
Bitcoin ทำให้โลกร้อนจริงไหม แล้วทำให้เกิดวิกฤตพลังงานหรือเปล่า (อัปเดต 2026)
รวมตัวเลขจริงการใช้ไฟฟ้าและการปล่อยคาร์บอนของเครือข่าย Bitcoin จาก Cambridge เทียบสเกลกับไทย พร้อมอีกด้านของข้อถกเถียงเรื่องพลังงานเหลือทิ้ง ทั้งก๊าซเผาทิ้ง กริดเท็กซัส และพลังน้ำเสฉวน ปิดท้ายด้วยคำตอบตรงๆ ว่าโลกร้อนกับวิกฤตพลังงาน เกี่ยวกับ Bitcoin แค่ไหน
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ของ Bitcoin Addict แตกประเด็นย่อยมาจาก Proof of Work คืออะไร ทำไม Bitcoin ต้องเปลืองไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย และเชื่อมกับ ขุด Bitcoin คุ้มไหม กินไฟจริงไหม เจาะตัวเลขจริงปี 2026 อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ
ทุกครั้งที่ Bitcoin กลับมาเป็นข่าวใหญ่ มักมีอีกหัวข้อหนึ่งตามมาติดๆ เสมอ นั่นคือเรื่องพลังงาน พาดหัวทำนอง "Bitcoin ใช้ไฟฟ้ามากกว่าทั้งประเทศ" ถูกส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียแทบทุกรอบ ตามมาด้วยการเถียงกันในคอมเมนต์ระหว่างฝั่งที่มองว่านี่คือการเผาพลังงานทิ้งไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย กับฝั่งที่บอกว่าตัวเลขเหล่านั้นถูกหยิบมาใช้โดยไม่มีบริบทอะไรประกอบเลย ใต้การเถียงกันทั้งหมดนั้นมีคำถามจริงอยู่สองข้อ ข้อแรกคือ Bitcoin ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม และข้อที่สองคือการที่มันกินไฟมากขนาดนั้นไปแย่งไฟฟ้าของคนอื่นจนเกิดปัญหาขาดแคลนหรือค่าไฟแพงขึ้นหรือเปล่า
คำตอบของทั้งสองข้อไม่ใช่ "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" สั้นๆ และบทความนี้จะไม่พยายามบิดให้มันเป็นแบบนั้น สิ่งที่จะทำคือวางตัวเลขจริงของการใช้ไฟฟ้าและการปล่อยคาร์บอนของเครือข่ายไว้บนโต๊ะตั้งแต่ต้น แล้วค่อยพาไปดูอีกด้านหนึ่งของข้อถกเถียงที่แทบไม่เคยได้พื้นที่ในพาดหัวข่าวเลย
เพราะระหว่างที่คนกำลังเถียงกันว่าเครื่องขุดเผาไฟฟ้าไปเท่าไหร่ ทุกคืนทั่วโลกก็มีเปลวไฟขนาดใหญ่นับหมื่นจุดลุกโชนอยู่กลางทะเลทรายและบนแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล มองเห็นได้ชัดจากภาพถ่ายดาวเทียมยามค่ำคืนราวกับเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับ แต่เปลวไฟเหล่านั้นไม่ได้ให้แสงสว่างแก่ใครเลย มันคือก๊าซธรรมชาติที่ติดมากับการขุดเจาะน้ำมันแต่มีปริมาณน้อยเกินกว่าจะคุ้มทุนสร้างท่อส่ง จึงถูกเผาทิ้งเปล่าๆ กลางอากาศทุกวินาที ธนาคารโลกประเมินจากภาพถ่ายดาวเทียมว่าทั่วโลกมีก๊าซธรรมชาติถูกเผาทิ้งหรือปล่อยทิ้งแบบนี้ราว 144,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และนี่เป็นเพียงพลังงานเหลือทิ้งประเภทเดียวจากหลายประเภทที่เกิดขึ้นจริงในระบบพลังงานโลก
ข้อเท็จจริงสองชุดนี้อยู่ด้วยกันได้โดยไม่ขัดแย้งกัน คือเครือข่าย Bitcoin ใช้ไฟฟ้าและปล่อยคาร์บอนออกมาจริงในระดับที่วัดได้ และในเวลาเดียวกันก็มีพลังงานอีกจำนวนมหาศาลบนโลกที่ถูกทิ้งเปล่าอยู่ทุกวันโดยไม่มีผู้ซื้อ บทความนี้จะพาไปดูทั้งสองด้าน พร้อมบอกตรงๆ ว่าด้านที่ฝั่งสนับสนุน Bitcoin ชอบยกมาอ้างนั้นมีขนาดใหญ่จริงแค่ไหน และมีข้อจำกัดตรงไหนบ้าง

ภาพ: ปริมาณก๊าซที่ถูกเผาทิ้งทั่วโลกในหนึ่งปีจากการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ประเมินจากภาพถ่ายดาวเทียมโดยธนาคารโลก มากกว่าที่นักขุด Bitcoin ทั้งหมดในโลกใช้ไฟรวมกันหลายเท่า
ตัวเลขจริงก่อน: Bitcoin ใช้ไฟฟ้าเท่าไหร่ ปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่
ก่อนจะเถียงกันว่ามากหรือน้อย ควรรู้ก่อนว่าตัวเลขจริงอยู่ตรงไหน และตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ฝั่งสนับสนุน Bitcoin จะปฏิเสธได้ เพราะมาจากสถาบันวิชาการที่ทั้งสองฝ่ายใช้อ้างอิงร่วมกัน
การใช้ไฟฟ้ารวมของเครือข่าย Bitcoin ทั้งโลกอยู่ที่ราว 138-180 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี (TWh) ช่วงที่กว้างขนาดนี้ไม่ได้เกิดจากการเลือกข้าง แต่เกิดจากวิธีประเมินที่ต่างกัน Cambridge Centre for Alternative Finance (CCAF) รายงานตัวเลขปี 2025 ไว้ที่ราว 138 TWh ต่อปี ขณะที่ดัชนี CBECI ของสถาบันเดียวกันในการอัปเดตช่วงต้นปี 2026 ขยับขึ้นไปอยู่ที่ราว 170-180 TWh ต่อปี ความต่างมาจากสมมติฐานว่าเครื่องขุดรุ่นไหนยังทำงานอยู่ในเครือข่ายบ้างและวัดในช่วงเวลาใด เพราะไม่มีใครไปอ่านมิเตอร์ของเครื่องขุดทุกเครื่องบนโลกได้จริง ทุกตัวเลขจึงเป็นการประเมินย้อนกลับจากกำลังขุด (hashrate) มาหาพลังงานเสมอ
ฝั่งคาร์บอน CCAF ประเมินว่าเครือข่าย Bitcoin ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาราว 39.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตัวเลขนี้ไม่ใช่ศูนย์ และไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องพลังงานเหลือทิ้งข้อไหนในบทความนี้ที่จะทำให้มันหายไปได้ ใครก็ตามที่บอกว่า Bitcoin ไม่ปล่อยคาร์บอนเลยคือพูดเกินหลักฐานที่มีอยู่จริง
อีกด้านหนึ่งของรายงานฉบับเดียวกันคือส่วนผสมของพลังงานที่ใช้ สัดส่วนพลังงานสะอาดในการขุด Bitcoin ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 52.4% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ (แบ่งเป็นพลังงานหมุนเวียน 42.6% และนิวเคลียร์ 9.8%) เพิ่มขึ้นจากราว 37.6% เมื่อปี 2022 ส่วนฝั่งเชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซธรรมชาติแซงขึ้นมาเป็นแหล่งหลักที่ 38.2% ขณะที่ถ่านหินซึ่งเคยเป็นตัวการใหญ่ที่สุดลดลงเหลือ 8.9% การเปลี่ยนจากถ่านหินไปเป็นก๊าซธรรมชาติมีผลต่อคาร์บอนต่อหน่วยไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะก๊าซธรรมชาติปล่อยคาร์บอนต่อพลังงานที่ได้ต่ำกว่าถ่านหินค่อนข้างมาก
