
Adam Back คือใคร ประวัติผู้สร้าง Hashcash ต้นแบบ Proof of Work ของ Bitcoin
ประวัติ Adam Back นักวิทยาการเข้ารหัสชาวอังกฤษ ผู้สร้าง Hashcash ที่ Bitcoin Whitepaper อ้างถึง ผู้ก่อตั้ง Blockstream และคนที่ถูกโยงว่าเป็น Satoshi Nakamoto บ่อยที่สุดคนหนึ่ง
Adam Back คือนักวิทยาการเข้ารหัส (Cryptographer) ชาวอังกฤษ ผู้คิดค้น Hashcash ในปี 1997 ซึ่งเป็นระบบ Proof-of-Work ที่ Satoshi Nakamoto อ้างถึงด้วยชื่อในเนื้อหาของ Bitcoin whitepaper และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของบริษัท Blockstream ผู้พัฒนาเครือข่าย Liquid ซึ่งเป็น Sidechain ของ Bitcoin
ชื่อของ Back ผูกอยู่กับ Bitcoin ตั้งแต่ก่อนที่ Bitcoin จะเกิดขึ้นจริง เขาเป็นหนึ่งในสองคนแรกที่ได้รับอีเมลจาก Satoshi ในเดือนสิงหาคม 2008 และเป็นคนที่แนะนำให้ Satoshi รู้จักแนวคิด b-money ของ Wei Dai หลังจากนั้นเขาเข้ามามีบทบาทในวงการ Bitcoin เต็มตัว ทั้งในฐานะผู้เขียน paper เรื่อง Sidechains ผู้บริหารบริษัทที่ถูกทั้งชื่นชมและโจมตีในช่วงสงครามขนาดบล็อก และบุคคลที่ถูกสื่อใหญ่ชี้ว่าอาจเป็น Satoshi เองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเขาปฏิเสธทุกครั้ง บทความนี้ไล่ประวัติของเขาตั้งแต่ยุค cypherpunk ในทศวรรษ 1990 ไปจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดในปี 2026 โดยอ้างอิงจากเอกสารต้นฉบับ อีเมลที่ถูกยื่นต่อศาล และเอกสารที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐ (SEC)

Adam Back ในปี 2014 ปีเดียวกับที่ร่วมก่อตั้ง Blockstream ภาพ: Joi Ito (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons
Adam Back คือใคร
Adam Back คือนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ จบปริญญาเอกจาก University of Exeter ผู้คิดค้น Hashcash ระบบ Proof-of-Work ต้นแบบของการขุด Bitcoin เป็นสมาชิกขบวนการ cypherpunk ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 และร่วมก่อตั้ง Blockstream ในปี 2014 ก่อนขึ้นเป็น CEO ในปี 2016 จนถึงปัจจุบัน
ในสายตาคนวงการ Bitcoin ชื่อ Adam Back มีหลายภาพซ้อนกัน ภาพแรกคือนักเข้ารหัสรุ่นบุกเบิกที่วางรากฐานให้การขุด Bitcoin ภาพที่สองคือผู้บริหาร Blockstream ที่จ้างนักพัฒนา Bitcoin Core หลายคนและผลักดันแนวทางขยายระบบนอกบล็อกหลัก ภาพที่สามคือผู้ต้องสงสัยอันดับต้นในการตามหาตัว Satoshi ทั้งในสารคดี HBO ปี 2024 และรายงานของ The New York Times ปี 2026
ข้อมูลส่วนตัวโดยย่อของ Adam Back มีดังนี้
- ชื่อ: Adam Back (มักใช้ชื่อบัญชี adam3us บนโซเชียลมีเดียและเว็บบอร์ด)
- เกิด: เดือนกรกฎาคม 1970 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปี 2026 อายุ 56 ปี
- การศึกษา: ปริญญาเอกวิทยาการคอมพิวเตอร์ ด้านระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems) จาก University of Exeter วิทยานิพนธ์ปี 1995
- ผลงานที่รู้จักมากที่สุด: Hashcash ระบบ Proof-of-Work ที่ประกาศในเดือนมีนาคม 1997
- ตำแหน่งปัจจุบัน: ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Blockstream ตั้งแต่ 3 ตุลาคม 2016
- ที่พักอาศัย: สื่อหลายแห่งระบุว่าอาศัยอยู่ที่ประเทศ Malta
- จุดยืนเรื่อง Satoshi: ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ใช่ Satoshi Nakamoto และบอกว่าไม่รู้ว่า Satoshi คือใคร
Adam Back เรียนอะไรมา และเริ่มต้นสายงานอย่างไร
ข้อมูลเรื่องครอบครัวและวัยเด็กของ Back เปิดเผยต่อสาธารณะน้อยมาก สิ่งที่ยืนยันได้คือเขาเกิดที่ลอนดอนในเดือนกรกฎาคม 1970 และเรียนต่อระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ University of Exeter ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ วิทยานิพนธ์ปี 1995 ของเขาว่าด้วยการทำให้โปรแกรมทั่วไปทำงานแบบขนานได้ โดยยืมเทคนิคจากการจำลองเหตุการณ์แบบกระจาย (Parallel Discrete Event Simulation) อาจารย์ที่ปรึกษาคือ Stephen Turner
หัวข้อนี้อาจฟังดูไกลจากเรื่องเงินดิจิทัล แต่แก่นของมันคือปัญหาเดียวกับที่ Bitcoin ต้องแก้ในอีกสิบกว่าปีต่อมา นั่นคือทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์หลายเครื่องที่ทำงานแยกกันได้ผลลัพธ์ที่ตรงกัน ความรู้เรื่องระบบกระจายศูนย์จึงเป็นพื้นฐานที่ Back ใช้ต่อยอดตลอดสายอาชีพ
ระหว่างเรียนที่ Exeter เขาใช้อีเมลของภาควิชาคอมพิวเตอร์ (dcs.ex.ac.uk) ส่งข้อความเข้าเมลลิงลิสต์ cypherpunks อยู่บ่อยครั้ง ข้อความประกาศ Hashcash ในปี 1997 ก็ส่งจากที่อยู่นี้ หลังจบการศึกษา เขาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการเข้ารหัสให้ทั้งบริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทขนาดใหญ่

