ASIC คืออะไร ทำไมเครื่องขุด Bitcoin ยุคนี้ต้องเป็นเครื่องเฉพาะทางเท่านั้น (อัปเดต 2026)
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

ASIC คืออะไร ทำไมเครื่องขุด Bitcoin ยุคนี้ต้องเป็นเครื่องเฉพาะทางเท่านั้น (อัปเดต 2026)

ASIC คืออะไร ต่างจาก CPU/GPU ยังไง ไล่ตั้งแต่จุดกำเนิดของ ASIC (Canaan Creative ไม่ใช่ Bitmain) สเปกเครื่องขุดรุ่นล่าสุดปี 2026 ไปจนถึงข้อเสียเรื่องการรวมศูนย์ผู้ผลิตและขยะอิเล็กทรอนิกส์

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ต่อจาก ขุด Bitcoin คุ้มไหม กินไฟจริงไหม และ Mining Pool คืออะไร อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ

ถ้าเคยเห็นภาพหรือคลิปฟาร์มขุด Bitcoin ที่มีตู้เหล็กสีดำเรียงเป็นแถวยาวเต็มโกดัง แต่ละตู้มีพัดลมกลมหมุนติ้วส่งเสียงดังก้องคล้ายเครื่องบินกำลังขึ้น หรือเคยเห็นโฆษณาขายเครื่องขุดยี่ห้อ Antminer หรือ Whatsminer ราคาหลักแสนบาทตามกลุ่มเฟซบุ๊กที่ชวนซื้อมาเปิดเก็บเงินทุกวัน นั่นคือเครื่อง ASIC ที่กำลังพูดถึงในบทความนี้ หรือถ้าเคยได้ยินข่าวว่าบางพื้นที่ที่มีฟาร์มขุด Bitcoin มาตั้งต้องปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพิ่มเพราะใช้ไฟมหาศาลผิดปกติ นั่นก็คือผลจากเครื่องประเภทนี้เช่นกัน

คำถามที่คนพึ่งเริ่มศึกษาเรื่องการขุด Bitcoin มักสงสัยคือ ทำไมต้องมีเครื่องเฉพาะทางแบบนี้ด้วย ใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดาขุดไม่ได้เหรอ และทำไมเครื่องพวกนี้ถึงกินไฟมหาศาลจนกลายเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมระดับโลก การเข้าใจ ASIC คือกุญแจที่ทำให้เห็นภาพจริงว่าทำไมการขุด Bitcoin ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปเปิดคอมพ์ที่บ้านแล้วขุดเจอเงินได้อีกต่อไป

ASIC ย่อมาจาก Application-Specific Integrated Circuit หรือแปลตรงตัวว่า "วงจรรวมเฉพาะทางสำหรับงานหนึ่งงาน" พูดง่ายๆ คือชิปคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบและผลิตขึ้นมาให้ทำได้แค่อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้เลย ต่างจาก CPU ในคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่ถูกออกแบบให้ทำงานได้หลากหลาย ตั้งแต่เปิดเว็บ พิมพ์เอกสาร ไปจนถึงเล่นเกม เครื่อง ASIC ที่ใช้ขุด Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคำนวณสมการเข้ารหัสที่ชื่อ SHA-256 อย่างเดียวเท่านั้น แลกกับความสามารถที่จำกัดสุดขั้วนี้ คือความเร็วในการคำนวณที่สูงกว่า CPU หรือการ์ดจอทั่วไปหลายพันถึงหลายล้านเท่า

บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่จุดกำเนิดของ ASIC ไปจนถึงสเปกเครื่องรุ่นล่าสุดที่วางขายจริงในปี 2026

จุดกำเนิด: ทำไมต้องมีเครื่องเฉพาะทางสำหรับขุด Bitcoin

ใน White Paper ของ Bitcoin ที่ซาโตชิ นากาโมโตะ เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2008 มีประโยคหนึ่งที่สำคัญมากคือ "One CPU One vote" ซึ่งสื่อว่าใครก็ตามที่มีคอมพิวเตอร์ทั่วไปในบ้าน ก็สามารถเข้าร่วมเป็นผู้ตรวจสอบธุรกรรมในเครือข่าย Bitcoin ได้อย่างเท่าเทียมกัน นี่คือปรัชญาตั้งต้นของความเป็น Decentralized ที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงได้