เรื่องสเกลต้องพูดให้แฟร์ทั้งสองทาง ตัวเลข 138-180 TWh ต่อปีมากพอที่จะมากกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งปีของหลายสิบประเทศบนโลกจริงๆ พาดหัวข่าวแนวนั้นจึงไม่ได้โกหก แต่ถ้าเทียบกับประเทศไทยที่ใช้ไฟฟ้าราว 217 TWh ต่อปี ก็จะพบว่าเครือข่าย Bitcoin ทั้งโลกรวมกันยังใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าประเทศไทยประเทศเดียว ทั้งสองประโยคนี้เป็นความจริงพร้อมกันได้ ขึ้นอยู่กับว่าเลือกเทียบกับอะไร และนี่คือเหตุผลที่การเถียงกันด้วยพาดหัวอย่างเดียวไม่เคยจบ
ตัวเลขเหล่านี้คือจุดตั้งต้นของบทความ ไม่ใช่สิ่งที่บทความนี้จะพยายามลบทิ้ง คำถามที่เหลือคือ พลังงานในตัวเลขก้อนนั้นมาจากไหน เป็นพลังงานที่แย่งมาจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น หรือเป็นพลังงานที่ไม่งั้นก็ต้องถูกทิ้งไปเปล่าๆ อยู่แล้ว และการที่นักขุดเข้ามาเป็นผู้ใช้ไฟรายใหญ่ทำให้ระบบไฟฟ้าเปราะบางลงหรือมั่นคงขึ้นกันแน่

ภาพ: วางตัวเลขหลักของเครือข่าย Bitcoin ไว้ข้างกันทั้งไฟฟ้าที่ใช้ คาร์บอนที่ปล่อยจริง สัดส่วนพลังงานสะอาด และปริมาณไฟฟ้าที่ประเทศไทยใช้ทั้งปี เพื่อให้เห็นว่าสเกลของเครือข่ายใหญ่จริง แต่ยังเทียบไม่ติดกับผู้ใช้ไฟฟ้าระดับประเทศเพียงประเทศเดียว
พลังงานไม่ได้ขาด แต่ขนส่งไม่ได้และเก็บไม่ได้
สิ่งที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับไฟฟ้าคือคิดว่ามันเหมือนน้ำในท่อที่กักเก็บและส่งไปไหนก็ได้ตามต้องการ แต่ความจริงแล้วไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ประหลาดที่สุดชนิดหนึ่งในโลก เพราะแทบไม่มีทาง "เก็บ" มันไว้ใช้ทีหลังในต้นทุนที่คุ้มค่าได้เลยในสเกลใหญ่
Lyn Alden อธิบายไว้ในหนังสือ Broken Money บทที่ 25 ว่าไฟฟ้าไม่ fungible (ใช้แทนกันไม่ได้ตามอำเภอใจ) ไฟฟ้าถูกผลิตขึ้นในเวลาและสถานที่หนึ่งอย่างเจาะจง และไม่สามารถขนส่งไปได้ไกลนักโดยไม่สูญเสียพลังงานไปกับความต้านทานของสายส่ง แหล่งพลังงานที่ผันผวนอย่างแผงโซลาร์และกังหันลมมักผลิตไฟฟ้าส่วนเกินในบางช่วงเวลา ซึ่งไฟฟ้าส่วนเกินนั้นจะถูก "curtail" หรือสั่งตัดทิ้ง (เช่น ปล่อยเป็นความร้อนทิ้งไปเฉยๆ) ส่วนแหล่งพลังงานที่เดินเครื่องได้ต่อเนื่องอย่างเขื่อนพลังน้ำก็มักเจอปัญหาตรงข้าม คือมีความต้องการใช้ไฟในพื้นที่ไม่พอ หรือความต้องการผันผวนตามฤดูกาล ทำให้ไฟฟ้าที่ผลิตได้บางส่วนต้องถูกทิ้งไปเช่นกัน
ปัญหานี้ซับซ้อนขึ้นไปอีกเพราะมนุษย์ไม่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้แหล่งพลังงาน แต่ตั้งถิ่นฐานตามเส้นทางการค้าและแหล่งน้ำมาแต่โบราณ ทำให้ต้องขนพลังงาน (น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า) มาหาคนแทนที่คนจะไปหาพลังงาน หนังสือ Broken Money ชี้ว่านักขุด Bitcoin เป็นผู้บริโภคพลังงานประเภทที่แปลกประหลาดจากผู้บริโภคทั่วไป เพราะพวกเขาสามารถ ไปตั้งเครื่องอยู่ ณ จุดที่มีพลังงานอยู่แล้วโดยตรง ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำๆ แม้กระทั่งผ่านดาวเทียมก็พอ ต่างจากโรงงานหรือศูนย์ข้อมูลทั่วไปที่ต้องพึ่งพาความน่าเชื่อถือของสายส่งไฟฟ้าตลอดเวลาเพราะหยุดทำงานไม่ได้
Nic Carter นักวิเคราะห์สินทรัพย์ดิจิทัลผู้ร่วมก่อตั้ง Castle Island Ventures อธิบายภาพนี้ไว้อย่างเห็นภาพชัดในปี 2018 (Broken Money หยิบมาอ้างอิงไว้) ว่า
"Imagine a 3D topographic map of the world with cheap energy hotspots being lower and expensive energy being higher. I imagine Bitcoin mining being akin to a glass of water poured over the surface, settling in the nooks and crannies, and smoothing it out." (ลองนึกภาพแผนที่ภูมิประเทศ 3 มิติของโลก ที่จุดพลังงานราคาถูกอยู่ต่ำ ส่วนจุดพลังงานราคาแพงอยู่สูง ผู้เขียนมองว่าการขุด Bitcoin เปรียบเหมือนแก้วน้ำที่ถูกเทราดลงบนพื้นผิวนั้น มันจะไหลลงไปเติมเต็มซอกหลืบและรอยบุ๋มทุกจุด จนพื้นผิวเรียบเสมอกัน)
พูดง่ายๆ คือ Bitcoin ทำหน้าที่เหมือนน้ำที่ไหลไปเติมเต็มทุกซอกมุมที่มีพลังงานเหลืออยู่แต่ไม่มีใครมาใช้ แทนที่จะไปแย่งพลังงานจากจุดที่มีคนใช้อยู่แล้ว ส่วนที่ต้องระบุให้ชัดคือ นี่คืออุปมาของ Nic Carter ที่ใช้อธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐศาสตร์ของนักขุด ไม่ใช่การอ้างว่านักขุดทุกรายทำแบบนี้เสมอไป (ดูหัวข้อ "ตัวเลขที่ต้องพูดตรงๆ" ท้ายบทความ)

ภาพ: รวมพลังงานเหลือทิ้ง 4 แบบที่เกิดขึ้นจริงทุกวันในระบบพลังงานโลก ตั้งแต่ก๊าซที่ติดมากับบ่อน้ำมัน ไปจนถึงมีเทนจากหลุมฝังกลบ จุดร่วมของทั้งสี่แบบคือผลิตออกมาแล้ว แต่ไม่มีผู้ซื้อที่ยืดหยุ่นพอจะรับไว้ได้ทัน
เคสที่ 1: ก๊าซที่จะถูกเผาทิ้งจากบ่อน้ำมัน กลายเป็นค่าไฟราคาถูก
นี่คือเคสที่มีหลักฐานทางวิศวกรรมชัดเจนที่สุด เพราะเทียบผลลัพธ์ได้ตรงๆ ระหว่าง "เผาทิ้งเฉยๆ" กับ "เผาเพื่อผลิตไฟฟ้า"
