
Ordinals และ BRC-20 ปี 2023 จารึกข้อมูลลง Bitcoin จนธุรกรรมครึ่งเครือข่ายเป็นจารึก
ธันวาคม 2022 จารึกหมายเลข 0 ถูกฝังลงบน Bitcoin ห้าเดือนต่อมาธุรกรรมเกือบครึ่งหนึ่งของเครือข่ายเป็นจารึก ขนาดบล็อกโตเกือบเท่าตัว และค่าธรรมเนียมพุ่งกว่าสิบเท่า บทความนี้เปิดคู่มือต้นฉบับของ Ordinals เอกสาร BRC-20 ข้อมูลบนเชน และสถิติรายเดือนสี่ปี ไล่ดูว่า Ordinals ทำงานอย่างไรและทิ้งอะไรไว้ให้ Bitcoin
ต้นปี 2023 มีบางอย่างเปลี่ยนไปบนเครือข่าย Bitcoin ขนาดบล็อกเฉลี่ยกระโดดจากราว 1.2 เมกะไบต์เป็นราว 2 เมกะไบต์ภายในเดือนเดียว ในเดือนพฤษภาคม ธุรกรรมเกือบครึ่งหนึ่งของเครือข่ายเป็นการฝังรูปภาพ ข้อความ และโทเคนลงบนบล็อกเชน และค่าธรรมเนียมที่นักขุดได้รวมทั้งเดือนก็พุ่งขึ้นกว่าสิบเท่า ต้นเหตุคือโปรแกรมตัวหนึ่งชื่อ ord กับแนวคิดที่เรียกว่า Ordinals บทความนี้เปิดเอกสารต้นฉบับของโปรเจกต์ ข้อมูลบนเชน และสถิติรายเดือนย้อนหลังสี่ปี ไล่ดูว่า Ordinals คืออะไร ทำงานอย่างไร และทิ้งอะไรไว้ให้ Bitcoin
ความคิดตั้งต้น: ตั้งชื่อให้ satoshi ทีละหน่วย
หนึ่ง Bitcoin แบ่งย่อยได้ 100,000,000 หน่วย หน่วยที่เล็กที่สุดเรียกว่า satoshi หรือ sat ตามปกติเราไม่สนใจว่า sat หน่วยไหนเป็นหน่วยไหน เหมือนเงินบาทในบัญชีธนาคารที่ไม่มีใครถามว่าเป็นเหรียญไหน
Ordinals เสนอให้คิดใหม่ ให้ sat ทุกหน่วยมีเลขประจำตัวของตัวเอง คู่มือของโปรเจกต์ที่ชื่อ Ordinal Theory Handbook อธิบายไว้ในย่อหน้าแรก
"ทฤษฎีออร์ดินัลว่าด้วย satoshi ทำให้แต่ละหน่วยมีตัวตนของตัวเอง ติดตามได้ โอนได้ และใส่ความหมายลงไปได้"
Ordinal Theory Handbook หัวข้อ Introduction ต้นฉบับ "Ordinal theory concerns itself with satoshis, giving them individual identities and allowing them to be tracked, transferred, and imbued with meaning."
