมาชิก
ค้ำประกันแทนลูกค้า
เรียกหลักประกันทุกวัน
ธุรกรรมและหลักประกันไปกองอยู่ในงบดุลดีลเลอร์
แต่กฎเดียวกันก็ช่วยลดภาระได้ด้วย จึงมีสองแรงสวนกัน
สุทธิแล้วจะบวกหรือลบยังไม่มีใครรู้แน่ อุตสาหกรรมกังวลว่าฝั่งเพิ่มภาระจะชนะ จึงขอให้ปลดเพดาน SLR ให้ทันก่อนกฎมีผล
ต้องบอกให้ครบว่ากฎเดียวกันนี้ก็ช่วยลดภาระได้ด้วยผ่านการหักกลบ ซึ่ง OFR วัดได้ว่าเกิดขึ้นแล้วราว 900,000 ล้านและมีศักยภาพเพิ่มอีกราว 700,000 ล้าน สุทธิแล้วจะบวกหรือลบยังไม่มีใครรู้แน่ อุตสาหกรรมกังวลว่าฝั่งเพิ่มภาระจะชนะ จึงกดดันให้ปลดเพดานให้ทันก่อนกฎมีผล
ย้ำอีกครั้งว่ารอบสองนี้ยังไม่มีร่างกฎและยังไม่มีกำหนดการทางการ ที่พูดกันว่าต้องเคาะก่อนสิ้นปีมาจากแรงกดดันของเส้นตายเคลียริ่ง ไม่ใช่ปฏิทินที่หน่วยงานกำกับประกาศไว้ และกฎเคลียริ่งเองก็เลื่อนมาแล้วหนึ่งรอบ เลื่อนอีกก็เป็นไปได้
Clarity Act เป็นบวก แต่บวกคนละแบบกับที่คนคิด
เรื่องนี้ผมมองต่างจากที่หลายคนพูดกันพอสมควร ผมว่ามันเป็นบวกเชิงอารมณ์มากกว่าเชิงเม็ดเงิน
ลองไล่ดูว่าตัวเร่งแต่ละตัวในรอบนี้พาเงินเข้ามาจริงเท่าไหร่ Spot ETF ตั้งแต่เปิดเทรดปี 2024 สะสมแล้ว 52,800 ล้านดอลลาร์ GENIUS Act ที่ทำให้ stablecoin ถูกกฎหมายดันซัพพลายไปถึง 310,000 ล้าน คลังเปิดก๊อกสภาพคล่องอยู่ที่ 38,000 ถึง 400,000 ล้าน ส่วน Clarity Act ตัวเลขเม็ดเงินโดยตรงคือศูนย์ เพราะมันคือกติกา ไม่ใช่เงิน
ตัวเร่งแต่ละตัวพาเงินเข้ามาจริงเท่าไหร่ หน่วยเป็นล้านดอลลาร์
สามตัวแรกวัดเป็นเม็ดเงินได้ ส่วน Clarity Act เปลี่ยนกติกา ซึ่งมีค่าจริงแต่คนละแบบและคนละความเร็ว
เหตุผลที่ผมมองว่าผลมันเล็กกว่าที่คนคิดมีสามข้อ
- ตัวกฎหมายไม่ได้พาเงินมาเอง มันคือการแบ่งเขตอำนาจระหว่าง SEC กับ CFTC และเปิดทางให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ถูกต้อง เป็นเรื่องของใครกำกับใคร ไม่ใช่ใครจะเอาเงินมาลง ผลจึงมาแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นปี ไม่ใช่ก้อนเดียวตอนโหวตผ่าน
- สำหรับ Bitcoin โดยเฉพาะ ความชัดเจนมาถึงก่อนหน้านี้แล้ว BTC ถูกปฏิบัติเป็นสินค้าโภคภัณฑ์มานาน มี ETF มีผู้รับฝากทรัพย์สินระดับสถาบัน และแบงก์รับดูแลได้ตั้งแต่ยกเลิก SAB 121 สิ่งที่ Clarity Act เพิ่มให้ BTC จึงน้อยกว่าที่มันเพิ่มให้เหรียญอื่นและบริษัทคริปโตในสหรัฐมาก
- คนที่รอกฎหมายอยู่จริงๆ ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ที่สุด กองทุนบำนาญหรือประกันที่ยังไม่เข้า ส่วนใหญ่ติดที่กติกาภายในและ mandate ของตัวเอง ไม่ได้ติดแค่ว่ากฎหมายสหรัฐยังไม่ผ่าน กฎหมายผ่านวันนี้เงินก็ไม่ได้เข้าพรุ่งนี้
สิ่งที่กฎหมายนี้ให้จริงคือลดความเสี่ยงเชิงกฎหมายระยะยาว ทำให้บริษัทอเมริกันไม่ต้องย้ายไปตั้งออฟชอร์ และเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์ใหม่ทยอยออกมาได้ ซึ่งมีค่าจริง แต่เป็นค่าที่ทยอยรับรู้เป็นปี ไม่ใช่ตัวจุดพลุราคา