หนังสือ Broken Money อธิบายกลไกไว้ว่า เวลาขุดเจาะน้ำมันจะมีก๊าซธรรมชาติติดมาด้วยเสมอ ถ้ามีปริมาณมากพอก็คุ้มสร้างท่อส่งไปขาย แต่ถ้ามีน้อยก็ไม่คุ้มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทางออกที่ผู้ประกอบการทำมาตลอดคือ "venting" (ปล่อยก๊าซมีเทนดิบออกสู่อากาศตรงๆ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มาก) หรือ "flaring" (เผาก๊าซทิ้งเฉยๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร แค่เปลี่ยนมีเทนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนปล่อยสู่อากาศ) ธนาคารโลกใช้ข้อมูลดาวเทียมประเมินว่าทั่วโลกมีก๊าซถูก vent หรือ flare แบบนี้ราว 144,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และงานวิเคราะห์ของ University of Cambridge ที่ Broken Money อ้างอิงชี้ว่า พลังงานที่เสียเปล่านี้เพียงอย่างเดียวมากพอจะป้อนให้เครือข่าย Bitcoin ทั้งเครือข่ายได้หลายรอบ
บริษัทที่ทำเรื่องนี้จริงจังที่สุดรายหนึ่งคือ Crusoe Energy ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Digital Flare Mitigation คือนำก๊าซที่จะถูกเผาทิ้งไปผ่านเครื่องปั่นไฟแบบปิด (enclosed generator) แทนการเผาแบบเปิดโล่งกลางอากาศ (open flare) แล้วใช้ไฟฟ้าที่ได้ไปขุด Bitcoin ตัวเลขที่ Crusoe รายงานคือ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา บริษัทช่วยลดก๊าซเรือนกระจกไปแล้วราว 2.7 ล้านตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ และป้องกันก๊าซธรรมชาติไม่ให้ถูกเผาทิ้งไปแล้วเกือบ 22,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ผ่านการติดตั้งศูนย์ข้อมูลเคลื่อนที่กว่า 425 แห่ง กำลังผลิตรวมกว่า 250 เมกะวัตต์ ครอบคลุม 7 รัฐในสหรัฐฯ (โคโลราโด นอร์ทดาโคตา มอนแทนา ไวโอมิง นิวเม็กซิโก ยูทาห์ เท็กซัส) และในอาร์เจนตินา
เหตุผลทางวิศวกรรมที่ทำให้วิธีนี้ลดคาร์บอนได้จริงคือเรื่องประสิทธิภาพการเผาไหม้ การเผาก๊าซแบบเปิดโล่ง (open flare) ทำลายมีเทนได้จริงเพียงราว 92-98% เท่านั้น และในสภาพลมแรงหรือสภาพอากาศไม่เหมาะสม ประสิทธิภาพจริงอาจต่ำกว่านั้นอีก ทำให้มีมีเทนดิบหลุดรอดออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีเทนดิบมีศักยภาพทำให้โลกร้อนรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 80 เท่าในกรอบเวลา 20 ปี ส่วนเครื่องปั่นไฟแบบปิดที่ใช้ป้อนเครื่องขุด Bitcoin ทำลายมีเทนได้ราว 99.5% ขึ้นไป (Crusoe อ้างว่าเทคโนโลยีของตัวเองทำได้ถึง 99.9%) ผลลัพธ์สุทธิที่มักถูกอ้างถึงคือการเผาก๊าซผ่านเครื่องปั่นไฟแบบนี้ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าได้ราว 63% เมื่อเทียบกับการเผาทิ้งแบบเดิม
ต้องพูดตรงๆ ว่านี่ไม่ใช่ "พลังงานสะอาด" ในความหมายที่ไม่ปล่อยคาร์บอนเลย เพราะยังคงเป็นการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ดี สิ่งที่ดีขึ้นคือเทียบกับทางเลือกที่จะเกิดขึ้นจริงในพื้นที่นั้น (เผาทิ้งเฉยๆ หรือปล่อยมีเทนดิบสู่อากาศ) การเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าให้เครื่องขุดจึงเป็นทางเลือกที่ก่อความเสียหายน้อยกว่า ไม่ใช่ทางเลือกที่ไม่ก่อความเสียหายเลย

ภาพ: เทียบประสิทธิภาพการทำลายมีเทนระหว่างการเผาทิ้งกลางแจ้งกับการเผาผ่านเครื่องปั่นไฟแบบปิด ให้เห็นว่าส่วนต่างไม่กี่เปอร์เซ็นต์นั้นสำคัญมาก เพราะมีเทนที่หลุดรอดออกไปทำให้โลกร้อนรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายสิบเท่า
มีบริษัทอีกกลุ่มที่ใช้หลักการเดียวกันกับก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบขยะแทนที่จะเป็นบ่อน้ำมัน บริษัท Vespene Energy ระดมทุนได้ 4.3 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 เพื่อติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กที่หลุมฝังกลบขยะในเมือง Berkeley รัฐแคลิฟอร์เนีย แปลงมีเทนจากขยะเน่าเปื่อยเป็นไฟฟ้าป้อนเครื่องขุด Bitcoin บริษัทอธิบายกระบวนการนี้ในเว็บไซต์ของตัวเองว่าเป็น "interruptible data processing" (การประมวลผลข้อมูลที่หยุดได้โดยไม่กระทบระบบ) ซึ่งเป็นการอธิบายอ้อมๆ ถึงการขุด Bitcoin นั่นเอง หลุมฝังกลบขยะขนาดใหญ่มักมีระบบดักมีเทนอยู่แล้ว แต่หลุมฝังกลบขนาดกลางและเล็กจำนวนมากทั่วโลกยังปล่อยมีเทนดิบสู่อากาศตรงๆ เพราะไม่มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจมากพอจะลงทุนดักจับ
เคสที่ 2: นักขุดแย่งไฟจนกริดล่ม หรือกลายเป็นเบรกฉุกเฉินให้กริดกันแน่
นี่คือหัวข้อที่ตอบคำถามข้อที่สองของบทความนี้โดยตรง คือคำถามที่ว่า Bitcoin ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานหรือเปล่า ความกังวลของฝั่งที่วิจารณ์คือการที่โหลดขนาดมหาศาลโผล่เข้ามาในระบบไฟฟ้าย่อมทำให้ไฟฟ้าตึงตัวและค่าไฟแพงขึ้นสำหรับคนที่เหลือ ซึ่งเป็นความกังวลที่มีเหตุผลในตัวมันเอง แต่หลักฐานจากตลาดไฟฟ้าที่มีกลไกรองรับกลับชี้ไปคนละทางกับที่หลายคนคิด
เหตุผลอยู่ที่ประเภทของโหลด ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เกือบทุกประเภทบนกริดเป็นโหลดที่ปิดไม่ได้ โรงพยาบาลปิดไม่ได้ โรงงานปิดกลางกะไม่ได้ ศูนย์ข้อมูลที่ให้บริการลูกค้าอยู่ก็ปิดไม่ได้ ระบบไฟฟ้าจึงต้องสร้างกำลังผลิตสำรองเผื่อโหลดกลุ่มนี้ไว้ตลอด แต่เครื่องขุด Bitcoin เป็นโหลดประเภทที่ปิดเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่มีใครเดือดร้อน และนั่นทำให้มันมีพฤติกรรมบนกริดต่างจากโหลดขนาดเท่ากันประเภทอื่นโดยสิ้นเชิง
