Taproot การอัปเกรดใหญ่ของ Bitcoin ปี 2021 ที่ถูกใช้จริงไม่ตรงกับที่ออกแบบไว้
25 September 2026•บทความ•โดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Taproot การอัปเกรดใหญ่ของ Bitcoin ปี 2021 ที่ถูกใช้จริงไม่ตรงกับที่ออกแบบไว้

14 พฤศจิกายน 2021 Taproot เปิดใช้งานที่บล็อก 709,632 ผู้ออกแบบตั้งใจให้ธุรกรรมหลายเงื่อนไขเล็กลงและเป็นส่วนตัวขึ้น บทความนี้เปิดเอกสาร BIP 340 341 342 กับข้อมูลจริงบนเชน ปีแรกแทบไม่มีคนใช้ และช่วงที่ใช้มากที่สุดในปี 2023 เกือบเก้าในสิบเป็นทางสคริปต์จากกระแส Ordinals

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2021 บล็อกที่ 709,632 ของ Bitcoin ถูกขุดขึ้นมา และนับจากบล็อกนั้น กฎชุดใหม่ชื่อ Taproot ก็มีผลบังคับใช้ทั้งเครือข่าย นี่คือการอัปเกรดใหญ่ที่สุดของ Bitcoin นับจาก SegWit ในปี 2017 ผู้ออกแบบตั้งใจให้มันทำให้ธุรกรรมที่มีหลายเงื่อนไขมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และประหยัดพื้นที่มากขึ้น แต่ข้อมูลบนเชนหลังจากนั้นเล่าเรื่องที่ต่างออกไป ปีแรกแทบไม่มีใครใช้ และช่วงที่มันถูกใช้มากที่สุด กลับถูกใช้ในแบบที่ผู้ออกแบบคาดว่าจะเป็นส่วนน้อย บทความนี้เปิดเอกสารต้นฉบับกับข้อมูลจริงบนเชน ไล่ดูว่า Taproot คืออะไร เปิดใช้งานอย่างไร และถูกใช้จริงอย่างไร

ปัญหาก่อนมี Taproot

เงินใน Bitcoin ไม่ได้ถูกล็อกด้วยรหัสผ่าน แต่ถูกล็อกด้วยเงื่อนไข เงื่อนไขที่ง่ายที่สุดคือ ใครมีลายเซ็นของกุญแจดอกนี้ก็ใช้เงินก้อนนี้ได้ แต่เงื่อนไขซับซ้อนกว่านั้นได้ เช่น ต้องมีลายเซ็นสองในสามคน หรือถ้าผ่านไปหนึ่งปีแล้วให้กุญแจสำรองใช้ได้

ก่อนมี Taproot ปัญหาของเงื่อนไขซับซ้อนคือ ตอนใช้เงินต้องเปิดเผยเงื่อนไขทั้งหมดขึ้นบล็อกเชน แม้จะใช้แค่ทางเดียวก็ตาม คนที่ตั้งกระเป๋าแบบสองในสามลายเซ็น ทุกครั้งที่ใช้เงินก็ต้องโชว์ให้โลกเห็นว่ากระเป๋านี้มีกุญแจสามดอก ใช้ไปสองดอก และเงื่อนไขทั้งหมดยาวแค่ไหน

ผลคือสองเรื่อง เรื่องแรกคือความเป็นส่วนตัว ใครดูบล็อกเชนก็แยกออกว่าเงินก้อนไหนมาจากกระเป๋าหลายลายเซ็น หรือมาจากสัญญาที่ซับซ้อน เรื่องที่สองคือพื้นที่ เงื่อนไขยิ่งยาว ธุรกรรมยิ่งใหญ่ และยิ่งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมาก

ใครเสนอ และเขียนไว้ในเอกสารไหน

แนวคิดของ Taproot ถูกเสนอครั้งแรกโดย Gregory Maxwell นักพัฒนา Bitcoin คนสำคัญ ผ่านอีเมลในรายชื่อผู้พัฒนา bitcoin-dev เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2018 เอกสารข้อกำหนดของ Taproot เองก็ลิงก์กลับไปที่อีเมลฉบับนั้น และเขียนในส่วนกิตติกรรมประกาศว่างานนี้ต่อยอดจากข้อเสนอเดิมที่ชื่อ Taproot ของ Greg Maxwell

จากไอเดียในอีเมล กลายเป็นข้อเสนอปรับปรุง Bitcoin หรือ BIP สามฉบับที่ต้องใช้งานคู่กัน

