
Bitcoin Savings and Trust แชร์ลูกโซ่ Bitcoin ของ Pirate40 ปี 2012 ที่ทำให้ศาลสหรัฐฯ ชี้ว่า Bitcoin คือเงิน
ปี 2011 ถึง 2012 ชายในเท็กซัสที่ใช้ชื่อ pirateat40 บน bitcointalk สัญญาดอกเบี้ย 7% ต่อสัปดาห์ จนถือ Bitcoin ราว 7% ของทั้งระบบ ก่อนปิดและผิดนัดในเดือนสิงหาคม 2012 บทความนี้เปิดกระทู้ต้นทาง ข่าวแจกของ ก.ล.ต. และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และคำวินิจฉัยของศาลที่ชี้ว่า Bitcoin เป็นเงินรูปแบบหนึ่ง
ก่อนจะมี FTX ก่อนจะมี Celsius และก่อนที่คำว่า DeFi จะเกิดขึ้น วงการ Bitcoin เคยมีโครงการรับฝากเหรียญที่จ่ายดอกเบี้ยสูงจนดูเหลือเชื่อมาแล้ว โครงการนั้นชื่อ Bitcoin Savings and Trust เปิดโดยชายคนหนึ่งในรัฐเท็กซัสที่ใช้ชื่อบนเว็บบอร์ดว่า pirateat40 เขาสัญญาดอกเบี้ยสูงสุด 7% ต่อสัปดาห์ และในช่วงที่โครงการใหญ่ที่สุด เขาถือ Bitcoin อยู่ราว 7% ของเหรียญทั้งหมดที่หมุนเวียนในตอนนั้น เดือนสิงหาคม 2012 โครงการปิดตัวและผิดนัดชำระ หลายปีต่อมาคดีนี้ได้กลายเป็นคดีแรกๆ ที่ทำให้ศาลสหรัฐฯ ต้องตอบคำถามว่า Bitcoin เป็นเงินหรือไม่ บทความนี้เปิดกระทู้ต้นทางบน bitcointalk ข่าวแจกของ ก.ล.ต. และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และคำวินิจฉัยของศาลทีละฉบับ ไล่ดูว่าแชร์ลูกโซ่ Bitcoin รุ่นแรกทำงานอย่างไร พังเพราะอะไร และทิ้งบทเรียนอะไรไว้
2011: เว็บบอร์ดที่ใครก็ตั้งกองทุนได้
ปี 2011 Bitcoin ยังเป็นของใหม่มาก คนที่ถือเหรียญส่วนใหญ่รวมตัวกันอยู่ใน Bitcoin Forum หรือ bitcointalk เว็บบอร์ดที่ Satoshi Nakamoto ตั้งขึ้นเอง ในนั้นมีห้องชื่อ Lending ที่คนเข้ามาขอกู้และเสนอผลตอบแทนให้คนปล่อยกู้ ทุกอย่างทำด้วยชื่อบนเว็บบอร์ด ไม่มีสัญญา ไม่มีหน่วยงานกำกับ และไม่มีใครรู้จักตัวจริงของอีกฝ่าย ความน่าเชื่อถืออาศัยแค่ประวัติการซื้อขายที่คนอื่นให้คะแนนไว้ ซึ่งเรียกกันว่า OTC ratings
คำวินิจฉัยของศาลในปี 2014 สรุปว่า Trendon Shavers ใช้ชื่อ pirateat40 เสนอขายการลงทุนผ่านอินเทอร์เน็ตตั้งแต่อย่างน้อยเดือนกุมภาพันธ์ 2011 ถึงเดือนสิงหาคม 2012 ทั้งในห้องแชตของคนใช้ Bitcoin และบน Bitcoin Forum เขารับเงินลงทุนเป็น Bitcoin ทั้งหมด และจ่ายผลตอบแทนเป็น Bitcoin ทั้งหมดเช่นกัน โครงการนี้ใช้ชื่อแรกว่า First Pirate Savings & Trust ก่อนเปลี่ยนเป็น Bitcoin Savings and Trust หรือ BTCST ในวันที่ 10 เมษายน 2012 พร้อมเปิดเว็บ btcst.com ให้ลูกค้าเข้าไปดูยอดบัญชีของตัวเอง
กระทู้หลักของโครงการบน bitcointalk เปิดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2011 ในห้อง Lending ภายใต้หัวข้อย่อย Long-term offers ถึงวันนี้กระทู้นี้มีคนเปิดอ่านมากกว่า 800,000 ครั้ง และมีป้ายเตือนจากระบบว่ามีผู้ใช้หลายคนเชื่อว่าคนตั้งกระทู้เป็นมิจฉาชีพ
ภาพ: กระทู้ topic 50822 บน bitcointalk.org โพสต์แรกถูกเจ้าของแก้ข้อความเป็นประกาศปิดในภายหลัง ส่วนคำตอบด้านล่างยังเป็นของเดิมตั้งแต่ 3 พฤศจิกายน 2011
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของภาพนี้ไม่ใช่โพสต์แรก เพราะเจ้าของแก้ข้อความทับไปแล้วตอนประกาศปิดโครงการ แต่เป็นคำตอบที่สอง ผู้ใช้ชื่อ ElectricMucus ตอบในอีกราว 17 นาทีหลังกระทู้เปิดว่า "Smells like a classical HYIP scam" หรือดูเหมือนกลโกงแบบ HYIP ย่อมาจาก high-yield investment program ซึ่งก็คือโครงการลงทุนที่สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ pirateat40 ตอบกลับทันทีว่า ถ้าเป็นกลโกงจริง คนคงรู้ไปแล้ว และเขาคงไม่ยอมทิ้งคะแนน OTC ที่สมบูรณ์แบบของตัวเอง คำเตือนแรกจึงมาตั้งแต่วันแรก แต่คำตอบว่าชื่อเสียงของตัวเองคือหลักประกันก็ฟังขึ้นพอให้คนจำนวนมากไว้ใจ
