Mining Pool คืออะไร ทำไมนักขุดเดี่ยวแทบไม่มีทางถูกรางวัลแล้วในปี 2026
Mining Pool คืออะไร ทำงานยังไง ทำไมนักขุด Bitcoin ต้องรวมกลุ่มกัน เจาะตัวเลขพูลใหญ่ที่สุดในโลกปี 2026 และตอบคำถามเรื่องการรวมศูนย์กำลังขุด
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ต่อจาก Proof of Work คืออะไร (ยังไม่ publish) และ ขุด Bitcoin คุ้มไหม กินไฟจริงไหม อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ

ถ้าเคยเปิดเว็บสถิติเครือข่าย Bitcoin อย่าง mempool.space แล้วเห็นกราฟวงกลมแบ่งสีบอกว่าใครขุดบล็อกล่าสุดได้ พร้อมชื่อแปลกๆ อย่าง Foundry USA, AntPool หรือ ViaBTC กำกับอยู่ นั่นคือชื่อของ Mining Pool ที่กำลังแข่งกันขุดอยู่ทุกวินาที หรือถ้าเคยลองซื้อเครื่องขุด ASIC มาเปิดใช้งานเอง ขั้นตอนแรกก่อนเปิดเครื่องคือต้องกรอกที่อยู่พูลที่จะเข้าร่วมเสมอ ไม่มีใครปล่อยเครื่องขุดคนเดียวลอยๆ นั่นคือจุดที่คนส่วนใหญ่เจอคำว่า Mining Pool เป็นครั้งแรกโดยไม่รู้ตัว
คำถามที่ตามมาคือ ทำไมนักขุดแทบทุกคนต้องพึ่งพูล ทำไมขุดเดี่ยวเอาเงินรางวัลเต็มคนเดียวไม่ได้ และถ้าพูลไม่กี่เจ้าคุมกำลังขุดส่วนใหญ่ของโลก นี่ขัดกับปรัชญา decentralized ที่ Bitcoin โฆษณาไว้หรือเปล่า คำตอบของคำถามเหล่านี้คือกุญแจที่ทำให้เห็นภาพจริงของอุตสาหกรรมขุด Bitcoin ในปัจจุบัน ไม่ใช่ภาพในจินตนาการที่คนคนเดียวเปิดคอมพ์ที่บ้านขุดเจอเงินล้านแบบหนัง
คำตอบสั้นๆ ของคำถาม "Mining Pool คืออะไร" คือ มันคือการรวมกำลังขุดของนักขุดหลายคนเข้าด้วยกัน ให้ทำงานเหมือนเป็นนักขุดคนเดียวที่มีพลังมหาศาล แล้วเมื่อพูลขุดเจอบล็อกและได้รางวัล ก็เอารางวัลนั้นมาแบ่งคืนให้ทุกคนตามสัดส่วนกำลังขุดที่แต่ละคนส่งเข้ามาช่วย เหตุผลที่ต้องมีระบบนี้ง่ายมาก คือการขุดคนเดียว (Solo Mining) ในปี 2026 แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถูกรางวัล เพราะเครือข่าย Bitcoin มีกำลังขุดรวมกันมหาศาลระดับหลายร้อย Exahash ต่อวินาที การขุดคนเดียวด้วยเครื่องไม่กี่เครื่องก็เหมือนซื้อหวยใบเดียวไปแข่งกับคนทั้งประเทศที่ซื้อกันคนละหลายล้านใบ
หลายคนที่เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องการขุด Bitcoin มักงงว่าทำไมถึงต้องมี "พูล" ทำไมขุดคนเดียวไม่ได้ บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่หลักการพื้นฐาน ไปจนถึงตัวเลขจริงของพูลที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้
ทำไม Solo Mining ถึงแทบตายไปแล้วในยุคนี้
หัวใจของปัญหาคือ ในการแข่งขันขุดแต่ละรอบ (ประมาณทุก 10 นาที) จะมีผู้ชนะได้แค่คนเดียวเท่านั้นในทั้งเครือข่ายโลก ไม่ว่าจะมีคนเข้าร่วมแข่งกี่ล้านเครื่องก็ตาม