หน้าเว็บส่วนตัวของ Adam Back รวมผลงานด้านการเข้ารหัสตั้งแต่ปี 1995 ภาพ: cypherspace.org
งานสำคัญช่วงต้นคือที่ Zero-Knowledge Systems บริษัทซอฟต์แวร์ความเป็นส่วนตัวในเมือง Montréal ประเทศแคนาดา ซึ่งเขาเข้าร่วมในปี 1999 เพื่อช่วยสร้าง Freedom Network เครือข่ายที่ช่วยให้ผู้ใช้ท่องอินเทอร์เน็ตโดยไม่เปิดเผยตัวตน เว็บไซต์ส่วนตัวของเขาบันทึกเอกสารทางเทคนิคที่เขียนในนามบริษัทนี้ เช่น Freedom 2.0 Mail System ในเดือนธันวาคม 2000 และ Freedom 2.1 Security Issues and Analysis ในเดือนพฤษภาคม 2001 ที่เขียนร่วมกับ Ian Goldberg และ Adam Shostack ต่อมาเขายังทำงานที่ Pi Corporation และเมื่อ Blockstream แต่งตั้งเขาเป็น CEO ข่าวแจกของบริษัทระบุว่าเขาเคยรับตำแหน่งอาวุโสในบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Microsoft, EMC และ VMware
หน้าเว็บส่วนตัวของ Back ที่ cypherspace.org ยังเปิดได้จนถึงวันนี้ หน้าตาแทบไม่เปลี่ยนจากยุคต้นอินเทอร์เน็ต พื้นสีดำ ตัวอักษรสีขาว และลิงก์สีฟ้า รายการผลงานบนหน้านี้คือแผนที่ความสนใจของเขาตลอดสามทศวรรษ ทั้งเครื่องมือส่งอีเมลนิรนาม ระบบเก็บเอกสารที่ไม่มีใครเซ็นเซอร์ได้ ไลบรารีสำหรับระบบ ecash แบบของ David Chaum และ Stefan Brands และแน่นอนว่ามี Hashcash อยู่บนสุด
Adam Back กับขบวนการ cypherpunk ในทศวรรษ 1990
Back บอกว่าเขาอยู่ในขบวนการ cypherpunk มาตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งเป็นปีที่เมลลิงลิสต์ cypherpunks เริ่มต้นขึ้น กลุ่มนี้คือนักคณิตศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ และนักเคลื่อนไหวที่เชื่อว่าการเข้ารหัสคือเครื่องมือปกป้องเสรีภาพของปัจเจกบุคคลจากการสอดแนมของรัฐและบริษัท อ่านพื้นฐานของกลุ่มนี้เพิ่มเติมได้ที่ Cypherpunk คืออะไร
ประเด็นร้อนของยุคนั้นคือกฎหมายควบคุมการส่งออกของสหรัฐที่เรียกว่า ITAR ซึ่งจัดให้ซอฟต์แวร์เข้ารหัสที่แข็งแรงเป็นยุทโธปกรณ์ทางทหาร ห้ามส่งออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ชาว cypherpunk จำนวนมากมองว่ากฎนี้ไร้เหตุผล เพราะคณิตศาสตร์ของการเข้ารหัสเป็นความรู้ที่ใครก็เขียนได้ และหาอ่านได้ในหนังสือเรียนทั่วไป
วิธีประท้วงของ Back คือทำให้กฎข้อนี้ดูไร้สาระด้วยตัวมันเอง เขาร่วมพัฒนาโปรแกรมเข้ารหัส RSA ภาษา Perl ที่สั้นเพียงสามบรรทัด และภายหลังเหลือสองบรรทัด สั้นพอจะใส่เป็นลายเซ็นท้ายอีเมลได้ ตั้งชื่อว่า export-a-crypto-system sig ใครก็ตามที่ส่งอีเมลที่มีลายเซ็นนี้ออกนอกสหรัฐ ก็เท่ากับกำลังส่งออกอาวุธตามความหมายของกฎหมายไปพร้อมกัน
หน้าเว็บของ Back บันทึกว่า Peter Junger ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายในสหรัฐ เคยได้รับหนังสือจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐที่ยืนยันว่าโปรแกรมนี้ห้ามส่งออกนอกประเทศ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความย้อนแย้งของกฎหมาย เพราะโค้ดที่ถูกจัดเป็นยุทโธปกรณ์นั้นสั้นกว่าย่อหน้านี้เสียอีก
จากนั้นโค้ดชุดนี้ถูกพิมพ์ลงบนเสื้อยืดที่เรียกกันว่า munitions T-shirt หน้าเว็บของ Back เขียนไว้ว่าเสื้อตัวนี้เคยผิดกฎหมายในทางเทคนิคหากส่งออกจากสหรัฐ มีคนนำโค้ดไปสักบนแขนและหน้าอกเพื่อร่วมประท้วงด้วย ภาพเสื้อตัวนี้ถูกเผยแพร่บน Wikimedia Commons โดยตัว Back เองในแบบสาธารณสมบัติ

เสื้อยืดที่พิมพ์โค้ด RSA ภาษา Perl ไม่กี่บรรทัด ซึ่งเคยถูกถือเป็นอาวุธต้องห้ามส่งออกตามกฎสหรัฐ ภาพ: Adam Back (CC0) ผ่าน Wikimedia Commons
อีกงานที่สะท้อนแนวคิดเดียวกันคือการเจาะระบบเข้ารหัสที่อ่อนแอเพื่อพิสูจน์ปัญหา ในเดือนสิงหาคม 1995 Back เขียน Internet Draft ชื่อ The Simple Key Search Protocol ร่วมกับ Andrew Brown และ Piete Brooks ซึ่งเป็นโปรโตคอลสำหรับแบ่งงานให้คอมพิวเตอร์หลายเครื่องช่วยกันไล่หากุญแจ และถูกใช้ทำลายการเข้ารหัส SSL ขนาด 40 บิตของเบราว์เซอร์ Netscape ในการท้าทายครั้งนั้น ข้อจำกัด 40 บิตเป็นผลโดยตรงจากกฎส่งออกของสหรัฐ การพิสูจน์ว่ามันถูกทำลายได้จึงเป็นข้อโต้แย้งเชิงปฏิบัติที่หนักแน่น
ในเดือนกันยายน 1997 เขาเผยแพร่แนวคิด The Eternity Service หรือ Eternity USENET ในนิตยสาร Phrack ฉบับที่ 51 เป็นระบบเก็บเอกสารบนเครือข่าย USENET ที่ไม่มีใครลบหรือเซ็นเซอร์ได้ และในปี 2001 เขาเขียนรายงานเรื่อง Non-Interactive Forward Security ซึ่ง Wikipedia ระบุว่าเป็นครั้งแรกที่มีการอธิบายคุณสมบัติความปลอดภัยแบบนี้ ผลงานทั้งหมดนี้มีเส้นเรื่องเดียวกัน คือการใช้คณิตศาสตร์สร้างระบบที่ไม่ต้องพึ่งความไว้ใจในตัวกลาง
Hashcash คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับ Bitcoin
วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 1997 Back ส่งอีเมลหัวเรื่อง [ANNOUNCE] hash cash postage implementation เข้าเมลลิงลิสต์ cypherpunks เขาเล่าว่าได้พูดถึงแนวคิดระบบค่าไปรษณีย์ที่ใช้การชนกันบางส่วนของค่า hash (Partial Hash Collision) ในลิสต์ด้านการเข้ารหัสมาหลายวันแล้ว และแนบซอฟต์แวร์รุ่นแรกให้ทุกคนทดลอง

อีเมลที่ Adam Back ประกาศ Hashcash ครั้งแรกในเมลลิงลิสต์ cypherpunks วันที่ 28 มีนาคม 1997 ภาพ: hashcash.org
ปัญหาที่ Back ต้องการแก้ในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือสแปม อีเมลในยุคนั้นแทบไม่มีต้นทุน คนส่งสแปมจึงส่งข้อความเป็นล้านฉบับได้โดยเสียค่าใช้จ่ายเกือบเป็นศูนย์ บริการส่งอีเมลนิรนาม (Anonymous Remailer) ที่ชาว cypherpunk ใช้กันก็ถูกถล่มด้วยข้อความขยะได้ง่าย แนวคิดของ Hashcash คือบังคับให้ผู้ส่งจ่ายค่าไปรษณีย์ในรูปของแรงคำนวณของคอมพิวเตอร์ แทนที่จะเป็นเงิน
"แนวคิดของการใช้ hash แบบบางส่วนคือ มันถูกทำให้มีต้นทุนในการคำนวณสูงแค่ไหนก็ได้ (โดยเลือกจำนวนบิตที่ต้องชนกัน) แต่กลับตรวจสอบได้ในทันที"
Adam Back อีเมลประกาศ Hashcash ในเมลลิงลิสต์ cypherpunks วันที่ 28 มี.ค. 1997 ต้นฉบับ "The idea of using partial hashes is that they can be made arbitrarily expensive to compute (by choosing the desired number of bits of collision), and yet can be verified instantly."
หลักการทำงานของ Hashcash อธิบายได้ง่ายๆ แบบนี้ ฟังก์ชัน hash อย่าง SHA-1 จะเปลี่ยนข้อมูลใดๆ ให้กลายเป็นตัวเลขยาวที่ดูสุ่ม เดาไม่ได้ล่วงหน้าว่าจะออกมาเป็นอะไร ผู้ส่งอีเมลต้องนำข้อมูลของอีเมล เช่น ที่อยู่ผู้รับและวันที่ มารวมกับตัวเลขที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วลอง hash ซ้ำหลายครั้ง จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ขึ้นต้นด้วยเลขศูนย์ตามจำนวนที่กำหนด ผลลัพธ์นั้นคือแสตมป์ที่แนบไปกับอีเมล
ส่วนผู้รับไม่ต้องลองซ้ำเลย แค่ hash ข้อมูลชุดนั้นครั้งเดียวก็รู้ทันทีว่าแสตมป์จริงหรือไม่ เว็บไซต์ hashcash.org ระบุว่าการตรวจสามารถทำได้ด้วยตาเปล่า เพียงนับจำนวนเลขศูนย์ที่อยู่ข้างหน้า ความไม่สมมาตรนี้คือหัวใจของระบบ งานหนักฝั่งหนึ่ง งานเบาอีกฝั่งหนึ่ง สำหรับคนทั่วไปที่ส่งอีเมลวันละไม่กี่ฉบับ ต้นทุนนี้แทบไม่รู้สึก แต่สำหรับคนส่งสแปมเป็นล้านฉบับ ต้นทุนรวมสูงจนไม่คุ้ม