ข้อเสนอ: ดอกเบี้ยวันละ 1% ขายเหรียญนอกตลาด
คำวินิจฉัยของศาลเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2013 ระบุว่า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2011 Shavers โฆษณาว่าเขาทำธุรกิจขาย Bitcoin ให้ "กลุ่มคนในพื้นที่" และเสนอดอกเบี้ยสูงสุดวันละ 1% จนกว่าผู้ลงทุนจะถอน หรือจนกว่าดีลในพื้นที่ของเขาจะหมดกำไร ต่อมาข้อเสนอถูกพูดถึงเป็นอัตราสูงสุด 7% ต่อสัปดาห์ ข่าวแจกของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ คำนวณว่าอัตรานี้เท่ากับผลตอบแทนราว 3,641% ต่อปี
เรื่องที่ Shavers เล่าให้ผู้ลงทุนฟังคือการเก็งกำไรส่วนต่างราคา เขาอ้างว่ามีลูกค้าที่อยากซื้อ Bitcoin ครั้งละมากๆ แบบไม่ผ่านตลาด และยอมจ่ายแพงกว่าราคาตลาดเพื่อความเป็นส่วนตัวและความรวดเร็ว ข่าวแจกของ ก.ล.ต. ใช้คำว่า "off the radar" หรือซื้อแบบไม่ให้ใครเห็น เขาจึงต้องการเหรียญจำนวนมากมาหมุน และยินดีแบ่งกำไรให้คนที่ให้ยืมเหรียญ กระทรวงยุติธรรมระบุด้วยว่า Shavers ยังรับประกันเป็นการส่วนตัวว่าจะชดเชยการขาดทุนถ้าตลาดเปลี่ยน
คำพูดที่เขาใช้ชวนคนในเว็บบอร์ด ก.ล.ต. ยกมาในข่าวแจกหลายประโยค เช่น "It's growing, it's growing!" "I have yet to come close to taking a loss on any deal" หรือยังไม่เคยเข้าใกล้การขาดทุนจากดีลไหนเลย และ "risk is almost 0" หรือความเสี่ยงแทบเป็นศูนย์ ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2012 เขาโพสต์บน Bitcoin Forum ว่า BTCST ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ และตอบคนที่ถามเรื่องกำไรว่าเขาทำกำไรได้ 10.65% ต่อสัปดาห์ และจ่ายออกเฉลี่ย 5.98%
ความจริงที่ศาลพบตรงข้ามกับทุกคำพูดข้างต้น BTCST ไม่ได้ทำธุรกิจซื้อขาย Bitcoin อย่างที่อ้าง Shavers เอาเหรียญของผู้ลงทุนรายใหม่ไปจ่ายดอกเบี้ยและค่าถอนให้ผู้ลงทุนรายเก่า นี่คือโครงสร้างของแชร์ลูกโซ่แบบคลาสสิก ระบบอยู่รอดได้ตราบใดที่เงินใหม่ไหลเข้ามามากกว่าเงินที่ต้องจ่ายออก พอเงินใหม่ชะลอหรือคนเก่าแห่ถอนพร้อมกัน ระบบก็จ่ายไม่ไหวทันที
นอกจากนั้นเหรียญบางส่วนยังถูกเอาไปใช้ส่วนตัว คำวินิจฉัยปี 2014 ระบุว่า Shavers โอน Bitcoin อย่างน้อย 150,649 เหรียญจากกระเป๋าหลักของ BTCST เข้าบัญชีส่วนตัวที่ Mt. Gox เว็บเทรดในโตเกียว เขาใช้เหรียญเหล่านี้เทรดรายวันจนขาดทุน แต่ขาย Bitcoin สุทธิ 86,202 เหรียญได้เงิน 164,758 ดอลลาร์ แล้วโอนเงิน 147,102 ดอลลาร์ไปที่บัญชีธนาคารส่วนตัวและบัญชีบนระบบรับชำระเงินออนไลน์ Dwolla ก่อนนำไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหาร ซื้อของ และเล่นการพนัน
ตัวกลางส่งต่อ: เครือข่ายที่ทำให้โครงการโตเร็ว
สิ่งที่ทำให้ BTCST โตเร็วกว่าแชร์ลูกโซ่ทั่วไปคือเครือข่ายตัวกลาง ตั้งแต่ราววันที่ 8 เมษายน 2012 Shavers อนุญาตให้เจ้าของบัญชีรายใหญ่ "ขยายตลาดของตัวเอง" ด้วยการรับเงินฝากจากผู้ลงทุนของตัวเอง แล้วนำไปฝากต่อใน BTCST อีกทอดหนึ่ง เขาเรียกตัวกลางเหล่านี้ว่า Trust Accounts ส่วนคนในวงการเรียกว่า Pirate Pass-Thrus หรือ PPT ก่อนหน้านั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 เขาเพิ่งตั้งขั้นต่ำการเปิดบัญชีใหม่ไว้ที่ 100 Bitcoin และเปิดให้ผู้ลงทุนเลือกนำดอกเบี้ยไปลงทุนต่ออัตโนมัติ