ย้อนกลับไปตอนที่ Bitcoin เพิ่งเกิดใหม่ๆ ในปี 2009 การขุดด้วย CPU ของโน้ตบุ๊กเครื่องเดียวยังพอมีลุ้นเจอบล็อกได้เองบ้าง เพราะคนแข่งด้วยยังน้อย แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งมีคนเห็นมูลค่าของ Bitcoin มากขึ้น อุปกรณ์ขุดก็พัฒนาจาก CPU ไปเป็นการ์ดจอ (GPU) และในที่สุดก็เป็นเครื่องเฉพาะทางอย่าง ASIC ที่ออกแบบมาขุด Bitcoin โดยเฉพาะ (อ่านรายละเอียดเครื่องมือขุดยุคปัจจุบันเต็มๆ ได้ที่ ASIC คืออะไร) ทำให้กำลังขุดรวมของทั้งเครือข่ายพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่มีเพดาน
ลองมาดูตัวเลขจริงของปี 2026 กัน เครือข่าย Bitcoin มีกำลังขุดรวมกันอยู่ในระดับหลายร้อย Exahash ต่อวินาที (1 Exahash = พันล้านล้านครั้งต่อวินาที) ต่อให้คุณมีเครื่อง ASIC รุ่นล่าสุดที่แรงที่สุดในตลาดสัก 10 เครื่องรวมกัน ก็ยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกำลังขุดทั้งหมด โอกาสที่คุณจะเป็นคนแรกที่ไขโจทย์ Hash ได้สำเร็จก่อนใครในโลกนั้นต่ำมากจนอาจต้องรอเป็นปีๆ หรือหลายสิบปีกว่าจะถูกรางวัลสักครั้ง ขณะที่ค่าไฟฟ้าต้องจ่ายทุกวันไม่มีวันหยุด

นี่คือเหตุผลที่การขุดคนเดียวหมดยุคไปนานแล้วสำหรับคนทั่วไป (ยกเว้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเครื่องนับหมื่นนับแสนเครื่อง) และเป็นที่มาของแนวคิด "Pool Mining" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ
Mining Pool ทำงานอย่างไรกันแน่
หลักการของ Mining Pool ไม่ได้ซับซ้อน คือการให้นักขุดหลายคนส่งกำลังประมวลผลของตัวเองเข้าไปช่วยกันแก้โจทย์เดียวกัน โดยมี "ผู้ดูแลพูล" (Pool Operator) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่รวบรวมธุรกรรมมาจัดเป็นบล็อก แล้วแจกจ่าย "โจทย์งาน" ย่อยๆ ให้สมาชิกในพูลแต่ละคนไปช่วยกันคำนวณ
จุดที่หลายคนสงสัยคือ แล้วพูลจะรู้ได้อย่างไรว่าใครทำงานเยอะทำงานน้อยแค่ไหน คำตอบคือระบบใช้สิ่งที่เรียกว่า "Share" เป็นหน่วยวัดผลงาน เวลานักขุดแต่ละคนพยายามหาคำตอบของโจทย์ Hash (ตามที่อธิบายไว้ในบทความ Proof of Work) แม้จะยังไม่เจอคำตอบที่ตรงตามเงื่อนไขยากของทั้งเครือข่าย แต่ถ้าเจอคำตอบที่ผ่านเงื่อนไข "ระดับความยากที่ต่ำกว่า" ที่พูลตั้งไว้ต่างหาก ระบบจะนับเป็น 1 Share ทันที ยิ่งเครื่องของใครแรง ยิ่งส่ง Share เข้ามาได้บ่อย เปรียบเหมือนการเก็บแต้มสะสมในเกม ยิ่งเก็บมากยิ่งมีสิทธิ์ในส่วนแบ่งรางวัลมากตามไปด้วย