  • BIP 340 ลายเซ็นแบบ Schnorr เขียนโดย Pieter Wuille, Jonas Nick และ Tim Ruffing
  • BIP 341 กฎการใช้จ่ายแบบ Taproot เขียนโดย Pieter Wuille, Jonas Nick และ Anthony Towns
  • BIP 342 กฎตรวจสคริปต์ของ Taproot หรือ Tapscript ผู้เขียนชุดเดียวกับ BIP 341

ทั้งสามฉบับได้เลขประจำเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2020 ส่วนหัวข้อสนทนาในรายชื่อผู้พัฒนา ข้อเสนอลายเซ็น Schnorr ของ BIP 340 เริ่มถูกคุยตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2018 และข้อเสนอ Taproot ฉบับเต็มเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2019 ชื่อเต็มของ BIP 341 คือ Taproot: SegWit version 1 spending rules ซึ่งบอกว่ามันคือSegWitรุ่นที่ 1 ต่อจากรุ่นที่ 0 ที่เปิดใช้งานในปี 2017

หัวเอกสาร BIP 341 Taproot SegWit version 1 spending rules บน GitHub ผู้เขียน Pieter Wuille Jonas Nick และ Anthony Towns สถานะ Deployed ได้เลขประจำวันที่ 19 มกราคม 2020

ภาพ: เอกสาร BIP 341 ใน repository bitcoin/bips บน GitHub เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต BSD-3-Clause

ชิ้นแรก: ลายเซ็นแบบ Schnorr

ตั้งแต่วันแรก Bitcoin ใช้ลายเซ็นแบบ ECDSA มาตลอด BIP 340 เสนอให้เพิ่มลายเซ็นแบบ Schnorr ซึ่งใช้เส้นโค้งทางคณิตศาสตร์เดียวกัน แต่มีข้อดีหลายข้อที่ ECDSA ไม่มี

  • พิสูจน์ความปลอดภัยได้ภายใต้สมมติฐานทางคณิตศาสตร์ที่ชัดเจน
  • ขนาดเล็กและคงที่ ลายเซ็นยาว 64 ไบต์เสมอ และกุญแจสาธารณะยาว 32 ไบต์
  • ตรวจทีละหลายลายเซ็นได้ ช่วยให้โหนดตรวจบล็อกได้เร็วขึ้น
  • รวมลายเซ็นได้ หลายคนเซ็นร่วมกันแล้วได้ลายเซ็นเดียวที่ใช้กับผลรวมของกุญแจทุกคน
หัวเอกสาร BIP 340 Schnorr Signatures for secp256k1 บน GitHub ผู้เขียน Pieter Wuille Jonas Nick และ Tim Ruffing สถานะ Deployed

ภาพ: เอกสาร BIP 340 ใน repository bitcoin/bips บน GitHub เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต BSD-2-Clause

ข้อสุดท้ายคือหัวใจของเรื่อง ถ้ากระเป๋าสามลายเซ็นรวมกุญแจทั้งสามเป็นกุญแจเดียวได้ ลายเซ็นที่ขึ้นบล็อกเชนก็จะหน้าตาเหมือนลายเซ็นของคนคนเดียวทุกประการ คนนอกแยกไม่ออกเลยว่าข้างหลังมีคนเซ็นกี่คน

BIP 340 สรุปข้อเสียของ Schnorr ไว้แค่ข้อเดียว

"สำหรับข้อดีทั้งหมดนี้ แทบไม่มีข้อเสียเลย นอกจากการที่มันยังไม่ถูกทำเป็นมาตรฐาน เอกสารนี้ตั้งใจจะเปลี่ยนเรื่องนั้น"

Pieter Wuille, Jonas Nick และ Tim Ruffing, BIP 340 Schnorr Signatures for secp256k1 หัวข้อ Motivation ต้นฉบับ "For all these advantages, there are virtually no disadvantages, apart from not being standardized. This document seeks to change that."

ชิ้นที่สอง: สองทางในการใช้เงิน

BIP 341 คือส่วนที่ทำให้ Taproot ต่างจากของเดิมจริงๆ เป้าหมายเขียนไว้ตั้งแต่ย่อหน้าแรก

"ข้อเสนอนี้มุ่งปรับปรุงความเป็นส่วนตัว ประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นของความสามารถด้านสคริปต์ของ Bitcoin โดยไม่เพิ่มสมมติฐานด้านความปลอดภัยใหม่"

Pieter Wuille, Jonas Nick และ Anthony Towns, BIP 341 หัวข้อ Motivation ต้นฉบับ "This proposal aims to improve privacy, efficiency, and flexibility of Bitcoin's scripting capabilities without adding new security assumptions."