ตามคำวินิจฉัยปี 2014 ข้อมูลเดียวที่ Shavers ขอจากตัวกลางแต่ละรายคือชื่อผู้ใช้บนเว็บและอีเมล ไม่มีการยืนยันตัวตน ไม่มีสัญญา และตัวกลางเองก็ไม่รู้ว่า Pirate เอาเหรียญไปทำอะไร ความเสี่ยงทั้งหมดจึงถูกส่งต่อลงไปหลายชั้น คนที่ฝากกับตัวกลางบางรายอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินของตัวเองไปจบอยู่ที่ BTCST บางโครงการยังนำหน่วยลงทุนที่ผูกกับ Pirate ไปซื้อขายต่อบนตลาดหุ้น Bitcoin ในยุคนั้นอย่าง Global Bitcoin Stock Exchange ซึ่งบทความของ Vitalik Buterin ในปี 2012 พูดถึงไว้
ศาลสรุปว่าตลอดช่วงที่โครงการเปิด Shavers ขายการลงทุนใน BTCST ทั้งทางตรงและผ่านตัวกลางให้ผู้ลงทุนอย่างน้อย 80 ราย ส่วนกระทรวงยุติธรรมระบุตัวเลขในคดีอาญาว่ามีผู้ลงทุนราว 100 ราย และอย่างน้อย 48 รายเสียเงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมด ตัวเลขต่างกันเพราะนับจากช่วงเวลาและขอบเขตคนละแบบ แต่ทั้งสองฉบับยืนยันตรงกันว่าโครงการนี้คือแชร์ลูกโซ่
กรกฎาคม ถึง สิงหาคม 2012: ลดดอกเบี้ยแล้วคนแห่ถอน
จุดเริ่มต้นของจุดจบมาจากการลดดอกเบี้ย คำวินิจฉัยปี 2014 ระบุว่าวันที่ 2 กรกฎาคม 2012 Shavers โพสต์บน Bitcoin Forum ว่าตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2012 ผลตอบแทนของ BTCST จะลดลงเหลือ 3.9% ต่อสัปดาห์ วันถัดมาเขาชี้แจงว่าบัญชีของตัวกลางจะได้ 5% ต่อสัปดาห์หรือมากกว่า ส่วนผู้ลงทุนรายอื่นได้ 3.9% Shavers ยอมรับในศาลว่าตั้งใจเปลี่ยนอัตราเพื่อจูงใจให้ผู้ลงทุนรายย่อยย้ายไปฝากผ่านตัวกลาง เขาจะได้ไม่ต้องดูแลเอง
ผลที่ตามมาคือคลื่นคำขอถอน Shavers ยอมรับว่าประกาศเปลี่ยนอัตรานี้ทำให้ผู้ลงทุนแห่ถอน เขาต้องใช้ "เงินสำรอง" ในกระเป๋าหลักจ่ายคำขอถอน และเงินสำรองก็ไม่พอ ไม่นานเหรียญในกระเป๋าหลักก็หมด วันที่ 23 กรกฎาคม 2012 เขายกเลิกเงื่อนไขว่าผู้เปิดบัญชีใหม่ต้องมีคนแนะนำ ซึ่งเท่ากับเปิดประตูรับเงินใหม่ให้กว้างขึ้นอีก ช่วงเดียวกันนั้นเขายังประกาศชื่อจริงว่า Trendon Shavers และชวนผู้ลงทุนไปพบตัวที่งาน Defcon ปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่ง Vitalik เขียนว่าช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ช่วงสั้นๆ
หลังจากนั้นมีการลดดอกเบี้ยอีกรอบ โพสต์ประกาศปิดโครงการของ Pirate เองเล่าว่า "เมื่อวันที่ 14" เขาพยายามลดแรงกดดันครั้งสุดท้ายด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หวังว่าจะเก็บเหรียญสำรองไว้นอกระบบได้มากขึ้น แต่ผลกลับเป็นตรงข้าม
"ในโลกที่สมบูรณ์แบบ วิธีนี้จะทำให้ผมเก็บเหรียญสำรองไว้นอกระบบได้มากขึ้น แต่มันกลับทำให้คำขอถอนเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณในชั่วข้ามคืน และทำให้ผู้ให้กู้จำนวนมากตื่นตระหนก"
pirateat40 ในโพสต์ประกาศปิด Bitcoin Savings and Trust บน bitcointalk ต้นฉบับ "In a perfect world this would allow me to hold more coins in reserve outside the system, but instead it only exponentially increased the amount of withdrawals overnight causing mass panic from many of my lenders."
