
Lightning Network เอกสารปี 2016 กับเครือข่ายจริงวันนี้ รวมถึงหัวข้อที่คนอ้างบ่อยแต่ไม่ค่อยอ่าน
เอกสาร Lightning Network ของ Joseph Poon และ Thaddeus Dryja ลงวันที่ 14 มกราคม 2016 และยังติดคำว่า DRAFT มาถึงวันนี้ บทความนี้ไล่กลไก ตัวเลขในเอกสาร และขนาดจริงของเครือข่ายวันนี้ รวมถึงหัวข้อที่ 10 ที่เขียนไว้เองว่าการเพิ่มขนาดบล็อกอาจจำเป็น
Lightning Network คือชั้นที่สองที่สร้างทับบน Bitcoin เพื่อให้จ่ายเงินก้อนเล็กได้เร็วและถูก เอกสารต้นฉบับเขียนโดย Joseph Poon กับ Thaddeus Dryja และฉบับที่เผยแพร่อยู่บนเว็บทางการลงวันที่ 14 มกราคม 2016 บทความนี้ไล่ตั้งแต่ปัญหาที่มันถูกสร้างมาแก้ กลไกที่ทำให้มันทำงานได้ ไปจนถึงตัวเลขของเครือข่ายวันนี้ รวมถึงตัวเลขที่บทความส่วนใหญ่ไม่ค่อยหยิบมาพูด
ปัญหาที่ Lightning ถูกสร้างมาแก้
Bitcoin ออกแบบให้ทุกโหนดในโลกเก็บสำเนาธุรกรรมทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มันตรวจสอบได้โดยไม่ต้องเชื่อใครเลย แต่ก็เป็นสิ่งที่จำกัดจำนวนธุรกรรมต่อวินาทีไปด้วย เพราะทุกคนต้องประมวลผลทุกอย่างเหมือนกันหมด
ผลที่ตามมาคือเมื่อมีคนใช้งานพร้อมกันมาก พื้นที่ในบล็อกก็ไม่พอ ค่าธรรมเนียมจึงถูกประมูลขึ้นไป และการโอนเงินก้อนเล็กกลายเป็นเรื่องไม่คุ้ม การจ่ายค่ากาแฟด้วยค่าธรรมเนียมที่แพงกว่ากาแฟไม่ใช่ระบบชำระเงินที่ใช้ได้
นี่คือโจทย์ที่เอกสาร Lightning ตั้งไว้ตั้งแต่หัวข้อแรก ซึ่งชื่อหัวข้อคือ The Bitcoin Blockchain Scalability Problem
เอกสารต้นฉบับ ใครเขียน และลงวันที่เท่าไร
ชื่อเต็มของเอกสารคือ The Bitcoin Lightning Network: Scalable Off-Chain Instant Payments เขียนโดย Joseph Poon และ Thaddeus Dryja
ฉบับที่เผยแพร่อยู่บน lightning.network ทุกวันนี้ระบุไว้ชัดที่หน้าแรกว่า January 14, 2016 และ DRAFT Version 0.5.9.2 คำว่า DRAFT ยังติดอยู่บนเอกสารฉบับที่คนทั้งโลกอ้างถึงมาสิบปี ซึ่งบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวิธีทำงานของวงการนี้
ภาพ: เอกสาร The Bitcoin Lightning Network ฉบับ 14 มกราคม 2016 จาก lightning.network
เอกสารแบ่งเป็น 13 หัวข้อ ไล่ตั้งแต่ปัญหาการขยายขนาด ไปจนถึงกลไกอย่าง Hashed Timelock Contract การเก็บกุญแจ ค่าธรรมเนียมของช่องทางสองทิศทาง และหัวข้อที่ชื่อว่า Block Size Increases and Consensus ซึ่งแตะข้อถกเถียงที่ร้อนที่สุดของยุคนั้นโดยตรง
ข้อโต้แย้งหลักของเอกสาร วัดกับ Visa
เอกสารไม่ได้เริ่มด้วยการบอกว่า Bitcoin ช้า แต่เริ่มด้วยการตั้งเป้าว่าควรเร็วแค่ไหน โดยยกตัวเลขของระบบชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดมาเทียบ
"เครือข่ายชำระเงิน Visa ทำได้สูงสุด 47,000 ธุรกรรมต่อวินาทีบนเครือข่ายของตัวเองในช่วงเทศกาลปี 2013 และปัจจุบันเฉลี่ยหลายร้อยล้านรายการต่อวัน ส่วน Bitcoin ตอนนี้รองรับได้ไม่ถึง 7 ธุรกรรมต่อวินาที ภายใต้ข้อจำกัดบล็อกขนาด 1 เมกะไบต์"
Joseph Poon และ Thaddeus Dryja, The Bitcoin Lightning Network ฉบับ 14 มกราคม 2016 หน้า 2 ต้นฉบับ "The payment network Visa achieved 47,000 peak transactions per second (tps) on its network during the 2013 holidays, and currently averages hundreds of millions per day. Currently, Bitcoin supports less than 7 transactions per second with a 1 megabyte block limit."