วิธีทำคือให้เงินทุกก้อนที่ล็อกแบบ Taproot ใช้จ่ายได้สองทาง

  • ทางกุญแจ หรือ key path ใช้ลายเซ็นเดียวที่ตรงกับกุญแจสาธารณะของเงินก้อนนั้น ซึ่งอาจเป็นกุญแจของคนคนเดียว หรือกุญแจที่รวมจากหลายคนด้วย Schnorr ก็ได้
  • ทางสคริปต์ หรือ script path เปิดเผยเงื่อนไขหนึ่งข้อจากเงื่อนไขทั้งหมดที่ฝังไว้ แล้วทำตามเงื่อนไขนั้น เงื่อนไขข้ออื่นไม่ต้องเปิดเผย

Bitcoin Optech ซึ่งเป็นกลุ่มที่สรุปงานพัฒนา Bitcoin ให้บริษัทในวงการ อธิบายไว้สั้นกว่านั้นอีก

"เหรียญที่ถูกป้องกันด้วย Taproot ใช้จ่ายได้ทั้งด้วยการทำตามสคริปต์ข้อใดข้อหนึ่งที่ผูกไว้ หรือด้วยการแสดงลายเซ็นที่ตรงกับกุญแจสาธารณะเฉยๆ ซึ่งทำให้เก็บสคริปต์ไว้เป็นความลับได้"

Bitcoin Optech หน้าหัวข้อ Taproot ต้นฉบับ "Coins protected by taproot may be spent either by satisfying one of the committed scripts or by simply providing a signature that verifies against the public key (allowing the scripts to be kept private)."

เงื่อนไขสำรองทั้งหมดถูกจัดเก็บเป็นต้นไม้ของค่า hash แบบ Merkle และสิ่งที่ปรากฏบนบล็อกเชนตอนล็อกเงินมีแค่กุญแจสาธารณะหนึ่งดอก ซึ่งฝังยอดของต้นไม้นั้นไว้ข้างใน

แนวคิดเรื่องต้นไม้ของเงื่อนไขไม่ได้เพิ่งเกิดกับ Taproot ในวงการเรียกกันว่า MAST และ BIP 341 เองก็เขียนไว้ว่ามีข้อเสนอก่อนหน้าหลายตัว เช่น BIP 114 กับ BIP 117 ที่เสนอต้นไม้ของเงื่อนไข และข้อเสนอชื่อ Graftroot กับ G'root ในปี 2018 สิ่งที่ Taproot ทำใหม่คือเอาต้นไม้แบบนี้ไปซ่อนไว้ในกุญแจสาธารณะธรรมดา แล้วผูกเข้ากับลายเซ็น Schnorr ให้ทั้งหมดทำงานด้วยกันได้ในข้อเสนอเดียว

ไดอะแกรมเงิน Taproot ใช้ได้สองทาง ทางกุญแจใช้ลายเซ็นเดียวโดยไม่มีใครรู้ว่ามีเงื่อนไขสำรอง ทางสคริปต์เปิดเผยแค่เงื่อนไขที่ใช้

ผลที่ได้ BIP 341 เขียนไว้ว่า เงินทุกก้อนจะใช้จ่ายได้ด้วยกุญแจหรือด้วยสคริปต์ และแยกจากกันไม่ออก ตราบใดที่ใช้ทางกุญแจ ก็ไม่มีใครรู้ว่าเงินก้อนนั้นเคยมีเงื่อนไขสำรองอยู่หรือเปล่า ประหยัดพื้นที่และได้ความเป็นส่วนตัวไปพร้อมกัน

ชิ้นที่สาม: Tapscript และเพดานที่ถูกยกเลิก

เมื่อใช้ทางสคริปต์ เงื่อนไขที่เปิดเผยจะถูกตรวจด้วยกฎชุดใหม่ตาม BIP 342 ที่เรียกว่า Tapscript ส่วนใหญ่เป็นการปรับของเดิมให้ดีขึ้น เช่น ปิดคำสั่ง OP_CHECKMULTISIG ที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ แล้วเพิ่มคำสั่งใหม่ OP_CHECKSIGADD ที่สร้างเงื่อนไขหลายลายเซ็นแบบเดียวกันได้ แต่ตรวจทีละหลายลายเซ็นพร้อมกันได้ และเพิ่มกลุ่มคำสั่งชื่อ OP_SUCCESS ที่ทำให้การเพิ่มคำสั่งใหม่ในอนาคตทำได้สะอาดกว่าเดิม