นอกจากพลังงานที่ถูกทิ้งเพราะขนส่งไม่ได้ ยังมีพลังงานอีกประเภทที่ถูกทิ้งเพราะจังหวะเวลาไม่ตรงกับความต้องการ และนี่คือจุดที่นักขุด Bitcoin เข้าไปทำหน้าที่เป็นเหมือนแบตเตอรี่ขนาดยักษ์ของกริดไฟฟ้าทั้งระบบ
Broken Money อธิบายว่ากริดไฟฟ้าต้องรับมือกับความผันผวนทั้งฝั่งอุปทาน (ลมแรงบ้างไม่แรงบ้าง แดดออกไม่เท่ากันแต่ละวัน) และฝั่งอุปสงค์ (คนใช้แอร์เยอะช่วงหน้าร้อน ใช้ไฟน้อยตอนกลางดึก) ทำให้ระบบต้องสร้างกำลังผลิตสำรองไว้เกินความต้องการเฉลี่ยเสมอ ปัญหาคือแบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้าขนาดใหญ่พอสำหรับทั้งกริดยังมีต้นทุนสูงมากในทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้เวลามีไฟฟ้าส่วนเกิน (เช่น ลมแรงมากตอนกลางคืนที่ความต้องการต่ำ) ไฟฟ้าส่วนนั้นก็แค่ถูกทิ้งไป
Harry Sudock ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของบริษัทขุด Bitcoin ชื่อ GRIID อธิบายเรื่องนี้ไว้ในพอดแคสต์ของ Peter McCormack เมื่อปี 2021 ซึ่ง Broken Money หยิบมาอ้างอิง โดยยกตัวอย่างกังหันลมที่ต้องหยุดปั่นเพราะราคาไฟฟ้าติดลบในบางช่วงเวลา
"[Curtailing is] not the position you ever want to be in as the energy generator... if they're able to strike a deal with another bidder on that energy who can tolerate some intermittent consumption... that's a really valuable customer... we have two 'energy superpowers': the first one is that energy is 80% or 90% of our monthly costs; the second is that we can consume on an intermittent basis without harming our business model." (การถูกสั่งตัดการผลิตไม่ใช่สถานะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าอยากอยู่เลย... ถ้าพวกเขาตกลงกับผู้ซื้อรายอื่นที่ทนรับการบริโภคแบบไม่ต่อเนื่องได้... นั่นคือลูกค้าที่มีค่ามาก... เรามี "พลังพิเศษ" สองอย่าง อย่างแรกคือค่าไฟฟ้าเป็น 80-90% ของต้นทุนรายเดือนของเรา อย่างที่สองคือเราบริโภคไฟฟ้าแบบไม่ต่อเนื่องได้โดยไม่กระทบโมเดลธุรกิจ)
Sudock ยังเล่าเคสจริงในพอดแคสต์เดียวกันว่า มีชุมชนหนึ่งที่ลงทุนอัปเกรดสายส่งไฟฟ้าครั้งใหญ่เพื่อรองรับโรงพยาบาลใหม่ที่จะทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มเป็นสองเท่า แต่พอสร้างโครงสร้างพื้นฐานเสร็จ โครงการโรงพยาบาลกลับล้มเลิกไป ทิ้งให้การไฟฟ้าท้องถิ่นต้องผลักภาระต้นทุนที่ลงทุนไปแล้วกลับไปที่ผู้ใช้ไฟ 17,000 ครัวเรือนในพื้นที่ แทนที่จะเป็นแบบนั้น การไฟฟ้าเลือกติดต่อบริษัทขุด Bitcoin ให้เข้ามาเป็นผู้ซื้อไฟฟ้าส่วนเกินนั้นแทน ช่วยพยุงราคาค่าไฟของทั้งชุมชนไว้ได้
ตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุดของกลไกนี้ในโลกจริงเกิดขึ้นที่รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ ผู้ดูแลกริดไฟฟ้าประจำรัฐ (ERCOT) จัดประเภทเหมืองขุด Bitcoin และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เป็น "Large Flexible Load" ให้เข้าร่วมโครงการ demand response ได้ คือรับค่าตอบแทนจากการยอมปิดเครื่องช่วงที่กริดขาดแคลนไฟฟ้า เหตุการณ์ที่รู้จักกันมากที่สุดคือช่วง Winter Storm Uri ต้นปี 2021 ที่พายุหิมะรุนแรงทำให้ระบบไฟฟ้าเท็กซัสเกือบล่มทั้งรัฐ มีรายงานว่าบริษัทขุด Bitcoin แห่งหนึ่งได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยราว 175,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงจากการยอมปิดเครื่องขุด รวมเป็นเงินราว 18 ล้านดอลลาร์ตลอด 4 วันของพายุ

ภาพ: อธิบายสองจังหวะที่นักขุดทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า คือรับซื้อไฟส่วนเกินตอนกริดมีไฟล้น แล้วยอมปิดเครื่องคืนไฟให้บ้านและโรงพยาบาลตอนกริดตึงตัว ซึ่งเป็นเหตุผลที่เท็กซัสจัดนักขุดไว้เป็นโหลดยืดหยุ่นขนาดใหญ่
มาถึงปี 2025 สเกลของเรื่องนี้ใหญ่ขึ้นมาก ความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่ม Large Flexible Load ในเท็กซัส (ซึ่งรวมทั้งเหมืองขุด Bitcoin และศูนย์ข้อมูล AI) คาดว่าจะแตะระดับ 54,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2025 เพิ่มขึ้นเกือบ 60% จากปีก่อนหน้า และมีคำขอเชื่อมต่อกริดจากกลุ่มเหมืองขุดคริปโตรวมกันกว่า 33 กิกะวัตต์ ทำให้เดือนมิถุนายน 2025 เท็กซัสผ่านกฎหมาย Senate Bill 6 บังคับให้ผู้ใช้ไฟฟ้าโหลดสูงระดับสายส่งแรงสูงที่เชื่อมต่อใหม่หลังสิ้นปี 2025 ต้องมีแผนการตัดโหลดที่บังคับใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ความสมัครใจเหมือนเดิม
ต้องระบุให้ชัดว่าประโยชน์ข้อนี้ไม่ได้การันตีว่าจะคงอยู่ตลอดไป มีรายงานเจาะลึกช่วงปลายปี 2025 ชี้ว่าบริษัทขุด Bitcoin หลายรายในเท็กซัสเริ่มปรับตัวไปรับงานให้เช่าเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI แทน ซึ่งงาน AI มักต้องการความต่อเนื่องของไฟฟ้าสูงกว่าการขุด Bitcoin มาก ทำให้ความเต็มใจที่จะปิดเครื่องช่วยกริดในยามฉุกเฉินลดลงไปด้วย นักวิเคราะห์บางรายจึงเตือนว่ากลไก "เบรกฉุกเฉิน" ที่เคยพึ่งพาได้จากอุตสาหกรรมขุด Bitcoin อาจอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ถ้าเทรนด์นี้ดำเนินต่อไป นี่คือประเด็นที่ต้องติดตามต่อ ไม่ใช่ข้อสรุปที่นิ่งแล้ว