หลักการของ Hashcash คือให้ผู้ส่งเสียแรงคำนวณก่อนส่ง ส่วนผู้รับตรวจงานนั้นได้ในพริบตา ภาพ: Bitcoin Addict
ความยากของแสตมป์ปรับได้ด้วยการกำหนดจำนวนบิตแรกที่ต้องเป็นศูนย์ ทุกครั้งที่เพิ่มขึ้น 1 บิต งานที่ต้องทำโดยเฉลี่ยจะเพิ่มเป็นสองเท่า ในอีเมลประกาศ Back ทดสอบความเร็วบนเครื่องของเขาได้ราว 7,218 hash ต่อวินาที และประเมินว่าการหาแสตมป์ขนาด 17 บิตจะใช้เวลาราว 9 วินาที ตัวเลขเหล่านี้ดูเล็กมากเมื่อเทียบกับการขุด Bitcoin ในปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นในกราฟด้านล่าง
Back ไม่ใช่คนแรกที่คิดเรื่องใช้แรงคำนวณกันสแปม ในปี 2002 เขาเขียน paper สรุปว่าตอนเสนอ Hashcash เขายังไม่รู้จักงานของ Cynthia Dwork และ Moni Naor ที่เสนอแนวคิดคล้ายกันในงานประชุม Crypto ปี 1992 แต่สิ่งที่ทำให้ Hashcash โดดเด่นคือมันเรียบง่าย ไม่ต้องมีตัวกลางออกโจทย์ ใครก็ตรวจสอบได้ และมีโค้ดใช้งานจริงตั้งแต่วันแรก
วันที่ 1 สิงหาคม 2002 Back เผยแพร่ paper ชื่อ Hashcash - A Denial of Service Counter-Measure เพื่อรวบรวมการใช้งาน ข้อเสนอปรับปรุง และงานวิจัยที่ตามมาตลอดห้าปีไว้ในที่เดียว ในรายการอ้างอิงท้าย paper มีชื่อ Hal Finney ปรากฏในฐานะผู้ที่สื่อสารกับเขาเป็นการส่วนตัวในเดือนมีนาคม 2002 Finney คือผู้ที่ต่อมาสร้างระบบ RPOW บนพื้นฐาน Hashcash และเป็นผู้รับ Bitcoin คนแรกจาก Satoshi อ่านเรื่องของเขาได้ที่ Hal Finney ผู้รับธุรกรรม Bitcoin ครั้งแรก
paper ฉบับปี 2002 นี้เองที่ Satoshi Nakamoto นำไปอ้างอิงใน Bitcoin whitepaper อีกหกปีต่อมา ช่วงเวลาระหว่างนั้น แนวคิด Proof-of-Work ยังถูกนำไปต่อยอดในข้อเสนอเงินดิจิทัลอื่น เช่น Bit Gold ของ Nick Szabo ที่อ่านต่อได้ที่ Bit Gold ของ Nick Szabo และ b-money ของ Wei Dai ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องราวถัดไป
Hashcash อยู่ตรงไหนใน Bitcoin whitepaper
Bitcoin whitepaper ที่ Satoshi เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2008 ยาวเพียงเก้าหน้า มีรายการอ้างอิงแปดรายการ แต่มีชื่อบุคคลถูกเอ่ยถึงในเนื้อความเพียงคนเดียว คือ Adam Back ในหัวข้อที่ 4 เรื่อง Proof-of-Work บนหน้าที่สาม Satoshi เขียนว่าการสร้างเซิร์ฟเวอร์ประทับเวลาแบบกระจายศูนย์บนเครือข่าย Peer-to-Peer จำเป็นต้องใช้ระบบ Proof-of-Work แบบเดียวกับ Hashcash ของ Adam Back แทนการลงประกาศในหนังสือพิมพ์หรือ Usenet
ประโยคถัดมาใน whitepaper อธิบายกลไกแบบเดียวกับ Hashcash เกือบทุกคำ คือการไล่หาค่าที่เมื่อนำไป hash ด้วย SHA-256 แล้วได้ผลลัพธ์ที่ขึ้นต้นด้วยเลขศูนย์จำนวนหนึ่ง โดยงานที่ต้องทำเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณตามจำนวนบิตศูนย์ที่ต้องการ แต่ตรวจสอบได้ด้วยการ hash เพียงครั้งเดียว ความแตกต่างอยู่ที่จุดประสงค์ Hashcash ใช้แสดงว่าผู้ส่งอีเมลยอมเสียต้นทุน ส่วน Bitcoin ใช้แรงคำนวณนี้ล็อกประวัติธุรกรรมไว้เป็นห่วงโซ่ ใครจะแก้ไขบล็อกเก่าต้องทำงานใหม่ทั้งหมดและต้องแซงหน้าเครือข่ายที่ซื่อสัตย์ให้ได้

ประโยคใน Bitcoin whitepaper หัวข้อ Proof-of-Work ที่เอ่ยชื่อ Adam Back's Hashcash ภาพ: bitcoin.org
ในรายการอ้างอิงท้ายเล่ม paper ของ Back อยู่ในลำดับที่ 6 ส่วนลำดับที่ 1 คือ b-money ของ Wei Dai ข้อสังเกตเล็กๆ ที่เห็นได้จากอีเมลซึ่งถูกเปิดเผยในปี 2024 คือ ในร่างช่วงเดือนสิงหาคม 2008 Satoshi เคยใส่ paper ของ Back ไว้ในลำดับที่ 5 การที่มันขยับเป็นลำดับที่ 6 สอดคล้องกับการที่ b-money ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นลำดับแรก หลังจาก Back แนะนำให้ Satoshi รู้จัก อ่านรายละเอียดของเอกสารฉบับนี้ทั้งเล่มได้ที่ Bitcoin Whitepaper
อีเมลระหว่าง Satoshi Nakamoto กับ Adam Back ปี 2008 เขียนว่าอะไร
วันที่ 20 สิงหาคม 2008 เวลาราว 18:30 น. ตามเวลาอังกฤษ มีอีเมลจากที่อยู่ satoshi@anonymousspeech.com ส่งถึง Back หัวเรื่องว่า Citation of your Hashcash paper ผู้ส่งบอกว่ากำลังเตรียมเผยแพร่ paper ที่อ้างถึง paper Hashcash และอยากตรวจให้แน่ใจว่าอ้างอิงถูกต้อง พร้อมแนบรูปแบบการอ้างอิง ลิงก์ร่าง paper ชื่อ Electronic Cash Without a Trusted Third Party และบทคัดย่อที่แทบเหมือนกับ whitepaper ฉบับจริง ท้ายอีเมลยังบอกด้วยว่ากำลังจะเขียนโปรแกรมภาษา C++ เสร็จเพื่อเปิดเป็นโอเพนซอร์ส
บ่ายวันรุ่งขึ้น 21 สิงหาคม 2008 Back ตอบสั้นๆ ว่าการอ้างอิงดูถูกต้องแล้ว และจะลองอ่าน paper พร้อมแนะนำว่าผู้ส่งอาจรู้จักข้อเสนอ b-money ของ Wei Dai อยู่แล้ว ซึ่งฟังดูเกี่ยวข้องกับ paper นี้ เขาเสริมว่าแนวคิด b-money ถูกอธิบายไว้สั้นๆ บนหน้าเว็บของ Wei Dai ไม่ได้เขียนเป็น paper เต็ม
เย็นวันเดียวกัน Satoshi ตอบกลับ ข้อความนี้กลายเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สุดเกี่ยวกับที่มาของแนวคิด Bitcoin
"ขอบคุณครับ ไม่เคยรู้จักหน้า b-money มาก่อนเลย แต่ไอเดียนี้เริ่มต้นจากจุดนั้นพอดี จะอีเมลไปหาเขาเพื่อยืนยันปีที่เผยแพร่ จะได้ให้เครดิตเขาได้"
Satoshi Nakamoto อีเมลถึง Adam Back วันที่ 21 ส.ค. 2008 (เอกสาร Exhibit AB1 คดี COPA v Wright) ต้นฉบับ "Thanks, I wasn't aware of the b-money page, but my ideas start from exactly that point. I'll e-mail him to confirm the year of publication so I can credit him."
ในอีเมลฉบับเดียวกัน Satoshi สรุปว่าสิ่งที่ระบบของเขาเพิ่มเข้าไปจากแนวคิดเดิม คือการใช้ Proof-of-Work เพื่อรองรับเซิร์ฟเวอร์ประทับเวลาแบบกระจายด้วย ขณะที่ผู้ใช้สร้าง Proof-of-Work เพื่อผลิตเหรียญใหม่ให้ตัวเอง งานชิ้นเดียวกันนั้นก็ช่วยประทับเวลาให้ทั้งเครือข่ายไปพร้อมกัน อีกไม่ถึงชั่วโมงต่อมา Back ส่งอีเมลอีกฉบับ ยอมรับว่ายังไม่ได้อ่าน paper แต่แนะนำงานอีกชิ้นชื่อ MicroMint ของ Ronald Rivest และคณะ ที่ใช้การหาค่า hash ชนกันหลายทางในการผลิตเหรียญ