ช่วงปีแรกๆ ของ Bitcoin (2009-2010) การขุดด้วย CPU ของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะธรรมดายังพอมีลุ้นได้รางวัลจริง เพราะยังมีคนแข่งไม่มาก แต่พอ Bitcoin เริ่มมีมูลค่าและมีคนสนใจมากขึ้น ธรรมชาติของมนุษย์ก็ผลักดันให้คนมองหาอุปกรณ์ที่แรงกว่าเพื่อแย่งชิงรางวัลให้ได้เปรียบคนอื่น จุดแรกที่ถูกค้นพบคือการ์ดจอ (GPU) ซึ่งแต่เดิมออกแบบมาเพื่อประมวลผลภาพกราฟิกสำหรับเล่นเกม แต่โครงสร้างภายในที่มีหน่วยประมวลผลย่อยจำนวนมากทำงานขนานกัน (Parallel Processing) กลับเหมาะกับการคำนวณสมการ Hash ซ้ำๆ เป็นจำนวนมหาศาลได้ดีกว่า CPU มาก

ก่อนจะไปถึงยุค ASIC ยังมีอีกขั้นหนึ่งที่คนมักข้ามไปเพราะอยู่ได้ไม่นาน นั่นคือยุค FPGA (Field Programmable Gate Array) ที่เริ่มถูกดัดแปลงมาขุด Bitcoin ในปี 2011 ตามการวิเคราะห์ของ Josh Metnick ซีอีโอบริษัทที่ปรึกษาด้านเหมืองขุด Navier ซึ่งอ้างอิงโดย CoinDesk FPGA คำนวณได้เร็วกว่าการ์ดจอรุ่นดีที่สุดในตอนนั้นถึงราว 2 เท่า จุดเด่นของ FPGA คือปรับแต่งวงจรภายในได้ทั้งระดับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ทำให้ตั้งค่าให้เหมาะกับการคำนวณ Hash ได้ดีกว่าการ์ดจอทั่วไป แต่ก็ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางในการเซ็ตอัปมากกว่ามาก

ปัญหาคือช่วงเวลาที่ FPGA ได้เปรียบสั้นมาก เพราะไม่ทันไรเครื่อง ASIC รุ่นแรกก็ออกวางขายตามมาติดๆ ในปี 2013 ทำให้ FPGA กลายเป็นแค่สะพานเชื่อมสั้นๆ ระหว่างยุค GPU กับยุค ASIC ที่คนทั่วไปแทบไม่ทันสังเกต

แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อราคา Bitcoin เริ่มสูงขึ้นจนคุ้มค่าที่จะลงทุนออกแบบชิปเฉพาะทางขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แทนที่จะดัดแปลงอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว บริษัทแรกที่ผลิตเครื่อง ASIC สำหรับขุด Bitcoin โดยเฉพาะออกมาขายจริงในปี 2013 คือ Canaan Creative บริษัทจีนที่ต่อมาผลิตตระกูลเครื่องขุดชื่อ Avalon ไม่ใช่ Bitmain ตามที่หลายคนเข้าใจผิด (Bitmain ตามมาทีหลังในปีเดียวกัน) ผู้ก่อตั้ง Bitmain สองคนคือ Jihan Wu และ Micree Zhan ซึ่งเดิมทีเป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันขุด Bitcoin ในนาม Antpool มาก่อน (Antpool ยังคงเป็นหนึ่งใน Mining Pool ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนถึงปี 2026 อ่านรายละเอียดที่ Mining Pool คืออะไร)

วิวัฒนาการเครื่องขุด Bitcoin จาก CPU สู่ GPU สู่ ASIC

ภาพ: ไล่ไทม์ไลน์วิวัฒนาการเครื่องขุด Bitcoin จากยุค CPU สู่ GPU จนมาถึงยุค ASIC ที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อขุด Bitcoin โดยเฉพาะ

