ปกบทความ ทำไมบิ๊กเทคอย่าง Meta Apple Google ไม่ออก Stablecoin ซีอีโอ Circle Jeremy Allaire ตอบใน ALPHAMIND Podcast EP.21
•บทความ•อ่าน 21 นาที•โดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Meta เคยพังกับ Libra ส่วน Apple Google ยังไม่ทำ ทำไมบิ๊กเทคไม่ออก Stablecoin ซีอีโอ Circle เฉลย

ซีอีโอ Circle ผู้ออก USDC ตอบใน ALPHAMIND Podcast ว่าบริษัทเทคส่วนใหญ่ไม่อยากเป็นธนาคาร พร้อมเล่า GENIUS Act ที่บีบประเทศใช้ดอลลาร์ปรับกฎหมาย และสัปดาห์ SVB ล่ม

Meta เคยพังกับโครงการเงินดิจิทัล Libra ส่วน Apple และ Google ก็ยังไม่ออก Stablecoin (เหรียญดิจิทัลที่ตรึงมูลค่ากับเงินจริง) ของตัวเอง แม้สหรัฐจะมีกฎหมายรองรับแล้ว เจเรมี อัลแลร์ (Jeremy Allaire) ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอของ Circle บริษัทผู้ออก USDC ซึ่งเป็น Stablecoin ใหญ่อันดับสองรองจาก USDT ของ Tether ตามยอดหมุนเวียนใน DefiLlama ตอบว่าบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ไม่อยากเป็นธนาคาร ในรายการ ALPHAMIND Podcast ตอนที่ 21 ที่กรุงเทพฯ เผยแพร่บน YouTube เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 เวลา 20:00 น.

นอกจากเรื่องบิ๊กเทค เขายังเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Circle เมื่อปี 2556 วิธีหาเงินของบริษัท กฎหมาย GENIUS Act ที่จะมีผลในเดือนมกราคม ซึ่งเขาบอกว่าจะทำให้ทุกประเทศที่ใช้ระบบดอลลาร์ต้องปรับกฎหมายตาม รวมถึงไทย ไปจนถึงสัปดาห์ที่ธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) ล่ม และราคา USDC หลุดจาก 1 ดอลลาร์

หน้าคลิป YouTube ALPHAMIND EP.21 เงินปลอมกลายเป็นเงินจริง โอกาสใหม่ที่คนไทยต้องคว้า สัมภาษณ์ Jeremy Allaire ซีอีโอ Circle ความยาว 1:00:18

ภาพ: หน้าคลิป ALPHAMIND Podcast EP.21 บน YouTube (แคปเมื่อ 26 ต.ค. 2569)

ทำไม Meta, Apple, Google ยังไม่ออก Stablecoin เอง

พิธีกรตั้งข้อสังเกตว่าช่วงที่มีข่าวกฎหมาย Stablecoin ของสหรัฐชื่อ GENIUS Act ดูเหมือนทุกบริษัทจะออกมาทำ Stablecoin ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Meta, Apple หรือ Google แต่ยังไม่มีใครทำจริง อัลแลร์ตอบว่าการทำในระดับใหญ่ภายใต้กฎหมายใหม่ต้องตั้งธนาคารทรัสต์ที่อยู่ภายใต้การกำกับระดับรัฐบาลกลาง Circle เองตั้ง First National Digital Currency Bank ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ดำเนินงานในชื่อ Circle National Trust ซึ่งเป็นธนาคารสำหรับเก็บรักษาสินทรัพย์ ไม่ใช่ธนาคารปล่อยกู้ Fintech Global รายงานว่าสำนักงานผู้ควบคุมเงินตราของสหรัฐ (OCC) อนุมัติขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569

หน้าข่าวประชาสัมพันธ์ของ Circle วันที่ 10 กรกฎาคม 2026 Circle ได้รับอนุมัติขั้นสุดท้ายจาก OCC ให้ตั้งธนาคารทรัสต์ระดับชาติ First National Digital Currency Bank ดำเนินงานในชื่อ Circle National Trust

ภาพ: ประกาศของ Circle เรื่องได้รับอนุมัติขั้นสุดท้ายจาก OCC วันที่ 10 ก.ค. 2569 (แคปเมื่อ 26 ต.ค. 2569)

"บริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ไม่อยากเป็นธนาคาร"

คำตอบเรื่องบริษัทเทคยักษ์ นาทีที่ 0:28:30 ต้นฉบับ "most technology companies don't want to be banks"

เขามองว่านี่คือโอกาสให้ Circle จับมือกับบริษัทเหล่านี้ และเมื่อ USDC กลายเป็นดอลลาร์ดิจิทัลที่ถูกกฎหมาย การใช้งานของบริษัทใหญ่ก็จะเป็นจริงมากขึ้น พิธีกรเสริมว่ามันไม่ใช่สถานการณ์เดียวกับโครงการ Libra ของ Facebook เมื่อ 5 ปีก่อนที่ไปไม่ถึงไหน

