get to know eth the merge after delayed many times
08 August 2022•เหรียญ•อ่าน 20 นาที•โดย Rawiwarn Owattasanee

The Merge คืออะไร Ethereum เปลี่ยนไปอย่างไรหลังใช้ Proof of Stake (อัปเดต 2026)

The Merge เกิดขึ้นจริงเมื่อ 15 กันยายน 2022 บทความนี้อัปเดตว่าเกิดอะไรขึ้นจริง พลังงานลดลงเท่าไหร่ อะไรที่ The Merge ไม่ได้ทำ และสี่ปีหลังจากนั้น Ethereum เดินไปทางไหน

The Merge เกิดขึ้นจริงแล้วเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2022 หลังถูกเลื่อนมาตั้งแต่ปี 2017 บทความนี้เคยเขียนไว้ตอนที่ทุกคนยังจับตาว่าจะเลื่อนอีกไหม ตอนนี้ผ่านมาสี่ปีแล้ว จึงอัปเดตใหม่ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นจริง อะไรเป็นไปตามที่คาด และอะไรที่คนเข้าใจผิดกันมาตลอด

The Merge คืออะไร

The Merge คือการที่ Ethereum เปลี่ยนกลไกฉันทามติจาก Proof of Work ซึ่งใช้การขุดด้วยการ์ดจอ ไปเป็น Proof of Stake ที่ใช้การวางเงินค้ำประกันด้วยเหรียญ ETH แทน โดยเป็นการนำเครือข่าย Ethereum Mainnet เดิมมารวมเข้ากับ Beacon Chain ซึ่งเป็นเครือข่าย Proof of Stake ที่เดินคู่ขนานมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020

คำว่า "รวม" คือที่มาของชื่อ The Merge ตรงตัว เพราะไม่ได้สร้างเชนใหม่หรือย้ายข้อมูล แต่เป็นการสลับเครื่องยนต์ของรถที่กำลังวิ่งอยู่ ประวัติธุรกรรมทั้งหมดตั้งแต่ปี 2015 ยังอยู่ครบเหมือนเดิม

รายละเอียดว่า Ethereum คืออะไรและทำงานอย่างไร อ่านได้ที่ Ethereum คืออะไร

Beacon Chain สองปีที่เดินคู่ขนานก่อนรวมกัน

สิ่งที่คนมักข้ามไปคือ Proof of Stake ของ Ethereum ไม่ได้เริ่มทำงานวันที่ The Merge แต่เริ่มก่อนหน้านั้นเกือบสองปี

Beacon Chain เปิดใช้งานวันที่ 1 ธันวาคม 2020 เป็นเครือข่าย Proof of Stake ที่เดินคู่ขนานไปกับเครือข่ายหลักที่ยังขุดด้วย Proof of Work อยู่ หน้าที่ของมันในช่วงนั้นคือทดสอบว่ากลไกใหม่ทำงานได้จริงในสภาพแวดล้อมจริง โดยยังไม่ต้องรับผิดชอบธุรกรรมของใคร

คนที่อยากเข้าร่วมต้องฝาก ETH เข้าไปเป็นหลักประกัน และเงื่อนไขในช่วงนั้นมีข้อที่โหดมากอยู่ข้อหนึ่ง คือฝากเข้าไปแล้วถอนออกไม่ได้เลย ไม่มีกำหนดว่าจะถอนได้เมื่อไหร่ ต้องรอจนกว่าการอัปเกรดรอบถัดไปจะเปิดให้ถอน ซึ่งกลายเป็นว่าต้องรอถึงเดือนเมษายน 2023 หรือสองปีสี่เดือนหลังจากวันแรก

หน้า Beacon Chain บนเว็บทางการ ethereum.org ระบุว่าเครือข่ายเริ่มทำงานวันที่ 1 ธันวาคม 2020 และถูกรวมเข้ากับเครือข่าย Proof of Work เดิมในเดือนกันยายน 2022
หน้าทางการของ ethereum.org ยืนยันว่า Beacon Chain เริ่มทำงานตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2020 คือเกือบสองปีก่อนที่จะรวมกับเครือข่ายหลัก

การที่มีคนยอมฝากเงินโดยไม่รู้ว่าจะได้คืนเมื่อไหร่ ตั้งแต่ก่อนระบบจะทำงานจริง เป็นสิ่งที่บอกได้ว่าความเชื่อมั่นในทีมพัฒนาสูงแค่ไหนในตอนนั้น

Proof of Stake ทำงานอย่างไร

ก่อนจะเข้าใจว่า The Merge เปลี่ยนอะไร ต้องเข้าใจก่อนว่าระบบใหม่ทำงานด้วยหลักอะไร สรุปเป็นสี่ข้อหลัก