อีเมลที่ Satoshi Nakamoto ตอบ Adam Back เมื่อ 21 สิงหาคม 2008 ซึ่งถูกยื่นเป็นหลักฐานในคดี COPA v Wright ปี 2024 ภาพ: เอกสาร Exhibit AB1 ผ่าน DocumentCloud
วันที่ 22 สิงหาคม 2008 Satoshi ก็ส่งอีเมลหา Wei Dai จริง โดยเปิดว่ารู้สึกสนใจมากที่ได้อ่านหน้า b-money ลำดับเหตุการณ์นี้ทำให้ Back และ Wei Dai เป็นสองคนแรกที่ทราบว่ามีคนกำลังจะเปิดตัวระบบเงินดิจิทัลแบบใหม่ ก่อนที่ whitepaper จะถูกโพสต์ลงเมลลิงลิสต์ Cryptography ในวันที่ 31 ตุลาคม 2008
อีเมลฉบับสุดท้ายในชุดนี้ส่งเมื่อ 10 มกราคม 2009 จากที่อยู่ใหม่ satoshi@vistomail.com Satoshi ขอบคุณ Back ที่แนะนำ paper b-money และงานอื่น แจ้งว่าเพิ่งปล่อยโปรแกรม Bitcoin v0.1 แบบโอเพนซอร์ส และสรุปแนวคิดหลักของระบบว่าเป็นการสร้างห่วงโซ่ของ Proof-of-Work เพื่อสร้างหลักฐานของฉันทามติเสียงข้างมากที่ตรวจสอบได้ในตัวเอง ผู้ใช้ได้เหรียญใหม่จากการนำแรงคำนวณมาเพิ่มให้ห่วงโซ่ อีเมลยังยกคำอธิบายของ Hal Finney จากเมลลิงลิสต์มาประกอบด้วย
อีเมลชุดนี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยเพราะ Back ต้องการ แต่เพราะคดีในศาล ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ศาลสูงของอังกฤษพิจารณาคดีที่กลุ่ม Crypto Open Patent Alliance (COPA) ฟ้อง Craig Wright ชายชาวออสเตรเลียที่อ้างมาหลายปีว่าตัวเองคือ Satoshi Back ขึ้นเป็นพยาน และยื่นอีเมลเหล่านี้เป็นหลักฐาน หนึ่งในประเด็นที่ฝ่าย COPA ชี้คือ Wright เคยอ้างว่าแนวคิดของเขาได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจาก Wei Dai แต่ Satoshi ตัวจริงเขียนไว้ชัดว่าไม่เคยรู้จัก b-money จนกระทั่ง Back บอก ผลของคดีจบลงที่ศาลวินิจฉัยว่า Wright ไม่ใช่ Satoshi อ่านเรื่องปริศนาตัวตนของผู้สร้าง Bitcoin เพิ่มเติมได้ที่ Satoshi Nakamoto คือใคร
การขุด Bitcoin ต่างจาก Hashcash ตรงไหน
บนเว็บไซต์ hashcash.org มีหน้าที่ Back อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง Hashcash กับ Bitcoin ไว้ตรงๆ ประโยคแรกเขียนว่า Hashcash คือฟังก์ชันการขุดที่ Bitcoin ใช้ แต่เขาก็แจกแจงความต่างไว้สามข้อ
- การปรับความยาก: Hashcash ปรับความยากได้ทีละสองเท่าหรือครึ่งหนึ่งเท่านั้น ส่วน Bitcoin ปรับได้ละเอียดกว่ามาก
- ฟังก์ชัน hash: Bitcoin เปลี่ยนจาก SHA-1 ที่ Hashcash ใช้ มาเป็น SHA-256
- จำนวนรอบ: Bitcoin hash ซ้ำสองรอบ เพื่อเพิ่มระยะปลอดภัย
แต่ข้อที่ Back ให้น้ำหนักมากที่สุดคือเรื่องที่เขาเรียกว่าการควบคุมเงินเฟ้อ ความยากของแสตมป์ Hashcash คงที่ จะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ และถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ ตามกฎของ Moore เพราะคอมพิวเตอร์เร็วขึ้นทุกปี ขณะที่ Bitcoin ปรับความยากอัตโนมัติทุก 2,016 บล็อก เพื่อให้เหรียญใหม่ถูกผลิตออกมาในอัตราที่ค่อนข้างคงที่ไม่ว่าจะมีนักขุดเข้ามามากแค่ไหน Back เขียนไว้บนหน้านั้นว่าการควบคุมเงินเฟ้อคือนวัตกรรมสำคัญของ Bitcoin ที่เหนือกว่า Hashcash และ RPOW ของ Hal Finney

หน้าเว็บ hashcash.org ที่ Adam Back อธิบายว่า Bitcoin นำ Hashcash ไปปรับใช้อย่างไร ภาพ: hashcash.org
Back ยังให้สูตรแปลงความยาก (Difficulty) ของ Bitcoin ให้เป็นหน่วยบิตแบบ Hashcash เพื่อเทียบกันได้ คือนำ log ฐาน 2 ของค่าความยากมาบวก 32 เขาระบุว่าแสตมป์ Hashcash สำหรับอีเมลใช้ราว 20 บิต ส่วนเดือนเมษายน 2013 Bitcoin อยู่ที่ราว 55 บิตแล้ว ทุก 1 บิตที่เพิ่มขึ้นหมายถึงงานเพิ่มเป็นเท่าตัว
กราฟด้านล่างใช้สูตรเดียวกันนี้กับค่าความยากจริงของ Bitcoin ณ การปรับความยากครั้งแรกของเดือนมกราคมทุกปีตั้งแต่ 2010 ถึง 2026 จากข้อมูลของ mempool.space แต่ละจุดจึงห่างกันหนึ่งปีเท่ากัน ช่วงปี 2010 ความยากยังใกล้ค่าเริ่มต้นที่ 32 บิต จากนั้นพุ่งขึ้นเร็วเมื่อนักขุดเปลี่ยนจาก CPU เป็นการ์ดจอ และเปลี่ยนเป็นเครื่องขุดเฉพาะทาง (ASIC) ราวปี 2013 ถึง 2014 ต้นปี 2026 ความยากอยู่ที่ราว 79 บิต สูงกว่าแสตมป์อีเมลของ Hashcash ราว 59 บิต หรือคิดเป็นงานมากกว่ากันราว 2 ยกกำลัง 59 เท่า