แล้วเอกสารก็สรุปตรงๆ ว่า การจะทำให้ได้สูงกว่า 47,000 ธุรกรรมต่อวินาทีด้วย Bitcoin จำเป็นต้องย้ายธุรกรรมออกไปทำนอกบล็อกเชน
ก่อนถึงประโยคนั้น เอกสารกดเครื่องคิดเลขให้ดูก่อนว่าถ้าจะดัน Bitcoin ให้รับได้เท่า Visa ที่จุดสูงสุดจริง โดยคิดธุรกรรมละ 300 ไบต์และสมมติว่าไม่มีเพดานขนาดบล็อก จะต้องใช้บล็อกขนาดเกือบ 8 กิกะไบต์ ทุกสิบนาที คิดเป็นข้อมูลกว่า 400 เทราไบต์ต่อปี แล้วสรุปว่าไม่มีคอมพิวเตอร์ตามบ้านเครื่องไหนในโลกรับไหว
ประโยคนี้สำคัญเพราะมันบอกจุดยืนของผู้เขียนในข้อถกเถียงเรื่องขนาดบล็อกที่กำลังดุเดือดในตอนนั้น คือไม่เชื่อว่าการขยายบล็อกอย่างเดียวจะพาไปถึงระดับนั้นได้โดยไม่เสียการกระจายศูนย์
payment channel ทำงานยังไง
แนวคิดหลักเรียกว่าช่องทางชำระเงิน หรือ payment channel อธิบายให้เห็นภาพได้แบบนี้
- สองคนเปิดช่องทางกันด้วยการล็อกเงินไว้ในธุรกรรมบนบล็อกเชนหนึ่งรายการ รายการนี้เป็นรายการเดียวที่ต้องขึ้นบล็อกเชนตอนเปิด
- หลังจากนั้นทั้งคู่โอนไปมากันได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยแต่ละครั้งคือการเซ็นยอดคงเหลือใหม่ระหว่างกันเอง ไม่ต้องประกาศให้ใครรู้
- เมื่อจบ ทั้งคู่ปิดช่องทางด้วยธุรกรรมอีกหนึ่งรายการที่บันทึกยอดสุดท้าย
ผลคือการโอนพันครั้งใช้พื้นที่บนบล็อกเชนเท่ากับการโอนสองครั้ง และนั่นคือทั้งหมดของไอเดีย ส่วนที่เหลือของเอกสารคือการแก้ปัญหาที่ตามมาจากไอเดียนี้
ปัญหาที่ตามมาทันที และกลไกที่แก้มัน
ถ้าทุกคนต้องเปิดช่องทางกับทุกคนที่อยากจ่ายเงินให้ ระบบก็ไม่มีประโยชน์ เพราะการเปิดช่องทางก็ต้องใช้ธุรกรรมบนบล็อกเชนอยู่ดี สิ่งที่ทำให้มันเป็นเครือข่ายคือการส่งผ่านคนกลาง
แต่การส่งผ่านคนกลางเปิดปัญหาใหม่ทันที ถ้าจ่ายให้คนกลางเพื่อให้เขาจ่ายต่อ แล้วเขาเก็บเงินไว้เองล่ะ
กลไกที่เอกสารใช้แก้เรื่องนี้ชื่อ Hashed Timelock Contract หรือ HTLC หลักการคือผูกการจ่ายเงินไว้กับความลับหนึ่งอย่าง คนกลางจะรับเงินได้ก็ต่อเมื่อเขาแสดงหลักฐานว่าได้จ่ายต่อให้ปลายทางแล้วจริง และถ้าไม่มีใครทำอะไรภายในเวลาที่กำหนด เงินก็ย้อนกลับไปหาคนต้นทางเอง
ผลคือ คนกลางโกงไม่ได้ และไม่ต้องมีใครเชื่อใจใคร ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดียวกับที่ Bitcoin ตั้งไว้ตั้งแต่แรก
ตัวเลข 24 กิกะไบต์ที่เอกสารใช้ปิดท้าย
บทสรุปของเอกสารไม่ได้ปิดด้วยคำสวยๆ แต่ปิดด้วยการคำนวณ ใจความคือ ถ้าจะให้คนทั้งโลก 7 พันล้านคนทำธุรกรรมวันละ 2 ครั้งบนบล็อกเชนโดยตรง
"ถ้าทุกธุรกรรมที่ใช้ Bitcoin อยู่บนบล็อกเชนทั้งหมด การจะให้คน 7 พันล้านคนทำธุรกรรมวันละสองครั้ง จะต้องใช้บล็อกขนาด 24 กิกะไบต์ทุกสิบนาที อย่างดีที่สุด"
Joseph Poon และ Thaddeus Dryja, The Bitcoin Lightning Network ฉบับ 14 มกราคม 2016 หัวข้อ 12 Conclusion ต้นฉบับ "If all transactions using Bitcoin were on the blockchain, to enable 7 billion people to make two transactions per day, it would require 24GB blocks every ten minutes at best (presuming 250 bytes per transaction and 144 blocks per day)."
