ASIC คืออะไร ทำไมเครื่องขุด Bitcoin ยุคนี้ต้องเป็นเครื่องเฉพาะทางเท่านั้น (อัปเดต 2026)
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

ASIC คืออะไร ทำไมเครื่องขุด Bitcoin ยุคนี้ต้องเป็นเครื่องเฉพาะทางเท่านั้น (อัปเดต 2026)

ASIC คืออะไร ต่างจาก CPU/GPU ยังไง ไล่ตั้งแต่จุดกำเนิดจาก Bitmain สเปกเครื่องขุดรุ่นล่าสุดปี 2026 ไปจนถึงข้อเสียเรื่องการรวมศูนย์ผู้ผลิตและขยะอิเล็กทรอนิกส์

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ต่อจาก ขุด Bitcoin คุ้มไหม กินไฟจริงไหม (ยังไม่ publish) และ Mining Pool คืออะไร (ยังไม่ publish) อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ

ASIC คืออะไร เครื่องขุดเฉพาะทาง แรงกว่า GPU หลายพันเท่า

ถ้าเคยเห็นภาพหรือคลิปฟาร์มขุด Bitcoin ที่มีตู้เหล็กสีดำเรียงเป็นแถวยาวเต็มโกดัง แต่ละตู้มีพัดลมกลมหมุนติ้วส่งเสียงดังก้องคล้ายเครื่องบินกำลังขึ้น หรือเคยเห็นโฆษณาขายเครื่องขุดยี่ห้อ Antminer หรือ Whatsminer ราคาหลักแสนบาทตามกลุ่มเฟซบุ๊กที่ชวนซื้อมาเปิดเก็บเงินทุกวัน นั่นคือเครื่อง ASIC ที่กำลังพูดถึงในบทความนี้ หรือถ้าเคยได้ยินข่าวว่าบางพื้นที่ที่มีฟาร์มขุด Bitcoin มาตั้งต้องปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพิ่มเพราะใช้ไฟมหาศาลผิดปกติ นั่นก็คือผลจากเครื่องประเภทนี้เช่นกัน

คำถามที่คนพึ่งเริ่มศึกษาเรื่องการขุด Bitcoin มักสงสัยคือ ทำไมต้องมีเครื่องเฉพาะทางแบบนี้ด้วย ใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดาขุดไม่ได้เหรอ และทำไมเครื่องพวกนี้ถึงกินไฟมหาศาลจนกลายเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมระดับโลก การเข้าใจ ASIC คือกุญแจที่ทำให้เห็นภาพจริงว่าทำไมการขุด Bitcoin ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปเปิดคอมพ์ที่บ้านแล้วขุดเจอเงินได้อีกต่อไป

ASIC ย่อมาจาก Application-Specific Integrated Circuit หรือแปลตรงตัวว่า "วงจรรวมเฉพาะทางสำหรับงานหนึ่งงาน" พูดง่ายๆ คือชิปคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบและผลิตขึ้นมาให้ทำได้แค่อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้เลย ต่างจาก CPU ในคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่ถูกออกแบบให้ทำงานได้หลากหลาย ตั้งแต่เปิดเว็บ พิมพ์เอกสาร ไปจนถึงเล่นเกม เครื่อง ASIC ที่ใช้ขุด Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคำนวณสมการเข้ารหัสที่ชื่อ SHA-256 อย่างเดียวเท่านั้น แลกกับความสามารถที่จำกัดสุดขั้วนี้ คือความเร็วในการคำนวณที่สูงกว่า CPU หรือการ์ดจอทั่วไปหลายพันถึงหลายล้านเท่า

บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่จุดกำเนิดของ ASIC ไปจนถึงสเปกเครื่องรุ่นล่าสุดที่วางขายจริงในปี 2026

จุดกำเนิด: ทำไมต้องมีเครื่องเฉพาะทางสำหรับขุด Bitcoin

ใน White Paper ของ Bitcoin ที่ซาโตชิ นากาโมโตะ เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2008 มีประโยคหนึ่งที่สำคัญมากคือ "One CPU One vote" ซึ่งสื่อว่าใครก็ตามที่มีคอมพิวเตอร์ทั่วไปในบ้าน ก็สามารถเข้าร่วมเป็นผู้ตรวจสอบธุรกรรมในเครือข่าย Bitcoin ได้อย่างเท่าเทียมกัน นี่คือปรัชญาตั้งต้นของความเป็น Decentralized ที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงได้