  • ผู้ตรวจสอบต้องวางหลักประกัน 32 ETH ต่อหนึ่งตำแหน่ง เงินก้อนนี้คือสิ่งที่ทำให้เขามีอะไรต้องเสียถ้าทำผิดกติกา ต่างจาก Proof of Work ที่สิ่งที่ต้องเสียคือค่าไฟกับเครื่องขุด
  • ระบบสุ่มเลือกผู้สร้างบล็อกทุก 12 วินาที ไม่ใช่การแข่งกันคำนวณให้เร็วที่สุดแบบเดิม จึงไม่ต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อแย่งสิทธิ์
  • ทำหน้าที่ถูกต้องได้รางวัล ไม่ทำหน้าที่ถูกหักเงิน ผู้ตรวจสอบที่ออฟไลน์จะถูกหักทีละเล็กน้อย ซึ่งเป็นบทลงโทษเบาที่สุด
  • ทำผิดร้ายแรงถูกริบหลักประกันที่เรียกว่า slashing ตามเอกสารทางการปัจจุบัน โทษเริ่มต้นคือถูกเผาทิ้ง 0.0078125 ETH สำหรับตำแหน่งขนาด 32 ETH พร้อมถูกถอดออกจากระบบ แต่จุดที่หนักจริงคือโทษที่ผูกกับจำนวนคนที่ทำผิดพร้อมกัน ถ้ามีผู้ตรวจสอบถูกลงโทษพร้อมกันเป็นจำนวนมากในช่วง 36 วันก่อนหน้า โทษจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน จนถึงขั้นเสียหลักประกันทั้งก้อนได้

ข้อสุดท้ายคือหัวใจของการออกแบบ เพราะมันทำให้การรวมหัวกันโจมตีเครือข่ายมีต้นทุนสูงกว่าการโจมตีคนเดียวมาก ต่างจาก Proof of Work ที่ถ้ามีกำลังขุดพอก็โจมตีได้โดยไม่ถูกยึดเครื่องขุด

ทำไมต้องเปลี่ยน ปัญหาที่ค้างมาตั้งแต่ปี 2017

ย้อนกลับไปช่วงปี 2017 ที่เรียกกันว่ายุคทองของ ICO ตามด้วยกระแส DeFi ในกลางปี 2020 และกระแส NFT กับ GameFi ในปี 2021 ทั้งหมดนี้ทำให้คนใช้งาน Ethereum เพิ่มขึ้นมหาศาล แต่กลายเป็นดาบสองคม เพราะเครือข่ายรองรับได้เพียงราว 15 ธุรกรรมต่อวินาที ผลคือค่าธรรมเนียมแพง ธุรกรรมช้า และล้มเหลวบ่อยครั้งในช่วงที่คนแย่งกันใช้

ตามกรอบ Blockchain Trilemma ที่บอกว่าบล็อกเชนมีคุณสมบัติได้เพียงสองในสามข้อ Ethereum ขาดข้อที่สามอยู่ข้อเดียว

  • ความปลอดภัย (Security) มีอยู่แล้ว
  • ความกระจายศูนย์ (Decentralization) มีอยู่แล้ว
  • การรองรับธุรกรรมที่มากขึ้น (Scalability) คือข้อที่ขาด

Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ประกาศตั้งแต่ปี 2017 ว่าจะเปลี่ยนไปใช้ Proof of Stake ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ตอนนั้นเรียกกันว่า Ethereum 2.0 แต่กว่าจะมาถึงวันที่ทำได้จริงก็ใช้เวลาอีกห้าปี

ไดอะแกรม Blockchain Trilemma สามมุมคือความปลอดภัย ความกระจายศูนย์ และการรองรับธุรกรรม โดย Ethereum ก่อน The Merge ขาดข้อการรองรับธุรกรรม
บล็อกเชนหนึ่งระบบมักได้เต็มที่เพียงสองในสามด้านนี้ ก่อน The Merge จุดที่ Ethereum ขาดคือการรองรับธุรกรรม

ห้าปีของการเลื่อน ตั้งแต่ 2017 ถึง 2022

แผนเดิมกำหนดว่า The Merge จะเสร็จตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 แต่ระหว่างทางมีการอัปเกรดหลายขั้นที่ต้องผ่านก่อน และแต่ละขั้นก็เจอปัญหาของตัวเอง

