
JPM Coin เหรียญดิจิทัลของ JPMorgan ปี 2019 จากธนาคารที่เคยเรียก Bitcoin ว่าฉ้อโกง สู่เงินฝากบน Blockchain
JPMorgan ประกาศ JPM Coin เมื่อ 14 ก.พ. 2019 ไม่ถึงสองปีหลังซีอีโอเรียก Bitcoin ว่าฉ้อโกง ไล่ดูว่ามันทำงานอย่างไร ต่างจากคริปโตตรงไหน และโตมาเป็น Kinexys กับ JPMD บน Base ได้อย่างไร
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019 JPMorgan Chase ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ประกาศว่าตัวเองเป็นธนาคารสหรัฐฯ แห่งแรกที่สร้างและทดสอบเหรียญดิจิทัลที่แทนเงินสกุลจริงได้สำเร็จ ชื่อว่า JPM Coin ข่าวนี้ดังไปทั่ววงการ ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีใหม่ แต่เพราะผู้บริหารสูงสุดของธนาคารเดียวกันเคยเรียก Bitcoin ว่าเป็นการฉ้อโกงเมื่อ 17 เดือนก่อนหน้า บทความนี้ไล่ดูว่า JPM Coin คืออะไร ทำงานอย่างไร ต่างจากคริปโตและ Stablecoin ตรงไหน และจากต้นแบบในปี 2019 มันเติบโตมาเป็นระบบที่โอนเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อวันได้อย่างไร
17 เดือนก่อนหน้า Jamie Dimon พูดถึง Bitcoin ว่าอะไร
วันที่ 12 กันยายน 2017 ในงานประชุมอุตสาหกรรมธนาคารที่ Barclays เป็นผู้จัด Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase ตอบคำถามเรื่อง Bitcoin ด้วยถ้อยคำที่กลายเป็นพาดหัวข่าวทั่วโลก CNBC ลงพาดหัวว่า Dimon บอกว่า Bitcoin เป็นการฉ้อโกงที่จะระเบิดในท้ายที่สุด และเปรียบเทียบกับการเก็งกำไรหัวทิวลิปในเนเธอร์แลนด์ศตวรรษที่ 17
"มันแย่ยิ่งกว่าหัวทิวลิปอีก มันจะจบไม่สวย จะมีคนเจ็บตัวแน่"
Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan Chase ในงานประชุมที่ Barclays จัด 12 กันยายน 2017 (CNBC) ต้นฉบับ "It's worse than tulip bulbs. It won't end well. Someone is going to get killed."
ในวันเดียวกัน Dimon บอกด้วยว่าถ้าพบเทรดเดอร์ของ JPMorgan คนไหนเทรด Bitcoin เขาจะไล่ออกทันที เพราะผิดกฎของธนาคาร CNBC รายงานว่าหลังคำพูดนั้น ราคา Bitcoin ร่วงลงมาเทรดใกล้จุดต่ำสุดของวัน ที่ราว 4,106 ดอลลาร์ ณ เวลา 15.01 น. ตามเวลานิวยอร์ก

ที่มา: CNBC (12 ก.ย. 2560)
ท่าทีนี้อ่อนลงเร็วกว่าที่หลายคนคาด วันที่ 9 มกราคม 2018 Dimon ให้สัมภาษณ์ Fox Business ว่าเขาเสียใจที่พูดแบบนั้น และเสริมว่า "Blockchain เป็นของจริง" ประโยคนี้สะท้อนจุดยืนที่ธนาคารใหญ่ทั่วโลกยึดในช่วงนั้น คือสนใจเทคโนโลยี Blockchain แต่ไม่เอา Bitcoin ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้ JPM Coin เกิดขึ้นในอีกปีถัดมา
วันที่ JPMorgan ประกาศ JPM Coin
หน้าเว็บของ JPMorgan ที่ประกาศเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า "J.P. Morgan Creates Digital Coin for Payments" ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019 หน้านี้ไม่ใช่ข่าวแจกแบบทั่วไป แต่เป็นบทถาม-ตอบกับ Umar Farooq หัวหน้าฝ่าย Digital Treasury Services and Blockchain ของธนาคาร ย่อหน้าแรกเขียนว่าในเดือนนั้น JPMorgan กลายเป็นธนาคารสหรัฐฯ แห่งแรกที่สร้างและทดสอบเหรียญดิจิทัลที่แทนเงินสกุลจริงได้สำเร็จ