วิธีนับเรียบง่ายมาก คู่มือหัวข้อ Overview เขียนว่า sat ถูกนับเลขตามลำดับที่ถูกขุดขึ้นมา และเวลาโอน sat จะไหลจากขาเข้าไปขาออกของธุรกรรมตามลำดับก่อนหลัง ใครเข้าก่อนออกก่อน ชื่อ Ordinals ก็มาจากคำว่าลำดับนี่เอง
จุดที่ทำให้แนวคิดนี้แพร่เร็ว คือมันไม่ต้องเปลี่ยนอะไรในตัว Bitcoin เลย คู่มือย้ำไว้ว่าไม่ต้องมีโทเคนแยก ไม่ต้องมีบล็อกเชนอื่น และไม่ต้องแก้กฎของเครือข่าย ใช้ได้ทันที ทั้งหมดเป็นแค่วิธีอ่านข้อมูลที่มีอยู่บนเชนอยู่แล้วแบบใหม่ คนที่ไม่ได้ใช้โปรแกรม ord ก็เห็นธุรกรรมเหล่านี้เป็นธุรกรรม Bitcoin ธรรมดาทุกประการ
sat ธรรมดาไปจนถึง sat ในตำนาน
เมื่อ sat ทุกหน่วยมีเลขประจำตัว คนก็เริ่มถามต่อว่าหน่วยไหนพิเศษกว่ากัน คู่มือเสนอระบบความหายากที่ผูกกับจังหวะของ Bitcoin เอง
- common sat ทั่วไปที่ไม่ใช่หน่วยแรกของบล็อก
- uncommon sat หน่วยแรกของแต่ละบล็อก ซึ่งเกิดขึ้นราวทุก 10 นาที
- rare sat หน่วยแรกของแต่ละรอบปรับความยาก ทุก 2,016 บล็อก หรือราวสองสัปดาห์
- epic sat หน่วยแรกของแต่ละรอบ halving ทุก 210,000 บล็อก หรือราวสี่ปี
- legendary sat หน่วยแรกของแต่ละรอบใหญ่ ที่ halving กับการปรับความยากตรงกันพอดี ราวทุก 24 ปี คู่มือบอกว่าครั้งแรกน่าจะเกิดขึ้นในปี 2032
- mythic sat หน่วยแรกของบล็อกแรกสุดของ Bitcoin มีได้หน่วยเดียวเท่านั้น
ความหายากแบบนี้ไม่ได้มีผลอะไรกับตัว Bitcoin เลย sat ทุกหน่วยใช้จ่ายได้เท่ากัน มันเป็นแค่ข้อตกลงของคนที่สะสม คู่มือเองก็เขียนว่าคนที่สนใจทฤษฎีนี้ตัดสินเองได้ว่าหน่วยไหนหายากและน่าเก็บ แต่มันอธิบายได้ว่าทำไมมีคนยอมจ่ายเงินมากกว่าราคา Bitcoin ปกติเพื่อ sat บางหน่วย
จารึกหมายเลข 0
ถ้ามีเลขประจำตัวแล้ว ขั้นต่อไปคือการเขียนอะไรบางอย่างลงบน sat หน่วยนั้น Ordinals เรียกสิ่งนี้ว่าการจารึก หรือ inscription คู่มือหัวข้อ Inscriptions เขียนตรงๆ ว่าจารึกคือการฝังเนื้อหาอะไรก็ได้ลงบน sat จนกลายเป็นของสะสมดิจิทัลบน Bitcoin ซึ่งคนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ NFT
จารึกชิ้นแรกที่นับเป็นหมายเลข 0 ยังเปิดดูได้บนเว็บของโปรเจกต์จนถึงวันนี้
ภาพ: หน้ารายละเอียดจารึกหมายเลข 0 บน ordinals.com
ข้อมูลบนหน้านั้นบอกว่า จารึกหมายเลข 0 เป็นภาพ PNG ขนาด 793 ไบต์ อยู่ในบล็อกที่ 767,430 เวลา 20:32 น. ตามเวลา UTC วันที่ 14 ธันวาคม 2022 และธุรกรรมที่เปิดเผยจารึกนี้จ่ายค่าธรรมเนียม 322 sat เวลาของบล็อกเดียวกันใน API ของ Blockstream ก็ตรงกัน