ภายในเครื่อง ASIC มีอะไรบ้าง และตัวเลข J/TH คืออะไร

เครื่องขุด ASIC ที่วางขายจริงไม่ได้เป็นชิปตัวเดียวลอยๆ แต่เป็นอุปกรณ์ทั้งกล่องที่ประกอบด้วยหลายส่วนทำงานร่วมกัน ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ Hash Board หรือแผงวงจรที่ฝังชิป ASIC หลายสิบตัวเรียงกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่คำนวณ SHA-256 จริงๆ ส่วนที่สองคือ Control Board ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อเครื่องเข้ากับอินเทอร์เน็ตและพูลขุด และส่วนที่สามคือ แหล่งจ่ายไฟ (Power Supply Unit) ที่ต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าปริมาณมากให้เพียงพอกับชิปที่ทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อชิปทำงานหนักย่อมเกิดความร้อนสูงมาก เครื่อง ASIC จึงต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดี ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น 3 แบบหลัก คือ ระบายด้วยลม (Air-cooled) ใช้พัดลมเป่าธรรมดา ราคาถูกสุดแต่ประสิทธิภาพต่ำสุด ระบายด้วยน้ำ (Hydro-cooled) ส่งน้ำหมุนเวียนผ่านแผงระบายความร้อนที่ติดกับชิปโดยตรง ประสิทธิภาพดีกว่ามาก และ แช่ในของเหลว (Immersion Cooling) ที่จุ่มทั้งเครื่องลงในของเหลวพิเศษที่ไม่นำไฟฟ้า ให้ประสิทธิภาพสูงสุดแต่ต้นทุนติดตั้งแพงที่สุด

ตัวเลขที่ใช้วัดประสิทธิภาพของเครื่อง ASIC เรียกว่า J/TH (จูลต่อเทระแฮช) คือปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อการคำนวณ 1 ล้านล้านครั้ง (Terahash) ยิ่งตัวเลขนี้ต่ำ ยิ่งหมายความว่าเครื่องประหยัดไฟมากขึ้นในการทำงานปริมาณเท่ากัน ตัวเลขนี้สำคัญมากในการตัดสินว่าการขุดจะคุ้มทุนหรือไม่ (อ่านการคำนวณความคุ้มค่าแบบละเอียดได้ที่บทความ ขุด Bitcoin คุ้มไหม)

เครื่องขุดรุ่นล่าสุดในตลาดปี 2026 มีอะไรบ้าง

ตลาดเครื่อง ASIC สำหรับขุด Bitcoin ในปี 2026 มีผู้ผลิตหลักอยู่ไม่กี่เจ้าที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดเรื่องประสิทธิภาพ

Bitmain ยังคงเป็นเจ้าตลาดด้วยตระกูล Antminer

  • Antminer S23 รุ่นล่าสุด ระบายความร้อนด้วยลม ประสิทธิภาพราว 11-15 J/TH
  • Antminer S23 Hydro ทำได้ต่ำถึง 9.5 J/TH ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้
  • Antminer S21 XP รุ่นก่อนหน้าที่ยังขายดีในกลุ่มระบายความร้อนด้วยลม ระดับ 13.5 J/TH
  • Antminer S21 XP Hydro ที่ 12.0 J/TH

คู่แข่งสำคัญคือ MicroBT จากจีนเช่นกัน ด้วยตระกูล Whatsminer

  • M60S กำลังขุด 186 TH/s ที่ประสิทธิภาพราว 18.5 J/TH
  • M73S Hydro รุ่นเรือธงที่แรงกว่าและใหม่กว่า ทำได้ถึง 500 TH/s ที่ประสิทธิภาพ 14.4 J/TH
  • M66S++ รุ่นแช่ของเหลว 356 TH/s ประสิทธิภาพ 15.5 J/TH

ตัวเลขของทั้งสามรุ่นใกล้เคียงกับคู่แข่งจาก Bitmain มาก

ประสิทธิภาพเครื่องขุด ASIC 2026 Bitmain Antminer S23 Hydro เทียบ MicroBT Whatsminer M73S Hydro

ภาพ: เทียบสเปกและประสิทธิภาพเครื่องขุด ASIC รุ่นเรือธงปี 2026 ระหว่าง Bitmain Antminer S23 Hydro กับ MicroBT Whatsminer M73S Hydro ทั้งกำลังขุดและค่าประสิทธิภาพ J/TH

นอกจากสองเจ้าใหญ่นี้ยังมีผู้ผลิตรายอื่นอย่าง Canaan ที่ผลิตตระกูล Avalon ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิต ASIC รายแรกๆ ของโลกเช่นกัน แต่ส่วนแบ่งตลาดในปี 2026 ยังตามหลัง Bitmain และ MicroBT อยู่มาก จุดสังเกตที่น่าสนใจคือเครื่องรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า 10 J/TH เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2026 นี้เอง ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญเมื่อเทียบกับเครื่องรุ่นเก่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่ยังอยู่ระดับ 20-30 J/TH