แต่มีการเปลี่ยนแปลงสองข้อในหัวข้อเพดานการใช้ทรัพยากร ที่จะมีผลกับเรื่องราวต่อจากนี้มาก

  • เพดานขนาดสคริปต์ 10,000 ไบต์ ไม่มีผลกับ Tapscript
  • เพดานจำนวนคำสั่ง 201 คำสั่งต่อสคริปต์ ก็ไม่มีผลเช่นกัน

"เพดานขนาดสคริปต์สูงสุด 10,000 ไบต์ไม่มีผลบังคับ ขนาดของสคริปต์ถูกจำกัดโดยอ้อมด้วยเพดานน้ำหนักของบล็อกเท่านั้น"

Pieter Wuille, Jonas Nick และ Anthony Towns, BIP 342 Validation of Taproot Scripts หัวข้อ Resource limits ต้นฉบับ "The maximum script size of 10000 bytes does not apply. Their size is only implicitly bounded by the block weight limit."

หัวข้อ Resource limits ใน BIP 342 ระบุว่าเพดานขนาดสคริปต์ 10000 ไบต์ และเพดาน 201 คำสั่งไม่มีผลกับ Tapscript

ภาพ: หัวข้อ Resource limits ในเอกสาร BIP 342 บน GitHub

เหตุผลที่เอกสารให้ไว้เป็นเรื่องประสิทธิภาพล้วนๆ ในระบบใหม่ เวลาที่ใช้ตรวจลายเซ็นไม่ได้เพิ่มขึ้นตามขนาดของสคริปต์อีกแล้ว เพดานขนาดจึงไม่จำเป็น การยกเลิกเพดานนี้ไม่ได้ตั้งใจเปิดทางให้ใครเอาข้อมูลอะไรมาฝัง แต่ผลของมันคือทางสคริปต์ของ Taproot กลายเป็นช่องที่ใส่ข้อมูลขนาดใหญ่ได้ ซึ่งจะเห็นผลชัดในอีกหนึ่งปีต่อมา

สมมติฐานที่ทุกอย่างตั้งอยู่

ทั้งหมดนี้คุ้มค่าภายใต้เงื่อนไขข้อเดียว ซึ่ง BIP 341 เขียนไว้ตรงๆ

"ข้อดีของ Taproot จะเห็นได้ชัดภายใต้สมมติฐานว่า การใช้งานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเงินที่ใช้จ่ายได้เมื่อทุกฝ่ายตกลงกัน"

BIP 341 หัวข้อ Design ต้นฉบับ "Taproot's advantages become apparent under the assumption that most applications involve outputs that could be spent by all parties agreeing."

พูดง่ายๆ คือผู้ออกแบบคาดว่า ในชีวิตจริง ทุกฝ่ายมักจะตกลงกันได้ และใช้ทางกุญแจซึ่งถูกและเป็นส่วนตัว ส่วนทางสคริปต์มีไว้สำหรับกรณีที่ตกลงกันไม่ได้ หรือกุญแจบางดอกหาย ซึ่งควรเป็นกรณีส่วนน้อย ประโยคนี้จะกลับมาสำคัญมากเมื่อดูข้อมูลการใช้งานจริงในหัวข้อถัดๆ ไป

เปิดใช้งานอย่างไร

การเปลี่ยนกฎของ Bitcoin ไม่มีใครสั่งได้ ต้องให้ทั้งเครือข่ายยอมรับร่วมกัน Taproot เป็นซอฟต์ฟอร์ก หมายความว่าโหนดที่ไม่ได้อัปเกรดยังทำงานต่อได้ และวิธีเปิดใช้งานก็ถูกเขียนไว้ใน BIP 341 เองอย่างละเอียด

  • นักขุดส่งสัญญาณสนับสนุนผ่านบิตที่ 2 ในหัวบล็อก ช่วงเวลาส่งสัญญาณเริ่มเที่ยงคืนวันที่ 24 เมษายน 2021 เวลา UTC และหมดเขตเที่ยงคืนวันที่ 11 สิงหาคม 2021
  • เกณฑ์คือ 1,815 จาก 2,016 บล็อก หรือ 90% ในรอบปรับความยากหนึ่งรอบ ต่ำกว่าเกณฑ์ 95% ที่ใช้กันมาก่อน
  • ถ้าผ่านเกณฑ์ กฎใหม่จะมีผลที่บล็อก 709,632 เป็นอย่างเร็ว เพื่อให้ทุกคนมีเวลาอัปเกรดซอฟต์แวร์