เมื่อไหร่ก็ตามที่มีสมาชิกคนใดคนหนึ่งในพูลบังเอิญเจอคำตอบที่ผ่านเงื่อนไขยากของทั้งเครือข่ายจริงๆ (ซึ่งก็คือ Share ที่ยากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้) พูลก็จะได้ Block Reward ทั้งก้อนไปตามปกติเหมือนนักขุดคนเดียวขุดสำเร็จ แต่แทนที่รางวัลทั้งหมดจะตกเป็นของคนที่ขุดเจอเพียงคนเดียว พูลจะเอารางวัลนั้นมาแบ่งคืนให้สมาชิกทุกคนตามสัดส่วน Share ที่แต่ละคนสะสมไว้ในรอบนั้น

จุดที่น่าสนใจคือ ต่อให้พูลขุดเจอบล็อกบ่อยแค่ไหน สมาชิกที่ส่งกำลังขุดเข้ามาไม่จำเป็นต้องเก็บสำเนาบล็อกเชนทั้งหมดไว้เอง (ไม่ต้องเป็น Full Node) เพราะผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและบันทึกลงบล็อกเชนจริงๆ คือผู้ดูแลพูลเพียงรายเดียวที่ตั้งตัวเป็น Full Node แทนสมาชิกทุกคน สมาชิกมีหน้าที่แค่ส่งกำลังประมวลผลไปช่วยแก้โจทย์เท่านั้น
พูลเล็กกับพูลใหญ่ ต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหน
หลักการง่ายๆ คือ ยิ่งพูลมีสมาชิกและกำลังขุดรวมกันเยอะ ยิ่งขุดเจอบล็อกบ่อย แต่ส่วนแบ่งต่อครั้งจะเล็กลงเพราะต้องหารกับคนเยอะ ส่วนพูลเล็กขุดเจอบล็อกได้น้อยครั้งกว่า แต่เมื่อเจอแล้วส่วนแบ่งต่อคนจะสูงกว่า เพราะมีคนน้อยกว่าที่ต้องหารด้วย
เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ก็เหมือนการซื้อสลากกินแบ่งเป็นกลุ่มในหมู่บ้านหรือที่ทำงาน ถ้ารวมเงินกันซื้อกับคนทั้งหมู่บ้าน 100 คน โอกาสที่กลุ่มจะถูกรางวัลรวมกันย่อมสูงกว่าซื้อคนเดียว แต่พอถูกจริง เงินรางวัลก็ต้องหารกัน 100 คน ตรงข้ามกับถ้ารวมกลุ่มกันแค่ 5 คน โอกาสถูกน้อยกว่า แต่ถ้าถูกจริงก็หารกันแค่ 5 คน ได้เงินต่อหัวเยอะกว่า หลักการปันผลตามสัดส่วนการลงแรงแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทยเลย เพราะสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มออมทรัพย์หลายแห่งในไทยก็ใช้หลักการเดียวกันมาแบ่งปันผลกำไรให้สมาชิกตามสัดส่วนหุ้นหรือปริมาณผลผลิตที่แต่ละคนนำมาเข้าร่วม
ในทางปฏิบัติ พูลส่วนใหญ่มีระบบจ่ายผลตอบแทนหลายรูปแบบให้เลือก ที่พบบ่อยที่สุดในปี 2026 มีสามแบบหลัก:
- PPS (Pay Per Share) จ่ายตามจำนวน Share ที่ส่งเข้ามาทันที ไม่ว่าพูลจะขุดเจอบล็อกจริงหรือไม่ก็ตาม รายได้สม่ำเสมอคาดเดาได้ง่ายที่สุด แต่พูลมักหักค่าธรรมเนียมสูงกว่าแบบอื่นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่พูลต้องแบกรับเอง
- FPPS (Full Pay Per Share) พัฒนาต่อจาก PPS โดยรวมค่าธรรมเนียมธุรกรรม (Transaction Fee) เข้าไปในการจ่ายด้วย ไม่ใช่แค่ Block Reward อย่างเดียว เป็นรูปแบบที่พูลใหญ่ระดับโลกส่วนมากใช้ในปัจจุบัน
- PPLNS (Pay Per Last N Shares) จ่ายตาม Share ล่าสุด N อันก่อนที่พูลจะขุดเจอบล็อกจริง ผลตอบแทนจะผันผวนกว่า PPS แต่ค่าธรรมเนียมมักถูกกว่า เหมาะกับนักขุดที่รับความเสี่ยงได้และอยากได้ค่าธรรมเนียมต่ำระยะยาว