ช่วงปีแรกๆ ของ Bitcoin (2009-2010) การขุดด้วย CPU ของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะธรรมดายังพอมีลุ้นได้รางวัลจริง เพราะยังมีคนแข่งไม่มาก แต่พอ Bitcoin เริ่มมีมูลค่าและมีคนสนใจมากขึ้น ธรรมชาติของมนุษย์ก็ผลักดันให้คนมองหาอุปกรณ์ที่แรงกว่าเพื่อแย่งชิงรางวัลให้ได้เปรียบคนอื่น จุดแรกที่ถูกค้นพบคือการ์ดจอ (GPU) ซึ่งแต่เดิมออกแบบมาเพื่อประมวลผลภาพกราฟิกสำหรับเล่นเกม แต่โครงสร้างภายในที่มีหน่วยประมวลผลย่อยจำนวนมากทำงานขนานกัน (Parallel Processing) กลับเหมาะกับการคำนวณสมการ Hash ซ้ำๆ เป็นจำนวนมหาศาลได้ดีกว่า CPU มาก

แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อราคา Bitcoin เริ่มสูงขึ้นจนคุ้มค่าที่จะลงทุนออกแบบชิปเฉพาะทางขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แทนที่จะดัดแปลงอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว บริษัทแรกที่ผลิตเครื่อง ASIC สำหรับขุด Bitcoin โดยเฉพาะออกมาขายจริงคือ Bitmain ซึ่งเดิมทีเป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันขุด Bitcoin ในนาม Antpool มาก่อน (Antpool ยังคงเป็นหนึ่งใน Mining Pool ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนถึงปี 2026 อ่านรายละเอียดที่ Mining Pool คืออะไร (ยังไม่ publish))

วิวัฒนาการเครื่องขุด Bitcoin จาก CPU สู่ GPU สู่ ASIC

ภายในเครื่อง ASIC มีอะไรบ้าง และตัวเลข J/TH คืออะไร

เครื่องขุด ASIC ที่วางขายจริงไม่ได้เป็นชิปตัวเดียวลอยๆ แต่เป็นอุปกรณ์ทั้งกล่องที่ประกอบด้วยหลายส่วนทำงานร่วมกัน ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ Hash Board หรือแผงวงจรที่ฝังชิป ASIC หลายสิบตัวเรียงกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่คำนวณ SHA-256 จริงๆ ส่วนที่สองคือ Control Board ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อเครื่องเข้ากับอินเทอร์เน็ตและพูลขุด และส่วนที่สามคือ แหล่งจ่ายไฟ (Power Supply Unit) ที่ต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าปริมาณมากให้เพียงพอกับชิปที่ทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อชิปทำงานหนักย่อมเกิดความร้อนสูงมาก เครื่อง ASIC จึงต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดี ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น 3 แบบหลัก คือ ระบายด้วยลม (Air-cooled) ใช้พัดลมเป่าธรรมดา ราคาถูกสุดแต่ประสิทธิภาพต่ำสุด ระบายด้วยน้ำ (Hydro-cooled) ส่งน้ำหมุนเวียนผ่านแผงระบายความร้อนที่ติดกับชิปโดยตรง ประสิทธิภาพดีกว่ามาก และ แช่ในของเหลว (Immersion Cooling) ที่จุ่มทั้งเครื่องลงในของเหลวพิเศษที่ไม่นำไฟฟ้า ให้ประสิทธิภาพสูงสุดแต่ต้นทุนติดตั้งแพงที่สุด

ตัวเลขที่ใช้วัดประสิทธิภาพของเครื่อง ASIC เรียกว่า J/TH (จูลต่อเทระแฮช) คือปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อการคำนวณ 1 ล้านล้านครั้ง (Terahash) ยิ่งตัวเลขนี้ต่ำ ยิ่งหมายความว่าเครื่องประหยัดไฟมากขึ้นในการทำงานปริมาณเท่ากัน ตัวเลขนี้สำคัญมากในการตัดสินว่าการขุดจะคุ้มทุนหรือไม่ (อ่านการคำนวณความคุ้มค่าแบบละเอียดได้ที่บทความ ขุด Bitcoin คุ้มไหม (ยังไม่ publish))

