
Risk Reward Ratio (RRR) คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ทำไมนักลงทุนควรรู้ ?
มาทำความเข้าใจ Risk Reward Ratio (RRR) หรือ อัตราส่วนผลตอแทนต่อความเสี่ยง คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร พร้อมวิธีคำนวณและตัวอย่างการคิดผลตอแทนต่อความเสี่ยงแบบเข้าใจง่ายๆ
ในโลกของการลงทุนไม่ว่าจะเป็น สินทรัพย์ดั้งเดิมเป็นสินทรัพย์ในรูปแบบที่นักลงทุนทั่วไปคุ้นเคย เช่น หุ้น ตราสารอนุพันธ์ ตราสารหนี้ ทองคำ ฟอเร็กซ์ หรือ สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่มีการขยายตัวต่อเนื่องทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น บิทคอยน์ อีเธอเรียม บีเอ็นบี รวมถึงโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนหรือโทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงจึงมีตัวช่วยในการวัดและคำนวณความคุ้มค่านั่นคือ Risk Reward Ratio หรือเรียกสั้น ๆ ว่า RRR
Risk Reward Ratio (RRR) คืออะไร ?
Risk Reward Ratio (RRR) เปรียบเสมือนเข็มทิศที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด วัดความคุ้มค่าระหว่าง ความเสี่ยง (Risk) ที่อาจสูญเสีย กับ ผลตอบแทน (Reward) ที่คาดว่าจะได้รับ ช่วยให้เข้าใจว่ากลยุทธ์การลงทุนนั้น ๆ คุ้มค่าที่จะเสี่ยงหรือไม่
ความสำคัญของ RRR
ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการลงทุน แต่การวางแผนที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ RRR จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล โดยการพิจารณาความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรมก่อนการตัดสินใจลงทุน RRR จึงมีความสำคัญอย่างมาก
1. จัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
การคำนวณและวิเคราะห์ RRR ทำให้นักลงทุนสามารถจำกัดความสูญเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดหวัง ทำให้นักลงทุนสามารถวางแผนการลงทุนที่มีพื้นฐานและลดความเสี่ยงในการสูญเสีย
2. เปรียบเทียบความคุ้มค่าของกลยุทธ์การลงทุนต่าง ๆ
RRR ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าของกลยุทธ์การลงทุนต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้สามารถเลือกกลยุทธ์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
3. ยึดมั่นตามแผนการลงทุน
การใช้ RRR ทำให้นักลงทุนมีเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตัดสินใจ ช่วยให้ยึดมั่นตามแผนการลงทุน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จในการลงทุนในระยะยาว
การคำนวณ Risk Reward Ratio
วิธีการคำนวณ RRR นั้นเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน
RRR = (ราคาเข้าซื้อ - ราคาตัดขาดทุน) / (ราคาเป้าหมาย - ราคาเข้าซื้อ)
หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ความเสี่ยง Risk / ผลตอบแทน Reward
ราคาเป้าหมาย คือ ราคาที่คาดว่าจะขายเพื่อทำกำไร (Take Profit)
ราคาเข้าซื้อ คือ ราคาที่ซื้อสินทรัพย์หรือต้นทุน
ราคาตัดขาดทุน คือ ราคาที่ตั้งไว้เพื่อจำกัดความสูญเสีย (Stop Loss)
ตัวอย่างการคำนวณหา Risk Reward Ratio (RRR)
สมมติว่าซื้อเหรียญ AAA ที่ราคา 100 บาท ตั้งเป้าหมายขายที่ 120 บาท และตั้งตัดขาดทุนไว้ที่ 90 บาท
RRR = (100 - 90) / (120 - 100)
= 10 / 20
= 0.5
ดั้งนั้น RRR คือ 0.5 ยิ่งค่าออกมาห่างจาก 0 แสดงว่าความเสี่ยงเริ่มมาก พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเสียจะเสีย 1 แต่ถ้าได้จะได้ 2 หรือ 1 : 2 นั่นเอง
ตาราง RRR เทียบ Win Rate ที่พอร์ตโตจริง