พูลที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้ (ปี 2026) และคำถามเรื่องการรวมศูนย์
ข้อมูลกำลังขุดของเครือข่าย Bitcoin ในปี 2026 ชี้ตรงกันว่าตลาด Mining Pool กระจุกตัวอยู่กับผู้เล่นไม่กี่รายชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลช่วงกลางปี 2026 พูลที่ใหญ่ที่สุด 4 อันดับแรกคือ Foundry USA (ราว 26-31% ของกำลังขุดทั้งเครือข่าย) ตามด้วย AntPool (ราว 18%) F2Pool และ ViaBTC (แต่ละเจ้าราว 10-16%) รวมกันทั้ง 4 พูลนี้คุมกำลังขุดมากกว่า 70% ของทั้งเครือข่ายโลก
ตัวเลขที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือค่าที่เรียกว่า Nakamoto Coefficient ซึ่งเป็นดัชนีวัดว่าต้องมีผู้เล่นกี่รายรวมตัวกันถึงจะคุมกำลังขุดเกินครึ่งหนึ่งของเครือข่ายได้ ข้อมูลกลางปี 2026 ระบุว่าค่านี้อยู่ที่ 3 เท่านั้น หมายความว่าถ้าพูลอันดับ 1-3 (Foundry, AntPool, และอีกหนึ่งพูล) รวมกำลังกันจริงๆ ก็เพียงพอจะคุมมากกว่าครึ่งหนึ่งของบล็อกทั้งหมดที่ถูกขุดออกมาในเครือข่าย

ฟังดูน่ากังวลใช่ไหมครับ แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่าง "ใครควบคุมพูล" กับ "ใครควบคุมเครือข่าย" เพราะทั้งสองเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน กำลังขุดจริงๆ (ฮาร์ดแวร์และไฟฟ้า) ยังคงกระจายอยู่ในมือนักขุดหลายพันหลายหมื่นรายทั่วโลกที่แค่ "เลือกส่ง" กำลังขุดของตัวเองเข้าพูลไหนก็ได้ ผู้ดูแลพูลไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องขุดเหล่านั้น สิ่งที่ผู้ดูแลพูลทำได้จริงๆ มีจำกัดมาก คือเลือกว่าจะจัดเรียงธุรกรรมไหนเข้าบล็อกก่อนหลัง (ตามค่าธรรมเนียมที่แต่ละธุรกรรมให้) แต่ไม่สามารถปลอมแปลงธุรกรรมของคนอื่น หรือขโมยเงินใครได้ เพราะบล็อกที่สร้างผิดกฎจะถูกโหนดทั่วเครือข่ายปฏิเสธทันที (หลักการเดียวกับที่อธิบายไว้ในบทความ ใครควบคุม Bitcoin)
สิ่งที่ผู้ดูแลพูลทำได้จริงในทางทฤษฎีคือการ "เซ็นเซอร์" ไม่ยอมใส่ธุรกรรมของใครบางคนลงในบล็อกที่ตัวเองสร้าง แต่ธุรกรรมนั้นก็ยังส่งไปให้พูลอื่นหรือนักขุดคนอื่นใส่ในบล็อกถัดไปได้อยู่ดี ตราบใดที่ยังมีพูล/นักขุดรายอื่นที่ยินดีรับธุรกรรมนั้น การเซ็นเซอร์ระดับเครือข่ายจริงๆ จึงยากมาก และถ้านักขุดในพูลไม่พอใจการกระทำของผู้ดูแลพูล (เช่น เซ็นเซอร์ธุรกรรมบางประเภท หรือหักค่าธรรมเนียมแพงเกินไป) พวกเขาก็แค่ถอนกำลังขุดย้ายไปพูลอื่นได้ทันทีโดยแทบไม่มีต้นทุนเปลี่ยนใจ (Switching Cost) นี่คือกลไกที่ทำให้พูลใหญ่ต้องระวังตัวไม่ทำอะไรที่กระทบความเชื่อมั่นของสมาชิก ไม่งั้นกำลังขุดจะไหลออกจนพูลเสียส่วนแบ่งตลาดไปเอง
ประวัติย่อ Mining Pool พูลแรกของโลก