แล้วทำไมราคาถึงวิ่งตอน Trump ออกมาดัน เพราะตลาดตอนนั้นเต็มไปด้วยสถานะ short และสภาพคล่องบาง ข่าวจึงทำหน้าที่เป็นชนวนจุดการบังคับปิด short มากกว่าจะเป็นเงินใหม่ที่ไหลเข้ามาซื้อ
ไทม์ไลน์ Clarity Act จบที่จุดวัดใจ 15 กันยายน
ผ่านก็ยังมีด่านต่อ ไม่ผ่านก็เป็นเหตุให้ขายทำกำไร ความเสี่ยงจึงไม่สมมาตร
โหวต 15 ก.ย. เป็นแค่ด่าน procedural ด่านแรก ไม่ใช่กฎหมายผ่านจริง แต่ราคาวิ่งไปล่วงหน้าตั้งแต่ 20 ส.ค. แล้ว
จุดที่ต้องระวังคือวันที่ 15 กันยายน ซึ่งวุฒิสภานัดโหวต procedural ก่อนหน้านี้ตลาด prediction ให้โอกาสผ่านภายในปีนี้แค่ 16 ถึง 24% แต่หลัง Trump ออกมาดันราคาก็วิ่งไปล่วงหน้าแล้ว ความเสี่ยงจึงไม่สมมาตร ถ้าผ่านก็ยังมีด่านต่ออีกหลายด่านเพราะนี่เป็นแค่ด่านแรก ถ้าไม่ผ่านก็เป็นเหตุให้ขายทำกำไรได้ทันที
แล้วคนไทยเกี่ยวอะไรกับเรื่องพวกนี้
อาจดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่ผมว่ามีจุดเชื่อมที่น่าคิด
เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังไทยเปิดขายพันธบัตรออมพลัสล็อตแรก 2,000 ล้านบาทผ่านแอปเป๋าตัง ขายหมดภายใน 21 วินาที มีคนซื้อ 1,590 คน ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.80% ต่อปีสำหรับอายุ 3 ปี และ 2.80% สำหรับอายุ 10 ปี
สิ่งที่มันบอกคือความหิวผลตอบแทนเป็นเรื่องสากล ทั้งโลกกำลังไล่หาที่เก็บเงินที่ให้ผลตอบแทนพอชนะเงินเฟ้อ และเมื่อรัฐทุกประเทศต้องออกหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ กลไกแบบที่คลังสหรัฐกำลังทำอยู่คือการเข้าไปอุ้มตลาดพันธบัตรของตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องเฉพาะของอเมริกา แต่เป็นทิศทางที่รัฐขนาดใหญ่กำลังเดินไปทางเดียวกัน
ในมุมของคนถือ Bitcoin เรื่องนี้คือเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้ผมยังถืออยู่ ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าราคาจะขึ้นในสามเดือน แต่เพราะเชื่อว่าระบบที่ต้องอุ้มตัวเองด้วยการปล่อยสภาพคล่องแบบนี้ ไม่ได้จบง่ายๆ
จุดยืนของผม ผมให้น้ำหนัก LTH มากกว่า
ถึงตรงนี้จะเห็นว่าสองกรอบให้คำตอบคนละทาง เลยต้องบอกให้ชัดว่าผมเลือกข้างไหน และเลือกเพราะอะไร
ผมให้น้ำหนักกับ LTH มากกว่าในกรอบไม่กี่เดือนข้างหน้า เหตุผลมีสามข้อ หนึ่งคือมันเป็นข้อมูลจากพฤติกรรมจริงของคนถือเหรียญ ไม่ใช่ตัวแทนที่ต้องตีความหลายชั้น สองคือความสัมพันธ์ของมันเกิดซ้ำถึง 16 ครั้งและขึ้นถูก 13 จาก 15 ครั้ง สามคือรอบนี้สัญญาณมันแรงผิดปกติ ทั้งสะสมนาน 13.4 เดือนซึ่งยาวเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ และเพิ่งคายของไปแค่ 240,000 BTC จากที่รอบใหญ่ๆ คายกันเป็นล้าน
ปริมาณที่คายไปแล้วเทียบกับรอบใหญ่ในอดีต (BTC)
คิดเป็นแค่ 12 ถึง 22% ของปริมาณที่รอบใหญ่ๆ เคยคายกัน สปริงจึงยังไม่ได้คลายมากนัก
เมื่อวางน้ำหนักแบบนี้ ภาพที่ผมเห็นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าคือ