เส้นกราฟชันมากในช่วงปี 2010 ถึง 2014 ซึ่งความยากเพิ่มขึ้นราว 30 บิตภายในสี่ปี จากนั้นค่อยๆ ราบลง แต่ไม่ได้แปลว่าการแข่งขันลดลง เพราะหน่วยบิตเพิ่มแบบทวีคูณอยู่แล้ว ช่วงต้นปี 2022 ถึงต้นปี 2026 ความยากขยับจาก 76.5 เป็น 79.1 บิต เท่ากับงานที่ต้องทำเพิ่มขึ้นราว 6 เท่าในสี่ปี ภาพนี้แสดงว่าแสตมป์กันสแปมปี 1997 ถูกขยายเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้พลังงานระดับอุตสาหกรรมได้อย่างไร
Adam Back เริ่มสนใจ Bitcoin จริงจังเมื่อไหร่
แม้จะเป็นคนแรกๆ ที่รู้จัก Bitcoin แต่ Back ไม่ได้เข้ามาร่วมตั้งแต่ปี 2009 เขาเล่ากับ Cointelegraph Magazine ในปี 2025 ว่าเข้ามาเกี่ยวข้องจริงจังราวปี 2013 สื่อหลายแห่งรายงานว่าในเดือนเมษายน 2013 เขาเคยเขียนว่าตัวเองไม่มี Bitcoin สักเหรียญ ทั้งที่การขุดคือสิ่งที่มาจากงานของเขาเอง และยอมรับว่าเสียดายที่ไม่ได้ขุดตั้งแต่ช่วงแรกแบบที่ Hal Finney ทำ
เมื่อเข้ามาแล้ว Back ทุ่มเทเต็มตัว ในวันที่ 1 ตุลาคม 2013 เขาโพสต์บนเว็บบอร์ด bitcointalk ด้วยชื่อบัญชี adam3us หัวข้อ bitcoins with homomorphic value (validatable but encrypted) เสนอแนวคิดการซ่อนจำนวนเงินในธุรกรรมด้วยการเข้ารหัส แต่ยังให้เครือข่ายตรวจสอบได้ว่าธุรกรรมถูกต้อง กระทู้นี้มีผู้อ่านมากกว่า 20,000 ครั้ง หลายปีต่อมา การซ่อนจำนวนเงินในธุรกรรมกลายเป็นฟีเจอร์ที่ใช้งานจริงในชื่อ Confidential Transactions บนเครือข่าย Liquid ของ Blockstream
มุมมองของ Back ต่อเหรียญอื่นชัดเจนตั้งแต่ช่วงนั้น เขาบอก Cointelegraph ว่าสรุปได้ตั้งแต่ต้นราวปี 2013 ว่าการออกเหรียญของตัวเองนั้นค่อนข้างมีลักษณะหลอกลวง แนวทางที่เขาเลือกจึงไม่ใช่การสร้างเหรียญใหม่แข่งกับ Bitcoin แต่คือการหาวิธีเพิ่มความสามารถให้ Bitcoin โดยไม่ต้องแตะกฎของบล็อกเชนหลักมากนัก ซึ่งนำไปสู่แนวคิด Sidechains
Sidechains คืออะไร และ Blockstream เกิดขึ้นได้อย่างไร
วันที่ 22 ตุลาคม 2014 Back และนักพัฒนาอีกแปดคน ได้แก่ Matt Corallo, Luke Dashjr, Mark Friedenbach, Gregory Maxwell, Andrew Miller, Andrew Poelstra, Jorge Timón และ Pieter Wuille เผยแพร่ paper ชื่อ Enabling Blockchain Innovations with Pegged Sidechains ยาว 25 หน้า
ปัญหาตั้งต้นที่ paper ชี้คือ การเปลี่ยนแปลงส่วนที่กระทบฉันทามติของ Bitcoin ต้องทำอย่างระมัดระวังมาก ทำให้ Bitcoin ปรับตัวรับนวัตกรรมใหม่ได้ยากกว่าโปรโตคอลอินเทอร์เน็ตอื่น ทางออกที่เสนอคือ Pegged Sidechains หรือบล็อกเชนคู่ขนานที่ผูกมูลค่ากับ Bitcoin ผู้ใช้สามารถโอน Bitcoin เข้าไปใช้งานบนบล็อกเชนอีกสายที่มีกฎต่างออกไป แล้วโอนกลับมาได้ ถ้า Sidechain ใดมีปัญหาหรือถูกออกแบบไม่ดี ความเสียหายจะจำกัดอยู่แค่บน Sidechain นั้น ไม่ลามมาถึง Bitcoin หลัก

paper Pegged Sidechains ที่ Adam Back เขียนร่วมกับนักพัฒนาอีก 8 คนในเดือนตุลาคม 2014 ภาพ: blockstream.com
เชิงอรรถของ paper ระบุว่างานนี้ได้รับการสนับสนุนบางส่วนจาก Blockstream บริษัทที่ผู้เขียนหลายคนร่วมกันก่อตั้ง Blockstream เปิดตัวในปี 2014 รายชื่อผู้ร่วมก่อตั้งมีทั้ง Back, Gregory Maxwell, Pieter Wuille, Matt Corallo, Mark Friedenbach, Jorge Timón และ Austin Hill ผู้ประกอบการชาวแคนาดาที่เป็น CEO คนแรก หลายคนในกลุ่มนี้เป็นนักพัฒนา Bitcoin Core ที่มีบทบาทสำคัญในเวลานั้น
บริษัทระดมทุนรอบแรก (Seed) ได้ 21 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน 2014 จากกองทุนอย่าง Khosla Ventures และนักลงทุนรายบุคคลอย่าง Reid Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn จากนั้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2016 ระดมทุน Series A ได้อีก 55 ล้านดอลลาร์ นำโดย AXA Strategic Ventures, Digital Garage และ Horizons Ventures รวมเงินทุนเป็น 76 ล้านดอลลาร์
ช่วงแรก Back ดำรงตำแหน่ง President และ COO ดูแลการสร้างทีมและงานประจำวัน วันที่ 3 ตุลาคม 2016 คณะกรรมการบริษัทลงมติเป็นเอกฉันท์ให้เขาขึ้นเป็น CEO แทน Austin Hill ที่ลงจากตำแหน่ง ข่าวแจกระบุว่าตอนนั้นทีมของบริษัทมี 40 คนกระจายอยู่ในสิบประเทศ
ในข่าวแจกวันนั้น Back บอกว่ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับตำแหน่ง CEO ในช่วงสำคัญของการเติบโตของบริษัท และตื่นเต้นที่จะนำ Blockstream ไปสู่ศักยภาพสูงสุด บริษัทเติบโตต่อเนื่อง ในเดือนสิงหาคม 2021 ระดมทุน Series B ได้ 210 ล้านดอลลาร์ ที่มูลค่าบริษัท 3.2 พันล้านดอลลาร์ และในวันที่ 15 ตุลาคม 2024 ระดมทุนอีก 210 ล้านดอลลาร์ในรูปหุ้นกู้แปลงสภาพ นำโดย Fulgur Ventures เพื่อขยายงาน Layer 2 และสะสม Bitcoin เป็นทุนสำรองของบริษัท
Blockstream ทำอะไรบ้าง
ภายใต้การบริหารของ Back บริษัทขยายจากงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์หลายกลุ่ม ทั้งหมดมีจุดร่วมคือสร้างโครงสร้างพื้นฐานรอบ Bitcoin แทนการออกเหรียญของตัวเอง ผลงานหลักมีดังนี้
- Liquid Network: Sidechain ของ Bitcoin ที่ใช้งานจริง ต้นแบบประกาศในเดือนตุลาคม 2015 และเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2018 โดยมีสมาชิกเริ่มต้น 23 ราย เช่น Bitfinex และ BitMEX เน้นการโอนระหว่างกระดานเทรดที่เร็วกว่าและเป็นส่วนตัวกว่า
- Blockstream Satellite: ประกาศในปี 2017 เป็นบริการส่งข้อมูลบล็อกเชน Bitcoin ผ่านดาวเทียมแบบทางเดียว ให้คนในพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียรรับข้อมูลได้ และขยายพื้นที่ครอบคลุมในปี 2018
- Lightning Network: Blockstream พัฒนา Core Lightning ซึ่งเป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์หลักของ Lightning Network และเปิดบริการ Greenlight ที่ช่วยให้แอปต่างๆ เปิดโหนด Lightning ได้โดยไม่ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง
- Jade: Hardware Wallet แบบโอเพนซอร์ส เปิดตัวปี 2021 ต่อด้วย Jade Plus ในวันที่ 3 มกราคม 2025 และ Jade Core ในวันที่ 28 เมษายน 2026
- Simplicity: ภาษาเขียน Smart Contract ที่ออกแบบมาให้พิสูจน์ความถูกต้องได้ เปิดใช้บน Liquid เมื่อ 31 กรกฎาคม 2025
- Blockstream Asset Management: หน่วยงานบริหารสินทรัพย์ที่เปิดตัวในเดือนมกราคม 2025 พร้อมกองทุน Bitcoin สองกองสำหรับนักลงทุนสถาบัน นำโดย Sean Bill ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน

ข่าวแจกของ Blockstream ที่ประกาศว่าเครือข่าย Liquid เปิดใช้งานแล้วพร้อมสมาชิกเริ่มต้น 23 ราย ในปี 2018 ภาพ: blockstream.com
กลไกของ Liquid ต่างจาก Sidechain ในอุดมคติของ paper ปี 2014 อยู่บ้าง ผู้ใช้ส่ง Bitcoin เข้าไปเก็บในกระเป๋าที่ดูแลร่วมกันโดยกลุ่มสมาชิกที่เรียกว่า Federation แล้วได้รับ L-BTC ซึ่งตรึงมูลค่า 1 ต่อ 1 กับ Bitcoin กลับมาใช้บน Liquid การนำ Bitcoin เข้า (Peg-in) ต้องรอการยืนยัน 102 บล็อก ส่วนการถอนกลับ (Peg-out) ต้องผ่านการอนุมัติของ Federation ธุรกรรมบน Liquid ใช้ Confidential Transactions ซ่อนจำนวนเงิน และรองรับการออกโทเคนอื่นบนเครือข่าย ข้อดีคือเร็วและเป็นส่วนตัว ข้อแลกเปลี่ยนคือผู้ใช้ต้องเชื่อใจกลุ่มสมาชิกที่ดูแลกระเป๋า ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นหลังเหตุการณ์ในเดือนกันยายน 2026
ปี 2025 บริษัทยังปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ธุรกิจเหมืองขุด Blockstream Mining แยกออกไปเป็นบริษัทอิสระภายใต้แบรนด์เดิม บริษัทตั้งสำนักงานใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ที่เมือง Lugano ในเดือนกรกฎาคม 2025 และเปิดสำนักงานในโตเกียวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เพื่อขยายตลาดในเอเชีย
Adam Back มีบทบาทอย่างไรในสงครามขนาดบล็อก
ช่วงปี 2015 ถึง 2017 วงการ Bitcoin เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่เรียกกันว่า Blocksize War หรือสงครามขนาดบล็อก คำถามหลักคือควรขยายเพดานขนาดบล็อกจาก 1 MB เพื่อให้รองรับธุรกรรมได้มากขึ้นหรือไม่ และควรขยายเท่าไหร่ ฝั่งหนึ่งซึ่งรวมบริษัทและนักขุดรายใหญ่จำนวนมาก ต้องการขยายบล็อกโดยตรงผ่าน Hard Fork อีกฝั่งซึ่งรวมนักพัฒนา Bitcoin Core ส่วนใหญ่ กังวลว่าบล็อกที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้คนทั่วไปรันโหนดเองได้ยาก และอยากขยายระบบด้วยวิธีอื่นอย่าง SegWit และ Lightning Network
Back อยู่ใจกลางความขัดแย้งนี้ ในเดือนกันยายน 2015 เขาเสนอแผนที่เรียกว่า 2-4-8 คือขยายเพดานบล็อกเป็น 2 MB ทันที เป็น 4 MB ในอีกสองปี และ 8 MB ในอีกสี่ปี ซึ่งเป็นแผนสำรองแบบค่อยเป็นค่อยไป Bitcoin Magazine รายงานว่าหลังงาน Scaling Bitcoin ครั้งแรก มีข่าวลือว่าแผนนี้จะถูกนำไปใช้ Back ซึ่งตอนนั้นเป็น President ของ Blockstream ชี้ไปที่สรุปของ Jeff Garzik ว่าแผน 2-4-8 และแผนขยาย 17% ต่อปี ถูกหยิบมาถกกันและดูอยู่ในช่วงที่อาจใช้ได้สำหรับการขยายระยะสั้น

ข่าวปี 2015 ช่วงสงครามขนาดบล็อก ที่กล่าวถึงข้อเสนอ 2-4-8 ของ Adam Back ภาพ: Bitcoin Magazine
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2016 ตัวแทนจากบริษัทเหมืองขุด กระดานเทรด และนักพัฒนา Bitcoin Core กลุ่มหนึ่ง พบกันที่ Cyberport ในฮ่องกง และออกแถลงการณ์ที่เรียกกันว่าข้อตกลงฮ่องกง (Hong Kong Agreement) สาระคือ SegWit จะถูกพัฒนาต่อในรูปแบบ Soft Fork และน่าจะปล่อยได้ในราวสองเดือน จากนั้นนักพัฒนาที่ร่วมลงนามจะเสนอโค้ด Hard Fork เพื่อขยายบล็อกภายในสามเดือนหลังปล่อย SegWit และหากชุมชนสนับสนุน การเปิดใช้น่าจะเกิดขึ้นราวกรกฎาคม 2017 Back เป็นหนึ่งในผู้ลงนาม ในฐานะ President ของ Blockstream
แต่ข้อตกลงนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงตามแผน ฝั่งผู้ต้องการบล็อกใหญ่มองว่าถูกหักหลัง ส่วนฝั่งนักพัฒนาชี้ว่าผู้ลงนามไม่ได้เป็นตัวแทนของนักพัฒนาทั้งหมด และไม่มีใครบังคับให้ชุมชนยอมรับ Hard Fork ได้ เหตุการณ์ปี 2017 จึงดำเนินไปตามลำดับนี้
- 1 สิงหาคม 2017: กลุ่มที่ต้องการบล็อกใหญ่แยกตัวออกไปสร้างเหรียญใหม่ชื่อ Bitcoin Cash
- 24 สิงหาคม 2017: SegWit เปิดใช้งานบน Bitcoin ที่บล็อกที่ 481,824
- 8 พฤศจิกายน 2017: แผน SegWit2x ที่จะขยายบล็อกเป็น 2 MB ถูกประกาศระงับ เพราะผู้ร่วมผลักดันยอมรับว่ายังไม่มีฉันทามติเพียงพอ
ตลอดช่วงนั้น Blockstream ตกเป็นเป้าโจมตีหนัก ฝั่งสนับสนุนบล็อกใหญ่บางกลุ่ม เช่นสื่ออย่าง CoinGeek กล่าวหาว่า Back และบริษัทจงใจขวางการขยายบล็อก เพราะบริษัทได้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์นอกบล็อกเชนหลักอย่าง Liquid และ Lightning ฝั่ง Blockstream และผู้สนับสนุนโต้ว่าการรักษาบล็อกให้เล็กช่วยให้ Bitcoin กระจายศูนย์ต่อไป และเหรียญที่แยกออกไปพร้อมบล็อกใหญ่ก็พิสูจน์ด้วยตลาดเองว่าได้รับความนิยมน้อยกว่า ข้อถกเถียงนี้ยังไม่จบในหมู่คนวงการจนถึงวันนี้ แต่ผลที่ชัดเจนคือ SegWit กลายเป็นรากฐานที่ทำให้ Lightning Network ใช้งานได้จริง
เหตุ Liquid ถูกเจาะเดือนกันยายน 2026 เกิดอะไรขึ้น
วันที่ 6 กันยายน 2026 Liquid เจอเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เปิดใช้งาน ผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ Elements ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ Liquid ใช้ สร้าง L-BTC ขึ้นมาราว 4,000 หน่วยโดยไม่มี Bitcoin หนุนหลัง แล้วนำไปแลกถอนเป็น Bitcoin จริงผ่านระบบ Peg-out ของเครือข่ายเอง Coinpaprika รายงานว่านักวิจัยด้านความปลอดภัยอธิบายช่องโหว่นี้ว่าเป็นปัญหาการชนกันของคีย์ในระบบแคช (Cache-key Collision) การโจมตีใช้เวลาราว 23 นาที ทุนสำรองในกระเป๋าของ Federation ลดจากราว 4,205 BTC เหลือเพียง 197 BTC มูลค่า BTC ที่ถูกถอนออกไปตอนเกิดเหตุราว 320 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะมีการคืนกลับมาราว 3,400 BTC

ข่าวเหตุ Liquid ถูกเจาะเมื่อ 6 กันยายน 2026 และการกลับมาเปิดเครือข่ายพร้อมคำยืนยันของ Adam Back ว่าจะชดเชยให้ L-BTC ครบ ภาพ: Coinpaprika
หลังเกิดเหตุ ลำดับเหตุการณ์ตามรายงานของ The Block และสื่ออื่นเป็นดังนี้
- 7 กันยายน 2026: กลุ่มที่อ้างตัวเป็นแฮกเกอร์หมวกขาว (Whitehat) คืน Bitcoin ราว 3,400 BTC แต่เก็บไว้อีก 598.5 BTC และเรียกค่าตอบแทน 10% ของยอดที่นำไป พร้อมขู่ว่าผู้ถือ L-BTC อาจเสียหาย 15%
- 9 กันยายน 2026: ปล่อยซอฟต์แวร์ Elements รุ่นแก้ไขฉุกเฉิน v23.3.4
- 10 กันยายน 2026: Liquid กลับมาผลิตบล็อกและเปิดธุรกรรมอีกครั้ง แต่ยังปิดการนำ Bitcoin เข้าและถอนออก
- 11 กันยายน 2026: Blockstream ประกาศไม่จ่ายค่าไถ่
"Blockstream จะไม่จ่ายเงินเพื่อแลกกับการคืนทรัพย์สินที่ถูกขโมย และจะไม่ทอดทิ้งผู้ใช้"
แถลงการณ์ของ Blockstream วันที่ 11 ก.ย. 2026 (รายงานโดย The Block) ต้นฉบับ "We will not pay for the return of stolen property. We will not abandon our users."
แถลงการณ์เดียวกันระบุว่าการนำทรัพย์สินไปโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วกักไว้ไม่คืน คืออาชญากรรม ไม่ใช่การเปิดเผยช่องโหว่อย่างรับผิดชอบ และไม่ใช่การกระทำของแฮกเกอร์หมวกขาว ส่วน Back เขียนว่าการตรึงมูลค่า L-BTC กับ BTC แบบ 1 ต่อ 1 จะได้รับการชดเชยให้ครบ และเตือนผู้ถืออย่าขาย L-BTC ในราคาลดนอกตลาด
ณ วันที่ 17 กันยายน 2026 Bitcoin.com News รายงานว่าระบบถอนยังปิดอยู่ L-BTC ที่หมุนเวียนมีราว 4,234.76 หน่วย ขณะที่ Bitcoin ที่อยู่ในกระเป๋าสำรองจริงมีราว 3,632.23 BTC และ Sideswap ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนบน Liquid แจ้งผู้ใช้ว่ายังแลก L-BTC กลับเป็น Bitcoin ไม่ได้ ผู้ที่ถือ L-BTC อยู่ควรติดตามประกาศล่าสุดจาก Blockstream โดยตรง เหตุการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญของโมเดล Federation ที่ Liquid ใช้มาตั้งแต่ปี 2018 และเป็นเครื่องเตือนว่าโทเคนที่ผูกมูลค่ากับ Bitcoin ไม่ได้มีความเสี่ยงเท่ากับการถือ Bitcoin เอง
Bitcoin Standard Treasury Company (BSTR) คืออะไร
ปี 2025 เป็นปีที่กระแสบริษัทถือ Bitcoin ในงบดุลพุ่งสูงตามรอย Strategy ของ Michael Saylor Back เองก็เข้าร่วมกระแสนี้ วันที่ 16 กรกฎาคม 2025 บริษัท Cantor Equity Partners I (CEPO) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนเพื่อการควบรวมกิจการ (SPAC) ในเครือ Cantor Fitzgerald ลงนามข้อตกลงควบรวมกับ BSTR Holdings และประกาศต่อสาธารณะในวันถัดมา บริษัทใหม่ใช้ชื่อ Bitcoin Standard Treasury Company มี Back เป็น CEO และ Sean Bill เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน วางแผนจะซื้อขายในตลาด Nasdaq ด้วยชื่อย่อ BSTR