  • 2017 Byzantium Hard Fork ส่วนหนึ่งของการอัปเกรด Metropolis ซึ่งลดรางวัลขุดจาก 5 ETH เหลือ 3 ETH เจอปัญหาการอัปเกรดซอฟต์แวร์ของ Parity Node จนต้องเลื่อน
  • 2018 ถึง 2019 Constantinople ขั้นต่อไปของ Metropolis ถูกเลื่อนจากกลางปี 2018 ไปเป็นกุมภาพันธ์ 2019 เพราะเจอช่องโหว่ในโค้ดตอนตรวจสอบโดยบริษัท ChainSecurity
  • 2019 Istanbul Hard Fork เลื่อนสองครั้งจากกันยายนไปธันวาคม 2019 เพราะมีข้อเสนอปรับปรุงส่งเข้ามากว่า 30 รายการ คัดเหลือ 6 รายการและต้องใช้เวลาทดสอบเพิ่ม
  • 2020 Staking Deposit Contract เลื่อนจากตุลาคมไปพฤศจิกายน 2020 เพราะการตรวจสอบไลบรารีเข้ารหัส BLST โดยบริษัท NCC Group ล่าช้า
  • 2021 Berlin Hard Fork เลื่อนจากกลางปี 2020 ไปเมษายน 2021 เพราะกังวลเรื่องการรวมศูนย์ในไคลเอนต์ Geth ที่โหนดส่วนใหญ่ใช้อยู่
  • 2022 The Merge เลื่อนจากธันวาคม 2021 เป็นกลางปี 2022 เพราะไคลเอนต์ยังไม่พร้อม แล้วเลื่อนอีกครั้งเป็นเดือนสิงหาคมเพราะเจอบั๊กบน Shadow Fork ของ Goerli

ก่อนลงสนามจริง ทีมพัฒนาทดสอบ The Merge บนเครือข่ายทดสอบครบสามตัวในปี 2022 คือ Ropsten เมื่อ 9 มิถุนายน Sepolia เมื่อ 7 กรกฎาคม และ Goerli เมื่อ 10 สิงหาคม

15 กันยายน 2022 วันที่เกิดขึ้นจริง

The Merge ทำงานสำเร็จบนเครือข่ายหลักในวันที่ 15 กันยายน 2022 เร็วกว่ากำหนดการที่เคยประกาศไว้ว่าวันที่ 19 กันยายนเล็กน้อย และครั้งนี้ไม่มีการเลื่อนอีก เครือข่ายไม่หยุดทำงานแม้แต่วินาทีเดียวระหว่างเปลี่ยนระบบ

และเรา finalized แล้ว! สุขสันต์วัน merge ทุกคน นี่คือช่วงเวลาสำคัญของระบบนิเวศ Ethereum ทุกคนที่ช่วยกันทำให้ merge เกิดขึ้นได้ ควรภูมิใจอย่างมากในวันนี้

"And we finalized! Happy merge all. This is a big moment for the Ethereum ecosystem. Everyone who helped make the merge happen should feel very proud today."

Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum โพสต์บน X วันที่ 15 กันยายน 2022 ทันทีที่บล็อกแรกหลัง The Merge ถูกยืนยันขั้นสุดท้าย

คำว่า finalized ในประโยคนี้เป็นศัพท์เฉพาะของ Proof of Stake หมายถึงจุดที่บล็อกถูกยืนยันจนย้อนกลับไม่ได้แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าระบบใหม่ทำงานได้จริงไม่ใช่แค่เริ่มทำงาน

ผลลัพธ์จริงที่วัดได้

ตัวเลขด้านล่างอ้างอิงจากเอกสารทางการของ ethereum.org

หน้า The Merge บนเว็บทางการ ethereum.org ระบุว่าการอัปเกรดลดการใช้พลังงานลงราว 99.95% และดำเนินการเสร็จวันที่ 15 กันยายน 2022
หน้าทางการของ ethereum.org ระบุทั้งตัวเลขพลังงานที่ลดลงราว 99.95% และสถานะ Shipped พร้อมวันที่ดำเนินการจริงคือ 15 กันยายน 2022
  • พลังงานลดลงราว 99.95% จากที่เคยใช้ไฟฟ้าระดับเดียวกับประเทศขนาดกลาง เหลือระดับที่เทียบได้กับอาคารสำนักงานไม่กี่แห่ง เพราะไม่ต้องใช้เครื่องขุดแข่งกันคำนวณอีกต่อไป
  • การออกเหรียญใหม่ลดลงราว 88.7% ก่อน The Merge เครือข่ายจ่ายรางวัลให้นักขุดราว 13,000 ETH ต่อวัน บวกกับรางวัล staking บน Beacon Chain อีกส่วนหนึ่ง รวมเป็นอัตราเงินเฟ้อราว 4.61% ต่อปี หลัง The Merge เหลือเฉพาะรางวัล staking ราว 1,700 ETH ต่อวัน คิดเป็นราว 0.52% ต่อปี
  • นักขุดหายไปจากระบบทั้งหมด การ์ดจอที่เคยขุด ETH ใช้ขุดต่อไม่ได้อีก ซึ่งกระทบตลาดการ์ดจอมือสองทั่วโลกทันที