โครงการ Libra ที่พิธีกรพูดถึง คือโครงการ Stablecoin ที่ Facebook (ปัจจุบันคือ Meta) ริเริ่มเมื่อปี 2562 ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Diem สุดท้าย Silvergate ซื้อทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพย์สินอื่นของเครือข่ายชำระเงิน Diem ไป โดยประกาศเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2565 ตามรายงานของ The Block ซึ่งอ้างคำแถลงของสจ๊วร์ต เลวีย์ (Stuart Levey) ซีอีโอ Diem Networks US ว่าจากการหารือกับผู้กำกับดูแลระดับรัฐบาลกลาง ชัดเจนว่าโครงการเดินหน้าต่อไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดจึงเป็นการขายทรัพย์สินของกลุ่ม Diem

Jeremy Allaire คือใคร และ Circle เริ่มจากความคิด "HTTP สำหรับเงิน"

อัลแลร์เล่าว่าก่อนตั้ง Circle เขาทำธุรกิจซอฟต์แวร์โครงสร้างอินเทอร์เน็ตมาราว 20 ปี เริ่มทำงานกับอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี 2533 ก่อนอินเทอร์เน็ตจะเป็นเชิงพาณิชย์ เคยร่วมก่อตั้งและพาบริษัทเข้าตลาดหุ้นมาแล้ว 2 แห่ง และ Circle คือบริษัทมหาชนแห่งที่สามของเขา เขารู้จักคริปโตเมื่อปี 2555 และมองมันเป็นโครงสร้างพื้นฐานชั้นใหม่ของอินเทอร์เน็ต มากกว่ามองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ทางการเงินตัวหนึ่ง

ต้นปี 2556 เขากับผู้ร่วมก่อตั้งวางความคิดว่า เมื่อบล็อกเชนพัฒนาไปถึงจุดที่ออกโทเคนอื่นและเขียนโปรแกรมได้ จะสร้างโปรโตคอลสำหรับเงินดอลลาร์บนอินเทอร์เน็ตได้ แบบเดียวกับที่เว็บมีโปรโตคอล HTTP สำหรับส่งข้อมูล

"เราวาดภาพไว้ว่าจะมีอะไรสักอย่างที่เป็น HTTP สำหรับเงิน"

เจเรมี อัลแลร์ ซีอีโอ Circle ใน ALPHAMIND Podcast EP.21 (23 ต.ค. 2569) นาทีที่ 0:06:00 ต้นฉบับ "We envisioned like an HTTP for money."

ตอนนั้นบล็อกเชนยังรับธุรกรรมได้ราว 7 รายการต่อวินาทีและยังเขียนโปรแกรมไม่ได้ เขาบอกว่าแทบไม่มีใครเชื่อ สิ่งที่ทำให้คนยอมฟังคือประวัติการสร้างเทคโนโลยีที่คนใช้จริงของผู้ก่อตั้งทั้งสอง จากนั้นบริษัทก็ไปคุยกับรัฐบาลและหน่วยงานกำกับ ขอใบอนุญาต และผลักดันกฎหมายใหม่

ผลิตภัณฑ์แรกของ Circle ใช้รับส่งเงินดอลลาร์ ยูโร และปอนด์ผ่านเครือข่าย Bitcoin ซึ่งเขายอมรับว่าช้ามาก จนเครือข่ายอย่าง Ethereum เกิดขึ้น Circle จึงออกโทเคนของตัวเองได้ ระหว่างทางบริษัทเคยเปิดแอปจ่ายเงิน Circle Pay เคยบริหารกระดานเทรด Poloniex และเคยทำโต๊ะซื้อขายนอกตลาด Circle Trade ที่เขาบอกว่าช่วงปี 2559 ถึง 2561 เป็นรายใหญ่ที่สุดหรืออันดับสองของโลก ส่วน USDC เปิดตัวในช่วงกลางปี 2561 และดำเนินไปคู่กับธุรกิจเหล่านั้นในช่วงเดียวกัน

Circle หาเงินจากอะไร และทำไมรายได้ส่วนใหญ่ถูกแบ่งออกไป

อัลแลร์บอกว่าตั้งแต่เปิดตัว USDC บริษัทเลือกให้มันอยู่ภายใต้กฎหมายเงินอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ต้องแลก USDC คืนเป็นดอลลาร์ได้ 1 ต่อ 1 ตามกฎหมาย และเปิดรายงานยืนยันเงินสำรองรายเดือนโดยผู้สอบบัญชีรายใหญ่ หน้าความโปร่งใสของ Circle ระบุว่าบริษัทเปิดเผยรายการเงินสำรองทุกสัปดาห์ และมีบริษัทบัญชีกลุ่ม Big Four ออกรายงานรับรองทุกเดือนว่าเงินสำรองมีมากกว่า USDC ที่หมุนเวียนอยู่