หน้าเดิมบนเว็บ JPMorgan ถูกลบไปแล้ว แต่ Wayback Machine ของ Internet Archive เก็บไว้ตั้งแต่วันประกาศ ภาพด้านล่างคือหน้านั้นในวันที่ถูกเก็บ มีแถบของ Wayback ด้านบนยืนยันวันที่

ที่มา: jpmorgan.com ผ่าน Internet Archive Wayback Machine (14 ก.พ. 2562)
สาระสำคัญจากหน้านั้นมีหลายข้อ ข้อแรกคือ JPMorgan บอกตรงๆ ว่า JPM Coin ไม่ใช่เงิน ในตัวมันเอง แต่เป็นเหรียญดิจิทัลที่แทนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ฝากอยู่ในบัญชีที่กำหนดไว้ของ JPMorgan Chase N.A. หนึ่ง JPM Coin จึงมีมูลค่าเท่ากับหนึ่งดอลลาร์เสมอ และธนาคารที่มีงบดุลขนาด 2.6 ล้านล้านดอลลาร์รับแลกคืนเป็นเงินจริงทุกเหรียญ ข้อที่สองคือสถานะตอนประกาศเป็นเพียงต้นแบบ (Prototype) ที่จะทดสอบกับลูกค้าสถาบันจำนวนน้อย ใช้สำหรับการโอนเงินระหว่างธุรกิจ และธนาคารบอกชัดว่ายังไม่มีแผนเปิดให้บุคคลทั่วไปใช้
ข้อสังเกตเรื่องวันที่ หมุดไทม์ไลน์ของเหตุการณ์นี้ปักไว้ที่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2019 เพราะหน้าทางการเขียนเพียงว่าการทดสอบสำเร็จ "ในเดือนนี้" ไม่ได้ระบุวันทดสอบ ส่วนวันที่ประกาศต่อสาธารณะและวันที่สื่อใหญ่อย่าง CNBC และ BBC ลงข่าวคือ 14 กุมภาพันธ์ 2019
JPM Coin ทำงานอย่างไร
JPMorgan อธิบายกลไกไว้เป็น 3 ขั้นตอน
- ขั้นที่ 1 ลูกค้าของ JPMorgan นำเงินฝากเข้าบัญชีที่กำหนด แล้วได้รับ JPM Coin จำนวนเท่ากับเงินที่ฝาก เช่น ฝาก 1 ล้านดอลลาร์ ได้ JPM Coin 1 ล้านเหรียญ
- ขั้นที่ 2 ลูกค้าใช้ JPM Coin ทำธุรกรรมบนเครือข่าย Blockchain กับลูกค้ารายอื่นของ JPMorgan เช่น โอนเงิน หรือชำระเงินในธุรกรรมหลักทรัพย์
- ขั้นที่ 3 ผู้ถือ JPM Coin นำเหรียญมาแลกคืนเป็นดอลลาร์กับ JPMorgan

เครือข่ายที่ใช้ในตอนแรกคือ Quorum ซึ่งเป็น Blockchain ที่ JPMorgan พัฒนาขึ้นเองจากโค้ดของ Ethereum แต่ปรับให้เป็นเครือข่ายแบบต้องได้รับอนุญาต (Permissioned) และเพิ่มความเป็นส่วนตัวของข้อมูล CNBC รายงานการใช้งานที่ธนาคารตั้งใจไว้ 3 แบบ คือการโอนเงินข้ามประเทศของลูกค้าองค์กร การชำระเงินในธุรกรรมหลักทรัพย์ และการบริหารเงินระหว่างบริษัทลูกของลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งในวันประกาศ ธนาคารโอนเงินในธุรกิจชำระเงินขนาดใหญ่มากกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวันอยู่แล้ว
"อะไรก็ตามที่มีอยู่ในโลกตอนนี้ เมื่อมันย้ายขึ้นไปอยู่บน Blockchain ระบบนี้จะเป็นขาการชำระเงินของธุรกรรมนั้น"
Umar Farooq หัวหน้าโครงการ Blockchain ของ J.P. Morgan (CNBC 14 กุมภาพันธ์ 2019) ต้นฉบับ "So anything that currently exists in the world, as that moves onto the blockchain, this would be the payment leg for that transaction."