เอกสารบอกสมมติฐานที่ใช้ไว้ด้วย คือธุรกรรมละ 250 ไบต์ และวันละ 144 บล็อก ตัวเลขตรงเมื่อคิดตาม คนเจ็ดพันล้านคูณสองครั้งได้ 14,000 ล้านธุรกรรมต่อวัน หารด้วย 144 บล็อกได้ราว 97 ล้านธุรกรรมต่อบล็อก คูณ 250 ไบต์ออกมาเป็น 24.3 กิกะไบต์พอดี
ลองคิดต่ออีกนิดจะเห็นภาพชัดขึ้น 24.3 กิกะไบต์ทุกสิบนาที เท่ากับราว 3.5 เทราไบต์ต่อวัน และราว 1,278 เทราไบต์ต่อปี ที่ทุกโหนดในโลกต้องดาวน์โหลดและเก็บไว้ถ้าอยากตรวจสอบเองโดยไม่เชื่อใคร
ภาพ: เอกสาร The Bitcoin Lightning Network ฉบับ 14 มกราคม 2016 จาก lightning.network
นี่คือแก่นของข้อโต้แย้งทั้งหมด ปัญหาไม่ใช่ว่าเขียนโค้ดให้บล็อกใหญ่ขึ้นไม่ได้ แต่คือถ้าบล็อกใหญ่ขนาดนั้น จะเหลือคนกี่คนบนโลกที่รันโหนดเต็มไหว และถ้าเหลือน้อยเกินไป สิ่งที่ Bitcoin สัญญาไว้ว่าไม่ต้องเชื่อใครก็หายไปด้วย
อีกครึ่งของการคำนวณที่แทบไม่มีใครยกมา
ตัวเลข 24 กิกะไบต์ถูกยกไปอ้างบ่อยมาก แต่ย่อหน้าถัดไปในบทสรุปเดียวกันคือครึ่งที่เหลือของการคำนวณ และแทบไม่เคยถูกยกมาพร้อมกัน
เอกสารคิดต่อว่า ถ้าคน 7 พันล้านคนย้ายไปใช้เครือข่ายช่องทางชำระเงินแทน โดยเปิดช่องทางคนละ 2 ช่องต่อปี และโอนกันในช่องทางได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ขนาดบล็อกที่ต้องใช้จะเหลือ 133 เมกะไบต์ ภายใต้สมมติฐาน 500 ไบต์ต่อธุรกรรมและ 52,560 บล็อกต่อปี พร้อมระบุว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรุ่นที่มีขายตอนนั้นรันโหนดเต็มได้บนพื้นที่ 2 เทราไบต์ ถ้าตัดบล็อกเก่าทิ้ง
ภาพ: เอกสาร The Bitcoin Lightning Network ฉบับ 14 มกราคม 2016 จาก lightning.network
นี่คือการเปรียบเทียบที่เอกสารตั้งใจให้เห็น 24 กิกะไบต์เทียบกับ 133 เมกะไบต์ ห่างกันราว 180 เท่า และเป็นเหตุผลทั้งหมดที่เอกสารฉบับนี้ถูกเขียนขึ้น
มีจุดหนึ่งที่ควรรู้ก่อนหยิบตัวเลข 133 เมกะไบต์ไปใช้ ลองคิดตามจะเห็นว่าเลขนี้ลงตัวก็ต่อเมื่อนับช่องทางหนึ่งช่องเท่ากับธุรกรรมบนบล็อกเชนหนึ่งรายการ คือคน 7 พันล้านคนคูณ 2 ช่องทางได้ 14,000 ล้านช่องทางต่อปี คูณ 500 ไบต์ หารด้วย 52,560 บล็อก ออกมาเป็น 133 เมกะไบต์พอดี แต่ในทางปฏิบัติช่องทางหนึ่งช่องกินธุรกรรมบนบล็อกเชนสองรายการ คือตอนเปิดกับตอนปิด
เอกสารไม่ได้บอกว่า 500 ไบต์ที่ใช้ในการคำนวณนี้ครอบคลุมแค่ตอนเปิด หรือครอบคลุมทั้งเปิดและปิด จึงบอกไม่ได้ว่าเป็นการนับขาดหรือเป็นการเผื่อไว้แล้ว ที่บอกได้คือเอกสารใช้ 250 ไบต์ต่อธุรกรรมในการคำนวณ 24 กิกะไบต์ แต่ใช้ 500 ไบต์ในการคำนวณ 133 เมกะไบต์ โดยไม่ได้อธิบายว่าทำไมถึงต่างกัน
เพราะฉะนั้นตัวเลข 180 เท่าควรอ่านเป็นการเทียบระดับ ไม่ใช่อัตราส่วนที่แม่นถึงหลักหน่วย ข้อสรุปของเอกสารยังยืนอยู่ได้ เพราะต่อให้สมมติฐานขยับไปทางที่ไม่เป็นคุณกับมัน ระยะห่างก็ยังเหลือหลักสิบเท่าขึ้นไป แต่นี่เป็นตัวอย่างว่าตัวเลขที่ถูกอ้างต่อกันมาสิบปีควรถูกกดเครื่องคิดเลขตามสักครั้ง