เรื่องพลังงานเป็นจุดที่เปลี่ยนบทสนทนาเรื่องคริปโตกับสิ่งแวดล้อมไปเลย เพราะข้อโจมตีที่ใช้กับ Ethereum มาตลอดหายไปในคืนเดียว ส่วนข้อถกเถียงเรื่องพลังงานที่ยังเหลืออยู่เป็นของฝั่ง Bitcoin ซึ่งยังใช้ Proof of Work อ่านเรื่องนี้ต่อได้ที่ Bitcoin ทำให้โลกร้อนจริงไหม

สามเรื่องที่ The Merge ไม่ได้ทำ

ส่วนนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะความคาดหวังผิดเรื่องพวกนี้ทำให้คนจำนวนมากผิดหวังโดยไม่จำเป็น

  • ค่า Gas ไม่ได้ถูกลง The Merge เปลี่ยนวิธียืนยันธุรกรรม ไม่ได้เพิ่มความจุของเครือข่าย ค่าธรรมเนียมยังขึ้นกับความต้องการใช้งานเหมือนเดิม
  • ธุรกรรมไม่ได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความเร็วบนเลเยอร์หลักแทบเท่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือช่วงเวลาระหว่างบล็อกคงที่ขึ้น ไม่ใช่ปริมาณที่รองรับได้
  • ถอนเหรียญที่ stake ไว้ยังไม่ได้ทันที คนที่ฝาก ETH ไว้ตั้งแต่ปี 2020 ต้องรออีกเจ็ดเดือนหลัง The Merge จนกว่าจะถึงการอัปเกรดถัดไป

สี่ปีหลังจากนั้น อัปเกรดที่ตามมาจริง

บทความฉบับเดิมเขียนไว้ว่าขั้นถัดไปคือ The Surge ที่จะเพิ่ม Sharding ในปี 2023 สิ่งที่เกิดขึ้นจริงต่างจากแผนนั้นพอสมควร เพราะทีมพัฒนาเปลี่ยนทิศไปเน้นเลเยอร์สองแทนการแบ่งเชนเป็นชาร์ด

ไทม์ไลน์อัปเกรด Ethereum หลัง The Merge ตั้งแต่ Shanghai และ Capella เมษายน 2023 Dencun มีนาคม 2024 Pectra พฤษภาคม 2025 และ Fusaka ธันวาคม 2025
หลัง The Merge เครือข่ายอัปเกรดต่อเนื่องทุกปี โดยเน้นลดต้นทุนของเลเยอร์สองแทนการทำ Sharding ตามแผนเดิม
  • Shanghai และ Capella เมษายน 2023 เปิดให้ถอน ETH ที่ stake ไว้ได้เป็นครั้งแรก ปิดความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของผู้ฝากที่ต้องล็อกเหรียญไว้โดยไม่รู้ว่าจะได้คืนเมื่อไหร่
  • Dencun มีนาคม 2024 เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลชั่วคราวที่เรียกว่า blob ผ่าน EIP-4844 ทำให้ต้นทุนของเลเยอร์สองถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือจุดที่ยุทธศาสตร์ rollup-centric เริ่มทำงานจริง
  • Pectra พฤษภาคม 2025 รวมการอัปเกรดสองฝั่งเข้าด้วยกัน และเพิ่มความจุ blob ต่อบล็อกจากเป้าหมาย 3 เป็น 6 และเพดานจาก 6 เป็น 9
  • Fusaka ธันวาคม 2025 อัปเกรดใหญ่ล่าสุด ต่อยอดเรื่องความจุข้อมูลสำหรับเลเยอร์สองอีกขั้น

สรุปคือเส้นทางหลัง The Merge ไม่ได้เดินตามแผน Sharding แบบเดิม แต่เปลี่ยนเป็นการทำให้เลเยอร์สองถูกและใช้งานง่ายขึ้นแทน ซึ่งเป็นทิศทางที่ให้ผลเร็วกว่าและเห็นผลจริงในค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้จ่ายบนเครือข่ายอย่าง Arbitrum, Optimism และ Base

เรื่อง ultrasound money ที่ซับซ้อนกว่าที่เล่ากัน

หลัง The Merge มีคำอธิบายที่ฮิตมากว่า ETH กลายเป็นเงินที่อุปทานลดลงเรื่อยๆ เพราะการออกเหรียญใหม่ลดฮวบ ขณะที่กลไก EIP-1559 เผาค่าธรรมเนียมทิ้งไปเรื่อยๆ ถ้าเผามากกว่าออกใหม่ อุปทานก็จะหดตัว