นักขุดส่งสัญญาณครบเกณฑ์ และผลการโหวตถูกล็อกไว้เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2021 ตามข้อมูลของ mainnet.observer ห้าเดือนต่อมา วันที่ 14 พฤศจิกายน 2021 เวลา 05:15 น. ตามเวลา UTC บล็อกที่ 709,632 ก็ถูกขุดขึ้นโดยกลุ่มนักขุด F2Pool มีธุรกรรมอยู่ข้างใน 2,043 รายการ และ BIP 341 บันทึกไว้ในตัวเอกสารว่าการเปิดใช้งานเกิดขึ้นที่บล็อกนี้จริง

หน้าบล็อก 709632 บน mempool.space ขุดโดย F2Pool วันที่ 14 พฤศจิกายน 2021 มีธุรกรรม 2,043 รายการ ซึ่งเป็นบล็อกที่ Taproot เริ่มมีผล

ภาพ: หน้าบล็อก 709,632 บน mempool.space เวลาที่แสดงเป็นเวลาประเทศไทย ตรงกับ 05:15 น. UTC

เทียบกับ SegWit ซึ่งกว่าจะเปิดใช้งานได้ต้องผ่านการต่อสู้ยาวนานหลายปี จนผู้ใช้ต้องรวมตัวกันกดดันนักขุดผ่านสิ่งที่เรียกว่า UASF การเปิดใช้งาน Taproot ถือว่าราบรื่นมาก จากวันเริ่มส่งสัญญาณถึงวันล็อกผลใช้เวลาไม่ถึงสองเดือน

ปีแรกที่แทบไม่มีใครใช้

การเปิดใช้งานกฎใหม่ไม่ได้แปลว่าคนจะใช้ทันที กระเป๋าเงินต้องอัปเดตให้สร้างที่อยู่แบบใหม่ได้ ซึ่งใช้รูปแบบ Bech32m ตาม BIP 350 และเว็บเทรดต้องรองรับการส่งเงินไปยังที่อยู่แบบนี้ก่อน

ข้อมูลรายวันจาก mainnet.observer ซึ่งนับธุรกรรมที่ใช้จ่ายเงินจาก Taproot อย่างน้อยหนึ่งรายการ แสดงให้เห็นว่าการยอมรับช้ามาก

สัดส่วนธุรกรรม Bitcoin ที่ใช้จ่ายเงินจาก Taproot รายเดือน พฤศจิกายน 2021 ถึงกันยายน 2026 หน่วยเปอร์เซ็นต์ (แกนตั้ง log scale)
พ.ย. 21
เปิดใช้งาน
0.0%
พ.ค. 23
กระแส Ordinals
58.4%
ธ.ค. 23
สูงสุดของช่วง
65.6%
ก.ย. 26
5.3%
พ.ย. 21ก.พ. 23ธ.ค. 23มิ.ย. 25มิ.ย. 26ก.ย. 26
ที่มา: mainnet.observer คำนวณรวมรายเดือนจากไฟล์ข้อมูลรายวัน ดึงวันที่ 25 กันยายน 2026 ค่าเดือนกันยายน 2026 นับถึงวันที่ 23 จุดบนแกนนอนเว้นระยะเท่ากัน ไม่ได้เว้นตามระยะเวลาจริง

ในเดือนที่เปิดใช้งาน สัดส่วนธุรกรรมที่ใช้ Taproot แทบเป็นศูนย์ ข้อมูลชุดเดียวกันนับได้ว่าตลอดเดือนพฤศจิกายน 2021 ทั้งเดือน มีการใช้จ่ายเงินจาก Taproot ทางกุญแจ 398 ครั้ง และทางสคริปต์ 18 ครั้ง รวมกันไม่ถึงห้าร้อยครั้งทั้งเครือข่าย

สัดส่วนนี้ค่อยๆ ขยับขึ้นอย่างช้ามาก หนึ่งปีต่อมาในเดือนธันวาคม 2022 ก็ยังอยู่ที่แค่ 1.77% ของธุรกรรมทั้งหมด การอัปเกรดใหญ่ที่สุดในรอบห้าปีถูกใช้งานน้อยกว่าสองธุรกรรมในร้อย

