รู้ทันสแกมคริปโต กลโกงที่คนไทยเจอบ่อยที่สุด และวิธีป้องกันตัว
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

รู้ทันสแกมคริปโต กลโกงที่คนไทยเจอบ่อยที่สุด และวิธีป้องกันตัว

สแกมคริปโตแบบไหนที่คนไทยเจอบ่อยที่สุด ตั้งแต่แก๊งเชือดหมู แพลตฟอร์มปลอม ไปจนถึง Phishing พร้อมเช็กลิสต์สัญญาณเตือนและขั้นตอนแจ้งความถ้าโดนหลอกไปแล้ว

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" Section 7 อยู่รอดระยะยาว เกี่ยวข้องกับ กฎหมายคริปโตไทยที่ต้องรู้ และ ความเสี่ยง DeFi Rug Pull คืออะไร (ยังไม่ publish) ซึ่งเจาะประเด็นรูปแบบสแกมเฉพาะทางลึกกว่านี้ บทความนี้อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ

ลองนึกภาพว่าเช้าวันหนึ่งมีข้อความ LINE จากเบอร์ที่ไม่รู้จักทักมาทักทายเฉยๆ คุยไปคุยมาสักสัปดาห์จนรู้สึกสนิทสนม แล้ววันหนึ่งอีกฝ่ายก็เผยว่าตัวเองมี "ทางลัด" ทำกำไรจากคริปโตที่แม่นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมส่งภาพหน้าจอกำไรให้ดูเป็นหลักฐาน หรืออีกสถานการณ์ที่พบได้พอๆ กันคือเห็นโฆษณาบน Facebook ที่ใช้หน้าคนดังหรือผู้ประกาศข่าวที่คุ้นตา ชวนกดเข้ากลุ่มลงทุนคริปโตแบบ "การันตีกำไรขั้นต่ำ" นี่คือจุดที่คนไทยจำนวนมากเจอสแกมคริปโตเป็นครั้งแรกโดยไม่รู้ตัว เพราะภาพลักษณ์ของมันไม่ได้น่ากลัวหรือดูเป็นการหลอกลวงเลยแม้แต่น้อยในตอนเริ่มต้น

ความน่ากลัวของสแกมคริปโตยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนทางเทคนิค แต่อยู่ที่มันถูกออกแบบมาให้ค่อยๆ สร้างความไว้ใจก่อนจะขอเงินก้อนใหญ่ และเมื่อเงินเข้าไปในกระเป๋าคริปโตของมิจฉาชีพแล้ว การตามคืนแทบจะเป็นไปไม่ได้เพราะธุรกรรมบนบล็อกเชนย้อนกลับไม่ได้ บทความนี้จะพาไล่เรียงรูปแบบสแกมคริปโตที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นกระแสทั่วโลกและที่เกิดกับคนไทยโดยเฉพาะ พร้อมเช็กลิสต์สัญญาณเตือนที่ใช้ได้จริง และขั้นตอนที่ควรทำถ้าเผลอตกเป็นเหยื่อไปแล้ว

ทำไมคริปโตถึงเป็นเป้าโปรดของมิจฉาชีพยุคนี้

สาเหตุที่คริปโตกลายเป็นเครื่องมือหลักของมิจฉาชีพทั่วโลกในช่วงหลังมีอยู่ไม่กี่ข้อ แต่ทุกข้อเสริมกันจนทำให้มันเป็น "อาวุธในฝัน" สำหรับคนที่อยากโกงเงิน ข้อแรกคือธุรกรรมคริปโตโอนข้ามประเทศได้เร็วและปิดกั้นยาก ต่างจากการโอนผ่านธนาคารที่มีจุดตรวจสอบหลายชั้น ข้อสองคือกระเป๋าคริปโตเปิดใช้ได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตนเข้มงวดเท่าบัญชีธนาคาร ทำให้สืบตัวตนคนรับเงินปลายทางยากกว่ามาก และข้อสามคือธุรกรรมที่ยืนยันบนบล็อกเชนแล้วย้อนกลับไม่ได้เด็ดขาด ต่างจากการโอนเงินผ่านธนาคารที่อย่างน้อยยังมีโอกาสอายัดบัญชีปลายทางทันเวลาได้บ้าง

บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน Chainalysis ประเมินว่าปี 2025 ทั่วโลกสูญเงินให้กับสแกมและการฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับคริปโตรวมกันราว 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือมูลค่าเฉลี่ยที่เหยื่อแต่ละคนโอนให้มิจฉาชีพต่อครั้งเพิ่มขึ้นจาก 782 ดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 2,764 ดอลลาร์ในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 253% ภายในปีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมิจฉาชีพเริ่มใช้ AI สร้างภาพและวิดีโอปลอม (deepfake) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือได้แนบเนียนกว่าเดิมมาก จนทำให้สแกมที่ใช้ AI ช่วยสร้างรายได้ให้แก๊งมิจฉาชีพสูงกว่าสแกมแบบเดิมถึง 4.5 เท่า