ช่วงแรกเป็นแบบนั้นจริงในบางเดือนที่เครือข่ายคึกคัก แต่พอ Dencun ทำให้กิจกรรมย้ายไปอยู่บนเลเยอร์สองเป็นส่วนใหญ่ ค่าธรรมเนียมบนเลเยอร์หลักก็ลดลง ทำให้ปริมาณที่ถูกเผาลดตามไปด้วย ผลคืออุปทานกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในอัตราต่ำมาก

ข้อมูลจาก CoinGecko ณ วันที่ 18 กันยายน 2026 ระบุว่าอุปทานหมุนเวียนของ ETH อยู่ที่ราว 122.06 ล้านเหรียญ เทียบกับราว 120.5 ล้านเหรียญในช่วงที่ The Merge เกิดขึ้น แปลว่าสี่ปีผ่านไปอุปทานเพิ่มขึ้นราว 1.3% รวมกัน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อของสกุลเงินทั่วไปมาก แต่ก็ไม่ใช่การหดตัวอย่างที่คำว่า ultrasound money สื่อถึง

หน้าเว็บ ultrasound.money แสดงอุปทาน ETH ปัจจุบันราว 122 ล้านเหรียญ พร้อมอัตราการเติบโตของอุปทานที่เป็นบวกราว 0.87% ต่อปี
ultrasound.money ซึ่งติดตามอุปทาน ETH แบบเรียลไทม์ แสดงทั้งยอดปัจจุบันราว 122 ล้านเหรียญ และอัตราการเติบโตที่เป็นบวก ไม่ใช่ติดลบอย่างที่ชื่อเว็บสื่อถึง

จุดที่ควรจำคือ The Merge ทำให้ ETH เป็นสินทรัพย์ที่ออกใหม่น้อยลงมาก ไม่ใช่สินทรัพย์ที่อุปทานลดลงโดยอัตโนมัติ ส่วนจะหดตัวหรือไม่ในช่วงไหนขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานบนเลเยอร์หลักล้วนๆ

นักขุดหายไปไหน และตลาดการ์ดจอโดนอะไร

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจาก The Merge ไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป แต่เป็นนักขุด ETH ที่ลงทุนซื้อการ์ดจอไว้ทั้งฟาร์ม เพราะหลังวันที่ 15 กันยายน 2022 เครือข่ายไม่รับกำลังขุดอีกต่อไปในทันที ไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่านให้ค่อยๆ ปรับตัว

ข้อมูลช่วงนั้นประเมินว่าการ์ดจอที่ใช้ขุด Ethereum คิดเป็นมูลค่าตลาดราว 7,190 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 30% ของมูลค่าตลาดการ์ดจอทั้งหมดที่ราว 23,900 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น และราคาการ์ดจอมือสองในตลาดร่วงลงทันที 60 ถึง 70% ภายในไม่กี่วันหลัง The Merge

ไดอะแกรมทางเลือกของนักขุดการ์ดจอหลัง The Merge สี่ทาง คือย้ายไปขุดเหรียญอื่นที่ยังใช้ Proof of Work ย้ายไป Ethereum Classic ขายอุปกรณ์ทิ้ง หรือเปลี่ยนไปรับงานเรนเดอร์ภาพและงาน AI
การ์ดจอที่เคยขุด ETH กระจายไปสี่ทางหลัง The Merge ต่างจากเครื่องขุด ASIC ที่ทำอย่างอื่นต่อไม่ได้เลย

ทางเลือกที่เหลือของนักขุดกลุ่มนี้มีไม่กี่ทาง

  • ย้ายไปขุดเหรียญอื่นที่ยังใช้ Proof of Work ซึ่งเหรียญที่รองรับการ์ดจอมีมูลค่ารวมเล็กกว่า Ethereum มาก รายได้ต่อเครื่องจึงลดลงทันที
  • ย้ายไป Ethereum Classic เครือข่ายที่แยกตัวจาก Ethereum ตั้งแต่ปี 2016 และยังใช้ Proof of Work อยู่ กำลังขุดของเครือข่ายนี้เพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงหลัง The Merge
  • ขายอุปกรณ์ทิ้ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดการ์ดจอมือสองมีของล้นและราคาร่วงแรง
  • เปลี่ยนไปทำงานอื่น เช่นรับงานเรนเดอร์ภาพหรือประมวลผล AI ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่การ์ดจอมีเหนือเครื่องขุดเฉพาะทาง