สรุปเฉพาะคำถามเรื่องวิกฤตพลังงาน คำตอบที่หลักฐานปัจจุบันรองรับคือ ในตลาดไฟฟ้าที่มีกลไกราคาและสัญญาตัดโหลดรองรับอย่างเท็กซัส เหมืองขุด Bitcoin ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยระบายส่วนเกินตอนไฟล้นและถอยออกให้ตอนไฟตึง ซึ่งเป็นบทบาทที่ช่วยเสริมความมั่นคงของกริดมากกว่าจะบั่นทอน แต่ต้องพูดให้ครบสองข้อ ข้อแรกคือประโยชน์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองอัตโนมัติ มันเกิดเพราะมีกฎกติกาและสัญญาบังคับให้เกิด ซึ่งเป็นเหตุผลที่เท็กซัสต้องออกกฎหมาย Senate Bill 6 มาบังคับแทนความสมัครใจ ข้อที่สองคือในพื้นที่ที่ไม่มีกลไกแบบนี้ โหลดขนาดใหญ่ที่เข้ามาเพิ่มก็คือความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจริงในระบบ ไม่ได้วิเศษไปกว่าโรงงานขนาดเท่ากันแต่อย่างใด

ภาพ: ยกอุปมาของ Nic Carter ที่มองการขุด Bitcoin เหมือนน้ำที่ไหลไปเติมทุกซอกหลืบของแผนที่พลังงานราคาถูก เป็นภาพที่ใช้อธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐศาสตร์ของนักขุด ไม่ใช่คำรับรองว่านักขุดทุกรายทำแบบนี้จริงทุกที่
เคสที่ 3: น้ำหลากหน้าฝนของจีนกับพลังงานที่ไม่มีใครใช้
ก่อนปี 2021 มณฑลเสฉวนของจีนคือตัวอย่างคลาสสิกของพลังงานเหลือทิ้งตามฤดูกาล และเป็นเคสที่ทำให้อุตสาหกรรมขุด Bitcoin ทั้งอุตสาหกรรมเคลื่อนย้ายตามฤดูกาลจริงจังเป็นครั้งแรก
หนังสือ Broken Money เล่าไว้ว่าเสฉวนมีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังน้ำล้นเกินความต้องการอย่างมากในช่วงหน้าฝน เพราะสร้างเขื่อนไว้เผื่อรองรับปริมาณน้ำสูงสุด แต่พอถึงหน้าฝนจริงที่น้ำมามาก โรงไฟฟ้าก็ผลิตไฟฟ้าสะอาดออกมาเกินกว่าที่ท้องถิ่นจะใช้หมด กลายเป็นพลังงานที่ต้องทิ้งไปเปล่าๆ ทุกปี นักขุด Bitcoin จึงเคลื่อนย้ายเครื่องขุดไปตั้งที่เสฉวนในช่วงหน้าฝนเพื่อรับซื้อไฟฟ้าราคาถูกมากนี้ ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์รักษ์โลก แต่เพราะมันคือพลังงานที่ถูกที่สุดที่หาได้ ณ ขณะนั้น ในช่วงพีค นักขุดจีนเคยมีสัดส่วนกำลังขุดรวมกันสูงถึงกว่า 70% ของทั้งเครือข่าย Bitcoin โลก ก่อนจะค่อยๆ ลดลงเหลือต่ำกว่า 50% ช่วงต้นปี 2021 จากการแข่งขันที่มากขึ้นในประเทศอื่น
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่รัฐบาลจีนสั่งแบนการขุด Bitcoin ทั้งประเทศในปี 2021 (เหตุการณ์เดียวกับที่บทความ Proof of Work เคยพูดถึงในแง่ความทนทานของเครือข่าย) ทำให้เครื่องขุดจำนวนมากและรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปีที่เคยอยู่ในเสฉวนย้ายออกไปยังอเมริกาเหนือและประเทศอื่น แม้หลังแบนจะยังมีนักขุดจีนบางส่วนกลับมาดำเนินการแบบเงียบๆ แต่รูปแบบการอพยพตามฤดูกาลขนาดใหญ่แบบเดิมก็ไม่กลับมาเหมือนก่อนแล้ว หนังสือยังระบุด้วยว่าปัญหาไฟฟ้าพลังน้ำล้นเกินแบบเสฉวนไม่ใช่เรื่องเฉพาะของจีน หลายประเทศที่มีกำลังผลิตพลังน้ำเกินตัวก็เจอปัญหาลักษณะเดียวกันและกลายเป็นจุดหมายของนักขุด Bitcoin ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์แบบเดียวกัน

ภาพ: นักขุด Bitcoin ย้ายเครื่องตามฤดูกาลไปหาไฟฟ้าราคาถูกที่สุด เช่นพลังน้ำส่วนเกินหน้าฝนที่เสฉวน แล้วย้ายออกเมื่อหน้าแล้งน้ำน้อย
ตัวเลขที่ต้องพูดตรงๆ: นี่ยังเป็นส่วนน้อยของอุตสาหกรรม ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด
เคสที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่ตรวจสอบได้ แต่ถ้าฟังแล้วรู้สึกว่า "งั้นเหมืองขุด Bitcoin ส่วนใหญ่คงใช้พลังงานเหลือทิ้งกันหมด" นั่นคือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากตัวเลขจริง
รายงาน Cambridge Digital Mining Industry Report เดือนเมษายน 2025 ซึ่งสำรวจข้อมูลจากผู้ประกอบการที่ครองสัดส่วนราว 48% ของกำลังขุดทั้งเครือข่าย ระบุว่าก๊าซธรรมชาติที่เข้าข่าย stranded (เผาทิ้ง/ติดค้างไม่มีท่อส่ง) คิดเป็นกำลังขุดราว 507 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 3.3% ของสัดส่วนพลังงานทั้งหมดที่สำรวจได้เท่านั้น ส่วนพลังงานนอกกริดทุกประเภทรวมกัน (ทั้งก๊าซเผาทิ้ง เขื่อนพลังน้ำเฉพาะทาง และกังหันลมเฉพาะทาง) คิดเป็นราว 8.1% ของกำลังขุดที่สำรวจ พูดอีกแบบคือ นักขุด Bitcoin มากกว่า 90% ยังคงซื้อไฟฟ้าจากกริดปกติทั่วไปเหมือนผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นๆ ไม่ได้ใช้พลังงานเหลือทิ้งแบบที่เล่าไปข้างต้นเป็นส่วนใหญ่
ฝั่งวิจารณ์แนวคิดนี้ก็มีน้ำหนักที่ต้องรับฟังเช่นกัน Alex de Vries นักวิจัยผู้ก่อตั้งเว็บ Digiconomist และเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์ที่ตรวจสอบตัวเลขพลังงานคริปโตอย่างเข้มงวดที่สุดคนหนึ่ง เคยโต้แย้งว่าการนำก๊าซที่จะถูกเผาทิ้งมาผลิตไฟฟ้าป้อนเครื่องขุด ยังคงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณใกล้เคียงกับการเผาทิ้งแบบเดิม และจะเกิดประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศจริงก็ต่อเมื่อไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปแทนที่ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนสูงกว่าอย่างถ่านหิน หรือช่วยลดการปล่อยมีเทนดิบจากการ venting ลงจริง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีเผาก๊าซที่จะถูกเผาทิ้งอยู่แล้วเฉยๆ ข้อโต้แย้งนี้ตรงกับสิ่งที่บทความนี้พยายามพูดตรงๆ ไปแล้วข้างต้น คือมันลดความเสียหายเทียบกับทางเลือกเดิม ไม่ใช่การทำให้ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์