แล้วตัวเลขก็กระโดด จาก 1.77% ในเดือนธันวาคม 2022 เป็น 9.44% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 และ 58.41% ในเดือนพฤษภาคม 2023 ภายในห้าเดือน Taproot เปลี่ยนจากฟีเจอร์ที่แทบไม่มีคนใช้ เป็นสิ่งที่อยู่ในธุรกรรมมากกว่าครึ่งหนึ่งของเครือข่าย

สิ่งที่ดันตัวเลขขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ถูกออกแบบมาให้ทำ

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นคือกระแส Ordinals หรือการจารึกข้อมูลลงบน Bitcoin ผู้ใช้เอารูปภาพ ข้อความ หรือไฟล์อื่นๆ ฝังลงในธุรกรรม แล้วนับชิ้นนั้นเป็นของสะสมที่ไม่ซ้ำกัน mainnet.observer ทำเครื่องหมายช่วงกระแสนี้ไว้บนกราฟของตัวเองที่วันที่ 15 เมษายน 2023

วิธีที่ใช้ฝังข้อมูลคือทางสคริปต์ของ Taproot คือทางที่ผู้ออกแบบคาดว่าจะเป็นกรณีส่วนน้อย และเป็นทางเดียวกับที่ Tapscript ยกเลิกเพดานขนาดสคริปต์ไว้ ข้อมูลที่ฝังจึงใหญ่ได้เท่าที่พื้นที่ในบล็อกจะรับไหว ข้อมูลแยกสองทางจากแหล่งเดียวกันเห็นภาพชัดมาก

สัดส่วนการใช้จ่ายเงินจาก Taproot ที่ใช้ทางสคริปต์ รายเดือน ธันวาคม 2022 ถึงกันยายน 2026 หน่วยเปอร์เซ็นต์ (แกนตั้ง log scale)
ธ.ค. 22
ก่อน Ordinals
0.0%
ก.ย. 23
สูงสุดของช่วง
88.8%
ก.ย. 26
9.4%
ธ.ค. 22มี.ค. 23ธ.ค. 23มิ.ย. 25มิ.ย. 26ก.ย. 26
ที่มา: mainnet.observer คำนวณรวมรายเดือนจากไฟล์ข้อมูลรายวัน ดึงวันที่ 25 กันยายน 2026 ค่าเดือนกันยายน 2026 นับถึงวันที่ 23 จุดบนแกนนอนเว้นระยะเท่ากัน ไม่ได้เว้นตามระยะเวลาจริง

ตลอดปี 2022 แทบไม่มีการใช้ทางสคริปต์เลย เดือนธันวาคม 2022 ทั้งเดือนมีการใช้จ่ายทางสคริปต์แค่ 8 ครั้ง เทียบกับทางกุญแจ 194,330 ครั้ง แต่พอถึงเดือนพฤษภาคม 2023 สัดส่วนทางสคริปต์ขึ้นเป็น 74.26% และเดือนกันยายน 2023 ขึ้นไปถึง 88.81% ของการใช้จ่ายเงินจาก Taproot ทั้งหมด

ข้อมูลนี้ไม่ได้บอกว่าการจารึกข้อมูลดีหรือไม่ดี เรื่องนั้นเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่จบในวงการ แต่มันบอกข้อเท็จจริงหนึ่งอย่างชัดเจน สมมติฐานที่ BIP 341 ตั้งไว้ว่าการใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นทางกุญแจ ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ Taproot ถูกใช้มากที่สุด

ต้องพูดให้ครบด้วยว่าทางกุญแจก็เติบโตจริงเหมือนกัน จาก 194,330 ครั้งในเดือนธันวาคม 2022 เป็นกว่า 9.6 ล้านครั้งในเดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งเป็นเดือนที่สัดส่วนทางสคริปต์ลงมาเหลือ 7.79% ภาพรวมจึงไม่ใช่ว่าไม่มีใครใช้ Taproot ตามที่ออกแบบไว้ แต่คือการใช้งานตามแบบเดิมโตช้า ขณะที่การใช้งานแบบที่ไม่มีใครคาดคิดโตเร็วกว่ามาก และเป็นตัวที่ทำให้ตัวเลขรวมพุ่ง

ตัวเลขล่าสุด และสิ่งที่น่าจะอธิบายมันได้

ข้อมูลชุดเดียวกันยังแสดงอีกเรื่องที่ควรบอกผู้อ่านตรงๆ ช่วงต้นปี 2026 สัดส่วนธุรกรรมที่ใช้ Taproot อยู่ราว 26 ถึง 31% แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ลดลงเหลือราว 5% และอยู่ระดับนั้นต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน 2026 จำนวนธุรกรรมที่ใช้ Taproot ต่อวันลดลงจากราว 246,000 รายการในวันที่ 1 มกราคม 2026 เหลือราว 33,000 ถึง 47,000 รายการในช่วงกลางเดือนกันยายน 2026 ขณะที่ธุรกรรมรวมของเครือข่ายเพิ่มขึ้น