RRR อย่างเดียวยังบอกไม่ได้ว่าพอร์ตจะกำไรหรือขาดทุนในระยะยาว ต้องเอาไปคู่กับ Win Rate (อัตราชนะ) ด้วยเสมอ ตารางนี้ใช้สัญกรณ์ RRR แบบ "เสี่ยง : ได้" (เช่น 1:2 คือเสี่ยง 1 ส่วน ลุ้นกำไร 2 ส่วน) เทียบ Win Rate จุดคุ้มทุน (Breakeven) กับ Win Rate ระดับที่ทำให้พอร์ตโตจริงเป็นกอบเป็นกำหลังหักต้นทุนแฝงอย่างค่าธรรมเนียมและสลิปเพจ
| RRR (เสี่ยง : ได้) | Win Rate จุดคุ้มทุน | Win Rate แนะนำให้พอร์ตโตจริง | ผลตอบแทนคาดหวังต่อการเทรด (หน่วย R) |
|---|---|---|---|
| 1 : 1 | 50% | 60% ขึ้นไป | +0.20R |
| 1 : 1.5 | 40% | 50% ขึ้นไป | +0.25R |
| 1 : 2 | 33.3% | 45% ขึ้นไป | +0.35R |
| 1 : 3 | 25% | 35% ขึ้นไป | +0.40R |
| 1 : 4 | 20% | 30% ขึ้นไป | +0.50R |
อ่านตารางนี้ยังไง ยกตัวอย่างแถว RRR 1:2 (เสี่ยง 1 ลุ้นได้ 2) จุดคุ้มทุนอยู่ที่ Win Rate 33.3% เท่านั้น เพราะต่อให้ชนะแค่ 1 ใน 3 ครั้ง กำไรจากไม้ที่ชนะก็ชดเชยไม้ที่แพ้ได้พอดี แต่ถ้าอยากให้พอร์ตโตขึ้นจริงแบบมีกำไรสุทธิเผื่อค่าธรรมเนียมและสลิปเพจ ควรมี Win Rate อย่างน้อย 45% ขึ้นไป ซึ่งที่ระดับนี้ผลตอบแทนคาดหวังต่อการเทรดหนึ่งครั้งจะอยู่ที่ +0.35R หมายความว่าถ้าคุณเสี่ยงไม้ละ 1,000 บาทสม่ำเสมอ ในระยะยาวเฉลี่ยแล้วแต่ละไม้จะทำกำไรให้ประมาณ 350 บาท
ตัวเลข Win Rate ในตารางเป็นค่าประมาณสำหรับใช้วางแผนเท่านั้น ไม่ใช่การการันตีผลลัพธ์ เพราะ Win Rate จริงขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ ความสม่ำเสมอ และวินัยของแต่ละคน ข้อคิดสำคัญคือ RRR สูงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไปถ้า Win Rate ต่ำเกินไปจนต่ำกว่าจุดคุ้มทุน และ Win Rate สูงก็ไม่มีประโยชน์ถ้า RRR แย่จนขาดทุนไม้เดียวล้างกำไรหลายไม้ ต้องดูสองตัวนี้คู่กันเสมอ
ตัวอย่างจริง วางจุดเข้า Stop Loss และ Take Profit บนกราฟ
ตัวเลข RRR จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเอาไปใช้กับจุดเข้าซื้อ (Entry) จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจุดทำกำไร (Take Profit) ที่วางตามโครงสร้างราคาจริง ไม่ใช่กำหนดตัวเลขลอยๆ ตามใจชอบ
[IMAGE: ไดอะแกรมกราฟราคาตัวอย่าง แสดงจุด Entry ที่แนวรับ จุด Stop Loss ใต้แนวรับ และจุด Take Profit ที่แนวต้านถัดไป พร้อมคำนวณ RRR]
ตัวอย่างเช่น สมมติ Bitcoin กำลังเทรดอยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์ และเพิ่งเด้งขึ้นจากแนวรับสำคัญ นักเทรดที่มองว่าแนวรับนี้จะยืนได้อาจวางแผนแบบนี้
- จุดเข้าซื้อ (Entry): 60,000 ดอลลาร์ ตอนราคาเด้งกลับขึ้นมายืนเหนือแนวรับ
- จุดตัดขาดทุน (Stop Loss): 57,000 ดอลลาร์ วางไว้ใต้แนวรับเผื่อกรณีแนวรับหลุดจริง เท่ากับยอมเสี่ยง 3,000 ดอลลาร์ต่อหน่วย
- จุดทำกำไร (Take Profit): 69,000 ดอลลาร์ ที่แนวต้านสำคัญถัดไป เท่ากับเป้าหมายกำไร 9,000 ดอลลาร์ต่อหน่วย
คำนวณ RRR ได้จาก 9,000 หารด้วย 3,000 เท่ากับ 3 หรือเขียนเป็นสัดส่วน 1 ต่อ 3 หมายความว่าเสี่ยง 1 ส่วนเพื่อลุ้นกำไร 3 ส่วน ถ้าเทียบกับตาราง Win Rate ด้านบน แผนนี้จุดคุ้มทุนอยู่แค่ 25% เท่านั้น แปลว่าต่อให้เดาผิดทิศทางถึง 3 ใน 4 ครั้ง พอร์ตก็ยังไม่ขาดทุนสุทธิ ตราบใดที่ทำตามแผนตัดขาดทุนและทำกำไรอย่างมีวินัยทุกไม้
จุดสำคัญคือ Stop Loss และ Take Profit ต้องอ้างอิงโครงสร้างราคาจริง เช่น แนวรับแนวต้าน จุดสวิงไฮสวิงโลว์ หรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ไม่ใช่ตั้งเปอร์เซ็นต์ตายตัวแบบเดาสุ่ม เพราะราคาไม่ได้สนใจว่าเราจะเสี่ยงกี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะเคลื่อนไหวตามแรงซื้อแรงขายจริงในตลาด