สามเหตุผลหลักที่ทำให้คริปโตกลายเป็นเครื่องมือที่มิจฉาชีพเลือกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง

ภาพ: สามเหตุผลหลักที่ทำให้คริปโตกลายเป็นเครื่องมือที่มิจฉาชีพเลือกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง

ตัวเลขความเสียหายของคนไทย สแกมลงทุนครองแชมป์ทุกปี

ถ้ามองเฉพาะภาพรวมอาชญากรรมออนไลน์ในไทย ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่านับตั้งแต่เปิดศูนย์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 จนถึงเดือนมีนาคม 2569 มีคดีหลอกลงทุนออนไลน์ที่แจ้งเข้ามาแล้วกว่า 39,420 คดี มูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 17,935 ล้านบาท และหลอกลงทุนก็ยังคงเป็นประเภทคดีที่สร้างความเสียหายเป็นอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลที่ชัดเจนกว่านั้นมาจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งรายงานสถิติช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม ถึง เมษายน) พบคดีออนไลน์รวม 121,921 คดี ความเสียหายรวม 7,480 ล้านบาท โดยกลุ่ม "หลอกลงทุน" แม้จำนวนคดีจะลดลงต่อเนื่อง (จาก 10,146 คดีในเดือนมกราคม เหลือ 6,642 คดีในเดือนเมษายน) แต่กลับเป็นกลุ่มที่สร้างความเสียหายสูงที่สุดถึง 5,997 ล้านบาท หรือคิดเป็น 80.2% ของความเสียหายทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีของกลุ่มหลอกลงทุนอยู่ที่ 166,449 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสแกมประเภทหลอกซื้อขายสินค้าเกือบ 10 เท่า และถ้าเจาะเฉพาะกลุ่มย่อยที่เป็นการหลอกลงทุนหุ้น Forex และคริปโต ตัวเลขความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีจะพุ่งขึ้นไปถึง 346,000 บาท ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาสแกมทุกกลุ่มย่อยที่ ACSC เก็บสถิติไว้

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรบางอย่างที่สำคัญ นั่นคือแม้จำนวนเคสสแกมลงทุนจะไม่ได้เยอะที่สุดเมื่อเทียบกับสแกมประเภทอื่นอย่างซื้อขายสินค้าออนไลน์ปลอม แต่ความเสียหายต่อรายกลับหนักหนากว่ามาก เพราะรูปแบบสแกมลงทุนถูกออกแบบมาให้ค่อยๆ ดึงเงินก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่การหลอกครั้งเดียวจบ

สัดส่วนความเสียหายจากสแกมลงทุนเทียบกับสแกมออนไลน์ประเภทอื่นในไทย และค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีที่สูงกว่าสแกมทั่วไปอย่างชัดเจน

ภาพ: สัดส่วนความเสียหายจากสแกมลงทุนเทียบกับสแกมออนไลน์ประเภทอื่นในไทย และค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีที่สูงกว่าสแกมทั่วไปอย่างชัดเจน

กลโกงคริปโตที่พบบ่อยที่สุด

จากข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐทั้งไทยและต่างประเทศ สแกมคริปโตที่ระบาดในช่วงนี้แบ่งเป็นรูปแบบหลักได้ประมาณ 7 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีวิธีเข้าถึงเหยื่อและจุดสังเกตต่างกัน

แก๊งเชือดหมู (Pig Butchering) หลอกด้วยความสัมพันธ์ก่อนหลอกด้วยเงิน

คำว่า "เชือดหมู" หรือ Pig Butchering (ภาษาจีนเรียก Sha Zhu Pan) มาจากภาพเปรียบเทียบว่ามิจฉาชีพ "ขุน" เหยื่อให้อ้วนพีด้วยความไว้ใจก่อน แล้วค่อย "เชือด" เอาเงินทั้งหมดไปในทีเดียว รูปแบบทั่วไปคือมิจฉาชีพทักมาทางแอปแชทหรือแอปหาคู่แบบสุ่ม สร้างความสัมพันธ์แบบเพื่อนหรือคนรักไปเรื่อยๆ เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน จนกระทั่งเหยื่อไว้ใจมากพอ จึงค่อยๆ ชวนลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตหรือ Forex ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นเอง โดยช่วงแรกมักปล่อยให้ถอนกำไรได้จริงเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ ก่อนจะเชิญชวนให้ลงทุนก้อนใหญ่แล้วปิดช่องทางถอนเงินทั้งหมด