เอกสารวาดภาพการใช้งานไว้ห้าแบบ วันนี้เป็นจริงกี่แบบ
หัวข้อ Use Cases ในเอกสารระบุการใช้งานไว้ห้าข้อ น่าสนใจที่จะเอามาเทียบกับสิบปีถัดมา
- จ่ายเงินทันที เอกสารยกตัวอย่างการจ่ายค่ากาแฟแบบเสร็จในหลักมิลลิวินาทีถึงวินาที อันนี้เป็นจริง ใครที่เคยใช้ Lightning จะรู้ว่ามันเร็วแบบนั้นจริง
- อาร์บิทราจระหว่างเว็บเทรด เอกสารเสนอว่าถ้าเว็บเทรดเข้าร่วมเครือข่าย ลูกค้าจะย้ายเงินเข้าออกได้เกือบทันที แล้วเขียนต่อด้วยเงื่อนไขว่า ถ้าเว็บเทรดนั้นไม่ได้มีสภาพคล่องลึก และยอมรับเฉพาะคำสั่งจำกัดราคาที่อยู่ใกล้ยอดของสมุดคำสั่งเท่านั้น ความเสี่ยงถูกขโมยเหรียญจะต่ำลงมาก และเว็บเทรดก็จะไม่จำเป็นต้องมีกระเป๋าเย็นอีกต่อไป วันนี้ยังไม่เห็นการใช้งานแบบนั้น แต่ต้องพูดให้เป็นธรรมกับเอกสารว่าเว็บเทรดใหญ่ที่คนมักยกมาเถียงนั้นไม่เข้าเงื่อนไขที่เอกสารตั้งไว้ตั้งแต่แรก เพราะสภาพคล่องลึกทุกเจ้า
- จ่ายเงินก้อนจิ๋ว เอกสารยกตัวอย่างการจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตเป็นเมกะไบต์ หรือจ่ายค่าอ่านข่าวเป็นบทความ ทำได้ในทางเทคนิคแต่แทบไม่มีใครใช้ โมเดลธุรกิจแบบจ่ายต่อบทความไม่ได้แพร่หลายขึ้นเลยในสิบปีที่ผ่านมา
- สัญญาทางการเงินและเอสโครว์ ยังไม่เห็นการใช้งานในวงกว้าง
- จ่ายข้ามเชน เอกสารบอกว่าตราบใดที่เชนต่างๆ ใช้ฟังก์ชันแฮชแบบเดียวกัน ก็ส่งการจ่ายเงินข้ามเชนที่มีกฎฉันทามติต่างกันได้ โดยผู้ส่งไม่ต้องรู้จักหรือเชื่อเชนปลายทางเลย กลไกที่ใช้เป็นตัวเดียวกับที่ใช้ส่งผ่านคนกลาง แต่ไม่ได้กลายเป็นวิธีที่คนใช้กันเป็นปกติ
ภาพ: เอกสาร The Bitcoin Lightning Network ฉบับ 14 มกราคม 2016 จาก lightning.network
สรุปคือ จากห้าข้อ มีข้อเดียวที่เป็นจริงเต็มตัว ซึ่งเป็นสถิติที่ปกติสำหรับเอกสารเชิงเทคนิคที่วาดภาพอนาคตไว้ แต่ไม่ค่อยมีใครกลับมาเช็ค
ที่น่าสังเกตคือข้อที่ยังไม่เป็นจริงทั้งสี่ข้อ ไม่ได้ติดเพราะเทคโนโลยีทำไม่ได้ แต่ติดเพราะความต้องการใช้ไม่มากพอ หรือเงื่อนไขทางธุรกิจไม่เข้ากับที่เอกสารตั้งไว้ ซึ่งเป็นคนละปัญหากับเรื่องเทคนิคโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่เอกสารเขียนไว้เอง แต่คนฝั่งที่ชอบอ้างมันไม่ค่อยพูดถึง
ในวงการมีความเชื่อที่แพร่หลายมากว่า Lightning คืออาวุธของฝ่ายที่ไม่อยากขยายขนาดบล็อก คือถ้ามี Lightning แล้วก็ไม่ต้องขยายบล็อกอีกต่อไป
เอกสารต้นฉบับไม่ได้เขียนแบบนั้น หัวข้อที่ 10 ชื่อ Block Size Increases and Consensus และมันพูดเรื่องนี้ตรงๆ