หน้าเดียวกันยังบอกว่าจารึกนี้ผูกอยู่กับ sat หมายเลข 1,252,201,400,444,387 ตัวเลขนี้ยาวเพราะเป็นลำดับของ sat นับตั้งแต่ sat หน่วยแรกที่ถูกขุดในปี 2009 และที่อยู่ที่ถือจารึกนี้อยู่เป็นที่อยู่ที่ขึ้นต้นด้วย bc1p ซึ่งคือที่อยู่แบบ Taproot เหตุผลที่ต้องเป็น Taproot จะเห็นในหัวข้อถัดไป
วันเดียวกันนั้นเองที่โปรแกรม ord เวอร์ชัน 0.2.0 และ 0.2.1 ถูกปล่อยบน GitHub ผู้เขียนหลักของโปรแกรมคือ Casey Rodarmor ซึ่งบัญชี GitHub ชื่อ casey ของเขา commit เข้าโปรเจกต์มากที่สุด ราว 960 ครั้ง ณ วันที่ดึงข้อมูล ส่วนเวอร์ชันที่คนในวงการใช้นับเป็นจุดเริ่มต้นกระแสคือ 0.4.0 ที่ออกเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2023 ข้อมูลรายเดือนจาก mainnet.observer แสดงให้เห็นการกระโดดชัดเจน เดือนมกราคม 2023 ทั้งเดือนมีธุรกรรมจารึก 451 รายการ เดือนกุมภาพันธ์มี 218,245 รายการ
ทำไมต้องเป็น Taproot
คำถามต่อมาคือเนื้อหาของจารึกถูกเก็บไว้ตรงไหนของธุรกรรม คู่มือตอบไว้ชัด และคำตอบนั้นย้อนกลับไปหาการอัปเกรดเมื่อปี 2021
ภาพ: หัวข้อ Inscriptions ใน Ordinal Theory Handbook ที่ docs.ordinals.com
"เนื้อหาของจารึกอยู่บนเชนทั้งหมด เก็บไว้ในสคริปต์ของการใช้จ่ายทางสคริปต์แบบ Taproot สคริปต์ของ Taproot มีข้อจำกัดเรื่องเนื้อหาน้อยมาก และยังได้ส่วนลดของข้อมูล witness ทำให้การเก็บเนื้อหาจารึกค่อนข้างประหยัด"
Ordinal Theory Handbook หัวข้อ Inscriptions ต้นฉบับ "Inscription content is entirely on-chain, stored in taproot script-path spend scripts. Taproot scripts have very few restrictions on their content, and additionally receive the witness discount, making inscription content storage relatively economical."
ประโยคนี้เชื่อมเรื่องสองเรื่องเข้าด้วยกัน เรื่องแรกคือ Taproot ที่เปิดใช้ปลายปี 2021 ยกเลิกเพดานขนาดสคริปต์ 10,000 ไบต์ในทางสคริปต์ รายละเอียดอยู่ในบทTaproot การอัปเกรดใหญ่ของ Bitcoin ปี 2021 เรื่องที่สองคือส่วนลดของข้อมูล witness ที่มาจาก SegWit ในปี 2017 ข้อมูลส่วนนี้คิดน้ำหนักถูกกว่าข้อมูลส่วนอื่นของธุรกรรม เมื่อสองอย่างนี้มาบรรจบกัน การเอาไฟล์ขนาดใหญ่มาฝังบน Bitcoin จึงทำได้และจ่ายไหว
วิธีจารึกมีสองขั้นตอน คู่มือเรียกว่า commit กับ reveal ขั้นแรก สร้างธุรกรรมที่ล็อกเงินไว้กับสคริปต์ซึ่งมีเนื้อหาจารึกซ่อนอยู่ข้างใน ขั้นที่สอง ใช้จ่ายเงินก้อนนั้น ซึ่งบังคับให้ต้องเปิดเผยสคริปต์ออกมา เนื้อหาจารึกจึงปรากฏบนเชนในตอนนั้น