หน้าเว็บ Circle Transparency and Stability ระบุว่า USDC และ EURC มีเงินสำรองครบ เปิดเผยรายการเงินสำรองรายสัปดาห์ และมีบริษัทบัญชี Big Four ออกรายงานรับรองรายเดือน

ภาพ: หน้า Transparency & Stability ของ Circle ส่วนรายงานรับรองรายเดือน (แคปเมื่อ 26 ต.ค. 2569)

วันนี้เขาบอกว่า Circle มีหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตในศูนย์กลางการเงินหลักแทบทุกแห่ง ตั้งแต่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ไปจนถึงสหรัฐ ทำงานกับธนาคารใหญ่กว่า 15 แห่งเพื่อให้สร้างและไถ่ถอน USDC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และ USDC อยู่บนบล็อกเชน 36 เครือข่าย เขาบอกด้วยว่าไตรมาสที่ผ่านมามีธุรกรรม USDC บนเชนกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขยอดหมุนเวียนล่าสุดบนหน้าความโปร่งใสของ Circle ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2569 อยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีเงินสำรองรวม 7.22 หมื่นล้านดอลลาร์

กราฟยอด USDC หมุนเวียนจาก DefiLlama ม.ค. 2565 ถึง ต.ค. 2569 มี.ค. 2566 ราว 42,000 ล้านดอลลาร์ ต่ำสุด 23,200 ล้านใน พ.ย. 2566 วันเข้าตลาดหุ้น มิ.ย. 2568 ราว 61,100 ล้าน สูงสุด 79,600 ล้านใน มี.ค. 2569 และ 71,700 ล้านวันที่ 26 ต.ค. 2569

ภาพ: ยอด USDC หมุนเวียน ม.ค. 2565 ถึง ต.ค. 2569 ทีมข่าว Bitcoin Addict ทำจากข้อมูล DefiLlama

ด้านรายได้ อัลแลร์อธิบายว่าบริษัทได้ผลตอบแทนจากเงินสำรองที่หนุน USDC แต่โมเดลธุรกิจคือการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ มีบริษัทกว่า 150 รายที่ทำข้อตกลงกระจาย USDC ผ่านกระดานเทรด กระเป๋าเงิน และแอปจ่ายเงินของตัวเอง ตั้งแต่ Cash App ในสหรัฐ Nubank ในบราซิล Grab ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Visa, Mastercard และ Stripe ไปจนถึง Coinbase, Binance, OKX และ Bybit

"รายได้ส่วนใหญ่ที่เราได้รับ เรามอบให้พาร์ทเนอร์ที่ช่วยกระจาย เพราะเราอยากให้เครือข่ายเติบโต"

อัลแลร์อธิบายโมเดลธุรกิจ นาทีที่ 0:15:30 ต้นฉบับ "the majority of the of the revenue that we receive, we actually we give to distribution partners cuz we want to encourage the growth of the network"

ธุรกิจ 80% อยู่นอกสหรัฐ และเอเชียใหญ่ที่สุด

คำตอบที่พิธีกรแปลกใจคือฐานลูกค้าหลักของ Circle ไม่ได้อยู่ในสหรัฐ

"ธุรกิจราว 80% อยู่นอกสหรัฐ และผมคิดว่าเอเชียใหญ่ที่สุดแบบทิ้งห่าง"

ตอบพิธีกรเรื่องฐานลูกค้า นาทีที่ 0:17:00 ต้นฉบับ "Like 80% of the business is outside the US and and and I think Asia is by far the biggest actually."

เขามองว่าตลาดเกิดใหม่ต้องการดอลลาร์ดิจิทัลมาก เพราะคนอยากได้มูลค่าที่นิ่ง และเข้าใจประโยชน์ของการมีแอปในมือถือที่เก็บ ใช้ และโอนเงินข้ามประเทศได้เอง เขายกตัวอย่างผู้ขายสินค้าในเอเชียที่ส่งของไปละตินอเมริกาแล้วออกใบแจ้งหนี้และรับชำระเป็น USDC ส่วน Nubank ธนาคารดิจิทัลที่เขาบอกว่ามีลูกค้าราว 130 ล้านคนในบราซิล เม็กซิโก และประเทศอื่น เปิดให้ลูกค้าถือดอลลาร์ดิจิทัลไว้ใช้โอน ออม และจ่ายเงิน ขณะที่งานกับ Grab คือการทำเงินที่ผูกกับการใช้จ่ายเฉพาะเรื่อง (purpose-bound money) ร่วมกับรัฐบาลสิงคโปร์