ตัวเลขที่ Chainalysis เคยประเมินไว้คือปี 2024 ความเสียหายจากแก๊งเชือดหมูทั่วโลกอยู่ที่ราว 9,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 40% ฝั่งสหรัฐฯ รายงานของ FBI ผ่านศูนย์ IC3 ระบุว่าปี 2025 เป็นปีที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยบันทึกสถิติมาสำหรับอาชญากรรมไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 20,877 ล้านดอลลาร์ และในกลุ่มสแกมโรแมนซ์โดยเฉพาะ พบว่า 42% ของความเสียหายทั้งหมดมีคริปโตเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยคริปโตกลายเป็นช่องทางโอนเงินอันดับหนึ่งในสแกมประเภทนี้แซงหน้าการโอนเงินผ่านธนาคารไปแล้ว

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือฐานปฏิบัติการของแก๊งเหล่านี้จำนวนมากตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้ชายแดนไทย และในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หน่วยงานสอบสวนของสหรัฐฯ ก็เพิ่งยึดคริปโตมูลค่ากว่า 580 ล้านดอลลาร์จากปฏิบัติการปราบแก๊งเชือดหมูครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าปัญหานี้ไม่ได้ไกลตัวคนไทยเลย

วงจรมาตรฐานของแก๊งเชือดหมู ตั้งแต่สร้างความสัมพันธ์จนถึงปิดช่องทางถอนเงินหนีไป

ภาพ: วงจรมาตรฐานของแก๊งเชือดหมู ตั้งแต่สร้างความสัมพันธ์จนถึงปิดช่องทางถอนเงินหนีไป

แพลตฟอร์มเทรดคริปโตปลอม โชว์กำไรลวงตาแล้วบล็อกการถอน

อีกรูปแบบที่พบบ่อยไม่แพ้กันคือแพลตฟอร์มเทรดหรือแอปคริปโตปลอมที่สร้างหน้าตาให้เหมือนกระดานเทรดจริง บางเจ้าถึงขั้นก็อปปี้โลโก้และดีไซน์จากแพลตฟอร์มดังให้เนียนที่สุด เหยื่อฝากเงินหรือโอนคริปโตเข้าไปในระบบ แล้วเห็นตัวเลขกำไรวิ่งขึ้นเรื่อยๆ บนหน้าจอ ทั้งที่ความจริงแล้วตัวเลขเหล่านั้นเป็นแค่ข้อมูลปลอมที่แสดงในฐานข้อมูลของมิจฉาชีพเอง ไม่ได้มีธุรกรรมจริงเกิดขึ้นบนบล็อกเชนแต่อย่างใด

เคสที่เพิ่งเกิดขึ้นในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 คือแพลตฟอร์มเทรดคริปโตปลอมที่หลอกเหยื่อไปแล้วหลายร้อยราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8.1 ล้านบาท โดยเหยื่อจำนวนมากออกมาโพสต์เรียกร้องเงินคืนหลังพบว่าเงินเก็บทั้งชีวิตหายไปกับตา รูปแบบทั่วไปของสแกมประเภทนี้คือช่วงแรกจะอนุญาตให้ถอนเงินก้อนเล็กๆ ได้จริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะเริ่มอ้างเหตุผลต่างๆ นานาเมื่อเหยื่อพยายามถอนเงินก้อนใหญ่ เช่น ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มก่อนถอนได้ ต้องอัปเกรดระดับบัญชี VIP ก่อน หรือระบบขัดข้องชั่วคราว ก่อนที่สุดท้ายเว็บไซต์หรือแอปทั้งหมดจะปิดตัวหายไปเฉยๆ

จุดสังเกตที่ใช้แยกแพลตฟอร์มปลอมออกจากของจริงได้ในเบื้องต้นคือ ตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มนั้นได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจากสำนักงาน ก.ล.ต. หรือไม่ (อ่านรายละเอียดกรอบกฎหมายเต็มได้ที่ กฎหมายคริปโตไทยที่ต้องรู้) และดูรายชื่อกระดานเทรดที่ได้รับอนุญาตจริงในไทยได้จากหน้า เปรียบเทียบเว็บเทรดคริปโต ของเว็บไซต์เอง

ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างกระดานเทรดที่มีใบอนุญาตจริงกับแพลตฟอร์มปลอมที่โชว์กำไรลวงตา

ภาพ: ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างกระดานเทรดที่มีใบอนุญาตจริงกับแพลตฟอร์มปลอมที่โชว์กำไรลวงตา

เหรียญปั่นแล้วทิ้ง (Rug Pull) ด้านมืดของโปรเจกต์ที่สร้างง่ายเกินไป

โลก DeFi เปิดให้ใครก็สร้างโทเคนและเปิดสระสภาพคล่องของตัวเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร ข้อดีคือทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ง่าย แต่ข้อเสียคือมันเปิดช่องให้คนที่ตั้งใจโกงสร้างโปรเจกต์ปลอมได้ง่ายพอกัน Rug Pull คือการที่ทีมพัฒนาดึงสภาพคล่องหรือเทขายเหรียญที่ตัวเองถือทิ้งทั้งหมด ทำให้มูลค่าเหรียญที่นักลงทุนถืออยู่กลายเป็นศูนย์แทบจะในทันที ปี 2021 ปีเดียวมีรายงานว่าความเสียหายจาก Rug Pull ทั่วโลกสูงถึง 2,800 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนถึง 37% ของมูลค่าสแกมคริปโตทั้งหมดในปีนั้น