ข้อสุดท้ายคือความต่างสำคัญระหว่างการ์ดจอกับเครื่องขุด ASIC ของ Bitcoin เพราะการ์ดจอเอาไปทำอย่างอื่นต่อได้ ส่วน ASIC ทำได้อย่างเดียวคือขุด รายละเอียดเรื่องนี้อ่านได้ที่ ASIC คืออะไร

ความเสี่ยงชุดใหม่ที่มาแทนที่ของเดิม

การเปลี่ยนกลไกไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป แต่ทำให้ความเสี่ยงเปลี่ยนรูป จากเดิมที่ต้องกังวลว่ากำลังขุดจะกระจุกอยู่กับฟาร์มใหญ่ไม่กี่เจ้าในประเทศที่ค่าไฟถูก กลายเป็นต้องกังวลว่าเหรียญที่วางค้ำประกันจะกระจุกอยู่กับผู้ให้บริการไม่กี่ราย

เรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือสัดส่วนของ Lido ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ liquid staking รายใหญ่ที่สุด ช่วงที่สัดส่วนขึ้นไปสูงสุดราว 30% ในปี 2023 มีการเตือนกันมากว่าใกล้เส้นหนึ่งในสามซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มีความหมายทางเทคนิคของ Proof of Stake

ไดอะแกรมเทียบความเสี่ยงสองยุค ยุค Proof of Work กำลังขุดกระจุกอยู่กับฟาร์มใหญ่ในประเทศที่ไฟฟ้าราคาถูก ยุค Proof of Stake เหรียญค้ำประกันกระจุกอยู่กับผู้ให้บริการไม่กี่ราย
การเปลี่ยนกลไกไม่ได้ทำให้จุดรวมศูนย์หายไป แต่ย้ายจากกำลังขุดไปอยู่ที่เหรียญซึ่งวางค้ำประกัน

ข่าวดีคือแนวโน้มกลับทาง ข้อมูลปี 2026 ชี้ว่าสัดส่วนของ Lido ลดลงมาอยู่ราวหนึ่งในห้าของ ETH ที่ stake ทั้งหมด จากการที่ผู้ให้บริการรายอื่นเข้ามาแบ่งส่วนแบ่ง ซึ่งเป็นทิศทางที่ดีต่อการกระจายศูนย์ แต่ก็ยังแปลว่าผู้ให้บริการรายเดียวถือสัดส่วนระดับที่ต้องจับตาอยู่ดี

อีกเรื่องที่ถูกหยิบมาวิจารณ์คือการเซ็นเซอร์ธุรกรรม หลังสหรัฐคว่ำบาตร Tornado Cash ในเดือนสิงหาคม 2022 ผู้สร้างบล็อกบางรายเลือกไม่ใส่ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่ที่ถูกคว่ำบาตรลงในบล็อกของตัวเอง ซึ่งจุดคำถามว่าเครือข่ายที่ควรไร้การเซ็นเซอร์ยังไร้การเซ็นเซอร์จริงแค่ไหน

ประเด็นนี้ไม่ได้เกิดเพราะ The Merge โดยตรง เพราะการคว่ำบาตรเกิดก่อนหน้าไม่กี่สัปดาห์ แต่โครงสร้างของ Proof of Stake ที่ผู้สร้างบล็อกระบุตัวตนได้ง่ายกว่านักขุดที่ไม่ต้องลงทะเบียนอะไร ทำให้แรงกดดันเชิงกฎหมายส่งถึงตัวได้ตรงกว่า

ทีมพัฒนาและชุมชนพยายามแก้ปัญหาการกระจุกตัวด้วยหลายวิธี ทั้งการเปิดให้คนทั่วไปรันโหนดของตัวเองใต้โปรโตคอลเดียวกัน และการออกแบบให้การเลือกธุรกรรมแยกออกจากการสร้างบล็อก แต่เรื่องนี้ยังไม่จบและเป็นโจทย์ที่ต้องดูกันต่อไปอีกหลายปี

Proof of Stake เปลี่ยนอะไรสำหรับคนถือ ETH

สิ่งที่เปลี่ยนชัดที่สุดคือ ETH กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ในตัวเอง คนที่ฝากเหรียญเข้าระบบเพื่อช่วยยืนยันธุรกรรมจะได้รับผลตอบแทนเป็น ETH ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ Bitcoin ไม่มี

คุณสมบัตินี้เองที่ทำให้บริษัทมหาชนหลายแห่งเริ่มถือ ETH เป็นทุนสำรอง เพราะได้ทั้งการถือครองสินทรัพย์และกระแสผลตอบแทนไปพร้อมกัน รายละเอียดเรื่องนี้อ่านต่อได้ที่ Ethereum Treasury คืออะไร