JPM Coin ต่างจากคริปโตและ Stablecoin อย่างไร
ในหน้าประกาศปี 2019 JPMorgan ใส่ตารางเทียบ JPM Coin กับ Stablecoin ที่หนุนด้วยเงินจริงอย่าง USDC และ Tether ไว้เอง จุดที่ธนาคารเน้นคือ JPM Coin แลกคืนเป็นเงินที่ JPMorgan ถือได้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ขณะที่ความโปร่งใสเรื่องทุนสำรองของ Stablecoin แต่ละเจ้าไม่เท่ากัน และ JPM Coin ใช้ได้เฉพาะลูกค้าสถาบันที่ผ่านการตรวจสอบตัวตน (KYC) ของธนาคาร ขณะที่ Stablecoin ใครก็ถือและเทรดได้
| หัวข้อ | JPM Coin | Stablecoin (USDT, USDC) | Bitcoin |
|---|---|---|---|
| ผู้ออก | ธนาคารพาณิชย์ (JPMorgan Chase N.A.) | บริษัทเอกชน (Tether, Circle) | ไม่มีผู้ออก เกิดจากการขุด |
| สิ่งที่แทน | เงินฝากในธนาคาร | ทุนสำรองที่บริษัทผู้ออกถือ | ไม่แทนสินทรัพย์ใด |
| ใครใช้ได้ | ลูกค้าสถาบันที่ผ่าน KYC ของธนาคารเท่านั้น | ใครก็ได้ | ใครก็ได้ |
| เครือข่าย | Quorum (Permissioned) ในปี 2019 และ Base ในปี 2025 โดยจำกัดผู้ถือ | เครือข่ายสาธารณะหลายเครือข่าย | เครือข่าย Bitcoin สาธารณะ |
| มูลค่า | 1 เหรียญเท่ากับ 1 ดอลลาร์ | ตรึงไว้ที่ 1 ดอลลาร์ | ขึ้นลงตามตลาด |
ความต่างที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการควบคุม JPM Coin อยู่ในการควบคุมของธนาคารเพียงรายเดียวทุกขั้นตอน ตั้งแต่ใครเข้าร่วมได้ ไปจนถึงการออกและแลกคืนเหรียญ ปัจจุบันหน้า JPM Coin บนเว็บของ JPMorgan ตอบคำถามนี้ตรงๆ ว่า JPM Coin เป็นโทเคนเงินฝากที่ธนาคารออก ไม่ใช่คริปโตและไม่ใช่ Stablecoin อ่านพื้นฐานของ Stablecoin เพิ่มได้ที่ Stablecoin คืออะไร และภาพรวมของคริปโตทั้งหมดที่ คริปโตคืออะไร
เสียงวิจารณ์ในวันประกาศ
ไม่ใช่ทุกคนที่ตื่นเต้นกับข่าวนี้ วันเดียวกับที่ประกาศ BBC ลงข่าวพาดหัวว่า JPMorgan สร้างเงินคริปโตที่มีธนาคารสหรัฐฯ หนุนหลังเป็นครั้งแรก แต่ในเนื้อข่าวมีเสียงค้านจาก David Gerard ผู้เขียนหนังสือ Attack of the 50 Foot Blockchain

ที่มา: BBC News (14 ก.พ. 2562)
"มันไม่จำเป็นต้องใช้ Blockchain เลยด้วยซ้ำ เพราะ JPMorgan เป็นคนดูแลระบบเอง ทำบนเว็บไซต์กับฐานข้อมูลของตัวเองก็ได้"
David Gerard ผู้เขียน Attack of the 50 Foot Blockchain (BBC 14 กุมภาพันธ์ 2019) ต้นฉบับ "It doesn't even need a blockchain at all because JP Morgan runs it. They could do it on a website and database they run."