ตัวเลขชุดนี้มาจากแหล่งเดียว จึงลองเทียบกับ Bitcoin Research Kit ที่ bitview.space ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลอิสระอีกแห่ง แหล่งนี้ไม่มีตัวชี้วัดแบบเดียวกันเป๊ะ แต่มีข้อมูลสองชุดที่ชี้ไปทางเดียวกัน

  • ธุรกรรมจารึกข้อมูลลดจากราว 560,000 รายการต่อสัปดาห์ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2026 เหลือราว 41,000 ถึง 45,000 รายการต่อสัปดาห์ในเดือนกันยายน 2026 ส่วนธุรกรรมที่ใช้ Taproot ตามข้อมูลของ mainnet.observer ลดจากราว 786,000 เป็นราว 258,000 รายการต่อสัปดาห์ในช่วงเดียวกัน ลดไปราว 528,000 รายการ ใกล้เคียงกับจำนวนธุรกรรมจารึกที่หายไปราว 517,000 รายการ
  • สัดส่วนที่อยู่ Taprootในเงินที่ถูกส่งออกใหม่อยู่นิ่งราว 9% ตลอดปี 2026 และลงมาเหลือ 8.95% ในเดือนกันยายน ไม่ได้ร่วงตามไปด้วย

ภาพที่เข้ากับข้อมูลทั้งสองแหล่งคือ สัดส่วนที่ร่วงลงมาจากกระแสการจารึกข้อมูลที่ซาลงเป็นหลัก ไม่ใช่คนทั่วไปเลิกใช้ Taproot และธุรกรรมรวมของเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกันก็ทำให้สัดส่วนดูร่วงหนักกว่าจำนวนจริง ต้องบอกด้วยว่าสองแหล่งนับคนละแบบ ตัวเลขที่ใกล้กันจึงเป็นการยืนยันทิศทาง ไม่ใช่การยืนยันว่าตรงกันพอดี

เรื่องนี้เกี่ยวกับคนที่ใช้ Bitcoin อย่างไร

สำหรับผู้ใช้ทั่วไป สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือรูปแบบที่อยู่ ที่อยู่แบบ Taproot ขึ้นต้นด้วย bc1p ต่างจากที่อยู่ SegWit รุ่นแรกที่ขึ้นต้นด้วย bc1q กระเป๋าเงินรุ่นใหม่ส่วนใหญ่สร้างและส่งเงินไปที่อยู่แบบนี้ได้แล้ว แต่ถ้าจะส่งจากกระเป๋าหรือเว็บเทรดรุ่นเก่า ควรเช็คก่อนว่ารองรับหรือไม่

ประโยชน์ที่ Taproot ออกแบบมาให้ได้จริงที่สุด คือกับคนที่ใช้กระเป๋าหลายลายเซ็น หรือบริการที่มีเงื่อนไขซับซ้อน ถ้าตั้งค่าให้ใช้ทางกุญแจได้ ธุรกรรมจะเล็กลงและหน้าตาเหมือนธุรกรรมของคนคนเดียว ซึ่งช่วยทั้งเรื่องค่าธรรมเนียมและความเป็นส่วนตัว

ไดอะแกรมเทียบคนใช้น้อยที่วงกลมสีทองไม่กี่วงเด่นออกมา กับคนใช้มากที่วงกลมทองกลืนกันจนแยกไม่ออก

อีกเรื่องที่ควรรู้คือความเป็นส่วนตัวแบบนี้ทำงานได้ดีเมื่อคนใช้เยอะ ถ้ามีคนใช้ทางกุญแจของ Taproot แค่ไม่กี่คน การเป็นหนึ่งในไม่กี่คนนั้นก็ทำให้เด่นขึ้นมาเองอยู่ดี ประโยชน์เต็มที่ของ Taproot จึงขึ้นกับว่าทั้งเครือข่ายหันมาใช้มากแค่ไหน ลองนึกถึงเดือนธันวาคม 2022 ที่ธุรกรรมใช้ Taproot แค่ 1.77% คนที่ใช้ Taproot ในตอนนั้นคือหนึ่งในไม่ถึงสองคนจากทุกร้อยคน ซึ่งทำให้ธุรกรรมของเขาเด่นกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ และแม้แต่ในปี 2026 สัดส่วนที่อยู่ Taproot ในเงินที่ถูกส่งออกใหม่ก็ยังอยู่ราว 9% ตามข้อมูลของ Bitcoin Research Kit เครือข่ายจึงยังไม่ถึงจุดที่การใช้ Taproot กลายเป็นเรื่องปกติจนกลืนไปกับคนหมู่มาก