สรุปคือ แนวคิด "Bitcoin ใช้พลังงานเหลือทิ้ง" เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในหลายเคสที่ตรวจสอบได้ แต่ ยังเป็นสัดส่วนน้อยของอุตสาหกรรมทั้งหมด ไม่ใช่คำอธิบายของการขุด Bitcoin ทุกที่ทั่วโลก และไม่ได้ลบล้างตัวเลขการใช้ไฟฟ้ารวมหรือคาร์บอนรวมที่วางไว้ตั้งแต่หัวข้อแรกของบทความนี้ มันเป็นเพียงมุมมองเพิ่มเติมที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้นว่าพลังงานที่ใช้ไปนั้นมีทั้งส่วนที่แย่งมาจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และส่วนที่ไม่งั้นก็ต้องทิ้งไปอยู่ดี

ภาพ: วางความเข้าใจผิดที่พบบ่อยไว้ข้างตัวเลขจากรายงาน Cambridge เดือนเมษายน 2025 ให้เห็นชัดว่าพลังงานเหลือทิ้งเป็นสัดส่วนระดับหลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ ขณะที่นักขุดกว่า 90% ยังซื้อไฟจากกริดปกติเหมือนผู้ใช้ไฟทั่วไป
ปัญหาไฟฟ้าของไทยไม่ใช่ไฟไม่พอ แต่คือไฟล้นระบบที่ไม่มีใครรับซื้อ
เวลาคนไทยได้ยินคำว่า "วิกฤตพลังงาน" ภาพที่นึกถึงมักเป็นไฟดับหรือไฟไม่พอใช้ แต่โจทย์จริงของระบบไฟฟ้าไทยตอนนี้อยู่คนละด้านกับภาพนั้น ประเทศไทยเจอปัญหาพลังงานหมุนเวียนส่วนเกินแบบเดียวกับที่เล่าไปข้างต้น เพียงแต่ยังไม่มีอุตสาหกรรมแบบนักขุด Bitcoin เข้ามาเป็นผู้ซื้อที่ยืดหยุ่นพอจะรับซื้อส่วนเกินนั้นในรูปแบบเดียวกับต่างประเทศ
ระบบไฟฟ้าไทยมีปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า "duck curve" คือช่วงกลางวันที่แดดจัด โรงไฟฟ้าโซลาร์ทั้งขนาดใหญ่ (SPP) และขนาดเล็ก (VSPP) ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ความต้องการไฟฟ้าสุทธิ (ความต้องการรวมหักด้วยพลังงานหมุนเวียน) ลดฮวบลงกลางวันแล้วพุ่งกลับขึ้นแรงตอนเย็นที่แดดหมดแต่คนกลับบ้านเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน สำรองไฟฟ้าของระบบไทยในบางช่วงสูงถึงราว 30% ของความต้องการ ซึ่งสะท้อนว่ามีกำลังผลิตส่วนเกินอยู่ในระบบไม่น้อย
ปัญหานี้ยังผูกกับเรื่องต้นทุนที่คนไทยจ่ายจริงด้วย ข้อมูลจากสำนักข่าว JustPow ระบุว่าตลอด 18 ปีที่ผ่านมา คนไทยจ่ายค่า Adder (ค่าอุดหนุนไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ให้ไว้ตั้งแต่ยุคต้นทุนเทคโนโลยียังสูง) ไปแล้วรวมกว่า 344,996.84 ล้านบาท เฉพาะปี 2025 ปีเดียวจ่ายไปแล้วกว่า 14,487.09 ล้านบาท และล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเพิ่งมีมติเมื่อปลายเดือนเมษายน 2026 เห็นชอบรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อป (Net Billing) ปริมาณ 500 เมกะวัตต์ ในราคารับซื้อเพียง 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าค่าไฟฟ้าขายปลีกทั่วไปมาก สะท้อนว่าไฟฟ้าส่วนเกินที่คนไทยผลิตได้เองยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมากในสายตาของระบบกริด

ภาพ: จำลองรูปทรง duck curve ของระบบไฟฟ้าไทย ที่ความต้องการไฟฟ้าสุทธิทรุดลงกลางวันเพราะโซลาร์ผลิตพร้อมกัน แล้วดีดกลับขึ้นแรงตอนหัวค่ำ ทำให้โจทย์ของไทยเป็นเรื่องไฟล้นผิดเวลามากกว่าไฟไม่พอ
สิ่งที่ต่างจากเคสในสหรัฐฯ หรือจีนที่เล่าไปข้างต้นคือ ไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมแบบเหมืองขุด Bitcoin ที่เข้ามารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเหล่านี้อย่างถูกกฎหมายในสเกลใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างตลาดไฟฟ้าไทยที่ กฟผ./PEA/MEA ผูกขาดการซื้อขายไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ ต่างจากเท็กซัสที่เปิดตลาดไฟฟ้าเสรีให้ผู้ซื้อรายใหญ่ต่อรองราคาได้โดยตรง และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่บทความ "ขุด Bitcoin คุ้มไหม" ของซีรีส์นี้เคยอธิบายไว้แล้วว่า ค่าไฟฟ้าปกติของไทยแพงกว่าจุดคุ้มทุนของการขุด Bitcoin อยู่แล้ว (นี่คือเหตุผลเดียวกับที่ทำให้มีคดีลักลอบใช้ไฟฟ้าขุด Bitcoin เป็นระลอกในไทยตามที่เคยเล่าไว้ในบทความนั้น) ปัญหาไฟฟ้าส่วนเกินของไทยจึงยังคงเป็นโจทย์ด้านนโยบายและต้นทุนที่รอการแก้ไข มากกว่าจะมีผู้เล่นแบบนักขุด Bitcoin เข้ามาช่วยดูดซับส่วนเกินนั้นแบบที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ
สรุป: ตอบสองคำถามตรงๆ แบบไม่เข้าข้างฝั่งไหน
คำถามแรกคือ Bitcoin ทำให้โลกร้อนจริงไหม คำตอบตรงๆ คือมีส่วนจริง ไม่ใช่ศูนย์ และใครที่บอกว่าไม่มีผลเลยคือพูดเกินหลักฐาน
เครือข่าย Bitcoin ปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 39.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ใช้ไฟฟ้าราว 138-180 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี และแม้แต่วิธีที่ถูกยกมาเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมอย่างการนำก๊าซเผาทิ้งมาปั่นไฟ ก็ยังเป็นการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยคาร์บอนอยู่ดี เพียงแต่ปล่อยน้อยลงราว 63% เมื่อเทียบกับการเผาทิ้งเฉยๆ ไม่ใช่ลดเหลือศูนย์ ส่วนพลังงานเหลือทิ้งที่เป็นแกนของบทความนี้ก็คิดเป็นเพียงราว 3.3-8.1% ของอุตสาหกรรมตามรายงาน Cambridge ไม่ใช่ภาพรวมของการขุดทั้งโลก
แต่ถ้าจะตอบให้ครบก็ต้องพูดอีกด้านด้วยว่า พลังงานที่ใช้กว่าครึ่ง (ราว 52.4%) เป็นพลังงานสะอาดแล้ว สัดส่วนถ่านหินลดลงเหลือ 8.9% และพลังงานอีกส่วนหนึ่งในตัวเลขก้อนนั้นเป็นพลังงานที่ไม่งั้นก็ต้องถูกทิ้งไปเปล่าๆ อยู่ดี คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดของคำถามข้อแรกจึงเป็น "มีส่วน แต่ไม่ใช่ตัวการหลัก และสัดส่วนพลังงานสะอาดกำลังเพิ่มขึ้นจริง" ไม่ใช่ทั้ง "ทำลายโลก" และไม่ใช่ทั้ง "สะอาดหมดจด"