ทำไมเครื่องรุ่นใหม่ยิ่งประหยัดไฟ เบื้องหลังคือขนาดชิปที่เล็กลงเรื่อยๆ

ตัวเลข J/TH ที่ลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละรุ่นไม่ได้ลดลงลอยๆ แต่มาจากความก้าวหน้าของกระบวนการผลิตชิปที่เรียกว่า Process Node วัดเป็นหน่วยนาโนเมตร (nm) ยิ่งตัวเลขนี้เล็กเท่าไหร่ ยิ่งอัดวงจรลงในพื้นที่เท่าเดิมได้มากขึ้น ใช้พลังงานต่อการคำนวณน้อยลง และคายความร้อนน้อยลงตามไปด้วย

ตามข้อมูลของ CoinDesk ชิป ASIC รุ่นแรกสุดในปี 2013 ผลิตด้วยกระบวนการ 130nm ซึ่งถือว่าหยาบมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานปัจจุบัน ผ่านมาไม่กี่ปีกระบวนการผลิตก็เล็กลงเรื่อยๆ จนแตะระดับ 7nm ได้ในเวลาไม่ถึงสิบปี เครื่องรุ่นล่าสุดอย่าง Antminer S23 Hydro หรือ Whatsminer M73S Hydro ที่ทำได้ต่ำกว่า 10 J/TH ในปี 2026 คือผลลัพธ์ของการพัฒนากระบวนการผลิตชิปที่เล็กลงต่อเนื่องมาตลอดทศวรรษกว่า ไม่ใช่แค่การออกแบบวงจรที่ฉลาดขึ้นอย่างเดียว

ข้อเสียของ ASIC: รวมศูนย์การผลิต และปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์

ความเฉพาะทางสุดขั้วของ ASIC ที่ทำให้มันแรงกว่าอุปกรณ์อื่นมาก ก็เป็นดาบสองคมที่สร้างปัญหาตามมาสองเรื่องใหญ่

เรื่องแรกคือการรวมศูนย์ของผู้ผลิต เครื่อง ASIC ที่มีกำลังประมวลผลสูงส่วนใหญ่ในโลกผลิตจากบริษัทในประเทศจีนเป็นหลัก (ทั้ง Bitmain และ MicroBT ต่างมีฐานการผลิตหลักในจีน) ซึ่งต่างจากปรัชญาดั้งเดิมของ Bitcoin ที่อยากให้ "ใครก็ตามที่มี CPU" เข้าร่วมขุดได้อย่างเท่าเทียม เพราะการจะหาซื้อเครื่อง ASIC รุ่นล่าสุดมาขุดแข่งกับคนอื่นได้ ต้องพึ่งพาผู้ผลิตเพียงไม่กี่เจ้า ทำให้อำนาจการกำหนดว่าใครจะได้เครื่องรุ่นใหม่ก่อน กระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทไม่กี่แห่ง

เรื่องที่สองคือปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพราะ ASIC ถูกออกแบบมาให้ทำได้แค่อย่างเดียวคือขุด Bitcoin เท่านั้น เมื่อมีเครื่องรุ่นใหม่ที่ประหยัดไฟกว่าออกมา เครื่องรุ่นเก่าก็จะขุดได้ไม่คุ้มค่าไฟอีกต่อไปในทันที และไม่สามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้เลย ตัวอย่างคลาสสิกที่เห็นภาพชัดคือเครื่อง Antminer S7 ที่เคยทำกำลังขุดได้ราว 4.75 TH/s พอเครื่องรุ่น Antminer S9 ที่ทำได้ถึง 13.5 TH/s ออกวางขาย เครื่อง S7 ก็แทบไม่เหลือมูลค่าในการขุดอีกต่อไป กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นหนึ่งทันที ต่างจากการ์ดจอ (GPU) ที่ต่อให้ขุดไม่คุ้มแล้ว ก็ยังเอาไปประกอบเป็นคอมพิวเตอร์เล่นเกมหรือทำงานกราฟิกต่อได้ ปรากฏการณ์นี้ยังคงเกิดซ้ำทุกครั้งที่มีเครื่องรุ่นใหม่ออกมาจนถึงปัจจุบัน เช่นล่าสุดที่เครื่องระดับต่ำกว่า 10 J/TH เพิ่งวางขาย ก็ทำให้เครื่องรุ่นที่เคยเป็นเรือธงเมื่อ 2-3 ปีก่อนเริ่มไม่คุ้มทุนสำหรับพื้นที่ที่ค่าไฟไม่ถูกเป็นพิเศษ