คำถามที่พบบ่อย

Taproot เปิดใช้งานเมื่อไร
เปิดใช้งานที่บล็อก 709,632 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2021 เวลา 05:15 น. UTC หลังจากนักขุดส่งสัญญาณครบเกณฑ์ 90% และผลถูกล็อกไว้เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2021

Taproot กับ Schnorr ต่างกันอย่างไร
Schnorr คือรูปแบบลายเซ็นใหม่ตาม BIP 340 ส่วน Taproot คือกฎการใช้จ่ายตาม BIP 341 ที่ใช้ลายเซ็น Schnorr ร่วมกับต้นไม้ของเงื่อนไข ทั้งสองอย่างเปิดใช้งานพร้อมกันพร้อม Tapscript ตาม BIP 342

ใครเป็นคนคิด Taproot
Gregory Maxwell เสนอแนวคิดนี้ครั้งแรกทางอีเมลในรายชื่อผู้พัฒนา bitcoin-dev เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2018 ส่วนเอกสารข้อกำหนดเขียนโดย Pieter Wuille, Jonas Nick, Tim Ruffing และ Anthony Towns

ทำไมช่วงหนึ่งธุรกรรมกว่าครึ่งใช้ Taproot
เพราะกระแส Ordinals ในปี 2023 ใช้ทางสคริปต์ของ Taproot เพื่อฝังข้อมูลลงในธุรกรรม สัดส่วนธุรกรรมที่ใช้ Taproot ขึ้นจาก 1.77% ในเดือนธันวาคม 2022 เป็น 58.41% ในเดือนพฤษภาคม 2023 ตามข้อมูลของ mainnet.observer

ต้องย้ายเงินไปที่อยู่แบบ Taproot ไหม
ไม่จำเป็น Taproot เป็นซอฟต์ฟอร์ก ที่อยู่แบบเดิมทุกแบบยังใช้งานได้ตามปกติ การย้ายไปใช้ที่อยู่แบบใหม่เป็นทางเลือก ซึ่งได้ประโยชน์ชัดที่สุดกับคนที่ใช้กระเป๋าหลายลายเซ็นหรือเงื่อนไขซับซ้อน

Tapscript คืออะไร
คือกฎชุดใหม่สำหรับตรวจเงื่อนไขเวลาใช้จ่ายเงิน Taproot ผ่านทางสคริปต์ ตาม BIP 342 ข้อที่มีผลมากคือเพดานขนาดสคริปต์ 10,000 ไบต์ไม่มีผลกับ Tapscript ขนาดถูกจำกัดด้วยน้ำหนักของบล็อกเท่านั้น

ที่อยู่ Bitcoin แบบ Taproot ดูอย่างไร
ขึ้นต้นด้วย bc1p ใช้รูปแบบ Bech32m ตาม BIP 350

สรุป

Taproot คือการอัปเกรดที่ถูกคิดมาอย่างรอบคอบที่สุดครั้งหนึ่งของ Bitcoin เริ่มจากอีเมลของ Gregory Maxwell ในปี 2018 กลายเป็นเอกสารข้อกำหนดสามฉบับ และเปิดใช้งานได้อย่างราบรื่นที่บล็อก 709,632 ในเดือนพฤศจิกายน 2021 ผู้ออกแบบตั้งใจให้มันทำให้ธุรกรรมที่มีหลายเงื่อนไขเล็กลงและเป็นส่วนตัวขึ้น โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นทางกุญแจ

ข้อมูลจริงบนเชนบอกว่าปีแรกแทบไม่มีคนใช้ และช่วงที่มันถูกใช้มากที่สุดในปี 2023 เกือบเก้าในสิบของการใช้จ่ายเป็นทางสคริปต์ จากกระแสการจารึกข้อมูลที่ไม่มีใครคาดไว้ตอนออกแบบ นี่ไม่ได้แปลว่า Taproot ล้มเหลว แต่เป็นตัวอย่างว่าเครื่องมือที่ปล่อยให้ทุกคนใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต มักถูกนำไปใช้ในแบบที่ผู้สร้างไม่ได้วางไว้

บทความทั้งหมด