เนื้อหาถูกห่อไว้ในส่วนที่คู่มือเรียกว่าซองจดหมาย ซึ่งเป็นคำสั่ง OP_FALSE OP_IF ครอบข้อมูลไว้ เงื่อนไข OP_FALSE ทำให้คำสั่งข้างในไม่มีวันถูกรัน ซองจดหมายจึงไม่เปลี่ยนความหมายของสคริปต์เลย มันเป็นแค่ที่เก็บข้อมูลที่ Bitcoin ยอมให้มีอยู่ในธุรกรรม
คู่มือยกตัวอย่างจารึกข้อความ Hello, world! ไว้ว่า ในซองจดหมายจะมีคำว่า ord เพื่อบอกว่านี่คือจารึก ตามด้วยชนิดของเนื้อหา เช่น ข้อความหรือรูปภาพ แล้วจึงเป็นตัวเนื้อหา ถ้าเนื้อหาใหญ่ก็แบ่งเป็นหลายก้อนต่อกัน เพราะ Taproot ยังมีข้อจำกัดเล็กๆ ว่าข้อมูลแต่ละก้อนใหญ่เกินกำหนดไม่ได้ โครงสร้างแบบนี้ทำให้จารึกเป็นอะไรก็ได้ที่เว็บเบราว์เซอร์เปิดได้ ตั้งแต่ข้อความ รูปภาพ ไปจนถึงหน้าเว็บที่เรียกเนื้อหาของจารึกอื่นมาใช้ต่อ
บล็อกขนาด 3.96 เมกะไบต์
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2023 เวลา 20:38 น. ตามเวลา UTC บล็อกที่ 774,628 ถูกขุดขึ้นโดยกลุ่มนักขุด Luxor บล็อกนี้แสดงให้เห็นว่าจารึกใหญ่ได้แค่ไหน
ภาพ: หน้าบล็อก 774,628 บน mempool.space เวลาที่แสดงเป็นเวลาประเทศไทย ตรงกับ 20:38 น. UTC วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2023
ข้อมูลจาก API ของ Blockstream ยืนยันว่าบล็อกนี้มีขนาด 3,955,272 ไบต์ น้ำหนัก 3,992,769 หน่วย ใกล้เพดานน้ำหนัก 4 ล้านหน่วยของบล็อก Bitcoin และมีธุรกรรมแค่ 63 รายการ ภาพจำลองบล็อกทางขวาของ mempool.space แสดงให้เห็นว่ามีธุรกรรมเดียวกินพื้นที่เกือบทั้งหมด ขณะที่ค่าธรรมเนียมรวมทั้งบล็อกมีแค่ 0.009 BTC
บล็อกขนาดเกือบ 4 เมกะไบต์เกิดขึ้นได้เพราะกฎน้ำหนักที่มากับ SegWit ตามข้อเสนอ BIP 141 บล็อกหนึ่งมีน้ำหนักได้ไม่เกิน 4 ล้านหน่วย ข้อมูลส่วนปกติของธุรกรรมคิดไบต์ละ 4 หน่วย แต่ข้อมูล witness คิดไบต์ละ 1 หน่วยเท่านั้น ถ้าบล็อกเกือบทั้งหมดเป็นข้อมูล witness แบบจารึกขนาดใหญ่ ขนาดจริงของบล็อกจึงเข้าใกล้ 4 เมกะไบต์ได้ ต่างจากบล็อกที่มีแต่ธุรกรรมโอนเงินธรรมดา ซึ่งมักอยู่ราว 1 ถึง 2 เมกะไบต์
ภาพรวมทั้งเครือข่ายก็เปลี่ยนตาม ข้อมูลของ mainnet.observer บอกว่าขนาดบล็อกเฉลี่ยในเดือนมกราคม 2023 อยู่ที่ราว 1.17 เมกะไบต์ พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ขึ้นเป็นราว 2.00 เมกะไบต์ และไม่เคยกลับลงไปต่ำกว่า 1.4 เมกะไบต์อีกเลยจนถึงวันนี้
BRC-20: จากของสะสมสู่โทเคน