เอกสารเริ่มด้วยการคำนวณว่าบล็อกขนาด 1 เมกะไบต์รองรับผู้ใช้ได้กี่คน โดยสมมติว่าคนหนึ่งทำธุรกรรมบนบล็อกเชนปีละ 3 ครั้ง และหนึ่งเมกะไบต์บรรจุได้ 2,000 ธุรกรรม ผลคือ รองรับได้ราว 35 ล้านคน ตัวเลขตรงเมื่อคิดตาม 2,000 ธุรกรรมคูณ 144 บล็อกคูณ 365 วันได้ราว 105 ล้านธุรกรรมต่อปี หารด้วย 3 ได้ราว 35 ล้านคนพอดี
แล้วเอกสารก็เขียนประโยคที่สำคัญที่สุดของหัวข้อนี้
"นี่เป็นข้อจำกัดที่ค่อนข้างมาก และการเพิ่มขนาดบล็อกอาจจำเป็นเพื่อรองรับให้ทุกคนบนโลกใช้ Bitcoin ได้"
Joseph Poon และ Thaddeus Dryja, The Bitcoin Lightning Network ฉบับ 14 มกราคม 2016 หัวข้อ 10 Block Size Increases and Consensus ต้นฉบับ "This is quite limited, and an increase of the block size may be necessary to support everyone in the world using Bitcoin."
ภาพ: เอกสาร The Bitcoin Lightning Network ฉบับ 14 มกราคม 2016 จาก lightning.network
และย้ำอีกครั้งในย่อหน้าถัดมา
"แม้ระบบนี้จะดูเหมือนช่วยลดแรงกดดันเรื่องการเพิ่มขนาดบล็อกในระยะสั้น แต่ถ้ามันไปถึงระดับโลกจริง มันจะทำให้การเพิ่มขนาดบล็อกเป็นสิ่งจำเป็นในระยะยาว"
Joseph Poon และ Thaddeus Dryja, The Bitcoin Lightning Network ฉบับ 14 มกราคม 2016 หัวข้อ 10 Block Size Increases and Consensus ต้นฉบับ "While it may appear as though this system will mitigate the block size increases in the short term, if it achieves global scale, it will necessitate a block size increase in the long term."
พูดง่ายๆ คือผู้เขียน Lightning เองบอกไว้ตั้งแต่ปี 2016 ว่า ถ้า Lightning ไปถึงระดับโลกจริง มันไม่ได้ลบความจำเป็นในการขยายบล็อก แต่เลื่อนออกไป ซึ่งเป็นคนละอย่างกับที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ และเงื่อนไขตรงนี้สำคัญ เพราะเอกสารไม่ได้บอกว่าต้องขยายบล็อกไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทำไมการกลับไปอ่านต้นฉบับถึงสำคัญ เอกสารถูกใช้เป็นอาวุธในข้อถกเถียงที่ตัวมันเองไม่ได้ยืนข้างใดข้างหนึ่งชัดขนาดนั้น และคนที่อ้างมันบ่อยที่สุดหลายคนอาจไม่เคยอ่านหัวข้อที่ 10
จากเอกสารถึงการใช้งานจริง
เอกสารออกต้นปี 2016 แต่เครือข่ายที่ใช้งานได้จริงบนเครือข่ายหลักของ Bitcoin เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปี 2018 ระหว่างนั้นคือการเขียนมาตรฐานให้ซอฟต์แวร์ต่างค่ายคุยกันได้ และการรอการแก้ไขระดับโปรโตคอลบางอย่างที่ Lightning ต้องพึ่ง
ช่องว่างสองปีนี้เป็นเรื่องปกติของงานประเภทนี้ และเป็นจุดที่ควรจำไว้เวลาเห็นข่าวว่ามีเอกสารใหม่ออกมาแก้ปัญหาอะไรสักอย่าง ระยะทางจากเอกสารถึงของที่คนใช้จริงมักวัดเป็นปี ไม่ใช่เดือน
วันนี้เครือข่ายใหญ่แค่ไหน
ตัวเลขต่อไปนี้ดึงจากหน้าสถิติสาธารณะของ 1ML ณ วันที่ 24 กันยายน 2026
- จำนวนโหนด 5,876
- จำนวนช่องทาง 19,722
- ความจุรวมของเครือข่าย 2,664.93 BTC คิดเป็นราว 223 ล้านดอลลาร์