- ราคาน่าจะไปทำพีคแรกในราวสองเดือนข้างหน้า คือช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน 2026 นับจากที่ LTH ทำจุดสูงสุดเมื่อ 26 กรกฎาคม ก็ตกราวสามเดือนเศษ ซึ่งอยู่ในกรอบค่ากลาง 3.9 เดือนพอดี
- และเราน่าจะอยู่ในภาวะกระทิงเล็กๆ ต่อไปอีกราว 3 ถึง 4 เดือน คือลากไปถึงราวเดือนธันวาคม 2026 ถึงมกราคม 2027 เป็นกระทิงที่ขึ้นได้จริงแต่ไม่ใช่ระเบิดแบบรอบ 2020 เพราะเงินใหม่ที่วัดได้ยังบางมาก
- ปริมาณการคายของจะเป็นตัวบอกว่าจบเมื่อไหร่ ไม่ใช่ปฏิทิน ถ้าเห็น LTH คายทะลุระดับล้าน BTC เมื่อไหร่ แปลว่าของถูกโยนออกมาเยอะแล้ว นั่นคือสัญญาณให้เริ่มระวัง
แต่ถ้าถือกรอบ Global Liquidity เป็นหลัก คำตอบจะกลับด้านเกือบทั้งหมด เพราะกรอบนั้นบอกว่าโมเมนตัมสภาพคล่องผ่านยอดไปแล้ว ดัชนีติดลบทั้งในรอบ 3 เดือนและ 12 เดือน และเรากำลังเดินเข้าเฟส Turbulence ในกรอบนั้นการเด้งรอบนี้ไม่ใช่ต้นทางของกระทิง แต่เป็นปลายทางของมัน สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่หาจังหวะเข้า แต่เป็นหาจังหวะออก
ผมไม่คิดว่าต้องเลือกอันใดอันหนึ่งแบบสุดโต่ง เพราะทั้งสองกรอบพูดคนละช่วงเวลากันจริงๆ วิธีที่ผมใช้เองคือถือ LTH เป็นแผนที่ของไม่กี่เดือนข้างหน้า และถือ Global Liquidity เป็นนาฬิกาปลุกของปีหน้า พูดง่ายๆ คือยังอยู่ในตลาดต่อได้ในกรอบสามถึงสี่เดือน แต่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยว่าจะทยอยออกตรงไหน ไม่ใช่รอให้ตลาดบอก
สองแรงสวนกัน on-chain หนุนระยะสั้น วัฏจักรสภาพคล่องกดระยะยาว
มือยาวเพิ่งเริ่มคายของ
ควรเริ่มมองหาจุดออก
เข้าเฟส Turbulence
เส้นเขียวคือแรงหนุนจาก on-chain ที่มีอายุจำกัด เส้นแดงคือแรงกดจากวัฏจักรสภาพคล่องที่ยาวกว่า ผมถือเส้นเขียวเป็นแผนที่ของไม่กี่เดือนข้างหน้า และถือเส้นแดงเป็นนาฬิกาปลุกของปีหน้า
ถ้าให้สรุปเป็นประโยคเดียว ผมมองว่านี่คือกระทิงเล็กๆ ที่มีวันหมดอายุ ไม่ใช่กระทิงรอบใหม่ที่เพิ่งเริ่ม
MVRV 1.51 อยู่ตรงไหนของสเกล
โซนก้นทุกรอบคือหลุดต่ำกว่า 1 ส่วนโซนร้อนคือเกิน 3.5 ตอนนี้จึงยังอยู่แค่ต้นถึงกลางไซเคิล
MVRV
ราคาเทียบต้นทุน
- คืออะไร
- ราคาตลาดหารด้วยต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญทุกเหรียญบนเชน
- อ่านยังไง
- ต่ำกว่า 1 คือราคาต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยบนเชน 1 ถึง 2 ปกติถึงถูก 2 ถึง 3 เริ่มแพง เกิน 3 คือโซนที่ในอดีตมักเป็นยอดดอย
- วันนี้
- ราคาสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยบนเชน 48%
- ช่วง 3 ปี
- สูงสุด 2.60 เมื่อ 30 พ.ย. 2024 · ต่ำสุด 1.11 เมื่อ 30 มิ.ย. 2026
- ข้อจำกัด
- ต้นทุนเฉลี่ยบนเชนรวมเหรียญที่หายไปตลอดกาลและเหรียญยุคแรกที่ไม่เคยขยับ ซึ่งกดค่าให้ต่ำกว่าต้นทุนจริงของคนที่ยังเทรดอยู่ อย่าอ่านว่าเป็นกำไรเฉลี่ยของนักลงทุนทุกคน
ข้อมูลถึง 9 ก.ย. 2026 · อัปเดตล่าสุด 10 ก.ย. 2026 15:19 น.