อีกด้านหนึ่งที่ต้องเข้าใจคือความเสี่ยงเปลี่ยนรูปแบบไป จากเดิมที่ความปลอดภัยขึ้นกับกำลังขุดและค่าไฟ กลายเป็นขึ้นกับการกระจายตัวของผู้ที่วางเงินค้ำประกัน ถ้าเหรียญที่ stake กระจุกอยู่กับผู้ให้บริการไม่กี่รายก็กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ต้องจับตา

เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคนไทย

สำหรับคนไทยที่ถือ ETH ผ่านผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตในไทย The Merge ไม่ได้ทำให้ต้องทำอะไรเลย เหรียญที่ถืออยู่ยังเป็นเหรียญเดิม ไม่ต้องย้าย ไม่ต้องแลก และไม่ต้องกดอะไรทั้งนั้น ซึ่งเป็นจุดที่มิจฉาชีพช่วงนั้นใช้หลอกคนจำนวนมาก ด้วยการอ้างว่าต้องแลกเหรียญเก่าเป็นเหรียญใหม่ก่อนกำหนด

ไดอะแกรมสรุปว่า The Merge กระทบคนไทยสามกลุ่ม คือคนถือผ่านผู้ให้บริการในไทยที่ไม่ต้องทำอะไร คนที่เคยขุดด้วยการ์ดจอที่กระทบตรง และคนที่สนใจ staking ซึ่งเข้าถึงง่ายขึ้นแต่ผลตอบแทนต้องเสียภาษี
ผลกระทบของ The Merge ต่อคนไทยต่างกันตามบทบาทในระบบ คนถือเหรียญเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย

กลุ่มที่กระทบจริงในไทยคือคนที่เคยขุด ETH ด้วยการ์ดจอ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็อยู่ในสภาพลำบากอยู่แล้วเพราะค่าไฟบ้านของไทยอยู่ที่ราว 4.2 บาทต่อหน่วยเมื่อรวมภาษี สูงกว่าระดับที่การขุดจะคุ้มทุน พอ Ethereum เลิกรับกำลังขุด อุปกรณ์กลุ่มนี้ก็เหลือทางเลือกน้อยลงไปอีก รายละเอียดเรื่องต้นทุนการขุดในไทยอ่านได้ที่ ขุด Bitcoin คุ้มไหม

อีกกลุ่มคือคนที่สนใจ staking ซึ่งหลัง The Merge กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้จริงสำหรับคนทั่วไป ทั้งผ่านผู้ให้บริการในไทยและผ่านโปรโตคอลโดยตรง จุดที่ต้องระวังคือผลตอบแทนจาก staking ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีตามกฎหมายไทย ไม่ต่างจากกำไรจากการขายเหรียญ

คำถามที่พบบ่อย

The Merge เกิดขึ้นเมื่อไหร่

วันที่ 15 กันยายน 2022 เป็นวันที่เครือข่ายหลักของ Ethereum เปลี่ยนจาก Proof of Work เป็น Proof of Stake สำเร็จ เร็วกว่ากำหนดที่เคยประกาศไว้ว่าวันที่ 19 กันยายนเล็กน้อย และเครือข่ายไม่หยุดทำงานระหว่างเปลี่ยนระบบ

The Merge ทำให้ค่า Gas ถูกลงไหม

ไม่ ethereum.org ระบุไว้ตรงๆ ว่าการอัปเกรดนี้เป็นการเปลี่ยนกลไกฉันทามติ ไม่ใช่การเพิ่มความจุเครือข่าย และไม่เคยตั้งใจให้ค่าธรรมเนียมถูกลงตั้งแต่แรก สิ่งที่ทำให้ค่าธรรมเนียมถูกลงจริงคือการอัปเกรด Dencun ในเดือนมีนาคม 2024 ที่ทำให้เลเยอร์สองมีต้นทุนต่ำลง

หลัง The Merge ขุด ETH ด้วยการ์ดจอได้อีกไหม

ไม่ได้ เครือข่ายเลิกรับกำลังขุดทันทีในวันที่ 15 กันยายน 2022 การ์ดจอที่เคยขุด ETH ต้องย้ายไปขุดเหรียญอื่นที่ยังใช้ Proof of Work เช่น Ethereum Classic หรือเปลี่ยนไปใช้งานด้านอื่นอย่างงานเรนเดอร์และงาน AI