"ผมมีซอฟต์แวร์ในโทรศัพท์ที่ให้ผมถือ เก็บ ใช้ และโอนเงินแบบคนต่อคน ข้ามประเทศ ไปได้ทั่วโลก"

นาทีที่ 0:17:30 อัลแลร์เล่าความคิดของผู้ใช้ในตลาดเกิดใหม่ ว่าทำไมต้องการดอลลาร์ดิจิทัล ต้นฉบับ "I just have a piece of software on my phone. It lets me hold and store these, use these, transact these peer-to-peer, cross-border, around the world."

อัลแลร์ยกไทยเป็นตัวอย่างฝั่งการลงทุน ว่าคนไทยอยากลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มีวันหมดอายุ (Perpetuals) และสินทรัพย์จริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคน และ USDC เป็นเงินดิจิทัลยอดนิยมที่ใช้เป็นหลักประกันในกิจกรรมเหล่านี้ ฝั่งพิธีกรเสริมว่าในไทย การชำระเงินด้วย Stablecoin ยังอยู่ในกระบะทดสอบ (Sandbox) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ยังใช้ USDC จ่ายเงินทั่วไปไม่ได้

GENIUS Act มีผลมกราคม และทุกประเทศที่ใช้ระบบดอลลาร์ต้องปรับกฎหมาย

อัลแลร์เล่าว่าคณะกรรมการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability Board) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้กำกับดูแลระดับ G20 ผลักดันให้กำกับ Stablecoin มาตั้งแต่ราว 5 ปีก่อน ญี่ปุ่นออกกฎก่อน ตามด้วยยุโรปและสหรัฐ ทุกคนรอสหรัฐ เพราะ Stablecoin ราว 99% เป็นดอลลาร์ สหรัฐผ่านกฎหมาย GENIUS Act เมื่อปีที่แล้ว ไม่นานหลัง Circle เข้าตลาดหุ้น และกฎหมายจะมีผลในเดือนมกราคมที่จะถึง ตรงกับที่ Bitcoin Addict เคยรายงานว่าสหรัฐเปิดรับฟังความเห็นกฎ GENIUS Act ก่อนบังคับใช้จริงเดือนมกราคม 2570

หน้า Fact Sheet ของทำเนียบขาว ประธานาธิบดี Donald J. Trump ลงนามกฎหมาย GENIUS Act วันที่ 18 กรกฎาคม 2025 ระบุว่ากฎหมายเน้นคุ้มครองผู้บริโภคและเสริมสถานะเงินสำรองของดอลลาร์

ภาพ: Fact Sheet ของทำเนียบขาววันที่ทรัมป์ลงนาม GENIUS Act 18 ก.ค. 2568 (แคปเมื่อ 26 ต.ค. 2569)

เขาบอกว่าเมื่อถึงวันนั้น ดอลลาร์ดิจิทัลอย่าง USDC จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินโลก บริษัทจดทะเบียนและสถาบันการเงินจะนับมันเป็นเงินสดได้ และใช้เป็นหลักประกันในการชำระราคาได้ ผลที่ตามมาคือทุกประเทศต้องปรับตัว

"ถ้าตลาดของคุณเชื่อมกับระบบดอลลาร์ของโลก ตอนนี้คุณต้องปรับกฎหมายให้รองรับดอลลาร์ดิจิทัล"

ซีอีโอ Circle นาทีที่ 0:21:00 ต้นฉบับ "If your market interacts with the dollar system globally, you now need to upgrade your laws to deal with digital dollars"

เขาบอกว่าธนาคารกลางและรัฐบาลทั่วโลกกำลังแก้กฎหมายการเงินเพื่อรองรับ Stablecoin เพราะไม่มีทางเลือก และมองว่า Stablecoin สกุลเงินท้องถิ่นเป็นโอกาสใหญ่ที่ Circle พร้อมขายเทคโนโลยีให้ ก่อนพูดถึงไทยตรงๆ

"บางประเทศมีข้อจำกัดเยอะ ไทยก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง"

อัลแลร์พูดถึงไทย นาทีที่ 0:22:00 ต้นฉบับ "certain countries have a lot of restrictions. You know, Thailand's an example of that"