- ความจุเฉลี่ยต่อโหนด 0.454 BTC ต่อช่องทาง 0.135 BTC
ภาพ: หน้าสถิติสาธารณะของ 1ML วันที่ 24 กันยายน 2026
ตัวเลขพวกนี้เป็นข้อมูลสด เปลี่ยนตลอดเวลา การดึงข้อมูลสองครั้งห่างกันไม่ถึงนาที จำนวนช่องทางต่างกันหนึ่งช่องและความจุต่างกันครึ่ง BTC ใครเอาไปอ้างต่อควรระบุวันที่กำกับเสมอ
ตัวเลขที่ไม่ค่อยมีใครหยิบมาพูด
บนหน้าเดียวกันนั้นมีตัวเลขอีกสองชุดที่เล่าอีกเรื่องหนึ่ง
ชุดแรกคือทิศทาง ในรอบ 30 วันก่อนหน้า จำนวนโหนดลดลง 2.59% จำนวนช่องทางลดลง 3.2% และความจุลดลง 2% เครือข่ายกำลังหดตัว ไม่ใช่ขยายตัว อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาที่วัดนี้
ชุดที่สองคือสัดส่วนเทียบกับชั้นหนึ่ง หน้าเดียวกันแสดงค่าที่เรียกว่า Layer 1 Capacity Ratio ไว้ที่ 0.012690% ซึ่งเมื่อกดเครื่องคิดเลขตามจะเห็นว่าเป็น 2,664.93 หารด้วย 21 ล้าน คือเทียบกับเพดานสูงสุดของ Bitcoin ไม่ใช่เทียบกับเหรียญที่ขุดออกมาแล้วจริง ถ้าเทียบกับเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ราว 19.9 ล้านเหรียญ สัดส่วนจะอยู่ที่ราว 0.0134% หรือราวหนึ่งในเจ็ดพันห้าร้อย
สิบปีหลังเอกสารเผยแพร่ และแปดปีหลังใช้งานจริงบนเครือข่ายหลัก นี่คือขนาดที่มันไปถึง การรู้ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่า Lightning ล้มเหลว แต่บอกว่าใครที่พูดว่า Bitcoin ใช้จ่ายประจำวันได้แล้วผ่าน Lightning กำลังพูดถึงสิ่งที่ยังเล็กมากในทางปฏิบัติ
สองแหล่งข้อมูลสาธารณะให้ตัวเลขไม่ตรงกัน
ตรงนี้มีเรื่องที่ควรพูดให้ชัด การไปดึงตัวเลขชุดเดียวกันจากอีกแหล่งหนึ่ง ได้ข้อมูลคนละวันและคนละชุด
- 1ML ระบุ 19,722 ช่องทาง ความจุรวม 2,664.93 BTC
- mempool.space ระบุ 32,515 ช่องทาง ความจุรวม 3,754.24 BTC ซึ่งเป็นข้อมูลของวันที่ 30 สิงหาคม 2026
ก่อนจะเทียบกันต้องบอกก่อนว่า mempool.space หยุดอัปเดตสถิติ Lightning ไปแล้ว ช่องทางที่ควรให้ค่าล่าสุดของแหล่งนี้ยังตอบกลับมาเป็นข้อมูลของวันที่ 30 สิงหาคม 2026 อยู่ ตัวเลขของสองแหล่งจึงห่างกัน 25 วัน
ถึงอย่างนั้นช่วงเวลาที่ห่างกันก็อธิบายส่วนต่างไม่ได้ ตัวเลขต่างกันราว 65% ในจำนวนช่องทาง และราว 41% ในความจุ ขณะที่ 1ML เองรายงานว่าในรอบ 30 วันจำนวนช่องทางลดลงเพียง 3.2% บทความนี้ไม่มีข้อมูลพอจะชี้ว่าแหล่งไหนแม่นกว่า และนั่นคือประเด็น ตัวเลขพื้นฐานที่สุดของเครือข่ายที่เปิดให้ทุกคนตรวจสอบได้ ยังไม่ลงรอยกันระหว่างเครื่องมือที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดสองตัว ใครหยิบตัวเลขไปใช้ต่อควรบอกด้วยว่าเอามาจากแหล่งไหนและวันไหน
สิ่งที่ทั้งสองแหล่งชี้ไปทางเดียวกันคือทิศทาง ชุดข้อมูลย้อนหลังสามปีของ mempool.space จนถึงวันที่หยุดอัปเดต ออกมาแบบนี้
4,504 BTC
สูงสุดของช่วง
5,851 BTC