วันที่ 17 สิงหาคม 2012 Pirate ประกาศปิดโครงการ หยุดรับเงินฝาก และสัญญาว่าจะทยอยปิดบัญชีคืนเหรียญพร้อมดอกเบี้ยให้ทุกคนภายในหนึ่งสัปดาห์ ผู้ใช้ชื่อ Maged เปิดกระทู้ใหม่ชื่อ Bitcoin Savings and Trust is closing ในวันเดียวกัน โดยยกข้อความประกาศมาทั้งหมด ข้อความนี้เองที่ภายหลังไปแทนที่โพสต์แรกของกระทู้เดิม
$8.91
ประกาศปิดโครงการ
$14.21
สูงสุดของช่วง
$15.37
ประกาศผิดนัด
$11.97
$10.59
ข่าวนี้สะเทือนราคา Bitcoin ทั้งตลาดทันที ตามข้อมูลราคาเฉลี่ยรายวันของ Blockchain.com ราคาปิดท้ายการขึ้นยาวตลอดฤดูร้อนที่ราว 15.37 ดอลลาร์ในวันที่ 18 สิงหาคม 2012 แล้วลงไปอยู่ที่ราว 10.25 ดอลลาร์ในวันที่ 24 สิงหาคม หายไปราวหนึ่งในสามภายในหกวัน บทความของ Vitalik Buterin ในตอนนั้นเขียนว่าราคาระหว่างวันลงไปเกินครึ่ง ซึ่งเป็นราคาจาก Mt. Gox ที่เป็นเว็บเทรดหลักของยุคนั้น ขณะที่ตัวเลขในกราฟเป็นราคาเฉลี่ยรายวันจากหลายเว็บ จึงแกว่งน้อยกว่า
28 สิงหาคม 2012: ประกาศผิดนัด
สัญญาว่าจะคืนเงินภายในหนึ่งสัปดาห์ไม่เกิดขึ้นจริง ปลายเดือนสิงหาคม 2012 Pirate แจ้งในห้องแชต IRC ว่าเขาพยายามทำตามกำหนดแล้ว แต่มีเงื่อนไขที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และ Bitcoin Savings and Trust ขอแจ้งผิดนัดชำระต่อเจ้าของบัญชีทุกคน ผู้ใช้ชื่อ forexmasterja คัดลอกข้อความนั้นมาเปิดกระทู้บน bitcointalk ทันที
ภาพ: กระทู้ topic 104221 บน bitcointalk.org เวลาในภาพเป็นเวลาของเว็บบอร์ด
คำตอบแรกใต้กระทู้สั้นที่สุดแต่สรุปความรู้สึกของผู้ลงทุนได้ครบ ผู้ใช้ชื่อ mrSprinkles เขียนว่า "I got played. Simple as that." หรือโดนหลอกแล้ว ง่ายๆ แค่นั้น กระทู้นี้มีคนเปิดอ่านมากกว่า 63,000 ครั้ง และกลายเป็นบันทึกสาธารณะของการล่มสลายที่ทุกคนในชุมชนเห็นพร้อมกัน
คนหนึ่งที่เขียนเรื่องนี้ไว้ละเอียดที่สุดในตอนนั้นคือ Vitalik Buterin ซึ่งปี 2012 ยังเป็นนักเขียนของ Bitcoin Magazine อยู่ อีกหลายปีกว่าที่เขาจะร่วมก่อตั้ง Ethereum บทความชื่อ The Pirate Saga: And So It Ends ของเขาเผยแพร่วันที่ 30 สิงหาคม 2012 สองวันหลังประกาศผิดนัด
ภาพ: บทความของ Vitalik Buterin บน bitcoinmagazine.com ส่วนหัวและย่อหน้าแรก
Vitalik เขียนว่า Pirate อ้างว่ามีเงินฝากใน BTCST มากกว่า 500,000 BTC ในช่วงที่ใหญ่ที่สุด และการประเมินจากคนนอกก็ได้ตัวเลขใกล้กัน ตอนนั้นคิดเป็นเงินราว 7 ล้านดอลลาร์ เขาชี้ว่าคำถามที่ชุมชนถกกันมาหลายเดือนคือโครงการนี้เป็นการลงทุนจริงหรือแชร์ลูกโซ่ ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าความลับเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องธุรกิจ อีกฝ่ายมองว่าการไม่ยอมอธิบายที่มาของกำไรคือสัญญาณว่ากำไรไม่มีอยู่จริง เขายังตั้งข้อสังเกตว่าตามสัญญาเดิม Pirate จะมีหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50,000 ดอลลาร์ทุกวัน