เขายกตัวอย่างประเทศที่กำลังเปิดทาง สิงคโปร์กำลังเปิดรับฟังความเห็นกฎใหม่ที่จะยอมรับ Stablecoin ดอลลาร์ที่ออกในต่างประเทศ หากมาตรฐานการกำกับเทียบเท่ากับของสิงคโปร์ เขาเรียกหลักนี้ว่าการยอมรับกฎของกันและกัน (regulatory reciprocity) และบอกว่ากฎหมายฮ่องกงก็วางหลักนี้ไว้ กฎหมายของเกาหลีใต้น่าจะผ่านรัฐสภาในอีกไม่กี่เดือน และญี่ปุ่นมีกรอบแบบนี้อยู่แล้ว ผลคือ USDC ที่ถืออยู่ประเทศไหนก็ใช้แทนกันได้ ถ้าผ่านมาตรฐานของแต่ละที่

อัลแลร์เทียบ GENIUS Act กับกฎหมายเปิดเสรีโทรคมนาคมของสหรัฐปี 2539 ที่เปิดให้ใครก็แข่งให้บริการได้ จนเกิดบริษัทอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก เขามองว่าก่อนมีกฎหมาย Stablecoin ถูกมองเป็นเงินคริปโตที่อยู่ในเงามืด แต่เมื่อกฎหมายรับรองแล้ว ธนาคาร บริษัทชำระเงิน และบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นก็จะเข้ามาแข่ง เพราะเป็นตลาดระดับหลายล้านล้านดอลลาร์

CLARITY Act ไม่ผ่าน และธนาคารอาจยิงประตูตัวเอง

อัลแลร์อธิบายว่าร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่ว่าด้วยตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลติดอยู่ 2 เรื่อง สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนไม่โหวตให้เพราะประเด็นของธนาคาร และสมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนไม่โหวตให้เพราะเห็นว่าบทบัญญัติด้านจริยธรรมยังไม่แข็งพอ ในช่วงใกล้เลือกตั้ง เรื่องแบบนี้ผ่านในนาทีสุดท้ายได้ยาก ก่อนหน้านี้ Bitcoin Addict รายงานว่าSEC และ CFTC ออกแนวปฏิบัติคริปโตเองหลัง CLARITY Act ล่ม ตรงกับที่อัลแลร์บอกว่าหน่วยงานกำกับเดินหน้าออกกฎของตัวเองไปก่อน

ประเด็นที่เขาชี้คือ ธนาคารต้องการให้กฎหมายจำกัดสิ่งที่ผู้กระจาย Stablecoin ทำได้ โดยเฉพาะการให้ผลตอบแทนแก่ผู้ใช้ แต่เมื่อร่างกฎหมายไม่ผ่าน กฎหมายที่ใช้อยู่ตอนนี้กลับเปิดให้ผู้กระจายจ่ายรางวัลแก่ผู้ใช้ได้หลายรูปแบบ

"สถานะตอนนี้จึงแย่กว่าสำหรับธนาคาร"

อัลแลร์ นาทีที่ 0:33:00 เขามองว่านี่อาจเป็นการยิงประตูตัวเอง (own goal) ของฝั่งธนาคาร ต้นฉบับ "So the status quo is worse for the banks."

เมื่อถูกถามว่ากฎหมายจะผ่านไหม เขาตอบว่าเป็นคำถามว่าเมื่อไร ไม่ใช่ว่าจะผ่านหรือไม่ อาจมีการทำงานต่อระหว่างพฤศจิกายนถึงมกราคม หรือในสภาชุดใหม่

Arc บล็อกเชนของ Circle ที่สถาบันการเงินใหญ่ร่วมเป็นเจ้าของ

หน้าเว็บ Arc ระบุว่า Arc is live ระบบปฏิบัติการแบบอินเทอร์เน็ตสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แพลตฟอร์มเปิดที่มีแอป สินทรัพย์ เครื่องมือนักพัฒนา และเครือข่ายชำระราคา

ภาพ: หน้าเว็บ Arc ของ Circle (แคปเมื่อ 26 ต.ค. 2569)

พิธีกรถามว่าทำไม Circle ต้องมีบล็อกเชนของตัวเอง ทั้งที่มีเครือข่ายชั้นแรก (Layer 1) อยู่มากแล้ว อัลแลร์ตอบด้วยการเทียบกับยุคโทรศัพท์มือถือ ที่บริษัทอย่าง Microsoft, BlackBerry และ Nokia พยายามอยู่ 15 ปี จนต้องมีระบบปฏิบัติการและรูปแบบเครื่องใหม่ มือถือจึงเข้าสู่กระแสหลักได้ เขามองว่าบล็อกเชนผ่านยุคผู้ใช้กลุ่มแรกแล้วแต่ยังไม่ใช่กระแสหลัก Circle จึงเริ่มวิจัย Arc เมื่อราว 2 ปีครึ่งก่อน เพื่อเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ของระบบการเงิน