Gerard ยังบอกด้วยว่ามันไม่ได้เหมือน Bitcoin ที่ไม่มีใครควบคุม แต่เป็นระบบที่ถูกควบคุมจากศูนย์กลางซึ่งฟังดูคล้ายคริปโตเท่านั้น ด้าน The Next Web ลงบทความวันเดียวกันพาดหัวว่าเหรียญใหม่ของ JPMorgan ไม่ใช่คริปโต และไม่ใช่แม้แต่ Stablecoin เพราะเครือข่ายเป็นแบบต้องได้รับอนุญาตทั้งหมดและธนาคารควบคุมเอง
ข้อวิจารณ์นี้คือแก่นของการถกเถียงในยุคที่ธนาคารชูคำว่า "Blockchain not Bitcoin" ฝั่งหนึ่งมองว่าธนาคารเพียงนำเทคโนโลยีฐานข้อมูลที่ใช้ร่วมกันมาปรับปรุงระบบเดิม อีกฝั่งมองว่านี่คือก้าวแรกที่เงินของธนาคารจะย้ายไปอยู่บน Blockchain ได้จริง ซึ่งเหตุการณ์ในอีก 6 ปีต่อมาทำให้คำตอบซับซ้อนกว่าที่ทั้งสองฝั่งคิดไว้
Quorum: Blockchain ของ JPMorgan ที่ถูกขายออกไป
Quorum เริ่มพัฒนาในปี 2016 และเปิดโค้ดให้นักพัฒนาภายนอกใช้ ถือเป็นครั้งแรกที่ JPMorgan สร้างโปรโตคอล Blockchain ของตัวเอง แต่เมื่อ 25 สิงหาคม 2020 ConsenSys บริษัทซอฟต์แวร์ Ethereum ที่ก่อตั้งโดย Joseph Lubin ประกาศซื้อแพลตฟอร์ม Quorum จาก JPMorgan โดย JPMorgan ลงทุนใน ConsenSys ด้วย และกลายเป็นลูกค้าที่ใช้บริการบน Quorum ต่อ มูลค่าดีลไม่ได้ถูกเปิดเผย

ที่มา: consensys.io (25 ส.ค. 2563)
ดีลนี้บอกว่า JPMorgan เลือกที่จะเลิกเป็นเจ้าของเทคโนโลยีพื้นฐานเอง แล้วหันไปโฟกัสที่การใช้งานด้านการชำระเงิน ปัจจุบัน Repository ของ Quorum บน GitHub ถูกย้ายไปอยู่ใต้ ConsenSys และขึ้นป้ายว่าถูกเก็บถาวร (Public archive) แล้ว คำอธิบายของโปรเจกต์ยังเขียนไว้ว่าเป็น Ethereum แบบต้องได้รับอนุญาตที่รองรับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ที่มา: github.com/Consensys-Incorporated/quorum (27 ก.ย. 2569)
Onyx: จากต้นแบบสู่การใช้งานจริง
วันที่ 27 ตุลาคม 2020 JPMorgan ตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ชื่อ Onyx เพื่อรวมโครงการ Blockchain และเงินดิจิทัลทั้งหมดไว้ด้วยกัน CNBC รายงานว่าในสัปดาห์นั้น JPM Coin ถูกใช้งานเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก โดยลูกค้าบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกรายหนึ่งใช้โอนเงินข้ามประเทศได้ตลอด 24 ชั่วโมง ธนาคารไม่เปิดเผยชื่อลูกค้ารายนี้ หน่วยงานใหม่มีพนักงานประจำมากกว่า 100 คน และ Umar Farooq คนเดิมจากวันประกาศได้รับแต่งตั้งเป็นซีอีโอของ Onyx

ที่มา: CNBC (27 ต.ค. 2563)
"เราเปิด Onyx เพราะเชื่อว่าเรากำลังเข้าสู่ช่วงที่เทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ จากงานวิจัยและพัฒนา ไปสู่สิ่งที่กลายเป็นธุรกิจจริงได้"
Takis Georgakopoulos หัวหน้าฝ่าย Wholesale Payments ระดับโลกของ JPMorgan (CNBC 27 ตุลาคม 2020) ต้นฉบับ "We are launching Onyx because we believe we are shifting to a period of commercialization of those technologies, moving from research and development to something that can become a real business."