ในช่วงแรก จารึกส่วนใหญ่เป็นรูปภาพ แต่ไม่นานก็มีคนเอาจารึกไปทำอย่างอื่น โปรโตคอลชื่อ BRC-20 ใช้จารึกข้อความสั้นๆ ในรูปแบบข้อมูล JSON เพื่อสร้างโทเคนที่แลกเปลี่ยนกันได้ เอกสารของโปรโตคอลเปิดด้วยประโยคที่บอกว่ามันเริ่มจากการทดลอง
ภาพ: เอกสาร brc-20 หัวข้อ Concept บนเว็บ Layer1 Foundation
"การทดลองเพื่อดูว่าทฤษฎีออร์ดินัลจะทำให้เกิดความแลกเปลี่ยนกันได้บน Bitcoin หรือไม่"
เอกสาร brc-20 หัวข้อ Concept ต้นฉบับ "Experiment to see if ordinal theory can facilitate fungibility on bitcoin"
หลักการมีสามคำสั่ง ได้แก่ deploy เพื่อประกาศโทเคนใหม่ mint เพื่อสร้างยอดให้ตัวเอง และ transfer เพื่อโอนยอดให้คนอื่น สิ่งที่ควรรู้คือยอดคงเหลือของ BRC-20 ไม่ได้ถูกเก็บอยู่ในกฎของ Bitcoin เลย เอกสารเขียนว่ายอดคงเหลือหาได้จากการรวมกิจกรรมของทุกคำสั่งเข้าด้วยกัน แปลว่าต้องมีโปรแกรมภายนอกคอยอ่านจารึกทุกชิ้นแล้วคำนวณยอดเอง ตัว Bitcoin ไม่รู้ว่าใครถือ BRC-20 อยู่เท่าไร
การโอนยังต้องทำสองขั้น เอกสารอธิบายว่า ขั้นแรกต้องจารึกคำสั่ง transfer ไว้ที่ที่อยู่ของผู้ส่งเอง ขั้นที่สองจึงส่งจารึกชิ้นนั้นไปให้ผู้รับ ยอดจะถูกหักและเพิ่มก็ต่อเมื่อจารึกคำสั่งนั้นถูกโอนครั้งแรกเท่านั้น การโอนโทเคนหนึ่งครั้งจึงใช้ธุรกรรมอย่างน้อยสองรายการ ส่วนคำสั่ง mint ให้ยอดเฉพาะเจ้าของคนแรกของจารึกคำสั่งนั้น เอกสารยังเตือนว่าบริการรับจารึกบางเจ้าจารึกเข้าที่อยู่ของตัวเองก่อนแล้วค่อยส่งต่อให้ลูกค้า ซึ่งอาจทำให้ยอดไปอยู่ผิดคน
และแต่ละคำสั่งคือจารึกหนึ่งชิ้น หรือธุรกรรมอย่างน้อยหนึ่งรายการ นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขธุรกรรมจารึกพุ่งขึ้นมหาศาลในช่วงที่คนแห่กันสร้างโทเคน
ธุรกรรมจารึกกินพื้นที่แค่ไหน
ข้อมูลรายวันของ mainnet.observer นับธุรกรรมที่มีจารึกอยู่ข้างใน กราฟนี้รวมเป็นรายเดือนแล้วคิดเป็นสัดส่วนของธุรกรรมทั้งเครือข่าย
0.0%
กระแส BRC-20
47.4%
สูงสุดของช่วง
50.8%
กระแสซา
1.3%
1.0%
เดือนพฤษภาคม 2023 ธุรกรรมจารึกมี 7,732,138 รายการ คิดเป็น 47.4% ของธุรกรรมทั้งหมดในเดือนนั้น และช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน 2023 ก็กลับขึ้นไปแตะครึ่งหนึ่งอีกหลายครั้ง สูงสุดที่ 50.8% ในเดือนพฤศจิกายน 2023
ตัวเลขนี้ขึ้นลงเป็นรอบตามกระแส ไม่ได้โตต่อเนื่อง ต้นปี 2025 ยังมีช่วงที่สัดส่วนขึ้นไปถึง 36.2% แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 เป็นต้นมา สัดส่วนลดลงเหลือราว 1% ของธุรกรรมทั้งหมดเท่านั้น ตัวเลขช่วงล่าสุดนี้ตรงกับหลักฐานที่ใช้ในบท Taproot ว่ากระแสการจารึกซาลงแรงในปี 2026