เอกสารที่ยื่น SEC เกี่ยวกับแผนนำ Bitcoin Standard Treasury Company เข้าตลาดผ่าน SPAC ปี 2025 ภาพ: SEC EDGAR
ตามเอกสารที่ยื่นต่อ SEC ช่วงเดือนสิงหาคม 2025 แผนตั้งต้นมีรายละเอียดดังนี้
- Bitcoin ตั้งต้น: 30,021 BTC แบ่งเป็น 25,000 BTC จากผู้ถือหุ้นผู้ก่อตั้ง ซึ่งรวมถึง Back และกลุ่มที่ Blockstream Capital ให้คำปรึกษา กับอีก 5,021 BTC จากนักลงทุนที่จ่ายเป็นเหรียญ
- เงินทุนสกุลดอลลาร์: สูงสุด 1.5 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 400 ล้านดอลลาร์ที่ราคา 10 ดอลลาร์ต่อหุ้น หุ้นกู้แปลงสภาพสูงสุด 750 ล้านดอลลาร์ และหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพสูงสุด 350 ล้านดอลลาร์
- เป้าหมาย: สะสมให้เกิน 50,000 BTC และบริหาร Bitcoin แบบเชิงรุก เช่น ขายสิทธิ์ Covered Call ทำ Basis Trade และทำหน้าที่ผู้สร้างสภาพคล่อง
ในเอกสารเดียวกัน Back อธิบายว่าการได้ทั้งเงินดอลลาร์และ Bitcoin ตั้งแต่วันแรก คือการทุ่มกำลังเพื่อภารกิจเดียว ได้แก่การเพิ่มจำนวน Bitcoin ต่อหุ้นให้มากที่สุด และย้ำว่าบริษัทไม่สนใจไล่ล่าผลตอบแทนจาก DeFi หรือรับความเสี่ยงคู่สัญญาที่บริหารไม่ได้ ผู้บริหารยังเปรียบโมเดลระยะยาวว่าอยากเป็น Berkshire Hathaway ของโลก Bitcoin
แต่ตลาดไม่เป็นใจ หลัง Bitcoin ทำสถิติสูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 ราคาร่วงลงต่อเนื่อง และหุ้นบริษัทถือ Bitcoin หลายแห่งเสียค่าพรีเมียมเหนือมูลค่าเหรียญในคลัง ดีลของ BSTR เลื่อนออกไปหลายครั้ง เว็บไซต์ bitcointreasuries.net รายงานเมื่อ 5 มิถุนายน 2026 ว่าเป้าปิดดีลขยับเป็นปลายเดือนมิถุนายน 2026 และเงื่อนไขการเงินถูกปรับลดเหลือหุ้นสามัญ 400 ล้านดอลลาร์ หุ้นกู้แปลงสภาพ 575 ล้านดอลลาร์ ดอกเบี้ย 1% และหุ้นบุริมสิทธิ 300 ล้านดอลลาร์ อัตราปันผล 7%
สุดท้ายในวันที่ 20 สิงหาคม 2026 BSTR ประกาศยกเลิกข้อตกลงควบรวมกับ CEPO โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย เหตุผลตามข่าวแจกคือสภาวะตลาดของ Bitcoin และบริษัทถือคริปโตทำให้ตลาดทุนไม่เอื้อต่อการระดมทุนตามแผน BSTR จึงไม่ได้เข้าตลาดหุ้น

ข่าวแจกที่ BSTR ประกาศยกเลิกการควบรวมกับ Cantor Equity Partners I เมื่อ 20 สิงหาคม 2026 ภาพ: SEC EDGAR
ในข่าวแจกเดียวกัน Back กล่าวว่าแม้สภาวะตลาดในตอนนี้จะเป็นแบบนี้ แต่ยังเห็นความต้องการผลตอบแทนจาก Bitcoin อยู่มาก และทีมใช้เวลาตลอดปีที่ผ่านมาสร้างความสามารถเพื่อตอบโจทย์นั้น ทีมงานระบุว่าจะเดินหน้าเรื่องการบริหาร Bitcoin เชิงรุกสำหรับสถาบันต่อไป ส่วนรายละเอียดว่า Bitcoin 25,000 BTC ของกลุ่มผู้ก่อตั้งจะถูกจัดการอย่างไรต่อ ยังไม่มีการเปิดเผยในเอกสารที่ตรวจสอบได้
Adam Back คือ Satoshi Nakamoto ไหม
คำถามนี้ตามติด Back มาหลายปี และยังไม่มีคำตอบที่พิสูจน์ได้ ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้มีเพียงว่า Back ปฏิเสธมาตลอด และไม่มีใครแสดงหลักฐานเชิงการเข้ารหัส เช่น การเซ็นข้อความด้วยกุญแจของบล็อกที่ Satoshi ขุดในช่วงแรก ซึ่งเป็นหลักฐานชนิดเดียวที่คนวงการยอมรับว่าเด็ดขาด เหตุผลที่ชื่อของเขาถูกหยิบขึ้นมาบ่อยมีหลายข้อ
- ความรู้ตรงสาย: เขาคิดค้น Hashcash ซึ่งเป็นแกนกลางของการขุด และมีพื้นฐานด้านระบบกระจายศูนย์
- ภาษาและสำนวน: Satoshi สะกดคำหลายคำแบบอังกฤษ และ Back เป็นชาวอังกฤษ
- ประวัติในชุมชน: เขาโพสต์ในเมลลิงลิสต์ cypherpunks จำนวนมากตั้งแต่ปี 1992 ทำให้มีข้อความเก่าให้เทียบสำนวนได้มาก
- ชื่ออยู่ใน whitepaper: เป็นบุคคลเดียวที่ถูกเอ่ยชื่อในเนื้อความ และเป็นหนึ่งในสองคนแรกที่ได้รับอีเมลจาก Satoshi เท่าที่มีหลักฐานเปิดเผย
วันที่ 8 ตุลาคม 2024 HBO ฉายสารคดี Money Electric: The Bitcoin Mystery กำกับโดย Cullen Hoback ซึ่งชี้ว่า Peter Todd นักพัฒนา Bitcoin ชาวแคนาดาเป็นผู้ต้องสงสัยหลัก แต่หนังใช้เวลาไม่น้อยกับ Back เช่นกัน ทั้งเรื่องที่ชื่อของเขาอยู่ใน whitepaper สำนวนการเขียน และการย้ายไปอยู่ Malta ในฉากหนึ่ง Back พูดกับผู้กำกับว่าคิดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายอาจคิดว่าเขาคือ Satoshi และไม่อยากให้เรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ ส่วน Peter Todd เรียกทฤษฎีของหนังว่าไร้สาระ และวิจารณ์ภายหลังว่าเป็นการคิดแบบทฤษฎีสมคบคิดที่อาศัยเรื่องบังเอิญ