เรื่องนี้ผู้เขียนเคยเจาะลึกไว้ในหนังสือ DeFi Farming 101 ช่วงที่กระแสฟาร์มคริปโตกำลังพีคในปี 2021 โดยเรียกบทนั้นว่าเป็น "Dream Crasher" ตั้งใจเขียนไว้เตือนคนที่คิดจะกระโดดเข้า DeFi โดยไม่ศึกษาให้ดีก่อน เพราะรูปแบบและสัญญาณเตือนของ Rug Pull มีรายละเอียดทางเทคนิคเยอะพอจะเป็นบทความแยกได้เต็มๆ อ่านต่อแบบละเอียดพร้อมวิธีดูสัญญาณเตือนก่อนเงินหายได้ที่ ความเสี่ยง DeFi Rug Pull คืออะไร

แชร์ลูกโซ่แฝงคริปโต การันตีผลตอบแทนคือธงแดงที่ใหญ่ที่สุด

รูปแบบสแกมที่อยู่คู่วงการลงทุนมานานก่อนคริปโตจะเกิดขึ้นเสียอีกคือแชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme) ซึ่งพอมาอยู่ในโลกคริปโตก็แค่เปลี่ยนคำโฆษณาให้ดูทันสมัยขึ้นเป็น "กองทุนลงทุนคริปโต" หรือ "แพลตฟอร์ม Staking ผลตอบแทนคงที่" หลักการยังเหมือนเดิมทุกประการคือเอาเงินจากนักลงทุนรายใหม่ไปจ่ายเป็นผลตอบแทนให้รายเก่า ไม่มีการลงทุนจริงเกิดขึ้นในระบบเลย ระบบจะพังทันทีที่จำนวนคนใหม่ที่เข้ามาไม่พอจ่ายให้คนเก่า

สำนักงาน ก.ล.ต. เคยออกมาเตือนภัยหลายครั้งกรณีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียง ชักชวนลงทุนผ่านโซเชียลมีเดียโดยอ้างว่าให้ผลตอบแทนหรือปันผลสูงเกินจริง ซึ่งเข้าข่ายรูปแบบแชร์ลูกโซ่ที่แต่งตัวใหม่ให้ดูน่าเชื่อถือ สัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดของกลุ่มนี้คือการการันตีผลตอบแทนคงที่แบบไม่มีความเสี่ยง ซึ่งไม่มีอยู่จริงในการลงทุนสินทรัพย์ประเภทใดก็ตาม ยิ่งเป็นคริปโตที่ผันผวนสูงอยู่แล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะการันตีผลตอบแทนคงที่ได้จริง

วงจรของแชร์ลูกโซ่ที่แฝงตัวมาในรูปกองทุนหรือแพลตฟอร์ม Staking คริปโต เอาเงินคนใหม่ไปจ่ายคนเก่าจนกว่าระบบจะพังตัวเอง

ภาพ: วงจรของแชร์ลูกโซ่ที่แฝงตัวมาในรูปกองทุนหรือแพลตฟอร์ม Staking คริปโต เอาเงินคนใหม่ไปจ่ายคนเก่าจนกว่าระบบจะพังตัวเอง

Phishing หลอกขอ Seed Phrase ผ่านเว็บปลอมและลิงก์ปลอม

Phishing เป็นกลโกงที่อยู่คู่โลกดิจิทัลมานาน แต่พอมาอยู่ในคริปโตความเสียหายจะรุนแรงกว่ามาก เพราะถ้า Seed Phrase หรือ Private Key หลุดไปแม้แต่ครั้งเดียว เงินในกระเป๋าทั้งหมดจะถูกโอนออกได้ทันทีโดยไม่มีทางอายัดคืน รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือมิจฉาชีพมักสร้างเว็บไซต์ปลอมที่หน้าตาเหมือนกระเป๋าคริปโตชื่อดังอย่าง MetaMask เป๊ะ แล้วยิงโฆษณา Google Ads ให้เว็บปลอมขึ้นอันดับต้นๆ ของหน้าค้นหา เมื่อผู้ใช้งานพลาดกรอก Seed Phrase ลงในเว็บปลอมก็จะสูญเงินทั้งหมดทันที อีกช่องทางที่พบบ่อยคือมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่ในกลุ่ม Telegram แล้วส่งลิงก์ปลอมมาหลอกให้กรอกข้อมูล