เครื่องขุดรุ่นล่าสุดในตลาดปี 2026 มีอะไรบ้าง

ตลาดเครื่อง ASIC สำหรับขุด Bitcoin ในปี 2026 มีผู้ผลิตหลักอยู่ไม่กี่เจ้าที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดเรื่องประสิทธิภาพ

Bitmain ยังคงเป็นเจ้าตลาดด้วยตระกูล Antminer รุ่นล่าสุดคือ Antminer S23 ที่ทำประสิทธิภาพได้ประมาณ 11-15 J/TH ในรุ่นระบายความร้อนด้วยลม และรุ่น S23 Hydro ที่ทำได้ต่ำถึง 9.5 J/TH ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ ส่วนรุ่นก่อนหน้าอย่าง Antminer S21 XP ก็ยังขายดีในกลุ่มระบายความร้อนด้วยลมที่ระดับ 13.5 J/TH และเวอร์ชัน S21 XP Hydro ที่ 12.0 J/TH

คู่แข่งสำคัญคือ MicroBT จากจีนเช่นกัน ด้วยตระกูล Whatsminer รุ่น M60S ให้กำลังขุด 186 TH/s ที่ประสิทธิภาพราว 18.5 J/TH ส่วนรุ่นเรือธงที่แรงกว่าและใหม่กว่าคือ M73S Hydro ทำได้ถึง 500 TH/s ที่ประสิทธิภาพ 14.4 J/TH และรุ่นแช่ของเหลว M66S++ ที่ 356 TH/s ประสิทธิภาพ 15.5 J/TH ใกล้เคียงกับคู่แข่งจาก Bitmain มาก

ประสิทธิภาพเครื่องขุด ASIC 2026 Bitmain Antminer S23 Hydro เทียบ MicroBT Whatsminer M73S Hydro

นอกจากสองเจ้าใหญ่นี้ยังมีผู้ผลิตรายอื่นอย่าง Canaan ที่ผลิตตระกูล Avalon ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิต ASIC รายแรกๆ ของโลกเช่นกัน แต่ส่วนแบ่งตลาดในปี 2026 ยังตามหลัง Bitmain และ MicroBT อยู่มาก จุดสังเกตที่น่าสนใจคือเครื่องรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า 10 J/TH เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2026 นี้เอง ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญเมื่อเทียบกับเครื่องรุ่นเก่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่ยังอยู่ระดับ 20-30 J/TH

ข้อเสียของ ASIC: รวมศูนย์การผลิต และปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์

ความเฉพาะทางสุดขั้วของ ASIC ที่ทำให้มันแรงกว่าอุปกรณ์อื่นมาก ก็เป็นดาบสองคมที่สร้างปัญหาตามมาสองเรื่องใหญ่

เรื่องแรกคือการรวมศูนย์ของผู้ผลิต เครื่อง ASIC ที่มีกำลังประมวลผลสูงส่วนใหญ่ในโลกผลิตจากบริษัทในประเทศจีนเป็นหลัก (ทั้ง Bitmain และ MicroBT ต่างมีฐานการผลิตหลักในจีน) ซึ่งต่างจากปรัชญาดั้งเดิมของ Bitcoin ที่อยากให้ "ใครก็ตามที่มี CPU" เข้าร่วมขุดได้อย่างเท่าเทียม เพราะการจะหาซื้อเครื่อง ASIC รุ่นล่าสุดมาขุดแข่งกับคนอื่นได้ ต้องพึ่งพาผู้ผลิตเพียงไม่กี่เจ้า ทำให้อำนาจการกำหนดว่าใครจะได้เครื่องรุ่นใหม่ก่อน กระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทไม่กี่แห่ง