ที่มา BGeometrics
การ์ดนี้ดึงข้อมูลชุดเดียวกับ หน้าเครื่องมือ อัปเดตอัตโนมัติทุกสัปดาห์ ข้อมูลล่าสุด 9 ก.ย. 2026
ถ้าให้พูด อาจจะเป็นว่าภาพใหญ่คือปลายวัฏจักร ควรเริ่มมองหาจุดออกมากกว่าจุดเข้า ส่วน on-chain ยังเป็นขาขึ้นที่ชัดเจนในกรอบ 3 ถึง 5 เดือน และสภาพคล่องเป็นเรื่องดีแต่ไม่ได้ดีมากอย่างที่หลายคนคิด จุดที่สองแรงนี้ตัดกันคือช่วงที่ผมว่าควรเริ่มทยอยลดความเสี่ยง ไม่ใช่ช่วงที่เพิ่งเริ่มเข้า
สรุปทั้งหมดในที่เดียว
ถ้าจะอ่านแค่ส่วนเดียวของบทความนี้ อ่านตารางนี้ก็พอ ทุกแถวคือปัจจัยที่คุยกันไปข้างบน พร้อมทิศทางและกรอบเวลาที่มันมีผลจริง
| ปัจจัย | ทิศทาง | กรอบเวลาที่มีผล | เหตุผลสั้นๆ |
|---|---|---|---|
| on-chain LTH cycle | บวกชัด | 3 ถึง 5 เดือน | มือยาวทำจุดสูงสุดตลอดกาล 26 ก.ค. แล้วเริ่มคายของ เพิ่งคายไป 240,000 BTC จากที่รอบใหญ่คายกัน 1 ถึง 2 ล้าน |
| Liquidity Change | ลบ | 0 ถึง 3 เดือน | ดัชนีติดลบ 2.88% ใน 3 เดือน และ 7.15% ใน 12 เดือน เพิ่งพลิกบวก 0.21% ในหกสัปดาห์ล่าสุด |
| MVRV 1.51 | บวก | ระยะยาว | ยังอยู่โซนสะสม ห่างจากโซนร้อนที่เกิน 3.5 อีกมาก |
| STH-MVRV 1.14 | กลางๆ | ระยะสั้น | คนที่เพิ่งซื้อเพิ่งพลิกมามีกำไรบางๆ ถ้าหลุดใต้ 1 แรงขายมือใหม่กลับมาทันที |
| เงินเข้าตลาด | บวกเล็ก | ต่อเนื่อง | ETF เดือน ส.ค. เข้า 2,400 ล้าน stablecoin 7 วันล่าสุดเพิ่ม 2,200 ล้าน แต่รวมกันแล้วราว 1% ของมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้น |
| Bond Buyback | บวกเล็ก | ก.ย. ถึง พ.ย. | ตามแผนที่ประกาศคิดเป็นแค่ 15% ของ QE3 ต่อเดือน และรอบ 24 ส.ค. ยังกดยีลด์ไม่ลง |
| eSLR รอบสอง | ยังไม่เกิด | รอถึงสิ้นปี | ถ้าเกิดคือใหญ่กว่าทุกอย่างในตารางนี้ แต่ยังไม่มีร่างกฎ จึงยังนับเป็นแรงหนุนไม่ได้ |
| Clarity Act | จิตวิทยา | รอบ 15 ก.ย. | ไม่ใช่ท่อเงิน เม็ดเงินโดยตรงเป็นศูนย์ และราคาวิ่งล่วงหน้าไปแล้ว |
| วัฏจักรสภาพคล่อง | ลบ | ภาพใหญ่ 1 ถึง 2 ปี | อยู่ปลายวัฏจักร ผ่านยอดมาแล้ว กำลังเข้าเฟส Turbulence ซึ่งเป็นเฟสที่ราคามักทำจุดสูงสุดแล้วกลับตัว |
เรียงใหม่ให้สั้นที่สุดคือแบบนี้
- สามถึงห้าเดือนข้างหน้า ฝั่ง on-chain หนุน ราคายังมีที่ไป พีคแรกน่าจะราวปลายตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน
- ศูนย์ถึงสามเดือนข้างหน้า ฝั่งสภาพคล่องยังเป็นลมต้าน ถ้าจะขึ้นต้องขึ้นด้วยแรงอื่น
- หนึ่งถึงสองปีข้างหน้า วัฏจักรใหญ่บอกว่าเราอยู่ปลายทาง ไม่ใช่ต้นทาง
- ตัวแปรที่พลิกกระดานได้ คือ eSLR รอบสอง ถ้าเคาะก่อนสิ้นปีจริง ต้องกลับมาคิดใหม่ทั้งหมด
กรอบเวลาที่แต่ละแรงมีผล นับจากวันนี้ (เดือน)
แล้วอะไรจะพิสูจน์ว่าผมคิดผิด
ส่วนนี้ผมคิดว่าจำเป็นต้องมี เพราะถ้าไม่เขียนไว้ว่าอะไรจะทำให้เปลี่ยนใจ ก็ไม่มีเกณฑ์ให้รู้ว่าตัวเองคิดผิดตอนไหน
ถ้าเป็นการเด้งปลายวัฏจักรจริงอย่างที่ผมคิด เราจะเห็น MOVE index สูงขึ้น ยีลด์ยาวไม่ยอมลง และดอลลาร์กลับมาแข็ง ทั้งที่คลังอัดเงิน นั่นคือสัญญาณ Turbulence เต็มตัว ตอนนี้เริ่มเห็นเค้าแล้วจากการที่ buyback รอบ 24 สิงหาคมกดยีลด์ไม่ลง
แต่ถ้าสภาพคล่องกลับมาเร่งขึ้นใหม่จนดัชนีทำจุดสูงสุดใหม่ แปลว่าวัฏจักรถูกยืดออกไป ซึ่งเคยเกิดมาแล้วตอนที่รัฐเข้าแทรกแซงหนักๆ กรณีนั้นผมผิดและต้องรื้อกรอบใหม่
อีกอย่างที่จะทำให้ผมเปลี่ยนใจเร็วคือถ้า Realized Price เริ่มขยับขึ้นจาก 52,473 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับซัพพลาย stablecoin รวมโตต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ไม่ใช่แค่สัปดาห์เดียว สองอย่างนี้มาพร้อมกันเมื่อไหร่แปลว่าเงินใหม่มาจริง และขาขึ้นจะมีน้ำมันวิ่งต่อมากกว่าที่ผมประเมินไว้
ส่วนกรอบ LTH ที่ผมใช้อยู่ก็มีข้อจำกัดของมัน ตัวอย่างมีแค่ 16 เคสในรอบ 9 ปี ซึ่งน้อยเกินกว่าจะเรียกว่าสถิติที่เชื่อถือได้เต็มปาก และรอบนี้มีตัวแปรที่รอบก่อนไม่มีคือ ETF ที่ดูดเหรียญออกจากตลาดไปอยู่ในนามผู้ดูแลทรัพย์สิน ทำให้นิยามของคำว่ามือยาวเปลี่ยนไปจากเดิม
สุดท้ายก็ไม่มีอะไรแน่นอน 100% ครับ ทั้งหมดนี้เป็นการชั่งน้ำหนักจากข้อมูลเท่าที่มีอยู่ ณ วันที่เขียน ถ้าข้อมูลเปลี่ยน ข้อสรุปก็ต้องเปลี่ยนตาม
ปล. ตัวเลขในบทความนี้รวมทั้งตารางสรุป ใช้ชุดข้อมูลเดียวกับหน้า สภาพคล่องโลก ไม่ได้คำนวณแยก ที่มาคือ FRED, BGeometrics, Binance, DefiLlama และประกาศของกระทรวงการคลังสหรัฐ ใครอยากดูข้อมูลชุดเดียวกันเปิดดูที่หน้านั้นได้
อ่านต่อในคลัสเตอร์เดียวกัน
📌 อ่านเพิ่มเติม: Capital Wars: สภาพคล่องโลกทำงานยังไงกันแน่