RRR ต่างกันตามสไตล์การเทรด Scalp เทียบกับ Swing
RRR ที่เหมาะสมไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของแต่ละคนด้วย เพราะกรอบเวลาที่ต่างกันทำให้ทั้งอัตราชนะ (Win Rate) ที่ทำได้จริงและ RRR ที่สมเหตุสมผลต่างกันไปด้วย
| สไตล์การเทรด | กรอบเวลาถือสถานะ | RRR ที่พบทั่วไป | Win Rate ที่ต้องการ |
|---|---|---|---|
| Scalp Trade | นาทีถึงชั่วโมง | 1 : 1 ถึง 1 : 1.5 | 60% ขึ้นไป |
| Swing Trade | วันถึงสัปดาห์ | 1 : 2 ถึง 1 : 3 หรือมากกว่า | ตั้งแต่ 40% ขึ้นไปก็ยังทำกำไรได้ |
| Trend Following ระยะยาว | สัปดาห์ถึงหลายเดือน | 1 : 3 ถึง 1 : 5 ขึ้นไป | ต่ำได้ถึง 30 ถึง 40% |
เหตุผลที่ Scalp Trade ต้องพึ่ง Win Rate สูงเพราะเป้าหมายกำไรต่อไม้เล็ก ต้องชนะบ่อยครั้งถึงจะสะสมกำไรได้ทันค่าธรรมเนียมและสลิปเพจ ในขณะที่ Swing Trade หรือ Trend Following ถือสถานะนานกว่า ยอมรับ Win Rate ต่ำกว่าได้ เพราะไม้ที่ชนะแต่ละครั้งมีขนาดกำไรใหญ่กว่าไม้ที่แพ้มาก
กรณีศึกษาที่รู้จักกันดีในวงการเทรดคือกลุ่ม Turtle Traders ที่ทดลองโดย Richard Dennis ในช่วงปี 1983 ถึง 1984 สอนกลยุทธ์ Trend Following เชิงกลไกให้มือใหม่ 23 คน ผลลัพธ์คือกลุ่มนี้ทำกำไรรวมกันกว่า 175 ล้านดอลลาร์ในเวลา 5 ปี ทั้งที่ Win Rate ของกลยุทธ์อยู่ต่ำกว่า 40% เท่านั้น เหตุผลที่ยังกำไรได้มหาศาลเพราะ RRR ของระบบสูงเกิน 1 ต่อ 3 ปล่อยให้ไม้ที่ชนะวิ่งไปได้ไกลและตัดไม้ที่แพ้เร็ว เป็นตัวอย่างที่ชัดว่า Win Rate สูงไม่ใช่คำตอบเดียวของการเทรดที่ได้กำไร RRR ที่ดีสำคัญไม่แพ้กัน
RRR สัมพันธ์กับ Position Sizing อย่างไร
RRR บอกแค่สัดส่วนระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทน แต่ไม่ได้บอกว่าควรเสี่ยงเงินจำนวนเท่าไหร่ต่อไม้ จุดนี้คือหน้าที่ของ Position Sizing หรือการกำหนดขนาดสถานะ ซึ่งนักเทรดมืออาชีพส่วนใหญ่ใช้กฎเสี่ยงไม่เกิน 1 ถึง 2% ของพอร์ตทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง
ย้อนกลับไปตัวอย่างก่อนหน้า ถ้าพอร์ตมี 100,000 บาท และตั้งกฎเสี่ยงไม่เกิน 2% ต่อไม้ เท่ากับยอมเสี่ยงได้ไม่เกิน 2,000 บาท เมื่อระยะห่างระหว่าง Entry กับ Stop Loss คือ 3,000 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC ก็ต้องคำนวณย้อนกลับว่าควรเปิดสถานะขนาดเท่าไหร่ถึงจะทำให้ผลขาดทุนสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทพอดี ไม่ใช่เข้าไม้เต็มพอร์ตแล้วค่อยมาดูว่า RRR เท่าไหร่ทีหลัง
เมื่อรวม 3 ตัวแปรเข้าด้วยกัน คือ RRR ที่ดีจากการวางจุดตามโครงสร้างราคาจริง Win Rate ที่สอดคล้องกับสไตล์การเทรด และ Position Sizing ที่จำกัดความเสี่ยงต่อไม้ไม่ให้กระทบพอร์ตโดยรวมมากเกินไป จะเป็นสามเสาหลักที่ทำให้ระบบเทรดมีโอกาสอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว มากกว่าการดู RRR เพียงตัวเดียวโดยไม่สนใจตัวแปรอื่น
สรุป
การใช้ Risk Reward Ratio หรือ RRR เป็นเครื่องมือสำคัญในการลงทุนที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างมีเหตุผล โดยการคำนวณอัตราส่วนระหว่างความเสี่ยงที่นักลงทุนยินดีรับ (จำนวนเงินที่เสี่ยงต่อการสูญเสีย) กับผลตอบแทนที่คาดหวัง (จำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับ) ทำให้นักลงทุนสามารถวางแผนและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การลงทุนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
อ่านเพิ่มเติม: Drawdown (DD) คืออะไร
บทความที่เกี่ยวข้อง
📖 อยากรู้ศัพท์คริปโตคำอื่น? ดูรวมศัพท์คริปโต A-Z ครบทุกคำ