เรื่องที่สองคือปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพราะ ASIC ถูกออกแบบมาให้ทำได้แค่อย่างเดียวคือขุด Bitcoin เท่านั้น เมื่อมีเครื่องรุ่นใหม่ที่ประหยัดไฟกว่าออกมา เครื่องรุ่นเก่าก็จะขุดได้ไม่คุ้มค่าไฟอีกต่อไปในทันที และไม่สามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้เลย ตัวอย่างคลาสสิกที่เห็นภาพชัดคือเครื่อง Antminer S7 ที่เคยทำกำลังขุดได้ราว 4.75 TH/s พอเครื่องรุ่น Antminer S9 ที่ทำได้ถึง 13.5 TH/s ออกวางขาย เครื่อง S7 ก็แทบไม่เหลือมูลค่าในการขุดอีกต่อไป กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นหนึ่งทันที ต่างจากการ์ดจอ (GPU) ที่ต่อให้ขุดไม่คุ้มแล้ว ก็ยังเอาไปประกอบเป็นคอมพิวเตอร์เล่นเกมหรือทำงานกราฟิกต่อได้ ปรากฏการณ์นี้ยังคงเกิดซ้ำทุกครั้งที่มีเครื่องรุ่นใหม่ออกมาจนถึงปัจจุบัน เช่นล่าสุดที่เครื่องระดับต่ำกว่า 10 J/TH เพิ่งวางขาย ก็ทำให้เครื่องรุ่นที่เคยเป็นเรือธงเมื่อ 2-3 ปีก่อนเริ่มไม่คุ้มทุนสำหรับพื้นที่ที่ค่าไฟไม่ถูกเป็นพิเศษ

เครื่อง ASIC รุ่นเก่ากลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ต่างจากการ์ดจอ GPU รุ่นเก่าที่ยังใช้ต่อได้

เมื่อชุมชนคริปโตต่อต้าน ASIC: กรณีศึกษา Monero

ไม่ใช่ทุกเหรียญคริปโตที่อยากให้มีเครื่อง ASIC มาขุด เพราะบางโปรเจกต์มองว่าการที่เครื่องเฉพาะทางเข้ามาครองตลาด จะทำให้อำนาจการขุดกระจุกตัวอยู่กับคนที่มีทุนซื้อเครื่องแพงๆ เท่านั้น ขัดกับเจตนารมณ์ที่อยากให้ใครก็ตามที่มีคอมพิวเตอร์ทั่วไปเข้าร่วมขุดได้

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเหรียญ Monero (XMR) ที่ในเดือนมีนาคม 2018 นักพัฒนาตัดสินใจอัปเดตซอฟต์แวร์เครือข่ายเพื่อ "ปิดกั้น" ไม่ให้เครื่อง ASIC ที่เพิ่งถูกผลิตขึ้นมาสำหรับอัลกอริทึม Cryptonight ของ Monero โดยเฉพาะสามารถขุดต่อไปได้ เป็นการยืนยันจุดยืนว่า Monero ต้องการรักษาความเท่าเทียมในการขุดด้วย CPU/GPU ทั่วไปให้ได้มากที่สุด แม้จะต้องแลกกับประสิทธิภาพการขุดที่ต่ำกว่าเหรียญที่ใช้ ASIC อย่าง Bitcoin ก็ตาม เคสนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่อง ASIC ไม่ใช่แค่ประเด็นเทคนิค แต่เป็นประเด็นปรัชญาการออกแบบเครือข่ายที่แต่ละโปรเจกต์เลือกจุดยืนต่างกันได้

ซื้อเครื่อง ASIC มาขุดในไทย ต้องเสียภาษีตอนไหน

คนไทยที่ซื้อเครื่อง ASIC มาขุด Bitcoin เองที่บ้านหรือโรงงาน มีจุดที่ต้องรู้เรื่องภาษีให้ชัดเจน ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร เหรียญที่ขุดได้จะยังไม่ต้องเสียภาษีทันทีตอนขุดเจอ จุดที่เกิดภาระภาษีจริงๆ คือ เมื่อนำเหรียญนั้นไปขายหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ซึ่งราคาขายทั้งหมดในวันนั้นจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) ของประมวลรัษฎากร ต้องนำไปรวมคำนวณและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง (ครึ่งปีและประจำปี) ตามอัตราก้าวหน้าเหมือนเงินได้ประเภทอื่น

พูดง่ายๆ คือถ้าซื้อเครื่อง ASIC มาขุดเก็บไว้เฉยๆ ยังไม่ต้องคิดเรื่องภาษี แต่พอไหนก็ตามที่ตัดสินใจขายเป็นเงินบาทเมื่อไหร่ ต้องเก็บหลักฐานราคาขาย ณ วันนั้นไว้ให้ครบ เพื่อคำนวณภาษีให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกฎหมาย ก.ล.ต. ที่ดูแลเฉพาะธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล (อ่านรายละเอียดเรื่องใบอนุญาตการขุด/เข้าร่วมพูลได้ที่ Mining Pool คืออะไร (ยังไม่ publish))