คำถามที่สองคือมันทำให้เกิดวิกฤตพลังงานหรือเปล่า คำตอบตรงๆ คือหลักฐานเท่าที่มีชี้ไปทางตรงข้ามกับความกังวล อย่างน้อยก็ในตลาดไฟฟ้าที่มีกลไกรองรับ
เพราะเครื่องขุดเป็นโหลดที่สั่งปิดเมื่อไหร่ก็ได้ มันจึงทำหน้าที่คล้ายวาล์วระบายส่วนเกินตอนไฟฟ้าล้นระบบ และถอยออกให้ตอนไฟฟ้าตึงตัว เคส ERCOT ในเท็กซัสกับเหตุการณ์ Winter Storm Uri ปี 2021 คือหลักฐานที่จับต้องได้ว่ากลไกนี้ทำงานจริงในวันที่ระบบไฟฟ้าทั้งรัฐเกือบล่ม แต่คำตอบนี้มีเงื่อนไขสองข้อที่ต้องพูดพร้อมกันเสมอ ข้อแรกคือประโยชน์นี้ไม่ได้เกิดเองโดยธรรมชาติ มันเกิดเพราะมีตลาดและสัญญาที่ออกแบบมาให้เกิด ซึ่งเป็นเหตุผลที่เท็กซัสต้องออกกฎหมาย Senate Bill 6 มาบังคับแทนความสมัครใจตั้งแต่ปลายปี 2025 ข้อที่สองคือเทรนด์การหันไปรับงานให้เช่าเซิร์ฟเวอร์ AI ของนักขุดหลายรายอาจทำให้ความเต็มใจปิดเครื่องช่วยกริดลดลงในอนาคต นักวิเคราะห์บางรายจึงเตือนว่าบทบาทเบรกฉุกเฉินนี้อาจอ่อนกำลังลง นี่คือประเด็นที่ยังต้องติดตาม ไม่ใช่ข้อสรุปถาวร
สำหรับคนไทย โจทย์ที่ใกล้ตัวกว่านั้นคือด้านตรงข้ามของคำว่าวิกฤตพลังงาน ระบบไฟฟ้าไทยมีสำรองสูงและมีไฟฟ้าส่วนเกินกลางวันจากโซลาร์ที่ยังไม่มีผู้ซื้อที่ยืดหยุ่นพอ ขณะที่ค่า Adder ที่จ่ายสะสมมา 18 ปีกว่า 344,996.84 ล้านบาทยังอยู่ในบิลค่าไฟของทุกคน ปัญหาของไทยจึงไม่ใช่การถูกแย่งไฟ แต่เป็นการที่ไฟฟ้าส่วนเกินยังไม่ถูกทำให้มีมูลค่า
ส่วนจะมองว่าความสามารถในการดูดซับพลังงานเหลือทิ้งคือจุดแข็งที่สำคัญของ Bitcoin หรือเป็นแค่การหาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่ทำอยู่แล้ว (rationalization) ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แต่ทั้งสองฝั่งของข้อถกเถียงนี้ต่างมีตัวเลขและหลักฐานที่ตรวจสอบได้มารองรับจริง และการอ่านตัวเลขให้ครบทั้งสองด้านย่อมดีกว่าการเลือกหยิบพาดหัวข้างเดียวมาเชื่อ

ภาพ: สรุปคำตอบของสองคำถามหลักไว้ข้างกัน ทั้งเรื่องผลต่อภาวะโลกร้อนที่มีอยู่จริงแต่ไม่ใช่ตัวการหลัก และเรื่องวิกฤตพลังงานที่หลักฐานชี้ไปคนละทางกับความกังวล โดยมีเงื่อนไขกำกับไว้ทั้งสองข้อ
คำถามที่พบบ่อย
Bitcoin ทำให้โลกร้อนจริงไหม?
มีส่วนจริง ไม่ใช่ศูนย์ เครือข่าย Bitcoin ปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 39.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีตามการประเมินของ Cambridge Centre for Alternative Finance ปี 2025 แต่ก็ไม่ใช่ตัวการหลักของภาวะโลกร้อน และพลังงานที่ใช้กว่าครึ่ง (ราว 52.4%) เป็นพลังงานสะอาดแล้ว โดยสัดส่วนถ่านหินลดลงเหลือ 8.9% คำตอบที่ตรงกับหลักฐานที่สุดคือมีผลจริงแต่ไม่ใช่ระดับที่คำว่า "ทำลายโลก" สื่อถึง
Bitcoin ใช้ไฟฟ้าปีละเท่าไหร่?
ราว 138-180 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี (TWh) ตัวเลขต่างกันตามวิธีประเมินและช่วงเวลา โดย CCAF รายงานปี 2025 ไว้ที่ราว 138 TWh ส่วนดัชนี CBECI ช่วงต้นปี 2026 อยู่ที่ราว 170-180 TWh เทียบให้เห็นภาพคือประเทศไทยใช้ไฟฟ้าราว 217 TWh ต่อปี แปลว่าเครือข่าย Bitcoin ทั้งโลกยังใช้ไฟน้อยกว่าประเทศไทยประเทศเดียว แต่ก็มากกว่าอีกหลายสิบประเทศเช่นกัน
Bitcoin ทำให้ไฟฟ้าขาดแคลนหรือค่าไฟแพงขึ้นไหม?
ในตลาดไฟฟ้าที่มีกลไกรองรับอย่างเท็กซัส หลักฐานชี้ไปทางตรงข้าม เพราะเครื่องขุดเป็นโหลดที่สั่งปิดได้ จึงถูกจัดเป็น Large Flexible Load ที่รับซื้อไฟส่วนเกินตอนไฟล้นและยอมปิดเครื่องตอนกริดตึง อย่างช่วง Winter Storm Uri ปี 2021 แต่ประโยชน์นี้ขึ้นอยู่กับกติกาตลาดที่บังคับให้เกิด (เท็กซัสออกกฎหมาย Senate Bill 6 ปี 2025 มาบังคับแทนความสมัครใจ) และในพื้นที่ที่ไม่มีกลไกแบบนี้ โหลดขนาดใหญ่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจริงเหมือนโรงงานขนาดเท่ากัน
Stranded energy คืออะไร?
คือพลังงานที่ผลิตขึ้นแล้วแต่ไม่มีผู้ใช้เพียงพอ หรือขนส่งไปยังจุดที่มีผู้ใช้ไม่ได้ในต้นทุนที่คุ้มค่า ทำให้ต้องถูกทิ้งไปเปล่าๆ เช่น ก๊าซที่ติดมากับการขุดเจาะน้ำมันแต่มีปริมาณน้อยเกินคุ้มสร้างท่อส่ง หรือไฟฟ้าจากลม แดด และน้ำที่ผลิตได้เกินความต้องการในบางช่วงเวลา
ทำไมนักขุด Bitcoin ถึงใช้พลังงานเหลือทิ้งได้ ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่นทำไม่ได้?
เพราะนักขุด Bitcoin ไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ใกล้เมืองหรือประชาชน ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำก็พอ และทนต่อการถูกสั่งปิดเครื่องกะทันหันได้โดยไม่กระทบรายได้ระยะยาวมากนัก ต่างจากโรงงานหรือศูนย์ข้อมูลทั่วไปที่ต้องพึ่งไฟฟ้าต่อเนื่องตลอดเวลา
ก๊าซเผาทิ้งที่นำมาขุด Bitcoin ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์จริงไหม?
ไม่จริง ยังคงเป็นการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ดี สิ่งที่ดีขึ้นคือประสิทธิภาพการเผาไหม้ผ่านเครื่องปั่นไฟแบบปิด (ราว 99.5% ขึ้นไป) สูงกว่าการเผาทิ้งแบบเปิดโล่งทั่วไป (ราว 92-98%) ทำให้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าลดลงราว 63% เมื่อเทียบกับการเผาทิ้งแบบเดิม ไม่ใช่การไม่ปล่อยคาร์บอนเลย
ERCOT กับ Bitcoin mining เกี่ยวข้องกันยังไง?