ค่าธรรมเนียมที่นักขุดได้
ผลที่คนใช้ Bitcoin ทั่วไปรู้สึกได้ที่สุดคือค่าธรรมเนียม เมื่อพื้นที่ในบล็อกมีจำกัดแต่คนแย่งกันใช้มากขึ้น ราคาก็ขึ้น ข้อมูลค่าธรรมเนียมรวมรายวันจาก Blockchain.com รวมเป็นรายเดือนแสดงภาพนี้ได้ชัด
481
กระแส BRC-20
4,538
สูงสุดของช่วง
7,914
halving และ Runes
4,312
75
เดือนมกราคม 2023 ค่าธรรมเนียมรวมทั้งเครือข่ายอยู่ที่ราว 402 BTC เดือนพฤษภาคม 2023 ขึ้นเป็นราว 4,538 BTC หรือกว่าสิบเท่า และเดือนธันวาคม 2023 ขึ้นไปถึงราว 7,914 BTC ซึ่งเป็นเดือนที่สูงที่สุดในช่วงข้อมูลนี้ ส่วนเดือนเมษายน 2024 ค่าธรรมเนียมกระโดดขึ้นอีกรอบเป็นราว 4,312 BTC เป็นเดือนเดียวกับการ halving ที่บล็อก 840,000 วันที่ 20 เมษายน 2024 และการเปิดตัว Runes ซึ่งเป็นโปรโตคอลโทเคนตัวใหม่ของ Casey Rodarmor อ่านต่อได้ที่Bitcoin Runes คืออะไร
มีข้อสังเกตหนึ่งที่เห็นได้เมื่อวางกราฟสองตัวนี้คู่กัน ต้นปี 2025 ธุรกรรมจารึกยังกินสัดส่วนถึง 36.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ค่าธรรมเนียมรวมเดือนนั้นมีแค่ราว 174 BTC ต่ำกว่าช่วงปี 2023 มาก แปลว่าจำนวนจารึกกับค่าธรรมเนียมไม่ได้ไปด้วยกันเสมอ จารึกที่ทำในช่วงที่บล็อกยังว่างจ่ายค่าธรรมเนียมต่ำได้ ค่าธรรมเนียมพุ่งจริงก็ต่อเมื่อคนแห่มาจารึกพร้อมกันจนบล็อกเต็ม
ค่าธรรมเนียมมีน้ำหนักแค่ไหนต่อรายได้ของนักขุด
ลองเทียบค่าธรรมเนียมกับรางวัลการขุด ช่วงปี 2023 รางวัลต่อบล็อกคือ 6.25 BTC บล็อกราว 144 บล็อกต่อวัน เดือนที่มี 31 วันจึงมีรางวัลการขุดใหม่ราว 27,900 BTC คิดคร่าวๆ แบบนี้ ค่าธรรมเนียม 4,538 BTC ในเดือนพฤษภาคม 2023 คิดเป็นราว 14% ของรายได้รวมของนักขุด และ 7,914 BTC ในเดือนธันวาคม 2023 คิดเป็นราว 22%
หลัง halving ในเดือนเมษายน 2024 รางวัลเหลือ 3.125 BTC ต่อบล็อก หรือราว 13,950 BTC ต่อเดือน 31 วัน แต่ค่าธรรมเนียมเดือนสิงหาคม 2026 มีแค่ราว 75 BTC ไม่ถึง 1% ของรายได้รวม ตัวเลขชุดนี้คือแกนกลางของข้อถกเถียงข้อถัดไป เพราะรางวัลการขุดจะลดลงครึ่งหนึ่งทุกสี่ปีไปเรื่อยๆ วันหนึ่งนักขุดต้องพึ่งค่าธรรมเนียมเป็นหลัก และตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าค่าธรรมเนียมจะมาจากไหนมากพอ
ข้อถกเถียงที่ยังไม่จบ
Ordinals แบ่งคนในวงการ Bitcoin ออกเป็นสองฝั่งชัดเจน