2013: ก.ล.ต. ฟ้อง และศาลต้องตอบว่า Bitcoin คือเงินไหม
ราวหนึ่งปีต่อมา วันที่ 23 กรกฎาคม 2013 ก.ล.ต. สหรัฐฯ ยื่นฟ้อง Shavers และ BTCST ต่อศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตะวันออกของรัฐเท็กซัส ข้อหาฉ้อโกงนักลงทุนและเสนอขายหลักทรัพย์โดยไม่จดทะเบียน ข่าวแจกหมายเลข 2013-132 ใช้คำว่า Ponzi scheme ตั้งแต่พาดหัว
ภาพ: ข่าวแจกของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ หมายเลข 2013-132 บน sec.gov
ข่าวแจกระบุว่า Shavers ระดมเงินลงทุนได้อย่างน้อย 700,000 Bitcoin คิดเป็นเงินมากกว่า 4.5 ล้านดอลลาร์ตามราคาเฉลี่ยของ Bitcoin ในปี 2011 และ 2012 ที่มีการเสนอขาย และในวันที่ฟ้อง เหรียญจำนวนนี้มีมูลค่ามากกว่า 60 ล้านดอลลาร์แล้ว ข่าวแจกยังระบุว่า Shavers จ่ายคืนในรูปการถอนและดอกเบี้ยรวม 507,148 Bitcoin ในวันเดียวกัน ก.ล.ต. ออกคำเตือนนักลงทุนเรื่องกลโกงการลงทุนที่ใช้เงินเสมือนและโปรโมตผ่านอินเทอร์เน็ต
ข้อต่อสู้ของ Shavers เป็นประเด็นที่ทำให้คดีนี้ถูกจดจำ เขาอ้างว่าการลงทุนใน BTCST ไม่ใช่หลักทรัพย์ เพราะ Bitcoin ไม่ใช่เงิน และไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯ กำกับดูแล ทุกธุรกรรมเป็นธุรกรรม Bitcoin ไม่มีเงินจริงเปลี่ยนมือเลย ถ้าศาลรับข้อต่อสู้นี้ ก.ล.ต. จะไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตั้งแต่ต้น
วันที่ 6 สิงหาคม 2013 ศาลออกคำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาล ศาลใช้หลักของคดี SEC v. W.J. Howey ปี 1946 ซึ่งกำหนดว่าสัญญาการลงทุนต้องมีการลงทุนด้วยเงิน ในกิจการร่วมกัน และคาดหวังกำไรจากความพยายามของผู้อื่น ข้อแรกคือคำถามว่า Bitcoin เป็นเงินหรือไม่
ภาพ: คำวินิจฉัยคดีหมายเลข 4:13-CV-416 เอกสารหมายเลข 23 หน้า 3 จาก govinfo.gov
"ชัดเจนว่า Bitcoin ใช้เป็นเงินได้ ใช้ซื้อสินค้าหรือบริการได้ และอย่างที่ Shavers บอกเอง ใช้จ่ายค่าครองชีพส่วนตัวได้ ข้อจำกัดเดียวของ Bitcoin คือใช้ได้เฉพาะที่ที่ยอมรับเป็นเงิน แต่ก็แลกเป็นเงินตราทั่วไปได้ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร เยน และหยวน ดังนั้น Bitcoin จึงเป็นเงินตราหรือเงินรูปแบบหนึ่ง"
คำวินิจฉัยคดี SEC v. Shavers วันที่ 6 สิงหาคม 2013 ต้นฉบับ "It is clear that Bitcoin can be used as money. It can be used to purchase goods or services, and as Shavers stated, used to pay for individual living expenses. The only limitation of Bitcoin is that it is limited to those places that accept it as currency. However, it can also be exchanged for conventional currencies, such as the U.S. dollar, Euro, Yen, and Yuan. Therefore, Bitcoin is a currency or form of money."