ตามที่อัลแลร์เล่า Circle สร้างเทคโนโลยี แต่เครือข่าย Arc เป็นเจ้าของ กำกับ และดำเนินงานโดยกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายราย ผู้ซื้อเหรียญ Arc ในรอบขายล่วงหน้ามีทั้ง BlackRock ผู้จัดการกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก ธนาคาร Standard Chartered บริษัท DTCC ที่ดูแลระบบชำระราคาของตลาดหุ้น และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ส่วนผู้ดำเนินงานเครือข่ายมีทั้ง Visa, Mastercard และธนาคารจากหลายภูมิภาค โดย Circle ดูแลเพียงส่วนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ Bitcoin Addict รายงานการเปิดตัว Arc Mainnet ที่ใช้ USDC เป็นค่าแก๊สและดึงสถาบันยักษ์ร่วมเป็น Validator

จุดเด่นที่เขาเล่ามีหลายข้อ ค่าธรรมเนียมเครือข่ายจ่ายด้วย USDC ไม่ต้องถือเหรียญอื่น มีระบบความเป็นส่วนตัวในตัว ผู้ออกสินทรัพย์ที่แปลงเป็นโทเคนออกบน Arc แล้วส่งต่อไปเครือข่ายอื่นผ่าน CCTP ซึ่งเป็นโปรโตคอลข้ามเชนที่ Circle ใช้ส่ง USDC อยู่แล้วได้ และมีระบบแลกเปลี่ยนเงินตราบนเชน เป้าหมายคือให้นักพัฒนาสร้างแอปที่ผู้ใช้ไม่ต้องรู้เรื่องคริปโตหรือค่าแก๊สเลย

ส่วนมูลค่าของเหรียญ ARC อัลแลร์อ้างถึงเอกสารไวท์เปเปอร์ของเหรียญว่า เครือข่ายจะเปลี่ยนเป็นระบบ Proof of Stake ในปี 2570 ผู้ใช้และผู้ดำเนินงานจะวางเหรียญค้ำเครือข่ายและรับผลตอบแทนได้ ค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้จ่ายเป็น Stablecoin จะถูกแปลงเป็นเหรียญ ARC โดยอัตโนมัติ

"ค่าธรรมเนียมที่เกิดบนเครือข่ายทั้งหมดไปอยู่ที่ ARC"

อ้างถึงไวท์เปเปอร์ของ ARC นาทีที่ 0:40:00 ต้นฉบับ "The fee accrual on the network all goes to ARC."

เมื่อพิธีกรถามว่านี่คือยุคใหม่ของคริปโตหรือไม่ หลังจากปีนี้เห็นเครือข่ายชั้นแรกหลายแห่งรายได้ไม่พอ และเครือข่ายชั้นสองบางแห่งปิดตัว อัลแลร์ตอบว่าใช่ เขามองว่ากฎหมายที่ชัดขึ้น โครงสร้างพื้นฐานรุ่นใหม่ และการรวมตัวของการเงินดั้งเดิมกับคริปโตกำลังเกิดพร้อมกัน และในระยะกลางถึงยาว น่าจะเหลือเครือข่ายหลักเพียงไม่กี่รายแบบเดียวกับตลาดคลาวด์หรือโมเดล AI ช่วงนี้เขาพูดถึงไทยด้วย โดยเข้าใจว่า SCB ถือหุ้น Bitkub ครึ่งหนึ่ง ก่อนพิธีกรแก้ว่าดีลนั้นไม่ได้เกิดขึ้น

สัปดาห์ที่ SVB ล่ม และราคา USDC หลุดจาก 1 ดอลลาร์

พิธีกรถามถึงเดือนมีนาคม 2566 ซึ่ง Circle มีเงินสำรองของ USDC ค้างอยู่ใน SVB ที่ล่ม รอยเตอร์สรายงานในตอนนั้นว่า Circle มีเงินสำรอง 3,300 ล้านดอลลาร์จากราว 40,000 ล้านดอลลาร์อยู่ใน SVB และราคา USDC หลุดลงไปต่ำสุดราว 0.88 ดอลลาร์ เวลาราว 15:00 น. ตามเวลาไทยของวันเสาร์ที่ 11 มีนาคม ตามข้อมูล CoinGecko

พาดหัวข่าว The Block 11 มีนาคม 2023 USDC ยังอยู่ที่ราว 0.90 ดอลลาร์ หลัง Circle เปิดเผยเงินที่อยู่ใน SVB

ภาพ: พาดหัวข่าว The Block วันที่ 11 มี.ค. 2566 (แคปเมื่อ 26 ต.ค. 2569)

อัลแลร์ตอบว่านั่นยังไม่ใช่ช่วงที่ยากที่สุดของบริษัท

"บริษัทเคยเฉียดล้มละลายและเกือบไม่มีเงินจ่ายหนี้มาหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของเรา"