เครื่อง ASIC รุ่นเก่ากลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ต่างจากการ์ดจอ GPU รุ่นเก่าที่ยังใช้ต่อได้

ภาพ: เปรียบเทียบชะตากรรมของเครื่อง ASIC รุ่นเก่าที่กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ทันทีที่รุ่นใหม่ประหยัดไฟกว่าออกมา กับการ์ดจอ GPU รุ่นเก่าที่ยังเอาไปใช้เล่นเกมหรือทำงานกราฟิกต่อได้

ตลาดมือสองของเครื่อง ASIC และการย้ายเครื่องเก่าไปพื้นที่ไฟถูก

ก่อนที่เครื่องรุ่นเก่าจะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์เต็มตัว มันมักผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านที่เรียกว่าตลาดมือสองก่อนเสมอ เครื่องที่ขุดไม่คุ้มในพื้นที่ค่าไฟแพงอย่างยุโรปหรือญี่ปุ่น อาจยังทำกำไรได้อยู่บ้างถ้าย้ายไปตั้งในพื้นที่ที่ค่าไฟถูกกว่ามาก เช่น บางรัฐในสหรัฐฯ ที่มีพลังงานน้ำหรือก๊าซธรรมชาติราคาถูก หรือบางประเทศที่รัฐบาลอุดหนุนค่าไฟฟ้า

ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดธุรกิจนายหน้าซื้อขายเครื่อง ASIC มือสองขึ้นมาโดยเฉพาะ ราคาขายต่อของเครื่องจึงผูกติดกับสองปัจจัยหลักคือราคา Bitcoin ในตลาดขณะนั้น และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของพื้นที่ที่ผู้ซื้อจะเอาไปติดตั้ง เครื่องรุ่นเดียวกันจึงอาจมีมูลค่าต่างกันมากในสายตาของผู้ซื้อคนละพื้นที่ เป็นอีกเหตุผลที่ตลาดเครื่องขุดมือสองมีความผันผวนสูงไม่แพ้ราคา Bitcoin เอง

Bitmain เจ้าตลาดที่เกือบแตกกันเองเพราะแย่งอำนาจ

Bitmain ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 โดย Jihan Wu และ Micree Zhan สองผู้ร่วมก่อตั้งที่ทำให้บริษัทเติบโตจนกลายเป็นผู้ผลิตชิปสำหรับขุดคริปโตรายใหญ่ที่สุดในโลก ณ ปี 2018 Zhan ถือหุ้นราว 36% ส่วน Wu ถือราว 20% ทั้งคู่ต่างติดอันดับมหาเศรษฐีคริปโตระดับโลกจากความสำเร็จของบริษัท

แต่ความสำเร็จก็มาพร้อมความขัดแย้งภายใน ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสองมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องทิศทางบริษัทอย่างรุนแรงในช่วงปี 2019-2020 จนกลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการที่ทั้งสองฝ่ายผลัดกันประกาศปลดอีกฝ่ายออกจากตำแหน่ง สุดท้ายข้อพิพาทคลี่คลายลงเมื่อ Jihan Wu ลาออกจากตำแหน่ง CEO อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2021 เพื่อยุติความขัดแย้งกับ Micree Zhan

เคสนี้สะท้อนให้เห็นอีกมุมของความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการรวมศูนย์การผลิตเครื่อง ASIC ไว้กับบริษัทไม่กี่แห่ง เพราะความขัดแย้งภายในของบริษัทเพียงแห่งเดียวก็อาจกระทบต่อสายการผลิตและการส่งมอบเครื่องขุดที่นักขุดทั่วโลกรอคอยได้โดยตรง ต่างจากอุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตกระจายตัวมากกว่านี้

เมื่อชุมชนคริปโตต่อต้าน ASIC: กรณีศึกษา Monero

ไม่ใช่ทุกเหรียญคริปโตที่อยากให้มีเครื่อง ASIC มาขุด เพราะบางโปรเจกต์มองว่าการที่เครื่องเฉพาะทางเข้ามาครองตลาด จะทำให้อำนาจการขุดกระจุกตัวอยู่กับคนที่มีทุนซื้อเครื่องแพงๆ เท่านั้น ขัดกับเจตนารมณ์ที่อยากให้ใครก็ตามที่มีคอมพิวเตอร์ทั่วไปเข้าร่วมขุดได้