ประโยค "Bitcoin is a currency or form of money" ถูกสื่อหลายสำนักยกไปพาดหัวในสัปดาห์นั้น เช่น Forbes ที่พาดหัวว่าผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางตัดสินว่า Bitcoin เป็นเงินจริง แต่ต้องอ่านให้ถูกบริบท ศาลไม่ได้ประกาศว่า Bitcoin เป็นเงินตามกฎหมายของสหรัฐฯ ในทุกเรื่อง ศาลตอบแค่ว่าในคดีนี้ การเอา Bitcoin ไปลงทุนนับเป็นการลงทุนด้วยเงินตามหลักของคดี Howey การลงทุนใน BTCST จึงเป็นสัญญาการลงทุน และเป็นหลักทรัพย์ที่ ก.ล.ต. มีอำนาจกำกับ ที่น่าสังเกตคือหลักฐานข้อหนึ่งที่ศาลใช้คือคำพูดของ Shavers เองว่าเขาใช้ Bitcoin จ่ายค่าครองชีพ
ตัวเลขที่ไม่ตรงกัน: 700,000 หรือ 146,000 BTC
ถ้าอ่านเอกสารคดีทุกฉบับ จะเจอตัวเลขที่ดูเหมือนขัดกัน ก.ล.ต. บอกว่า Shavers ระดมได้อย่างน้อย 700,467 Bitcoin ขณะที่กระทรวงยุติธรรมบอกว่าเขาได้เหรียญไปโดยฉ้อโกงราว 146,000 Bitcoin คิดเป็นราว 807,380 ดอลลาร์ตามราคาเฉลี่ยตลอดช่วงของโครงการ ส่วนคำวินิจฉัยปี 2014 ใช้อีกชุดหนึ่ง คือกำไรที่ได้จากการฉ้อโกง 180,819 Bitcoin และผู้ลงทุนที่ขาดทุนสุทธิเสียเหรียญรวม 265,678 Bitcoin
ตัวเลขทั้งหมดไม่ได้ขัดกัน แต่นับคนละอย่าง ตัวเลข 700,467 คือเงินต้นทั้งหมดที่รับเข้าตลอดโครงการ ยังไม่หักเหรียญที่จ่ายคืนออกไป ตัวเลข 180,819 คือเหรียญที่รับเข้าหักเหรียญที่คืนออกไป ตัวเลข 265,678 คือความเสียหายของเฉพาะคนที่ขาดทุน เพราะมีผู้ลงทุนบางคนที่ได้ดอกเบี้ยคืนมากกว่าเงินต้น ส่วนตัวเลขของกระทรวงยุติธรรมอิงกับช่วงเวลาในคำฟ้องคดีอาญา คือเดือนกันยายน 2011 ถึงกันยายน 2012 ซึ่งแคบกว่าช่วงของ ก.ล.ต.
ตัวเลขเป็นดอลลาร์ยิ่งแกว่งหนักกว่า เพราะขึ้นกับว่าใช้ราคา Bitcoin วันไหน เหรียญกองเดียวกันถูกตีมูลค่าไว้ราว 4.6 ล้านดอลลาร์ตามราคาตอนฝาก มากกว่า 60 ล้านดอลลาร์ในวันที่ ก.ล.ต. ฟ้องปี 2013 และคำวินิจฉัยปี 2014 ตีกำไรจากการฉ้อโกงไว้มากกว่า 101 ล้านดอลลาร์ตามราคาวันนั้น
$3.41
ปิดโครงการ
$14.21
ก.ล.ต. ฟ้อง
$91.99
คำพิพากษาคดีแพ่ง
$454
$668
คำตัดสินในคดีแพ่งออกมาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2014 ศาลสั่งให้ Shavers และ BTCST ร่วมกันคืนกำไรที่ได้จากการฉ้อโกง 38,638,569 ดอลลาร์ บวกดอกเบี้ยก่อนคำพิพากษา 1,766,098 ดอลลาร์ รวม 40,404,667 ดอลลาร์ และปรับอีกฝ่ายละ 150,000 ดอลลาร์ ศาลยังบันทึกข้อแก้ตัวของ Shavers ไว้ด้วย เขาอ้างว่าโครงการจบเพราะในสัปดาห์ที่สองของเดือนกรกฎาคม 2012 เขาปล่อยกู้ 202,000 Bitcoin โดยไม่มีหลักประกันให้ผู้กู้รายใหญ่ที่สุด แล้วผู้กู้รายนั้นหนีไป ศาลไม่เชื่อ เพราะหลักฐานแสดงว่าในเดือนกรกฎาคม 2012 เขาไม่มีเหรียญมากพอจะปล่อยกู้ขนาดนั้นได้เลย
2016: คดีอาญาคดีแรก และผู้พิพากษาคนเดียวกับ SBF
คดีอาญาเดินอยู่ในศาลแขวงสหรัฐฯ เขตใต้ของนิวยอร์ก Shavers ยอมรับสารภาพข้อหาฉ้อโกงหลักทรัพย์หนึ่งกระทงเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2015 และวันที่ 21 กรกฎาคม 2016 ศาลตัดสินจำคุก 18 เดือน คุมประพฤติ 3 ปี ริบทรัพย์ 1,228,660.93 ดอลลาร์ และให้ชดใช้ผู้เสียหายเท่ากัน ข่าวแจกของกระทรวงยุติธรรมระบุตั้งแต่หัวข้อว่านี่คือคดีฉ้อโกงหลักทรัพย์คดีแรกของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่เกี่ยวกับโครงการที่ใช้ Bitcoin
ภาพ: ข่าวแจกของสำนักงานอัยการเขตใต้ของนิวยอร์ก หมายเลข 16-200 บน justice.gov
"Trendon Shavers ใช้ธุรกิจ Bitcoin เป็นฉากหน้าของแชร์ลูกโซ่แบบคลาสสิก ระดมเงินในรูป Bitcoin ด้วยการสัญญาผลตอบแทนที่น่าตื่นตาและการรับประกันส่วนตัว ทั้งที่สิ่งที่เขาทำจริงมีแค่เอา Bitcoin ของผู้ลงทุนรายใหม่ไปจ่ายคืนผู้ลงทุนรายเก่า"
Preet Bharara อัยการเขตใต้ของนิวยอร์ก ในข่าวแจกวันที่ 21 กรกฎาคม 2016 ต้นฉบับ "Applying a modern spin to an age-old fraud, Trendon Shavers used a Bitcoin business to run a classic Ponzi scheme. Shavers raised money in the form of Bitcoins by promising spectacular returns and personal guarantees, when all he was really doing was paying back old investors with new investors' Bitcoins."