ซีอีโอ Circle นาทีที่ 0:45:30 เล่าว่าเคยเหลือเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนต้องประกาศล้มละลาย ต้นฉบับ "the company faced bankruptcy and insolvency multiple times in our history"

เขาเล่าลำดับเหตุการณ์จากมุมของ Circle ว่าตั้งแต่มกราคม 2566 ผู้กำกับดูแลธนาคารของสหรัฐกดดันให้ธนาคารเลิกทำธุรกิจกับคริปโต ที่วงการเรียกกันว่า Operation Choke Point ขณะที่ SEC และกระทรวงยุติธรรมฟ้องบริษัทในวงการจำนวนมาก เขาบอกว่าภูมิใจที่ Circle เป็นบริษัทใหญ่รายเดียวในวงการที่ไม่ถูกรัฐบาลสหรัฐฟ้อง

ในเวลาเดียวกัน ธนาคารระดับภูมิภาคหลายแห่งที่ถือพันธบัตรระยะยาวไว้มากเจอปัญหางบดุลเมื่อดอกเบี้ยขึ้น ภายในสัปดาห์เดียว Silvergate Bank ซึ่งให้บริการบริษัทคริปโตมากที่สุดในโลกถูกปิด Circle จึงเร่งย้ายเงินไปธนาคารใหม่อย่าง BNY Mellon ธนาคารรับฝากทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ใช้ SVB เป็นทางผ่านในการชำระเงิน จากนั้น SVB ระดมทุนไม่สำเร็จและถูกยึด และมีข่าวลือว่า Signature Bank ซึ่งดูแลบริษัทคริปโตอีกแห่งจะเจอการแห่ถอนเงิน

อัลแลร์บอกว่า Circle ต้องปิดการสร้างและไถ่ถอน USDC ช่วงสุดสัปดาห์ เพราะไม่กล้าพักเงินไว้ในธนาคารที่ใช้ทำรายการวันหยุด และสุดสัปดาห์นั้น Signature Bank ก็ถูกยึดจริง เขาบอกว่าหลังจากนั้นต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์สร้างระบบธนาคารใหม่ แต่บริษัทกลับออกมาแข็งแรงกว่าเดิม

กราฟราคาปิดรายชั่วโมงของ USDC บน Bitstamp 10 ถึง 14 มี.ค. 2566 ตามเวลาไทย อยู่ราว 1 ดอลลาร์จนถึงเช้า 11 มี.ค. แล้วร่วงลงต่ำสุด 0.8627 ดอลลาร์ แท่ง 14:00 น. วันที่ 11 มี.ค. ก่อนกลับไปราว 0.999 ดอลลาร์ในวันที่ 14 มี.ค.

ภาพ: ราคาปิดรายชั่วโมงของ USDC บน Bitstamp ช่วง 10 ถึง 14 มี.ค. 2566 ทีมข่าว Bitcoin Addict ทำจากข้อมูล Bitstamp

ข้อมูล DefiLlama แสดงว่ายอด USDC หมุนเวียนลดลงมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ SVB จากราว 5.52 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2565 เหลือราว 4.32 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันที่ 10 มีนาคม 2566 หลังจากนั้นลดลงเร็วขึ้นเหลือราว 3.23 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันที่ 1 เมษายน และลดต่อถึงต่ำสุดราว 2.32 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ก่อนจะฟื้นขึ้นไปสูงสุดราว 7.96 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2569

Circle ใน 5 ปีข้างหน้า และเศรษฐกิจที่ AI Agent ทำงานแทนคน

อัลแลร์บอกว่า Circle มองตัวเองเป็นบริษัทแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตครบวงจร ที่อยากเป็นระบบปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่คนใช้มากที่สุดรายหนึ่งของโลก ตอนนี้บริษัทกำลังทำ CPN เครือข่ายชำระเงินที่ให้สถาบันการเงินทั่วโลกชำระราคาระหว่างกันได้เกือบทันทีด้วย USDC บนบล็อกเชน

หน้าเว็บ Circle Payments Network ระบุว่าเป็นเครือข่ายชำระเงินระดับโลกที่ชำระราคาด้วย Stablecoin

ภาพ: หน้าเว็บ Circle Payments Network (CPN) (แคปเมื่อ 26 ต.ค. 2569)

ภาพใหญ่ที่เขาพูดถึงคือ งานในเศรษฐกิจจริงจะถูกทำโดย AI และ AI Agent มากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องมีระบบเศรษฐกิจรองรับให้ AI เป็นผู้ทำธุรกรรมที่เชื่อถือได้ จ่ายเงิน ทำสัญญา และประสานงานกันเองได้ และ Circle อยากเป็นแพลตฟอร์มหลักให้ทั้งนักพัฒนาและตัว AI Agent

"เรากำลังเดินไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบ Agent"

อัลแลร์เล่าแผน 5 ปี นาทีที่ 0:54:00 ต้นฉบับ "we're moving towards an agentic economic system"

ประเด็นนี้ตรงกับคำถามที่หลายคนเริ่มถาม ว่า AI ควรเข้าถึงเงินของเราได้แค่ไหน ซึ่ง Bitcoin Addict เพิ่งเขียนถึงจากไลฟ์ของ 9arm ในบทความ AI ควรเข้าถึงเงินของเราได้ไหม

หนังสือที่ทำให้เกิด Circle

ตามธรรมเนียมรายการ พิธีกรขอให้แขกแนะนำหนังสือหนึ่งเล่ม อัลแลร์เลือก Too Big to Fail ของแอนดรูว์ รอส ซอร์กิน (Andrew Ross Sorkin) นักข่าวของ The New York Times และพิธีกรรายการ Squawk Box ทาง CNBC หนังสือเล่าเบื้องหลังวิกฤตการเงินปี 2551 จากคนในรัฐบาลและสถาบันการเงินใหญ่ เขาอ่านเล่มนี้เมื่อปี 2552 และบอกว่ามันพาเขาไปสู่คำถามว่าความเสี่ยงในระบบการเงินอยู่ตรงไหน ธนาคารที่ถือเงินสำรองเพียงบางส่วนทำงานอย่างไร และระบบการเงินระหว่างประเทศจะดีกว่านี้ได้อย่างไร

"และนั่นพาผมไปสู่การก่อตั้ง Circle ในที่สุด"

เล่าถึงหนังสือ Too Big to Fail นาทีที่ 0:57:00 ต้นฉบับ "And that led me ultimately to found Circle."

เขาแนะนำเล่มต่อของผู้เขียนคนเดียวกันด้วย คือ 1929 ที่เล่าเรื่องวิกฤตตลาดหุ้นก่อนเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

หมายเหตุกองบรรณาธิการ: สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ คำพูดของอัลแลร์ในบทความนี้แปลจากคำบรรยายอัตโนมัติของคลิป ตัวเลขที่อัลแลร์พูดถึงธุรกิจของ Circle เป็นข้อมูลจากปากเขา ยกเว้นจุดที่ระบุแหล่งอื่นไว้

ดูสัมภาษณ์เต็มได้ที่ ALPHAMIND Podcast EP.21 บน YouTube

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:

👉 เฟดเสนอกฎ GENIUS Act ผู้ออก Stablecoin ต้องหนุนหลัง 1 ต่อ 1 ด้วยตั๋วเงินคลัง

👉 Binance ทุ่ม 100 ล้านดอลลาร์ถือหุ้น Circle ต่อสัญญาผลักดัน USDC 5 ปี บุกตลาดเกิดใหม่

👉 ธปท. เข้าร่วม BLOOM ของสิงคโปร์ ฝั่งนโยบายเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน Stablecoin เงินฝากโทเคน

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: ALPHAMIND Podcast EP.21 (23 ต.ค. 2569), Circle Transparency (ข้อมูล ณ 22 ต.ค. 2569), DefiLlama (ดึงข้อมูล 26 ต.ค. 2569), Reuters ผ่าน Kitco (11 มี.ค. 2566), The Block (11 มี.ค. 2566), The Block (31 ม.ค. 2565), Bitstamp API (ราคารายชั่วโมง) (ดึงข้อมูล 26 ต.ค. 2569), Fintech Global (10 ก.ค. 2569), Circle Pressroom (10 ก.ค. 2569), ทำเนียบขาว (18 ก.ค. 2568), DefiLlama Stablecoins (ดึงข้อมูล 26 ต.ค. 2569)

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

การที่ซีอีโอผู้ออก Stablecoin ใหญ่อันดับสองยกไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีข้อจำกัดเยอะ สะท้อนว่าการชำระเงินด้วย Stablecoin ในไทยยังอยู่ในกระบะทดสอบ ขณะที่อัลแลร์เล่าว่าสิงคโปร์และฮ่องกงเริ่มวางหลักยอมรับ Stablecoin จากต่างประเทศแล้ว สัญญาณฝั่งไทยที่ควรติดตามคือการที่ ธปท. เพิ่งเข้าร่วมโครงการ BLOOM ของสิงคโปร์ด้านเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน ถ้า GENIUS Act มีผลในเดือนมกราคมตามกำหนด แรงกดดันให้ไทยปรับกฎน่าจะชัดขึ้นในปีหน้า

ภาพปก: ภาพปกคลิป ALPHAMIND Podcast EP.21 จากช่อง YouTube ALPHAMIND PODCAST

รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความทั้งหมด