ฝั่งที่สนับสนุนมองว่า จารึกทำตามกฎของเครือข่ายทุกข้อ จ่ายค่าธรรมเนียมเหมือนธุรกรรมอื่น และค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องดีต่อความปลอดภัยระยะยาว เพราะรางวัลการขุดจะลดลงครึ่งหนึ่งทุกสี่ปี วันหนึ่งนักขุดต้องอยู่ได้ด้วยค่าธรรมเนียมเป็นหลัก
ฝั่งที่คัดค้านมองว่า Bitcoin ถูกออกแบบมาเป็นระบบเงิน การเอาพื้นที่บล็อกไปเก็บรูปภาพและโทเคนทดลองทำให้คนที่ต้องการโอนเงินจริงต้องจ่ายแพงขึ้น และข้อมูลเหล่านี้จะอยู่บนเชนตลอดไป ทุกโหนดที่เก็บบล็อกเชนทั้งหมดต้องเก็บมันไว้ด้วย
ลองคิดคร่าวๆ จากขนาดบล็อกเฉลี่ยของ mainnet.observer เครือข่ายมีบล็อกราว 144 บล็อกต่อวัน ถ้าบล็อกเฉลี่ย 1.17 เมกะไบต์แบบเดือนมกราคม 2023 บล็อกเชนจะโตราว 168 เมกะไบต์ต่อวัน ถ้าบล็อกเฉลี่ยราว 1.6 เมกะไบต์แบบช่วงหลังจากนั้น จะโตราว 230 เมกะไบต์ต่อวัน ส่วนต่างราว 60 เมกะไบต์ต่อวันคิดเป็นราว 22 กิกะไบต์ต่อปี ตัวเลขนี้ไม่ได้มากจนคนทั่วไปรันโหนดไม่ไหว แต่ก็เป็นต้นทุนจริงที่ทุกคนที่เก็บข้อมูลทั้งเชนต้องแบกร่วมกัน
บทความนี้ไม่ตัดสินว่าฝั่งไหนถูก สิ่งที่ข้อมูลบอกได้คือ ทั้งสองฝั่งพูดถึงเรื่องจริงคนละด้านของเหรียญเดียวกัน ค่าธรรมเนียมที่นักขุดได้เพิ่มขึ้นจริง และคนที่โอนเงินธรรมดาก็ต้องจ่ายแพงขึ้นจริงในช่วงที่กระแสแรง
เรื่องนี้เกี่ยวกับคนที่ใช้ Bitcoin อย่างไร
เรื่องแรกคือจังหวะการโอน ถ้าเห็นค่าธรรมเนียมในกระเป๋าเงินสูงผิดปกติ มีโอกาสสูงว่ากำลังมีกระแสอะไรแย่งพื้นที่บล็อกอยู่ ถ้าไม่รีบ การรอให้เครือข่ายเงียบลงประหยัดได้มาก เหมือนที่เคยเกิดกับ Ethereum ในสัปดาห์ของCryptoKitties เมื่อปี 2017
ภาพ: หน้า Collecting ใน Ordinal Theory Handbook ที่ docs.ordinals.com
เรื่องที่สองสำหรับคนที่ถือจารึกหรือ BRC-20 คู่มือของ Ordinals เขียนไว้ว่า การส่ง sat ทีละหน่วยต้องควบคุมลำดับและมูลค่าของขาเข้าและขาออกของธุรกรรมให้ถูกตามทฤษฎีออร์ดินัล กระเป๋าเงิน Bitcoin ทั่วไปไม่ได้ดูแลเรื่องนี้ให้ ถ้าเอากระเป๋าที่ไม่รู้จักจารึกไปใช้จ่ายเงินก้อนที่มีจารึกอยู่ จารึกนั้นอาจถูกส่งออกไปพร้อมเงินทอนหรือกลายเป็นค่าธรรมเนียมโดยไม่ตั้งใจ ควรแยกเก็บในกระเป๋าที่รองรับจารึกโดยเฉพาะ คู่มือหน้า Collecting เขียนไว้ชัดว่า การรับจารึกเข้ากระเป๋าที่ไม่รองรับไม่อันตราย ตราบใดที่ไม่ใช้จ่ายเงินก้อนที่มีจารึกอยู่ แต่ถ้าเอากระเป๋านั้นไปส่ง Bitcoin กระเป๋าอาจเลือกเงินก้อนที่มีจารึกมาใช้ แล้วส่งจารึกออกไปหรือจ่ายเป็นค่าธรรมเนียม