Mining Pool ไม่ได้มีมาตั้งแต่วัน Genesis Block ของ Bitcoin เพราะช่วงแรกๆ กำลังขุดทั้งเครือข่ายยังน้อย นักขุดเดี่ยวยังพอมีลุ้น พูลแรกของโลกถือกำเนิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปี 2010 โดยโปรแกรมเมอร์ชาวเช็กที่ใช้ชื่อในวงการว่า "Slush" (ชื่อจริง Marek Palatinus) ตั้งชื่อพูลว่า Slush Pool (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Braiins Pool) ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดล Pool Mining ที่ทุกพูลในปัจจุบันต่อยอดมาจากแนวคิดนี้ทั้งสิ้น
เข้าร่วม Mining Pool ในไทยต้องขอใบอนุญาตไหม
คำถามที่คนไทยที่สนใจเรื่องนี้มักสงสัยคือ ถ้าอยากเข้าร่วม Mining Pool ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานไหนหรือเปล่า
ตามกฎหมายไทยปัจจุบัน การขุด Bitcoin และการเข้าร่วม Mining Pool ของบุคคลทั่วไป ไม่ถือเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 เพราะการขุดถือเป็นการ "ได้มา" ซึ่งเหรียญ ไม่ใช่การให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนแบบที่กระดานเทรดทำ
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าไม่มีข้อกฎหมายเกี่ยวข้องเลย สองเรื่องที่นักขุดไทยต้องระวังคือ (1) การใช้ไฟฟ้าต้องเป็นไปตามสัญญาปกติกับการไฟฟ้า ห้ามลักลอบดัดแปลงมิเตอร์หรือแอบต่อไฟใช้โดยไม่จ่ายเงิน ซึ่งมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา และ (2) เมื่อนำเหรียญที่ขุดหรือได้รับส่วนแบ่งจากพูลไปขายเป็นเงินบาท กำไรที่ได้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) ของประมวลรัษฎากร ต้องนำไปยื่นแบบและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ พูดง่ายๆ คือ "ขุดได้ ร่วมพูลได้ ไม่ต้องขอใบอนุญาต แต่พอขายเป็นเงินจริงต้องเสียภาษี"
สรุป: Mining Pool คือทางรอดของนักขุดรายย่อย ไม่ใช่ภัยต่อการกระจายศูนย์
Mining Pool เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของระบบ Proof of Work คือยิ่งเครือข่ายใหญ่ขึ้น กำลังขุดรวมสูงขึ้น นักขุดรายเดี่ยวก็ยิ่งแทบไม่มีโอกาสถูกรางวัลด้วยตัวเอง การรวมกำลังกันเป็นพูลทำให้รายได้จากการขุดสม่ำเสมอและคาดเดาได้มากขึ้น แม้จะต้องแลกกับส่วนแบ่งต่อครั้งที่เล็กลง
ส่วนคำถามเรื่องการรวมศูนย์ของพูลใหญ่ ตัวเลข Nakamoto Coefficient ที่ 3 ก็เป็นเรื่องที่ควรจับตาดูต่อไปจริงๆ แต่ต้องเข้าใจว่ากำลังขุดที่แท้จริงยังกระจายอยู่ในมือนักขุดจำนวนมาก และมีต้นทุนเปลี่ยนพูลต่ำมาก ทำให้พูลใหญ่ยากที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิดโดยไม่เสียส่วนแบ่งตลาดของตัวเองไปในที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
Mining Pool คืออะไรโดยสรุป?