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเหรียญ Monero (XMR) ที่ในเดือนมีนาคม 2018 นักพัฒนาตัดสินใจอัปเดตซอฟต์แวร์เครือข่ายเพื่อ "ปิดกั้น" ไม่ให้เครื่อง ASIC ที่เพิ่งถูกผลิตขึ้นมาสำหรับอัลกอริทึม Cryptonight ของ Monero โดยเฉพาะสามารถขุดต่อไปได้ เป็นการยืนยันจุดยืนว่า Monero ต้องการรักษาความเท่าเทียมในการขุดด้วย CPU/GPU ทั่วไปให้ได้มากที่สุด แม้จะต้องแลกกับประสิทธิภาพการขุดที่ต่ำกว่าเหรียญที่ใช้ ASIC อย่าง Bitcoin ก็ตาม เคสนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่อง ASIC ไม่ใช่แค่ประเด็นเทคนิค แต่เป็นประเด็นปรัชญาการออกแบบเครือข่ายที่แต่ละโปรเจกต์เลือกจุดยืนต่างกันได้

Monero ไม่ใช่เหรียญเดียวที่เลือกเดินเส้นทางนี้ Ethereum ก่อนเปลี่ยนไปใช้ระบบ Proof of Stake ในปี 2022 ก็ออกแบบอัลกอริทึมขุด (Ethash) ให้เหมาะกับการ์ดจอมากกว่า ASIC มาโดยตลอด ด้วยเหตุผลคล้ายกันคืออยากให้คนทั่วไปเข้าถึงการขุดได้ง่ายกว่าการต้องพึ่งเครื่องเฉพาะทางราคาแพง แม้สุดท้าย Ethereum จะเปลี่ยนแนวทางไปใช้ Proof of Stake ที่ไม่ต้องขุดเลยก็ตาม สะท้อนว่าการถกเถียงเรื่อง ASIC เป็นประเด็นที่วนเวียนอยู่ในวงการมาตลอด ไม่ใช่แค่กรณีของ Monero เพียงเหรียญเดียว

ซื้อเครื่อง ASIC มาขุดในไทย ต้องเสียภาษีตอนไหน

คนไทยที่ซื้อเครื่อง ASIC มาขุด Bitcoin เองที่บ้านหรือโรงงาน มีจุดที่ต้องรู้เรื่องภาษีให้ชัดเจน ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร เหรียญที่ขุดได้จะยังไม่ต้องเสียภาษีทันทีตอนขุดเจอ จุดที่เกิดภาระภาษีจริงๆ คือ เมื่อนำเหรียญนั้นไปขายหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ซึ่งราคาขายทั้งหมดในวันนั้นจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) ของประมวลรัษฎากร ต้องนำไปรวมคำนวณและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง (ครึ่งปีและประจำปี) ตามอัตราก้าวหน้าเหมือนเงินได้ประเภทอื่น

พูดง่ายๆ คือถ้าซื้อเครื่อง ASIC มาขุดเก็บไว้เฉยๆ ยังไม่ต้องคิดเรื่องภาษี แต่พอไหนก็ตามที่ตัดสินใจขายเป็นเงินบาทเมื่อไหร่ ต้องเก็บหลักฐานราคาขาย ณ วันนั้นไว้ให้ครบ เพื่อคำนวณภาษีให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกฎหมาย ก.ล.ต. ที่ดูแลเฉพาะธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล (อ่านรายละเอียดเรื่องใบอนุญาตการขุด/เข้าร่วมพูลได้ที่ Mining Pool คืออะไร)

สรุป: ASIC คือเครื่องมือที่ทำให้ Bitcoin ปลอดภัยขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยต้นทุน

เครื่อง ASIC คือวิวัฒนาการตามธรรมชาติของการแข่งขันในระบบ Proof of Work ยิ่งรางวัลมีค่ามากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งมีแรงจูงใจให้ผลิตอุปกรณ์เฉพาะทางที่แรงที่สุดออกมาแข่งกันมากขึ้นเท่านั้น ผลลัพธ์คือเครือข่าย Bitcoin ในปัจจุบันมีกำลังขุดสูงมากจนการโจมตี 51% แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ (ต้นทุนสูงเกินจนไม่คุ้มค่า) แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ผู้ผลิตเครื่องกระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทไม่กี่แห่ง และปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดซ้ำทุกครั้งที่มีเครื่องรุ่นใหม่ที่ประหยัดไฟกว่าออกวางขาย

คำถามที่พบบ่อย

ASIC คืออะไรโดยสรุป?

ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) คือชิปคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาให้ทำงานได้แค่อย่างเดียว สำหรับขุด Bitcoin คือถูกสร้างมาคำนวณสมการ SHA-256 โดยเฉพาะ ทำให้เร็วกว่า CPU หรือการ์ดจอทั่วไปหลายพันเท่า แต่เอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้เลย

เครื่อง ASIC รุ่นล่าสุดปี 2026 คือรุ่นไหน?

ฝั่ง Bitmain คือ Antminer S23 (ประสิทธิภาพ 11-15 J/TH แบบระบายอากาศ, 9.5 J/TH แบบระบายน้ำ) ฝั่ง MicroBT คือ Whatsminer M73S Hydro (14.4 J/TH, 500 TH/s) ถือเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในตลาดตอนนี้

J/TH คืออะไร สำคัญยังไง?

คือหน่วยวัดพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อการคำนวณ 1 ล้านล้านครั้ง (จูลต่อเทระแฮช) ยิ่งตัวเลขต่ำยิ่งประหยัดไฟ เป็นตัวเลขสำคัญที่สุดในการตัดสินว่าการขุดจะคุ้มทุนหรือไม่

ทำไมเครื่อง ASIC รุ่นเก่าถึงกลายเป็นขยะทันทีที่รุ่นใหม่ออก?

เพราะ ASIC ถูกออกแบบให้ทำได้แค่ขุด Bitcoin อย่างเดียว เมื่อรุ่นใหม่ประหยัดไฟกว่าออกมา รุ่นเก่าจะขุดได้ไม่คุ้มค่าไฟทันที และเอาไปใช้ทำอย่างอื่นไม่ได้เหมือนการ์ดจอที่ยังเล่นเกมได้ต่อ

ทุกเหรียญคริปโตต้องใช้ ASIC ขุดไหม?

ไม่ใช่ บางเหรียญอย่าง Monero ตั้งใจอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อปิดกั้นเครื่อง ASIC ไม่ให้ขุดได้ (มีนาคม 2018) เพื่อรักษาความเท่าเทียมในการขุดด้วย CPU/GPU ทั่วไป

ซื้อเครื่อง ASIC มาขุดในไทยผิดกฎหมายไหม?

การซื้อและใช้งานเครื่อง ASIC ขุดเองไม่ผิดกฎหมาย และไม่ต้องขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แต่ต้องใช้ไฟฟ้าถูกต้องตามสัญญา และเมื่อขายเหรียญที่ขุดได้เป็นเงินบาท กำไรถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษีตามมาตรา 40(8)

ใครเป็นผู้ผลิตเครื่อง ASIC Bitcoin รายแรกของโลก?

Canaan Creative บริษัทจีนผู้ผลิตตระกูล Avalon เป็นรายแรกที่วางขายเครื่อง ASIC ขุด Bitcoin จริงในปี 2013 ไม่ใช่ Bitmain ตามที่หลายคนเข้าใจผิด แม้ Bitmain จะตามมาในปีเดียวกันและกลายเป็นเจ้าตลาดในเวลาต่อมา

FPGA คืออะไร ต่างจาก ASIC ยังไง?

FPGA คือชิปที่ปรับแต่งวงจรได้ระดับฮาร์ดแวร์ ถูกใช้ขุด Bitcoin ช่วงสั้นๆ ในปี 2011 ก่อนเครื่อง ASIC จะออกวางขายในปี 2013 ต่างจาก ASIC ตรงที่ ASIC ถูกออกแบบตายตัวมาเพื่องานเดียวเท่านั้น ทำให้เร็วกว่า FPGA มาก แต่ปรับแต่งใหม่ภายหลังไม่ได้เลย

📖 เรื่องวิวัฒนาการเครื่องขุด CPU/GPU/ASIC แบบละเอียดกว่านี้ ผู้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก (ฉบับ UPDATE 2024) หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่

ตัวเลขปัจจุบันตรวจสอบผ่าน WebSearch: สเปกเครื่อง Bitmain Antminer S23/S21 XP และ MicroBT Whatsminer M60S/M73S/M66S ปี 2026 (D-Central, OneMiners, HashrateIndex), กฎหมายภาษีไทยมาตรา 40(8) (iTAX, siamblockchain)

บทความทั้งหมด