รูปแบบ Phishing ไม่ได้จำกัดแค่การขอ Seed Phrase เท่านั้น ย้อนกลับไปปี 2560 โปรเจกต์ระดมทุน ICO ชื่อ Coindash ก็เคยถูกแฮกเกอร์เปลี่ยนที่อยู่กระเป๋าปลายทางในหน้าเว็บระหว่างเปิดขายโทเคน ทำให้เงินจำนวนมากจากนักลงทุนที่ตั้งใจโอนเข้าโครงการไหลเข้ากระเป๋าแฮกเกอร์แทน เป็นตัวอย่างคลาสสิกว่า Phishing ไม่จำเป็นต้องปลอมทั้งเว็บ แค่เปลี่ยนที่อยู่ปลายทางในจุดเดียวก็สร้างความเสียหายมหาศาลได้แล้ว ปัจจุบันรูปแบบที่มาแรงเพิ่มขึ้นคือคำขอ "เชื่อมกระเป๋า" (Connect Wallet) ปลอมที่แฝงมากับเว็บ Airdrop ปลอม เมื่อกดอนุมัติ (Approve) โดยไม่อ่านรายละเอียดให้ดี ก็อาจเปิดสิทธิ์ให้สัญญาที่เป็นอันตรายดึงเหรียญออกจากกระเป๋าได้ในภายหลัง

สามรูปแบบ Phishing ที่พบบ่อยที่สุดในโลกคริปโต ตั้งแต่เว็บปลอม ลิงก์ปลอม ไปจนถึงคำขอเชื่อมกระเป๋าปลอม

ภาพ: สามรูปแบบ Phishing ที่พบบ่อยที่สุดในโลกคริปโต ตั้งแต่เว็บปลอม ลิงก์ปลอม ไปจนถึงคำขอเชื่อมกระเป๋าปลอม

แอบอ้างคนดังและผู้ประกาศข่าว โฆษณาปลอมที่ดูน่าเชื่อถือเกินจริง

รูปแบบที่ทำให้เหยื่อจำนวนมากตายใจคือการใช้ชื่อ ภาพ หรือวิดีโอของคนดัง ผู้บริหารบริษัทใหญ่ หรือผู้ประกาศข่าวที่คุ้นหน้าคุ้นตา มาสร้างความน่าเชื่อถือปลอมๆ บางเคสถึงขั้นใช้ AI ตัดต่อวิดีโอให้ดูเหมือนบุคคลนั้นพูดชักชวนลงทุนด้วยตัวเอง

เคสที่เคยเป็นข่าวดังในไทยเมื่อปี 2566 คือกรณีมิจฉาชีพสร้างเฟซบุ๊กปลอมแอบอ้างเป็นผู้ประกาศข่าว น.ส.อรการ จิวะเกียรติ ทักทายเหยื่อซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารรัฐวิสาหกิจรายหนึ่งตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนปีนั้น สร้างความสนิทสนมก่อนชักชวนลงทุนเทรดคริปโต ช่วงแรกให้ลองลงทุน 20,000 บาท แล้วได้กำไรจริง 4,000 บาท เพื่อสร้างความมั่นใจ จากนั้นจึงชักชวนให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมกว่า 33 ครั้ง กระจายไปยัง 24 บัญชีธนาคารที่แตกต่างกัน ภายในเวลาเพียง 2 เดือน มูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 20 ล้านบาท เหยื่อเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกตอนพยายามถอนเงินแล้วระบบไม่ยอมให้ถอน ผู้ประกาศข่าวตัวจริงออกมายืนยันภายหลังว่าไม่ได้ใช้งานเฟซบุ๊กแล้ว และเตือนว่าถ้าเจอบัญชีอ้างว่าเป็นตัวเองอย่าหลงเชื่อเด็ดขาด

จุดสังเกตสำคัญคือบัญชีโซเชียลของคนดังตัวจริงมักมีเครื่องหมายยืนยันตัวตน (Verified Badge) และแทบไม่มีทางที่คนดังหรือผู้บริหารบริษัทจริงจะทักแชทส่วนตัวชวนลงทุนเป็นการเฉพาะบุคคล การโฆษณาแบบนี้ในความเป็นจริงมักเป็นการยิงโฆษณาบน Facebook ที่ปลอมทั้งเพจและโลโก้บริษัท แล้วใช้ Facebook Messenger เป็นช่องทางติดต่อต่อ

จุดสังเกตหลักที่แยกบัญชีคนดังหรือผู้ประกาศข่าวตัวจริงออกจากบัญชีปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมาหลอกลวง

ภาพ: จุดสังเกตหลักที่แยกบัญชีคนดังหรือผู้ประกาศข่าวตัวจริงออกจากบัญชีปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมาหลอกลวง

SIM Swap และ Social Engineering ยึดบัญชีผ่านเบอร์โทรศัพท์

SIM Swap คือการที่มิจฉาชีพหลอกหรือติดสินบนพนักงานค่ายมือถือให้โอนย้ายเบอร์โทรศัพท์ของเหยื่อไปยังซิมการ์ดใหม่ที่อยู่ในมือมิจฉาชีพ เมื่อควบคุมเบอร์โทรได้แล้ว มิจฉาชีพก็จะสามารถรับรหัส OTP และดักการยืนยันตัวตนแบบสองชั้น (2FA) ที่ส่งผ่าน SMS ได้ทั้งหมด ซึ่งอันตรายมากเป็นพิเศษกับระบบธนาคารและกระเป๋าคริปโตของไทยที่ยังพึ่งพา OTP ทาง SMS เป็นหลักในการยืนยันธุรกรรม เพียงไม่กี่นาทีหลังยึดเบอร์ได้สำเร็จ มิจฉาชีพอาจรีเซ็ตรหัสผ่านบัญชีกระดานเทรดหรือแอปธนาคาร แล้วโอนเงินหรือคริปโตออกไปจนหมดบัญชีได้

วิธีป้องกันที่ได้ผลจริงคือเปลี่ยนมาใช้แอปยืนยันตัวตนแบบ Authenticator (เช่น Google Authenticator หรือ Authy) แทนการรับ OTP ทาง SMS ในทุกบริการที่รองรับ และตั้งรหัส PIN เพิ่มเติมกับค่ายมือถือของตัวเองเพื่อป้องกันการโอนย้ายซิมโดยไม่ได้รับอนุญาต

เช็กลิสต์สัญญาณเตือน ก่อนโอนเงินให้ใครก็ตามที่ชวนลงทุนคริปโต

แม้รูปแบบสแกมจะหลากหลายและพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่สัญญาณเตือนหลักที่ใช้แยกของจริงจากของหลอกลวงได้เกือบทุกครั้งมีอยู่ไม่กี่ข้อ ถ้าเจอข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ตั้งธงเตือนตัวเองไว้ก่อนเสมอ

  • การันตีผลตอบแทนคงที่หรือกำไรแน่นอน ไม่มีการลงทุนสินทรัพย์ประเภทไหนในโลกที่การันตีกำไรแบบไม่มีความเสี่ยงได้จริง โดยเฉพาะคริปโตที่ผันผวนสูงอยู่แล้ว
  • เร่งให้ตัดสินใจเร็วๆ เช่น "โปรโมชันปิดคืนนี้" หรือ "อีก 3 คนสุดท้าย" เป็นเทคนิคจิตวิทยาที่กันไม่ให้เหยื่อมีเวลาคิดหรือตรวจสอบข้อมูล
  • ขอย้ายไปคุยในช่องทางส่วนตัว เช่น จาก Facebook มาเป็น LINE หรือ Telegram ส่วนตัว เพื่อหลบการตรวจจับของแพลตฟอร์มและไม่มีหลักฐานสาธารณะ
  • ขอ Seed Phrase หรือ Private Key ไม่มีแพลตฟอร์ม ทีมซัพพอร์ต หรือ Admin ที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ไหนจำเป็นต้องขอข้อมูลนี้จากผู้ใช้งานเด็ดขาด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Seed Phrase คืออะไร ทำไมห้ามให้ใครเห็น และวิธีเก็บให้ปลอดภัยที่สุดได้ที่ Hardware Wallet คืออะไร
  • แพลตฟอร์มไม่มีใบอนุญาตหรือตรวจสอบไม่ได้ ตรวจสอบก่อนเสมอว่าแพลตฟอร์มที่ชวนลงทุนได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. จริงหรือไม่ อ่านกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ที่ กฎหมายคริปโตไทยที่ต้องรู้
  • ถอนกำไรก้อนเล็กได้ แต่ถอนก้อนใหญ่ไม่ได้ เป็นรูปแบบคลาสสิกที่ใช้สร้างความไว้ใจก่อนเชือดเงินก้อนใหญ่ในภายหลัง
  • ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มก่อนถอนเงินได้ แพลตฟอร์มถูกกฎหมายจะหักค่าธรรมเนียมจากยอดที่ถอนโดยตรง ไม่มีทางเรียกให้โอนเงินเพิ่มเข้าไปก่อนถึงจะถอนได้

เช็กลิสต์ 7 สัญญาณเตือนที่ควรตั้งข้อสงสัยทันทีก่อนโอนเงินให้ใครก็ตามที่ชวนลงทุนคริปโต

ภาพ: เช็กลิสต์ 7 สัญญาณเตือนที่ควรตั้งข้อสงสัยทันทีก่อนโอนเงินให้ใครก็ตามที่ชวนลงทุนคริปโต