ช่วงเดียวกัน เครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคารที่ JPMorgan นำร่องมาตั้งแต่ปี 2017 ในชื่อ Interbank Information Network ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Liink และรวมอยู่ใต้ Onyx ด้วย ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2023 CoinDesk รายงานว่า JPM Coin เพิ่มการรองรับเงินยูโรนอกเหนือจากดอลลาร์
ธุรกรรมหลายพันล้านดอลลาร์ต่อวัน
ตัวเลขปริมาณธุรกรรมคือหลักฐานว่าระบบนี้ถูกใช้จริง แต่ต้องอ่านให้ระวัง เพราะแต่ละช่วงนับขอบเขตไม่เหมือนกัน
- ตุลาคม 2023 ผู้บริหาร JPMorgan ให้สัมภาษณ์ Bloomberg TV ว่า JPM Coin รองรับธุรกรรมราว 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (รายงานโดย CoinDesk) ตัวเลขนี้นับเฉพาะ JPM Coin
- พฤศจิกายน 2024 JPMorgan ระบุว่าแพลตฟอร์มทั้งหมดมีธุรกรรมเฉลี่ยมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน และมูลค่าสะสมตั้งแต่เริ่มเกิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้นับรวมบริการอื่นบนแพลตฟอร์มด้วย
- สิงหาคม 2026 JPMorgan ระบุว่าแพลตฟอร์มมีธุรกรรมเฉลี่ยราว 7,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน และมูลค่าสะสมเกิน 4 ล้านล้านดอลลาร์
แม้จะเทียบกันตรงๆ ไม่ได้เพราะขอบเขตต่างกัน แต่ทิศทางชัดเจนว่าระบบเติบโตจากต้นแบบที่ทดสอบกับลูกค้าไม่กี่รายในปี 2019 มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินจริงของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกับเงินที่ JPMorgan โอนผ่านระบบเดิมมากกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวันตามที่ CNBC รายงานไว้ในปี 2019 ส่วนที่ย้ายขึ้น Blockchain ยังเป็นส่วนน้อยมาก

Kinexys: ชื่อใหม่ในปี 2024
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2024 ที่งาน Singapore Fintech Festival Umar Farooq ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าร่วมของ J.P. Morgan Payments ประกาศเปลี่ยนชื่อ Onyx เป็น Kinexys by J.P. Morgan ชื่อใหม่มาจากคำว่า Kinetic ที่แปลว่าเกิดจากการเคลื่อนไหว ระบบ JPM Coin เดิมก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Kinexys Digital Payments

ที่มา: jpmorgan.com (6 พ.ย. 2567)
ในประกาศเดียวกัน JPMorgan ระบุชื่อลูกค้าที่ใช้แพลตฟอร์ม เช่น Siemens, Ant International และ BlackRock และบอกว่าธุรกรรมการชำระเงินเติบโตราว 10 เท่าเมื่อเทียบช่วงมกราคมถึงสิงหาคม 2023 กับช่วงเดียวกันในปี 2024 พร้อมแผนเพิ่มบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเข้าไปในระบบ
JPMD: ครั้งแรกบน Blockchain สาธารณะ
จุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดมาในปี 2025 วันที่ 24 มิถุนายน 2025 Kinexys ประกาศนำร่องออกโทเคนเงินฝากดอลลาร์ชื่อ JPMD บน Base ซึ่งเป็นเครือข่าย Layer 2 ของ Ethereum ที่ Coinbase สร้างขึ้น JPMorgan ระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่ Kinexys ใช้ Blockchain สาธารณะ และเป็นโทเคนเงินฝากแบบต้องได้รับอนุญาตตัวแรกในลักษณะนี้ จุดที่ต่างจาก Stablecoin คือเป็นเงินฝากธนาคารที่สามารถจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือได้
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2025 หลังนำร่องสำเร็จ JPMorgan ประกาศว่า JPM Coin (ticker JPMD) เปิดให้ลูกค้าสถาบันใช้งานบน Base แล้ว โดยมี B2C2, Coinbase และ Mastercard ทดสอบธุรกรรมสำเร็จ ชื่อ JPM Coin จึงกลับมาใช้อีกครั้งในฐานะชื่อสินค้าโทเคนเงินฝาก หลังจากที่ระบบเดิมเคยเปลี่ยนชื่อไปในปี 2024