สรุป: ASIC คือเครื่องมือที่ทำให้ Bitcoin ปลอดภัยขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยต้นทุน

เครื่อง ASIC คือวิวัฒนาการตามธรรมชาติของการแข่งขันในระบบ Proof of Work ยิ่งรางวัลมีค่ามากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งมีแรงจูงใจให้ผลิตอุปกรณ์เฉพาะทางที่แรงที่สุดออกมาแข่งกันมากขึ้นเท่านั้น ผลลัพธ์คือเครือข่าย Bitcoin ในปัจจุบันมีกำลังขุดสูงมากจนการโจมตี 51% แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ (ต้นทุนสูงเกินจนไม่คุ้มค่า) แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ผู้ผลิตเครื่องกระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทไม่กี่แห่ง และปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดซ้ำทุกครั้งที่มีเครื่องรุ่นใหม่ที่ประหยัดไฟกว่าออกวางขาย

คำถามที่พบบ่อย

ASIC คืออะไรโดยสรุป?

ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) คือชิปคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาให้ทำงานได้แค่อย่างเดียว สำหรับขุด Bitcoin คือถูกสร้างมาคำนวณสมการ SHA-256 โดยเฉพาะ ทำให้เร็วกว่า CPU หรือการ์ดจอทั่วไปหลายพันเท่า แต่เอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้เลย

เครื่อง ASIC รุ่นล่าสุดปี 2026 คือรุ่นไหน?

ฝั่ง Bitmain คือ Antminer S23 (ประสิทธิภาพ 11-15 J/TH แบบระบายอากาศ, 9.5 J/TH แบบระบายน้ำ) ฝั่ง MicroBT คือ Whatsminer M73S Hydro (14.4 J/TH, 500 TH/s) ถือเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในตลาดตอนนี้

J/TH คืออะไร สำคัญยังไง?

คือหน่วยวัดพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อการคำนวณ 1 ล้านล้านครั้ง (จูลต่อเทระแฮช) ยิ่งตัวเลขต่ำยิ่งประหยัดไฟ เป็นตัวเลขสำคัญที่สุดในการตัดสินว่าการขุดจะคุ้มทุนหรือไม่

ทำไมเครื่อง ASIC รุ่นเก่าถึงกลายเป็นขยะทันทีที่รุ่นใหม่ออก?

เพราะ ASIC ถูกออกแบบให้ทำได้แค่ขุด Bitcoin อย่างเดียว เมื่อรุ่นใหม่ประหยัดไฟกว่าออกมา รุ่นเก่าจะขุดได้ไม่คุ้มค่าไฟทันที และเอาไปใช้ทำอย่างอื่นไม่ได้เหมือนการ์ดจอที่ยังเล่นเกมได้ต่อ

ทุกเหรียญคริปโตต้องใช้ ASIC ขุดไหม?

ไม่ใช่ บางเหรียญอย่าง Monero ตั้งใจอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อปิดกั้นเครื่อง ASIC ไม่ให้ขุดได้ (มีนาคม 2018) เพื่อรักษาความเท่าเทียมในการขุดด้วย CPU/GPU ทั่วไป

ซื้อเครื่อง ASIC มาขุดในไทยผิดกฎหมายไหม?

การซื้อและใช้งานเครื่อง ASIC ขุดเองไม่ผิดกฎหมาย และไม่ต้องขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แต่ต้องใช้ไฟฟ้าถูกต้องตามสัญญา และเมื่อขายเหรียญที่ขุดได้เป็นเงินบาท กำไรถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษีตามมาตรา 40(8)

ใครเป็นผู้ผลิตเครื่อง ASIC Bitcoin รายแรกของโลก?

Bitmain ซึ่งเดิมทีเป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันขุด Bitcoin ในนาม Antpool มาก่อน

📖 เรื่องวิวัฒนาการเครื่องขุด CPU/GPU/ASIC แบบละเอียดกว่านี้ ผู้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก (ฉบับ UPDATE 2024) หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่

ตัวเลขปัจจุบันตรวจสอบผ่าน WebSearch: สเปกเครื่อง Bitmain Antminer S23/S21 XP และ MicroBT Whatsminer M60S/M73S/M66S ปี 2026 (D-Central, OneMiners, HashrateIndex), กฎหมายภาษีไทยมาตรา 40(8) (iTAX, siamblockchain)

บทความทั้งหมด