ถ้าโดนสแกมไปแล้ว ต้องทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก

ต้องยอมรับตรงๆ ก่อนว่าธุรกรรมคริปโตที่ยืนยันบนบล็อกเชนแล้วย้อนกลับไม่ได้เด็ดขาด ต่างจากการโอนเงินผ่านธนาคารที่อย่างน้อยยังพอมีช่องทางอายัดบัญชีปลายทางได้ทันเวลาถ้าแจ้งเร็วพอ ดังนั้นความจริงที่ต้องทำใจไว้ล่วงหน้าคือโอกาสได้เงินคืนเต็มจำนวนหลังโดนสแกมคริปโตนั้นต่ำมาก โดยเฉพาะถ้าเงินถูกโอนไปกระเป๋าต่างประเทศแล้ว อย่างไรก็ตาม การรายงานเร็วยังมีประโยชน์อยู่มาก ทั้งในแง่การอายัดเงินส่วนที่ยังค้างอยู่ในระบบธนาคารก่อนถูกโอนต่อ และการเป็นหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตามรอยเส้นทางการเงินเพื่อจับกุมแก๊งมิจฉาชีพในภาพใหญ่ ซึ่งบางครั้งก็ได้ผลจริง อย่างกรณีที่หน่วยงานสหรัฐฯ ยึดคริปโตคืนจากแก๊งเชือดหมูได้กว่า 580 ล้านดอลลาร์เมื่อต้นปี 2569 ก็มาจากการสืบสวนสะสมหลักฐานจากผู้เสียหายจำนวนมาก

ขั้นตอนที่ควรทำทันทีที่รู้ตัวว่าโดนสแกม

  • โทรสายด่วน AOC 1441 ของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ เปิดรับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าแจ้งภายใน 1 ชั่วโมงหลังโอนเงิน มีโอกาสอายัดเงินในบัญชีปลายทางที่ยังเป็นเงินบาทค้างอยู่ในระบบธนาคารได้ทันก่อนถูกโอนต่อหรือแปลงเป็นคริปโต
  • แจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อลงบันทึกประจำวันและเป็นหลักฐานทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ
  • แจ้งเบาะแสแพลตฟอร์มต้องสงสัยกับ ก.ล.ต. ผ่านสายด่วนศูนย์รับเรื่องร้องเรียน 1207 หรือเพจเฟซบุ๊ก "สำนักงาน กลต." หากเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มเทรดหรือระดมทุนที่สงสัยว่าดำเนินธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต
  • เก็บหลักฐานให้ครบก่อนอะไรทั้งหมด สกรีนช็อตบทสนทนา, Transaction Hash ของธุรกรรมคริปโตที่โอนออกไป, ที่อยู่กระเป๋าปลายทาง, และหลักฐานการโอนเงินทุกขั้นตอน เพราะข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าหน้าที่ใช้สืบสวนต่อได้จริง
  • แจ้งกระดานเทรดที่ใช้โอนเงินออกไป ถ้าเงินเดินทางผ่านกระดานเทรดที่มีใบอนุญาตในไทยก่อนจะไปถึงมิจฉาชีพ กระดานเทรดอาจช่วยระงับบัญชีปลายทางได้ในบางกรณี

จุดที่อยากย้ำเป็นพิเศษคือ หลังโดนสแกมไปแล้ว มักมีมิจฉาชีพกลุ่มที่สองแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบ "บริษัทกู้เงินคืน" หรือ "ผู้เชี่ยวชาญตามรอยคริปโต" ติดต่อเข้ามาเสนอช่วยตามเงินคืนโดยเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสแกมซ้อนสแกมที่หลอกเอาเงินก้อนที่สองจากเหยื่อคนเดิม หน่วยงานที่ช่วยเหลือจริงอย่าง AOC 1441 หรือตำรวจไซเบอร์ไม่มีทางเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าจากผู้เสียหาย

ลำดับขั้นตอนที่ควรทำทันทีหากพบว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อสแกมคริปโต

ภาพ: ลำดับขั้นตอนที่ควรทำทันทีหากพบว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อสแกมคริปโต

ป้องกันดีกว่าตามแก้ทีหลังเสมอ

เรื่องทั้งหมดที่เล่ามาอาจฟังดูน่ากลัว แต่ประเด็นสำคัญที่สุดที่อยากฝากไว้คือ สแกมคริปโตแทบทุกรูปแบบมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือมันอาศัยความรีบร้อนและการขาดข้อมูลของเหยื่อเป็นอาวุธหลัก ไม่ใช่ความซับซ้อนทางเทคนิคที่คนทั่วไปตามไม่ทัน คนที่ใช้เวลาสัก 5 นาทีเช็กใบอนุญาตของแพลตฟอร์ม หรือตั้งคำถามกับใครก็ตามที่การันตีผลตอบแทนแบบไม่มีความเสี่ยง มักจะรอดพ้นจากสแกมส่วนใหญ่ไปได้เอง คริปโตยังเป็นสินทรัพย์ที่มีโอกาสและมูลค่าจริงรออยู่ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่คนที่ฉวยโอกาสจากความไม่รู้ของคนอื่น การรู้ทันรูปแบบกลโกงเหล่านี้ล่วงหน้าจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ตอนนี้

คำถามที่พบบ่อย

สแกมคริปโตที่พบบ่อยที่สุดในไทยตอนนี้คืออะไร?