ERCOT คือผู้ดูแลกริดไฟฟ้าของรัฐเท็กซัส สหรัฐฯ ที่จัดประเภทเหมืองขุด Bitcoin เป็น Large Flexible Load ให้เข้าร่วมโครงการ demand response ได้ คือรับค่าตอบแทนจากการยอมปิดเครื่องช่วงกริดขาดแคลนไฟฟ้า เช่นช่วง Winter Storm Uri ปี 2021 ที่มีบริษัทขุดได้รับค่าตอบแทนหลายล้านดอลลาร์จากการปิดเครื่องช่วยกริด
พลังงานเหลือทิ้งเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของการขุด Bitcoin ทั้งหมด?
ตามรายงาน Cambridge Digital Mining Industry Report เมษายน 2025 ก๊าซธรรมชาติที่เข้าข่าย stranded คิดเป็นราว 3.3% ของพลังงานที่สำรวจได้ ส่วนพลังงานนอกกริดทุกประเภทรวมกันคิดเป็นราว 8.1% หมายความว่านักขุดส่วนใหญ่กว่า 90% ยังคงใช้ไฟฟ้าจากกริดปกติทั่วไป
ทำไมจีนถึงเคยเป็นแหล่งขุด Bitcoin ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วเปลี่ยนไปยังไง?
เพราะมณฑลเสฉวนมีพลังงานน้ำล้นเกินความต้องการในหน้าฝนทุกปี นักขุดจึงย้ายเครื่องไปใช้ไฟฟ้าราคาถูกนั้นตามฤดูกาล จนมีสัดส่วนกำลังขุดสูงถึงกว่า 70% ของโลกในช่วงพีค ก่อนรัฐบาลจีนจะสั่งแบนการขุด Bitcoin ทั้งประเทศในปี 2021 ทำให้นักขุดจำนวนมากย้ายไปอเมริกาเหนือและประเทศอื่นแทน
ทำไมไทยไม่มีเหมืองขุด Bitcoin มารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินแบบต่างประเทศ?
เพราะโครงสร้างตลาดไฟฟ้าไทยเป็นระบบผูกขาดรวมศูนย์ผ่าน กฟผ./PEA/MEA ต่างจากเท็กซัสที่เปิดตลาดเสรีให้ผู้ซื้อรายใหญ่ต่อรองราคาได้โดยตรง อีกทั้งค่าไฟฟ้าปกติของไทยยังแพงกว่าจุดคุ้มทุนของการขุด Bitcoin อยู่แล้ว ทำให้ไม่มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้เกิดอุตสาหกรรมนี้ในไทยอย่างถูกกฎหมายในสเกลใหญ่
📌 อ่านต่อในชุดความรู้พื้นฐาน: Proof of Work คืออะไร · ขุด Bitcoin คุ้มไหม กินไฟจริงไหม · Store of Value คืออะไร ทำไมเรียก Bitcoin ว่าทองดิจิทัล
📖 เสริมข้อมูลจากคลังหนังสือของไมเคิล (ตรวจสอบกับ source.pdf ต้นฉบับแล้วทุกจุด): Broken Money (Lyn Alden) บทที่ 25 "How Bitcoin Uses Energy" ครบทั้งบท ได้แก่ thesis stranded energy (น.PDF391), Nic Carter quote เรื่อง topographic map/glass of water (น.PDF402), Marty Bent quote เรื่องความได้เปรียบของนักขุดในโอกาส flare gas (น.PDF402), เคสพลังน้ำเสฉวน (น.PDF403-404), ก๊าซธรรมชาติเหลือทิ้ง/World Bank 144 พันล้าน ลบ.ม./Cambridge estimate (น.PDF404), เคส Vespene Energy/หลุมฝังกลบ (น.PDF405-406), กลไก Bitcoin mining as grid battery + Harry Sudock/GRIID quote + เคสโรงพยาบาล + Tokyo Electric (น.PDF406-410)
ตัวเลขและเคสปัจจุบันตรวจสอบผ่าน WebSearch: Crusoe Energy Digital Flare Mitigation (2.7 ล้านตัน CO2e ลดได้ตลอด 7 ปี, ~22,000 ล้าน ลบ.ฟุตก๊าซที่ป้องกันไม่ให้เผาทิ้ง, ลด CO2e ~63% เทียบเผาทิ้งเดิม, 425+ ศูนย์ข้อมูลเคลื่อนที่ 250+ MW ใน 7 รัฐสหรัฐฯ+อาร์เจนตินา, NYDIG ประกาศซื้อธุรกิจขุดของ Crusoe มี.ค. 2025), ประสิทธิภาพเผาไหม้ flare แบบเปิด (92-98%) vs เครื่องปั่นไฟปิด (99.5%+), ERCOT/Texas Large Flexible Load + Winter Storm Uri 2021 (จ่ายค่าตอบแทนราว 175,000 ดอลลาร์/ชม. รวม ~18 ล้านดอลลาร์ตลอด 4 วัน), สเกล LFL ปี 2025 (~54,000 ล้าน kWh, 33 GW รอเชื่อมต่อ), Senate Bill 6 มิ.ย. 2025, รายงานเรื่องการปรับตัวไปทำ AI hosting ที่อาจลดความสามารถ curtail ของนักขุดเท็กซัส, Cambridge Digital Mining Industry Report เม.ย. 2025 (stranded natural gas 3.3%, off-grid รวม 8.1% จากฐานสำรวจ 48% ของ hashrate โลก), คำวิจารณ์ของ Alex de Vries (Digiconomist) เรื่อง flare gas mining ปล่อยคาร์บอนใกล้เคียงเผาทิ้งเดิม เว้นแต่ไปแทนที่เชื้อเพลิงคาร์บอนสูงกว่าจริง, ข้อมูล Adder ไทย (JustPow: 18 ปี ~344,996.84 ล้านบาท, ปี 2025 เดี่ยว ~14,487.09 ล้านบาท) และมติ กพช. Net Billing 500 MW ราคา 2.20 บาท/หน่วย (29 เม.ย. 2569)
ตัวเลขพลังงาน/คาร์บอนภาพรวมในหัวข้อ "ตัวเลขจริงก่อน" ใช้ชุดเดียวกับที่ผ่านการตรวจแล้วในบทความ Proof of Work และ ขุด Bitcoin คุ้มไหม ของซีรีส์นี้ ไม่มีการเพิ่มตัวเลขใหม่ที่ยังไม่ได้ verify: Cambridge Centre for Alternative Finance (CCAF) / Cambridge Digital Mining Industry Report เม.ย. 2025 (ไฟฟ้ารวม ~138 TWh/ปี, ก๊าซเรือนกระจก ~39.8 ล้านตัน CO2e/ปี, พลังงานสะอาด 52.4% = หมุนเวียน 42.6% + นิวเคลียร์ 9.8% เทียบ 37.6% ปี 2022, ก๊าซธรรมชาติ 38.2% แซงถ่านหินที่เหลือ 8.9%), ดัชนี CBECI อัปเดต ก.พ. 2026 (~170-180 TWh/ปี) ทำให้เขียนเป็นช่วง 138-180 TWh ตามที่ Han เคยเคาะไว้ในบทความ Mining Worth It, ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย ~217 TWh/ปี (ตัวเลขเดียวกับที่ Han ตรวจแล้วว่าเทียบแฟร์ในบทความ Mining Worth It)