ก่อนแหล่งหยุดอัปเดต
3,754 BTC
ความจุแกว่งอยู่ระหว่าง 3,604.26 BTC เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2025 กับ 5,851.44 BTC เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 มาตลอดสามปี โดยไม่มีแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน ส่วนจำนวนช่องทางลดลงชัดกว่านั้นมาก จาก 63,067 ช่องเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2023 เหลือ 32,515 ช่องเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2026 คือหายไปเกือบครึ่งในสามปี
ชุดข้อมูลนี้มีช่วงที่ขาดหายด้วย ช่วงยาวที่สุดคือระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ถึง 27 มิถุนายน 2026 ซึ่งไม่มีข้อมูลเลย จุดบนกราฟข้างบนจึงเลือกจากวันที่มีข้อมูลจริงทุกจุด และไม่มีจุดไหนถูกเดาขึ้นมาเติมช่วงที่ขาด จุดสองจุดสุดท้ายห่างกันสองเดือน ขณะที่จุดอื่นห่างกันหกเดือน ระยะบนแกนนอนจึงอ่านเป็นเวลาไม่ได้
ข้อจำกัดของตัวเลขเหล่านี้ ที่ต้องรู้ก่อนสรุป
ตัวเลขทั้งหมดข้างบนนับได้เฉพาะช่องทางสาธารณะ คือช่องทางที่ประกาศตัวเองให้เครือข่ายรู้เพื่อให้คนอื่นใช้ส่งผ่านได้
แต่ Lightning เปิดช่องทางแบบไม่ประกาศได้ด้วย ซึ่งใช้กันจริงในกรณีที่ผู้ใช้กับผู้ให้บริการเปิดช่องทางตรงถึงกันและไม่ต้องการให้ใครส่งผ่าน ช่องทางกลุ่มนี้ไม่ถูกนับในสถิติสาธารณะเลย
เพราะฉะนั้นตัวเลขจริงย่อมสูงกว่าที่เห็น แต่ไม่มีใครรู้ว่าสูงกว่าเท่าไร เพราะโดยนิยามแล้วมันวัดไม่ได้ นี่เป็นจุดที่ทั้งฝั่งเชียร์และฝั่งค้านมักหยิบไปใช้เข้าข้างตัวเอง ฝั่งหนึ่งบอกว่าของจริงใหญ่กว่านี้มาก อีกฝั่งบอกว่าที่เห็นก็คือที่มี ทั้งสองฝั่งพูดเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับพอๆ กัน
Lightning แก้ปัญหาที่ตั้งไว้ได้จริงไหม
ตอบแยกเป็นสองส่วนจะตรงกว่า
ในแง่กลไก แก้ได้ การโอนผ่าน Lightning จบในไม่กี่วินาที ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการโอนบนบล็อกเชนมาก และการโอนหลายครั้งไม่กินพื้นที่บล็อกเพิ่ม กลไกที่เอกสารเสนอไว้ทำงานได้จริงตามที่เขียน
ในแง่การถูกใช้จริง ยังห่างจากเป้าที่เอกสารตั้งไว้มาก เอกสารพูดถึงการรองรับปริมาณธุรกรรมระดับ Visa ส่วนของจริงวันนี้คือเครือข่ายที่ถือเงินราวหนึ่งในแปดพันของ Bitcoin ทั้งหมด และกำลังหดตัวในช่วง 30 วันล่าสุด
ช่องว่างนี้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีทำไม่ได้ แต่อยู่ที่เรื่องน่าเบื่อกว่านั้น คือการต้องล็อกเงินไว้ล่วงหน้า ต้องมีสภาพคล่องในช่องทางฝั่งที่ถูกต้อง และความยุ่งยากในการดูแลโหนดให้ออนไลน์ตลอด ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาการใช้งาน ไม่ใช่ปัญหาการเข้ารหัส และมักแก้ยากกว่า
เรื่องนี้เกี่ยวกับคนไทยอย่างไร