ที่มา: jpmorgan.com (12 พ.ย. 2568)
แม้จะอยู่บนเครือข่ายสาธารณะที่ใครก็เปิดดูธุรกรรมได้ แต่ JPMD ยังจำกัดให้เฉพาะลูกค้าสถาบันที่ผ่านการตรวจสอบเท่านั้นที่ถือและโอนได้ ต่อมาเมื่อ 7 มกราคม 2026 Digital Asset และ Kinexys ประกาศเจตนาจะนำ JPMD ไปออกบน Canton Network ซึ่งเป็น Blockchain ที่ออกแบบมาเพื่อตลาดการเงินและเน้นความเป็นส่วนตัว อ่านข่าวนี้ได้ที่ JPMorgan นำ JPM Coin ไปต่อบน Canton Network
บทเรียนจาก JPM Coin
เรื่องของ JPM Coin สะท้อนการเปลี่ยนท่าทีของธนาคารใหญ่ต่อเทคโนโลยี Blockchain ในเวลาไม่ถึงสิบปี จากการเรียก Bitcoin ว่าเป็นการฉ้อโกง ไปสู่การสร้างเหรียญของตัวเองบนเครือข่ายส่วนตัว และท้ายที่สุดคือการนำเงินฝากธนาคารขึ้นไปบนเครือข่ายสาธารณะที่สร้างอยู่บน Ethereum

ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ก็ยืนยันข้อวิจารณ์ตั้งแต่วันแรกว่า JPM Coin ไม่ได้เป็นคริปโตในความหมายของ Bitcoin JPMorgan ยังควบคุมว่าใครใช้ได้ ออกเหรียญเท่าไร และแลกคืนอย่างไร สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเครือข่ายที่ใช้ส่งเหรียญ ไม่ใช่เจ้าของเงิน ผู้ที่สนใจความต่างระหว่างเงินที่ธนาคารกลางออก เงินฝากธนาคาร และคริปโต อ่านเพิ่มได้ที่ CBDC คืออะไร และ USDT คืออะไร
คำถามที่พบบ่อย
JPM Coin ประกาศเมื่อไร
JPMorgan ประกาศเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2019 โดยระบุว่าการทดสอบสำเร็จในเดือนกุมภาพันธ์ปีนั้น
คนทั่วไปซื้อหรือใช้ JPM Coin ได้ไหม
ไม่ได้ ตั้งแต่ปี 2019 จนถึง JPMD บน Base ในปี 2025 JPM Coin ใช้ได้เฉพาะลูกค้าสถาบันของ JPMorgan ที่ผ่านการตรวจสอบตัวตน เช่น ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทขนาดใหญ่ และ JPMorgan เตือนว่าโทเคนชื่อเดียวกันที่อยู่คนละสัญญาไม่ได้เกี่ยวข้องกับธนาคาร
JPM Coin เป็น Stablecoin ไหม
JPMorgan บอกว่าไม่ใช่ JPM Coin เป็นโทเคนเงินฝากที่ธนาคารออก แทนเงินฝากในบัญชีของ JPMorgan โดยตรง ต่างจาก Stablecoin ที่บริษัทเอกชนออกและหนุนด้วยทุนสำรองที่บริษัทถือ
Quorum ยังใช้อยู่ไหม
JPMorgan ขาย Quorum ให้ ConsenSys ในเดือนสิงหาคม 2020 ปัจจุบัน Repository ของ Quorum บน GitHub ถูกเก็บถาวรแล้ว ส่วน JPM Coin ในรูปแบบ JPMD ย้ายไปใช้เครือข่าย Base
Jamie Dimon ยังมองว่า Bitcoin เป็นการฉ้อโกงไหม
Dimon บอกว่าเสียใจที่เรียก Bitcoin แบบนั้นเมื่อมกราคม 2018 แต่ยังวิจารณ์ Bitcoin ในโอกาสต่างๆ หลังจากนั้น ขณะที่ธนาคารของเขาเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยี Blockchain และโทเคนเงินฝากต่อเนื่อง
สรุป
JPM Coin เริ่มจากต้นแบบที่ JPMorgan ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ไม่กี่เดือนหลังจากผู้บริหารของธนาคารเรียก Bitcoin ว่าเป็นการฉ้อโกง มันไม่ใช่คริปโตและไม่ใช่ Stablecoin แต่เป็นเงินฝากธนาคารในรูปแบบโทเคนที่ลูกค้าสถาบันใช้โอนหากันได้ตลอด 24 ชั่วโมง จาก Quorum ที่ถูกขายออกไป สู่หน่วย Onyx และ Kinexys จนถึง JPMD บน Base ระบบนี้โตขึ้นเป็นหลายพันล้านดอลลาร์ต่อวัน แต่ยังเป็นส่วนเล็กเมื่อเทียบกับเงินที่ธนาคารโอนผ่านระบบเดิม เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของยุคที่ธนาคารยอมรับ Blockchain โดยไม่ยอมรับ Bitcoin และเป็นหลักฐานว่าความต่างระหว่างสองอย่างนี้ยังสำคัญ