เรื่องสุดท้าย ยอดคงเหลือของ BRC-20 ขึ้นกับโปรแกรมภายนอกที่คอยคำนวณ ไม่ได้อยู่ในกฎของ Bitcoin คนที่ซื้อขายโทเคนแบบนี้จึงต้องเข้าใจว่ากำลังเชื่อใจชั้นซอฟต์แวร์เพิ่มอีกชั้นหนึ่ง นอกเหนือจากตัว Bitcoin
คำถามที่พบบ่อย
Ordinals คืออะไร
คือวิธีนับเลข satoshi ทีละหน่วยตามลำดับที่ถูกขุด ทำให้แต่ละหน่วยมีเลขประจำตัว ติดตามและโอนได้ โดยไม่ต้องแก้กฎของ Bitcoin หรือใช้บล็อกเชนอื่น
จารึกชิ้นแรกเกิดขึ้นเมื่อไร
จารึกหมายเลข 0 อยู่ในบล็อก 767,430 วันที่ 14 ธันวาคม 2022 เป็นภาพ PNG ขนาด 793 ไบต์
จารึกเก็บข้อมูลไว้ที่ไหน
เก็บบนเชนทั้งหมด ในสคริปต์ของการใช้จ่ายทางสคริปต์แบบ Taproot ซึ่งได้ส่วนลดของข้อมูล witness จึงเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ได้ในราคาที่จ่ายไหว
BRC-20 ต่างจากโทเคนบน Ethereum อย่างไร
BRC-20 ไม่มีสัญญาอัจฉริยะ ยอดคงเหลือคำนวณโดยโปรแกรมภายนอกที่อ่านจารึกคำสั่ง deploy, mint และ transfer ทั้งหมดแล้วรวมกันเอง ตัว Bitcoin ไม่ได้เก็บยอดไว้
Ordinals ทำให้ค่าธรรมเนียมแพงขึ้นจริงไหม
ในช่วงที่คนแห่จารึกพร้อมกันจริง ค่าธรรมเนียมรวมเดือนพฤษภาคม 2023 สูงกว่าเดือนมกราคมกว่าสิบเท่า แต่ในช่วงที่บล็อกว่าง จารึกจำนวนมากก็จ่ายค่าธรรมเนียมต่ำได้ เช่น ต้นปี 2025
sat หายากคืออะไร
คือ sat ที่เป็นหน่วยแรกของเหตุการณ์ตามจังหวะของ Bitcoin เช่น หน่วยแรกของบล็อก ของรอบปรับความยาก หรือของรอบ halving เป็นข้อตกลงของคนสะสม ไม่มีผลกับการใช้งาน Bitcoin
ตอนนี้ยังจารึกได้อยู่ไหม
ได้ Ordinals ไม่ได้ต้องขออนุญาตใครและไม่ได้ปิดตัว แค่ปริมาณลดลงมาก ข้อมูลของ mainnet.observer บอกว่าช่วงกลางปี 2026 ธุรกรรมจารึกเหลือราว 1% ของธุรกรรมทั้งหมด
สรุป
Ordinals เริ่มจากความคิดเล็กๆ ว่าให้ satoshi แต่ละหน่วยมีเลขประจำตัว แล้วใช้ช่องทางที่ Taproot และ SegWit เปิดไว้ฝังข้อมูลลงบน Bitcoin โดยไม่ต้องขออนุญาตใครและไม่ต้องแก้กฎของเครือข่ายเลย ภายในห้าเดือนหลังจารึกชิ้นแรก ธุรกรรมเกือบครึ่งหนึ่งของเครือข่ายก็เป็นจารึก ขนาดบล็อกเฉลี่ยโตขึ้นเกือบเท่าตัว และค่าธรรมเนียมรวมพุ่งขึ้นกว่าสิบเท่า
ในปี 2026 กระแสนี้ซาลงเหลือราว 1% ของธุรกรรม แต่สิ่งที่ Ordinals ทิ้งไว้ยังอยู่ ทั้งข้อมูลหลายล้านชิ้นที่จะอยู่บนเชนตลอดไป และข้อถกเถียงว่าพื้นที่บล็อกของ Bitcoin ควรใช้ทำอะไร ซึ่งเป็นคำถามที่กฎของเครือข่ายตอบไม่ได้ เพราะกฎเพียงบอกว่าใครจ่ายค่าธรรมเนียมก็ใช้พื้นที่ได้