รายละเอียดเล็กๆ ในข่าวแจกที่คนอ่านข้ามได้ง่ายคือชื่อผู้พิพากษา คนที่ตัดสินโทษ Shavers คือ Lewis A. Kaplan ผู้พิพากษาศาลแขวงเขตใต้ของนิวยอร์ก คนเดียวกับที่ตัดสินจำคุก Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้ง FTX เป็นเวลา 25 ปีในเดือนมีนาคม 2024 คดีแชร์ลูกโซ่ Bitcoin ของคนคนเดียวในปี 2012 กับคดีเว็บเทรดระดับโลกในปี 2022 จึงจบลงที่ห้องพิจารณาคดีของผู้พิพากษาคนเดียวกัน ห่างกันเกือบแปดปี
ข่าวแจกยังระบุข้อเท็จจริงที่แสดงขนาดของโครงการได้ดีที่สุด ในช่วงที่ใหญ่ที่สุด Shavers ระดมและถือ Bitcoin ไว้ราว 7% ของ Bitcoin ทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในตอนนั้น คนคนเดียวที่ใช้แค่ชื่อบนเว็บบอร์ดและคำสัญญา ถือเหรียญเกือบหนึ่งในสิบสี่ของทั้งระบบ
บทเรียนที่ยังใช้ได้ถึงวันนี้
บทเรียนแรกคือผลตอบแทนที่สูงผิดธรรมชาติไม่มีทางมาฟรี ดอกเบี้ย 7% ต่อสัปดาห์เท่ากับหลายพันเปอร์เซ็นต์ต่อปี ไม่มีธุรกิจจริงที่ไหนจ่ายได้ต่อเนื่อง ก.ล.ต. เขียนเตือนไว้ตรงๆ ในวันที่ฟ้องว่า คำสัญญาผลตอบแทนสูงโดยแทบไม่มีความเสี่ยง คือสัญญาณเตือนแบบคลาสสิกของการฉ้อโกง ไม่ว่าจะลงทุนในอะไรก็ตาม ประโยคนี้ใช้ได้กับโครงการรับฝากเหรียญทุกยุค ตั้งแต่ BTCST ไปจนถึงผู้ให้บริการปล่อยกู้คริปโตที่ล้มกันในปี 2022 ซึ่งเราเล่าไว้ใน วิกฤตสินเชื่อคริปโตปี 2565
ภาพ: คำเตือนนักลงทุน Ponzi Schemes Using Virtual Currencies ของสำนักงานให้ความรู้และคุ้มครองนักลงทุน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ไฟล์ ia_virtualcurrencies.pdf บน sec.gov
บทเรียนที่สองคือความเป็นส่วนตัวถูกใช้เป็นข้ออ้างได้ง่าย Pirate ไม่เคยอธิบายว่าใครคือลูกค้าที่ซื้อเหรียญแพงกว่าตลาด และคนที่สนับสนุนเขาก็มองว่าการปิดบังเป็นเรื่องจำเป็นของธุรกิจ แต่ในความจริง กำไรที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ก็คือกำไรที่อาจไม่มีอยู่จริง เทคโนโลยีของ Bitcoin เปิดให้ทุกคนตรวจสอบบัญชีทั้งหมดบนบล็อกเชนได้เอง แต่พอเหรียญถูกส่งเข้ากระเป๋าของคนอื่น การตรวจสอบนั้นก็หายไปพร้อมกัน
บทเรียนที่สามคือ Bitcoin ไม่ใช่ตัวปัญหา คนมักใช้คดีแบบนี้อ้างว่า Bitcoin เป็นแชร์ลูกโซ่ แต่ถ้าอ่านคำวินิจฉัยของศาลจะเห็นว่า Bitcoin ในคดีนี้คือสิ่งที่ถูกขโมย ไม่ใช่ตัวกลโกง BTCST เป็นแชร์ลูกโซ่แบบเดียวกับที่มีมาก่อน Bitcoin เป็นร้อยปี แค่เปลี่ยนสิ่งที่ระดมจากเงินดอลลาร์เป็นเหรียญ เรื่องนี้เราแยกให้ชัดไว้ใน Bitcoin เป็นแชร์ลูกโซ่ไหม และวิธีสังเกตกลโกงที่คนไทยเจอบ่อยอยู่ใน รู้ทันสแกมคริปโต
