Bitcoin Core เข้าสู่ Feature Freeze เวอร์ชัน 32.0 เตรียมออกจริงตุลาคมนี้
22 August 2026ข่าวโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Bitcoin Core เข้าสู่ Feature Freeze เวอร์ชัน 32.0 เตรียมออกจริงตุลาคมนี้

Bitcoin Core (ซอฟต์แวร์ node หลักที่ใช้รันเครือข่าย Bitcoin มากที่สุดในโลก) เข้าสู่ขั้นตอน feature freeze ของเวอร์ชัน 32.0 แล้วเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 ตามกำหนดการที่ทีมนักพัฒนาวางไว้ ตามรายงานของ CryptoSlate ซึ่งอ้างอิงจากตาราง release schedule บน GitHub ของโปรเจกต์ หมายความว่านับจากนี้จะไม่มีฟีเจอร์ใหม่เข้าไปในเวอร์ชันนี้อีก เหลือแค่การแก้บั๊กเท่านั้นก่อนออกตัวเวอร์ชันจริง

 

📅 ไทม์ไลน์ที่เหลือก่อนเปิดตัวจริง

 

ตามตารางที่ fanquake หนึ่งในผู้ดูแลโปรเจกต์ (maintainer) โพสต์ไว้บน GitHub ขั้นตอนถัดไปคือแยกโค้ด (branch) ของเวอร์ชัน 32.x ออกจาก master แล้วเริ่มรอบทดสอบ release candidate ตัวแรก (v32.0rc1) ในวันที่ 10 กันยายน 2026 ส่วนเป้าหมายแท็กเวอร์ชันจริง 32.0 คือวันที่ 10 ตุลาคม 2026 หลังจากแยก branch แล้ว งานพัฒนาฟีเจอร์ใหม่สำหรับเวอร์ชันถัดไป (33.x) จะย้ายไปทำบน master ต่อทันที

 

ข้อมูลจาก CryptoSlate ระบุว่า ณ วันที่ 17 สิงหาคม ก่อนวัน freeze 3 วัน milestone ของเวอร์ชันนี้ทำเสร็จไปแล้ว 79 รายการ เหลือค้างอยู่ 17 รายการ คิดเป็นความคืบหน้าราว 82% โดยรายการที่ค้างมีทั้งฟีเจอร์ที่รอรวมเข้าโค้ด บั๊กที่ต้องแก้ งานด้าน build และ logging ไปจนถึงงานเอกสารการออกเวอร์ชัน ซึ่ง GitHub ไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของแต่ละรายการไว้ ตัวเลขที่ค้างจึงบอกแค่ปริมาณงานที่เหลือ ไม่ได้แปลว่าจะกระทบวันเปิดตัวจริง

 

🔒 ข้อเสนอเด่นที่ยังไม่แน่ว่าจะเข้าทันหรือไม่

 

สิ่งที่น่าจับตาที่สุดในรอบนี้คือข้อเสนอให้ผู้ดูแล node สามารถปฏิเสธการเชื่อมต่อขาออกแบบ clearnet ที่ไม่เข้ารหัส (unencrypted v1 outbound connections) ได้ ซึ่งจะช่วยเสริมความเป็นส่วนตัวของทราฟฟิกบนเครือข่าย แต่ ณ วันที่รายงาน ข้อเสนอนี้ยังติดป้าย "Needs rebase" อยู่ หมายความว่าโค้ดแพตช์ไม่สามารถรวมเข้ากับโค้ดหลักได้อย่างราบรื่นแล้ว ทำให้ยังไม่ชัดเจนว่าจะทันเข้าเวอร์ชัน 32.0 หรือต้องเลื่อนไปเวอร์ชันถัดไป เช่นเดียวกับข้อเสนอจำกัดจำนวนไคลเอนต์ HTTP ที่เชื่อมต่อพร้อมกัน ก็ติดป้ายเดียวกัน

 

อีกจุดที่มีผลโดยตรงต่อผู้ใช้คือการแก้ไขปัญหากระเป๋าเงินแบบ descriptor wallet ที่ใช้ระบบ Miniscript หลังมีรายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมว่าผู้ใช้บางรายอัปเกรดจากเวอร์ชัน 29.2 ไปเป็น 31.1 แล้วเข้ากระเป๋าไม่ได้ เนื่องจากรหัสระบุ (identifier) ของ descriptor ที่คำนวณใหม่ไม่ตรงกับที่บันทึกไว้เดิม ทีมงานเสนอแก้ไขให้ยังเข้าถึงกระเป๋าเดิมได้ตามปกติ แต่ CryptoSlate ระบุว่ายังมีรายงานปัญหานี้แค่กรณีเดียว จึงยังไม่ทราบว่าเกิดกว้างแค่ไหน

 

ด้านฟีเจอร์อื่นที่อยู่ในคิว ยังมีข้อเสนอปรับสูตรประเมินค่าธรรมเนียม (fee estimation) ให้ใช้ข้อมูลจาก mempool เพียงอย่างเดียวในการลดตัวเลขแนะนำของ block-policy ลง เพื่อลดโอกาสที่ผู้ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมสูงเกินจำเป็น โดยยังคงเพดานความปลอดภัยของตัวประเมินเดิมไว้ (อ้างอิง pull request #34075 บน GitHub) และงานด้าน private-broadcast ที่มุ่งควบคุมการเติบโตของสถานะข้อมูลจากการส่งธุรกรรมซ้ำ

 

⚙️ Feature Freeze คืออะไร ทำไมสำคัญ

 

Feature freeze เป็นขั้นตอนมาตรฐานของ Bitcoin Core ก่อนออกเวอร์ชันใหญ่ทุกครั้ง โดยหลังพ้นวันที่กำหนด ฟีเจอร์ใหม่ที่ยังไม่ผ่านการรวมเข้าโค้ดจะต้องรอไปลงเวอร์ชันถัดไปแทน ส่วนบั๊กยังสามารถแก้ไขและตรวจสอบต่อได้จนกว่าจะถึงรอบ release candidate ทั้งนี้กำหนดการที่ CryptoSlate และ GitHub ระบุครอบคลุมเฉพาะการแพ็กเกจและทดสอบซอฟต์แวร์ ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎฉันทามติ (consensus rules) ของเครือข่าย Bitcoin แต่อย่างใด

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของทีมพัฒนา Bitcoin Core เพิ่มเติมได้จากที่เราเคยรายงานไว้

👉 Bitcoin Core คึกคัก! Mailing List โต 60% นักพัฒนา 135 คน สวนทางขาลงหลายปี

 

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CryptoSlate, GitHub (bitcoin/bitcoin)

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

 

ข่าวสายพัฒนาแบบนี้มักไม่หวือหวาเท่าข่าวราคาหรือข่าวแฮก แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของเครือข่าย Bitcoin ได้ดีไม่แพ้กัน การที่ยังมีข้อเสนอเรื่องความเป็นส่วนตัวของทราฟฟิกและการแก้ปัญหากระเป๋าเงินอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าทีมพัฒนายังทำงานกันแบบระมัดระวังสูง ไม่รีบเร่งดันฟีเจอร์ที่ยังไม่พร้อมเข้าเวอร์ชันหลัก สำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่รัน node เองหรือใช้กระเป๋าแบบ descriptor wallet ที่ผ่านการอัปเกรดเวอร์ชันมาก่อนหน้านี้ อาจต้องติดตามประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งช่วงที่ v32.0rc1 ออกในเดือนกันยายน

 

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com