ถ้าใครเคยโอน Bitcoin แล้วเจอค่าธรรมเนียมสูงกว่าที่คาด Lightning คือคำตอบที่มีอยู่แล้วและใช้ได้จริงวันนี้ ผู้ให้บริการหลายรายรองรับแล้ว
แต่สิ่งที่ควรรู้ก่อนใช้คือ ประสบการณ์ที่ง่ายที่สุดมักมาจากการฝากเงินไว้กับผู้ให้บริการ ซึ่งแปลว่ากลับไปเชื่อใจตัวกลางอีกครั้ง ส่วนการใช้แบบถือกุญแจเองต้องจัดการเรื่องช่องทางและสภาพคล่องด้วยตัวเอง
ทั้งสองแบบใช้ได้ แต่เป็นคนละอย่างกัน และเส้นแบ่งตรงนี้คือสิ่งเดียวกับที่เอกสาร Bitcoin ตั้งคำถามไว้ตั้งแต่ปี 2008 ก่อนใช้ควรรู้ว่าตัวเองอยู่ฝั่งไหนของเส้น
คำถามที่พบบ่อย
เอกสาร Lightning เผยแพร่เมื่อไร
ฉบับที่เผยแพร่อยู่บน lightning.network ระบุวันที่ 14 มกราคม 2016 เป็น DRAFT Version 0.5.9.2 เขียนโดย Joseph Poon และ Thaddeus Dryja
Lightning เร็วและถูกกว่าจริงไหม
จริง การโอนจบในไม่กี่วินาทีและค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการโอนบนบล็อกเชนมาก เพราะไม่ต้องรอขึ้นบล็อก
เครือข่ายใหญ่แค่ไหนตอนนี้
ข้อมูลสาธารณะจาก 1ML วันที่ 24 กันยายน 2026 ระบุ 5,876 โหนด 19,722 ช่องทาง ความจุรวม 2,664.93 BTC ตัวเลขนี้นับเฉพาะช่องทางสาธารณะ
ทำไมความจุถึงดูน้อยเมื่อเทียบกับ Bitcoin ทั้งหมด
เพราะการใช้ Lightning ต้องล็อกเงินไว้ในช่องทางล่วงหน้า คนส่วนใหญ่จึงล็อกเท่าที่ใช้จ่ายจริง ไม่ได้ย้ายทั้งหมดเข้าไป สัดส่วนที่ 1ML แสดงอยู่ที่ราว 0.0127% ซึ่งเป็นการเทียบกับเพดาน 21 ล้านเหรียญ ถ้าเทียบกับเหรียญที่หมุนเวียนอยู่จริงจะอยู่ที่ราว 0.0134%
ทำไมตัวเลขเครือข่ายที่เห็นตามที่ต่างๆ ถึงไม่ตรงกัน
เพราะแต่ละเครื่องมือเก็บและนับข้อมูลคนละวิธี และบางแหล่งก็หยุดอัปเดตไปแล้ว 1ML ระบุ 19,722 ช่องทาง ณ วันที่ 24 กันยายน 2026 ส่วน mempool.space ระบุ 32,515 ช่องทาง ซึ่งเป็นข้อมูลของวันที่ 30 สิงหาคม 2026 และยังไม่ขยับมาตั้งแต่นั้น ต่างกันราว 65% ซึ่งมากเกินกว่าที่ช่วงเวลา 25 วันจะอธิบายได้ เวลาหยิบตัวเลขไปใช้ต่อจึงควรระบุแหล่งและวันที่กำกับเสมอ
Lightning แทนที่บล็อกเชนหลักได้ไหม
ไม่ได้และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสิ่งนั้น การเปิดและปิดช่องทางยังต้องใช้ธุรกรรมบนบล็อกเชน Lightning จึงพึ่งชั้นหนึ่งเสมอ
สรุป
Lightning Network เกิดจากเอกสารที่ตั้งโจทย์ไว้ตรงไปตรงมาว่า ถ้าอยากให้ Bitcoin รองรับธุรกรรมระดับโลก ต้องย้ายงานส่วนใหญ่ออกไปทำนอกบล็อกเชน และกลไกที่มันเสนอคือช่องทางชำระเงินที่ผูกกันด้วยสัญญาที่บังคับได้โดยไม่ต้องเชื่อใจใคร
ในแง่กลไก มันทำงานได้ตามที่เขียนไว้ ในแง่ขนาด มันยังเล็กมากเมื่อเทียบกับเป้าที่เอกสารตั้งไว้ และในช่วง 30 วันล่าสุดตัวเลขสาธารณะทุกตัวชี้ลง
ทั้งสองอย่างนี้เป็นความจริงพร้อมกันได้ และการเล่าแค่ด้านเดียวคือสิ่งที่ทำให้คนคาดหวังผิดมาตลอดสิบปี