คือการรวมกำลังขุดของนักขุดหลายคนเข้าด้วยกันให้ทำงานเหมือนนักขุดคนเดียวที่มีพลังมาก เมื่อพูลขุดเจอบล็อกและได้ Block Reward จะนำมาแบ่งคืนสมาชิกตามสัดส่วนกำลังขุด (Share) ที่แต่ละคนส่งเข้ามาช่วย
ทำไมต้องเข้าร่วม Mining Pool ขุดคนเดียวไม่ได้เหรอ?
ขุดคนเดียวได้ในทางทฤษฎี แต่ในปี 2026 ที่กำลังขุดทั้งเครือข่ายสูงมาก โอกาสที่นักขุดรายย่อยจะเจอบล็อกด้วยตัวเองมีน้อยจนแทบเป็นไปไม่ได้ อาจต้องรอเป็นสิบๆ ปีกว่าจะถูกรางวัลสักครั้ง การเข้าร่วมพูลทำให้ได้รับส่วนแบ่งรายได้สม่ำเสมอกว่ามาก
พูลไหนใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้?
ข้อมูลกลางปี 2026 ระบุว่า Foundry USA ใหญ่ที่สุด (ราว 26-31% ของกำลังขุดเครือข่าย) ตามด้วย AntPool, F2Pool และ ViaBTC รวม 4 พูลนี้คุมกำลังขุดมากกว่า 70% ของทั้งเครือข่าย
พูลใหญ่ควบคุม Bitcoin ได้ไหม ถ้ารวมกำลังกัน?
ควบคุมเครือข่ายทั้งหมดไม่ได้ เพราะกำลังขุดจริงยังเป็นของนักขุดหลายพันรายที่เลือกส่งเข้าพูลไหนก็ได้และย้ายพูลได้ทันทีโดยไม่มีต้นทุน ผู้ดูแลพูลปลอมแปลงธุรกรรมของคนอื่นไม่ได้เพราะโหนดทั่วเครือข่ายจะปฏิเสธบล็อกที่ผิดกฎทันที สิ่งที่ทำได้มากสุดคือเลือกไม่ใส่ธุรกรรมบางรายการในบล็อกของตัวเองเท่านั้น
PPS, FPPS, PPLNS ต่างกันยังไง?
PPS จ่ายตาม Share ทันทีไม่ว่าพูลจะขุดเจอบล็อกจริงหรือไม่ รายได้สม่ำเสมอแต่ค่าธรรมเนียมสูง FPPS คือ PPS ที่รวมค่าธรรมเนียมธุรกรรมเข้าไปด้วย ส่วน PPLNS จ่ายตาม Share ล่าสุดก่อนขุดเจอบล็อกจริง ผันผวนกว่าแต่ค่าธรรมเนียมมักถูกกว่า
เข้าร่วม Mining Pool ในไทยต้องขอใบอนุญาต ก.ล.ต. ไหม?
ไม่ต้อง เพราะการขุดและเข้าร่วมพูลไม่ถือเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลตาม พ.ร.ก. 2561 แต่ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้องตามสัญญา และเมื่อขายเหรียญที่ได้เป็นเงินบาท กำไรต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 40(8)
Mining Pool พูลแรกของโลกคือพูลไหน?
Slush Pool (ปัจจุบันคือ Braiins Pool) ก่อตั้งโดย Marek Palatinus (นามแฝง Slush) ในเดือนพฤศจิกายน 2010
📖 เรื่อง Pool Mining และ 51% Attack แบบละเอียดกว่านี้ ผู้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก (ฉบับ UPDATE 2024) หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่
ตัวเลขปัจจุบันตรวจสอบผ่าน WebSearch: สัดส่วนกำลังขุดพูลใหญ่กลางปี 2026 (Foundry USA/AntPool/F2Pool/ViaBTC/SpiderPool, Hashrate Index/Simple Mining), Nakamoto Coefficient = 3 (D-Central H1 2026 mining report), ประวัติ Slush Pool 2010, กฎหมายไทยเรื่องการขุด/ก.ล.ต./ภาษีเงินได้มาตรา 40(8) (bitcointhai.com, iTAX)