บทเรียนสุดท้ายคือผลของคดีนี้ต่อวงการ คำวินิจฉัยปี 2013 เป็นหนึ่งในคำวินิจฉัยแรกๆ ที่ยืนยันว่ากฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ใช้กับการลงทุนที่ระดมเป็น Bitcoin ได้ แนวคิดนี้กลายเป็นฐานของการกำกับคริปโตในสหรัฐฯ อีกหลายปีต่อมา ถ้าอยากเห็นว่าชุมชนที่ BTCST ใช้หาผู้ลงทุนเป็นอย่างไร เรื่องของ BitcoinTalk ชุมชนยุคแรกของ Bitcoin เล่าไว้ครบ และคดีคริปโตใหญ่ๆ ที่ตามมาอยู่ใน คดีคริปโตครั้งใหญ่
คำถามที่พบบ่อย
Bitcoin Savings and Trust คืออะไร
เป็นโครงการรับฝาก Bitcoin ที่ Trendon Shavers เปิดผ่าน bitcointalk ในชื่อ pirateat40 ระหว่างปี 2011 ถึง 2012 สัญญาดอกเบี้ยสูงสุด 7% ต่อสัปดาห์ แต่ความจริงเอาเหรียญของคนใหม่ไปจ่ายคนเก่า ศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่าเป็นแชร์ลูกโซ่
ศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่า Bitcoin เป็นเงินจริงไหม
คำวินิจฉัยวันที่ 6 สิงหาคม 2013 ในคดี SEC v. Shavers ระบุว่า Bitcoin เป็นเงินตราหรือเงินรูปแบบหนึ่ง แต่เป็นการตอบในบริบทของคดีนี้เท่านั้น คือการลงทุนด้วย Bitcoin นับเป็นการลงทุนด้วยเงินตามกฎหมายหลักทรัพย์ ไม่ได้แปลว่า Bitcoin เป็นเงินตามกฎหมายในทุกเรื่อง
Pirate40 ได้รับโทษอะไร
คดีแพ่ง ศาลสั่งให้คืนกำไรและดอกเบี้ยรวม 40,404,667 ดอลลาร์ และปรับ 150,000 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2014 ส่วนคดีอาญา ศาลตัดสินจำคุก 18 เดือนเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2016
จะดูอย่างไรว่าโครงการฝากเหรียญเป็นแชร์ลูกโซ่
สัญญาณเตือนที่เห็นได้ชัดคือผลตอบแทนสูงผิดปกติ อ้างว่าความเสี่ยงต่ำมาก ไม่ยอมอธิบายที่มาของกำไร และจ่ายคืนได้เฉพาะตอนที่ยังมีคนใหม่เข้ามา ถ้าเห็นหลายข้อพร้อมกัน ควรถอยออกมาก่อน
สรุป
Bitcoin Savings and Trust เป็นแชร์ลูกโซ่ที่ไม่มีอะไรใหม่เลย นอกจากสิ่งที่ใช้ระดม คนคนเดียวที่ใช้ชื่อบนเว็บบอร์ดสัญญาดอกเบี้ย 7% ต่อสัปดาห์ เอาเหรียญคนใหม่ไปจ่ายคนเก่า และเอาบางส่วนไปจ่ายค่าเช่าบ้านกับเล่นการพนัน จนในช่วงที่ใหญ่ที่สุดถือ Bitcoin ไว้ราว 7% ของทั้งระบบ พอลดดอกเบี้ย คนแห่ถอน โครงการปิดในวันที่ 17 สิงหาคม 2012 และผิดนัดในอีกราวสิบวันต่อมา สิ่งที่ทำให้คดีนี้อยู่ในประวัติศาสตร์คือข้อต่อสู้ของเจ้าของเองว่า Bitcoin ไม่ใช่เงิน ซึ่งทำให้ศาลสหรัฐฯ ต้องเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า Bitcoin เป็นเงินรูปแบบหนึ่ง สิบกว่าปีต่อมา โครงการรับฝากเหรียญยังคงล้มด้วยสูตรเดิม บทเรียนจาก Pirate40 จึงยังใช้ได้ทุกข้อ