จากสถิติของ ACSC และ AOC 1441 กลุ่ม "หลอกลงทุน" ซึ่งรวมทั้งแก๊งเชือดหมู แพลตฟอร์มเทรดปลอม และแชร์ลูกโซ่แฝงคริปโต เป็นกลุ่มที่สร้างความเสียหายสูงสุดต่อเนื่องมาหลายปี แม้จำนวนคดีจะไม่มากที่สุดเมื่อเทียบกับสแกมประเภทอื่น แต่ความเสียหายเฉลี่ยต่อรายสูงกว่าสแกมกลุ่มอื่นชัดเจน

แก๊งเชือดหมูคืออะไร ต่างจากสแกมลงทุนทั่วไปยังไง?

แก๊งเชือดหมู (Pig Butchering) คือสแกมที่ผสมความสัมพันธ์เข้ากับการหลอกลงทุน มิจฉาชีพจะสร้างความสนิทสนมทางแชทหรือแอปหาคู่ก่อนเป็นสัปดาห์หรือเดือน แล้วค่อยชักชวนลงทุนคริปโตในภายหลัง ต่างจากสแกมลงทุนทั่วไปที่มักเข้าหาตรงๆ ผ่านโฆษณาหรือกลุ่มลงทุน

ถ้าโอนคริปโตให้มิจฉาชีพไปแล้ว มีโอกาสได้เงินคืนไหม?

โอกาสค่อนข้างต่ำเพราะธุรกรรมบนบล็อกเชนที่ยืนยันแล้วย้อนกลับไม่ได้ แต่การแจ้งความและแจ้ง AOC 1441 ให้เร็วที่สุดยังมีประโยชน์ ทั้งในแง่อายัดเงินส่วนที่ยังอยู่ในระบบธนาคารก่อนถูกแปลงเป็นคริปโต และเป็นหลักฐานให้เจ้าหน้าที่สืบสวนจับกุมแก๊งใหญ่ในภายหลัง

จะรู้ได้ยังไงว่าแพลตฟอร์มเทรดคริปโตที่เจอเป็นของจริงหรือปลอม?

ตรวจสอบว่าได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจากสำนักงาน ก.ล.ต. หรือไม่ เทียบรายชื่อกระดานเทรดที่ได้รับอนุญาตจริงได้จากหน้า เปรียบเทียบเว็บเทรดคริปโต ของเว็บไซต์ และสังเกตว่าแพลตฟอร์มปลอมมักปล่อยให้ถอนเงินก้อนเล็กได้แต่บล็อกการถอนเมื่อยอดเงินก้อนใหญ่

ทำไมมิจฉาชีพชอบขอ Seed Phrase มากเป็นพิเศษ?

เพราะ Seed Phrase คือกุญแจหลักที่ควบคุมกระเป๋าคริปโตทั้งใบ ถ้าหลุดไปในมือคนอื่นแม้เพียงครั้งเดียว มิจฉาชีพจะโอนเงินทั้งหมดออกได้ทันทีโดยไม่มีทางอายัดคืน ไม่มีแพลตฟอร์มหรือทีมซัพพอร์ตที่ถูกกฎหมายที่ไหนจำเป็นต้องขอข้อมูลนี้จากผู้ใช้งาน

สแกมคริปโตแตกต่างจาก Rug Pull ยังไง?

สแกมคริปโตเป็นคำรวมของการหลอกลวงหลายรูปแบบที่มุ่งเป้าโดยตรง เช่น แก๊งเชือดหมูหรือแพลตฟอร์มปลอม ส่วน Rug Pull เป็นสแกมเฉพาะทางในโลก DeFi ที่ทีมพัฒนาโปรเจกต์คริปโตดึงสภาพคล่องหรือเทขายเหรียญทิ้งหลังระดมทุนจากนักลงทุนสำเร็จ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ความเสี่ยง DeFi Rug Pull คืออะไร

📖 เรื่องรูปแบบ Phishing และช่องโหว่ความปลอดภัยในโลก DeFi ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ DeFi Farming 101 บทที่ 10 ความปลอดภัยและกรณีศึกษาช่องโหว่ของ DeFi และเคสแฮก Phishing ยุคแรกอย่าง Coindash เล่าไว้ในหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก (ฉบับ UPDATE 2024) บทที่ 2 หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่ ส่วนสถิติและเคสสแกมล่าสุดในบทความนี้อ้างอิงจากรายงานของ Chainalysis, FBI IC3, ศูนย์ AOC 1441, ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักข่าวไทยหลายสำนัก ระบุแหล่งที่มาไว้ในเนื้อหาแต่ละจุดแล้ว

บทความทั้งหมด