ETH กลายเป็นเหรียญที่อุปทานลดลงจริงไหม

ไม่เสมอไป The Merge ทำให้การออกเหรียญใหม่ลดลงราว 88.7% แต่อุปทานจะหดตัวก็ต่อเมื่อค่าธรรมเนียมที่ถูกเผาผ่านกลไก EIP-1559 มากกว่าเหรียญที่ออกใหม่ หลังการอัปเกรด Dencun กิจกรรมย้ายไปอยู่บนเลเยอร์สองเป็นส่วนใหญ่ ค่าธรรมเนียมบนเลเยอร์หลักจึงลดลงและอุปทานกลับมาเพิ่มขึ้นในอัตราต่ำมาก

ต้องมี ETH เท่าไหร่ถึงจะเป็นผู้ตรวจสอบเองได้

32 ETH ต่อหนึ่งตำแหน่งสำหรับการรันโหนดเอง ส่วนคนที่มีน้อยกว่านั้นเข้าร่วมผ่านผู้ให้บริการ staking ได้ ซึ่งแลกมาด้วยความเสี่ยงเรื่องการฝากสินทรัพย์ไว้กับตัวกลางและค่าธรรมเนียมที่ผู้ให้บริการหักไป

ถ้าเป็นผู้ตรวจสอบแล้วทำผิด จะเสียเหรียญไหม

เสีย ระบบมีบทลงโทษสองระดับ ระดับเบาคือถูกหักทีละเล็กน้อยเมื่อออฟไลน์ไม่ได้ทำหน้าที่ ระดับหนักคือ slashing ซึ่งเริ่มที่การเสียอย่างน้อยหนึ่งในสามสิบสองของหลักประกันพร้อมถูกถอดออกจากระบบ และจะหนักขึ้นถ้ามีคนทำผิดพร้อมกันจำนวนมาก

The Merge ทำให้ Ethereum กระจายศูนย์มากขึ้นหรือน้อยลง

ตอบได้ทั้งสองทางแล้วแต่มองมุมไหน มุมหนึ่งคือการรันโหนดใช้ต้นทุนต่ำลงมากเพราะไม่ต้องซื้อเครื่องขุดและจ่ายค่าไฟมหาศาล คนทั่วไปเข้าร่วมได้ง่ายขึ้น อีกมุมหนึ่งคือเหรียญที่วางค้ำประกันกระจุกตัวอยู่กับผู้ให้บริการรายใหญ่ไม่กี่ราย ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย

ยังมีคนเรียก Ethereum 2.0 อยู่ไหม

ทีมพัฒนาเลิกใช้คำนี้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2022 เพราะทำให้เข้าใจผิดว่าจะมีเชนใหม่มาแทนเชนเก่า ทั้งที่ความจริงคือเชนเดิมอัปเกรดตัวเอง ปัจจุบันเรียกแยกเป็นชั้นการทำงานคือ execution layer กับ consensus layer แทน

สรุป

The Merge เป็นการเปลี่ยนเครื่องยนต์กลางอากาศที่สำเร็จตามเป้าหมายหลักคือลดพลังงานและลดการออกเหรียญใหม่ แต่ไม่ได้แก้เรื่องค่าธรรมเนียมและความเร็วอย่างที่หลายคนเข้าใจ สิ่งที่แก้เรื่องนั้นคืออัปเกรดที่ตามมาทีหลังโดยเฉพาะ Dencun และการย้ายกิจกรรมไปอยู่บนเลเยอร์สอง

สี่ปีผ่านไป คำถามที่บทความฉบับเดิมทิ้งไว้ว่าจะเลื่อนอีกไหมได้คำตอบไปแล้ว ส่วนคำถามที่ยังเปิดอยู่คือ Ethereum จะรักษาสมดุลระหว่างการกระจายศูนย์กับการที่เหรียญ stake กระจุกตัวได้แค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไปอีกหลายปี

อัปเดตล่าสุด 18 กันยายน 2026 บทความฉบับเดิมเขียนเมื่อกรกฎาคม 2022 ก่อน The Merge เกิดขึ้น เนื้อหาส่วนประวัติการเลื่อนยังคงไว้ตามเดิม ส่วนที่เหลือเขียนใหม่ทั้งหมดจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

เขียนบทความฉบับเดิมโดย คุณเหมียว Kuljira Ittiamornkul Researcher at Cryptomind Advisory และคุณออดี้ ศิวกร สมุทรทอง Analyst at Cryptomind Advisory เรียบเรียงและอัปเดตโดยทีมงาน Bitcoin Addict Thailand

ที่มา: ethereum.org The Merge, ethereum.org ETH issuance, ethereum.org Timeline of all Ethereum forks, Consensys Pectra, โพสต์ของ Vitalik Buterin วันที่ 15 กันยายน 2022, CoinGecko

บทความทั้งหมด