สารคดี Money Electric ของ HBO ปี 2024 ที่ชี้ Peter Todd แต่ใช้เวลาไม่น้อยกับ Adam Back ภาพ: Wikipedia
เรื่องใหญ่กว่าเกิดในวันที่ 8 เมษายน 2026 เมื่อ The New York Times เผยแพร่บทความสืบสวนชื่อ Who Is Satoshi Nakamoto? My Quest to Unmask Bitcoin's Creator ของ John Carreyrou นักข่าวสืบสวนเจ้าของรางวัล Pulitzer สองครั้ง ผู้เปิดโปงบริษัท Theranos และเขียนหนังสือ Bad Blood บทความยาวราว 12,000 คำนี้ทำร่วมกับ Dylan Freedman ใช้เวลาราว 18 เดือนไล่อ่านอีเมล โพสต์ในเว็บบอร์ด และบันทึกอินเทอร์เน็ตยุคแรก และสรุปว่า Back คือผู้ที่น่าจะเป็น Satoshi มากที่สุด
หลักฐานที่บทความยกมาเป็นหลักฐานแวดล้อมทั้งหมด เช่น การสะกดแบบอังกฤษ ความเชื่อแบบเสรีนิยม การอยู่ในขบวนการ cypherpunk รูปแบบการใช้เครื่องหมายขีดในคำว่า proof-of-work และการใช้เครื่องมือ AI วิเคราะห์สำนวนเขียน ซึ่ง Carreyrou เองยอมรับว่าผลลัพธ์ไม่ใช่ข้อยุติ
Back ตอบกลับบน X ในวันเดียวกันว่าเขาไม่ใช่ Satoshi และไม่รู้ว่า Satoshi คือใคร เขาบอกว่าตัวเองสนใจผลดีต่อสังคมของการเข้ารหัส ความเป็นส่วนตัวออนไลน์ และเงินอิเล็กทรอนิกส์มาตั้งแต่ต้น และมองว่าการที่ไม่มีใครรู้ตัวตนของ Satoshi เป็นเรื่องดีต่อ Bitcoin เพราะช่วยให้ Bitcoin ถูกมองเป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ ที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัลซึ่งหายากด้วยคณิตศาสตร์
"ที่เหลือคือการผสมกันของเรื่องบังเอิญ กับวลีที่คล้ายกันจากคนที่มีประสบการณ์และความสนใจคล้ายกัน"
Adam Back โพสต์บน X ตอบรายงาน The New York Times วันที่ 8 เม.ย. 2026 (อ้างผ่าน Yahoo News และ Coinpaper) ต้นฉบับ "the rest is a combination of coincidence and similar phrases from people with similar experience and interests"
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ NYT มีไม่น้อย นิตยสาร Fortune เขียนบทวิเคราะห์ในวันเดียวกันว่า ความลำเอียงแบบเลือกเชื่อเฉพาะหลักฐานที่สนับสนุนความคิดตัวเอง คือสิ่งที่ทำให้ Newsweek และ HBO พลาดมาแล้ว และดูเหมือนจะทำให้ Carreyrou พลาดเช่นกัน Fortune ยังชี้ว่าบทความต้องอธิบายอีเมลที่ Back โต้ตอบกับ Satoshi ว่าเป็นการจัดฉากที่ซับซ้อน ซึ่งฟังไม่สมเหตุสมผล และเสนอว่าถ้าใช้เกณฑ์เดียวกัน Nick Szabo ก็เข้าเกณฑ์ไม่แพ้กัน นอกจากนี้ David Schwartz จาก Ripple และ Michael Saylor ก็ออกมาแย้งการวิเคราะห์สำนวนเขียนด้วย

Adam Back ปฏิเสธบน X ว่าไม่ใช่ Satoshi หลังรายงานของ The New York Times เมื่อ 8 เมษายน 2026 ภาพ: Coinpaper
ข้อโต้แย้งที่หนักที่สุดอาจมาจากอีเมลชุดปี 2008 เอง ในอีเมลเหล่านั้น Back เป็นคนบอก Satoshi ให้รู้จัก b-money และ Satoshi ตอบกลับว่าไม่เคยรู้จักมาก่อน ถ้า Back คือ Satoshi จริง ก็แปลว่าเขาต้องเขียนอีเมลโต้ตอบกับตัวเอง และอีเมลเหล่านั้นก็ไม่เคยถูกเปิดเผยเลยจนกระทั่งศาลต้องการหลักฐานในปี 2024 อีกสองสัปดาห์ต่อมา วันที่ 22 เมษายน 2026 สารคดี Finding Satoshi ที่ใช้เวลาสืบค้นสี่ปีออกฉาย และได้ข้อสรุปต่างจาก NYT ทำให้ปริศนานี้ยังเปิดอยู่
Back เคยพูดถึงการถูกสงสัยกับ Cointelegraph ในปี 2025 ว่าก็โอเค ถูกสงสัยไปนานๆ ก็ชินไปเอง และยอมรับว่ามันไม่ใช่การคาดเดาที่บ้าบอ หลังรายงานของ NYT เขายังโพสต์วลีว่า we are all satoshi หรือทุกคนคือ Satoshi
มุมมองของ Adam Back ต่อ Bitcoin ในปัจจุบัน
ในฐานะหนึ่งในผู้ที่อยู่กับเทคโนโลยีนี้มานานที่สุด ความเห็นของ Back มักถูกอ้างถึงในหลายประเด็น ตัวอย่างล่าสุดคือเรื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งมีคนกังวลว่าวันหนึ่งอาจทำลายลายเซ็นดิจิทัลที่ Bitcoin ใช้ได้
- ควอนตัมยังไกล แต่ต้องเตรียม: ในการสัมภาษณ์กับ Bloomberg วันที่ 7 เมษายน 2026 Back บอกว่าผู้คนไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันเรื่องเวลาที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเป็นภัยจริง แต่ควรเตรียมให้ผู้ใช้มีเวลาราวสิบปีในการย้ายกุญแจไปสู่รูปแบบที่ทนต่อควอนตัม เขาเคยประเมินว่าภัยจริงน่าจะยังห่างออกไปราว 20 ถึง 40 ปี
- ใช้ Liquid เป็นสนามทดลอง: Back มอง Liquid เป็นที่ทดสอบการเข้ารหัสแบบทนควอนตัมก่อนเสนอให้ Bitcoin
- ไม่เชื่อในเหรียญอื่น: เขามองตั้งแต่ปี 2013 ว่าการออกเหรียญใหม่ของตัวเองมีลักษณะหลอกลวง และสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมบน Bitcoin ผ่าน Sidechain และ Layer 2
- Bitcoin เป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่: เขาอธิบาย Bitcoin ว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัลที่หายากด้วยคณิตศาสตร์ และมองว่าการที่ผู้สร้างหายตัวไปช่วยเสริมภาพนี้

มุมมองของ Adam Back ต่อภัยคอมพิวเตอร์ควอนตัม ที่ให้สัมภาษณ์ Bloomberg ในเดือนเมษายน 2026 ภาพ: CoinDesk
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ตลอดสามทศวรรษ Back ไม่ได้เปลี่ยนความเชื่อหลักเลย ตั้งแต่โค้ด RSA บนเสื้อยืดในยุค 1990 แสตมป์ Hashcash ในปี 1997 ไปจนถึงบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานรอบ Bitcoin ทุกงานตั้งอยู่บนความคิดเดียวกัน คือคณิตศาสตร์และการเข้ารหัสสามารถลดการพึ่งพาความไว้ใจในตัวกลางได้
ไทม์ไลน์ชีวิต Adam Back ตั้งแต่เกิดจนถึงปี 2026
สรุปเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของ Adam Back เรียงตามลำดับเวลา สำหรับผู้ที่อยากเห็นภาพรวมแบบเร็วๆ
- กรกฎาคม 1970: เกิดที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
- ปี 1992: เริ่มเข้าร่วมขบวนการ cypherpunk
- สิงหาคม 1995: ร่วมเขียนโปรโตคอลแบ่งงานไล่หากุญแจ ที่ใช้ทำลายการเข้ารหัส SSL 40 บิตของ Netscape
- ปี 1995: วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ University of Exeter
- 28 มีนาคม 1997: ประกาศ Hashcash ในเมลลิงลิสต์ cypherpunks
- กันยายน 1997: เผยแพร่แนวคิด The Eternity Service ในนิตยสาร Phrack
- ปี 1999: ร่วมงานกับ Zero-Knowledge Systems สร้าง Freedom Network
- 1 สิงหาคม 2002: เผยแพร่ paper Hashcash ฉบับที่ Satoshi อ้างอิงภายหลัง
- 20 ถึง 21 สิงหาคม 2008: ได้รับอีเมลจาก Satoshi และแนะนำ b-money ของ Wei Dai
- 31 ตุลาคม 2008: Bitcoin whitepaper ถูกเผยแพร่ พร้อมชื่อ Hashcash ของเขาในหัวข้อ Proof-of-Work
- 10 มกราคม 2009: Satoshi แจ้งเขาว่าปล่อยโปรแกรม Bitcoin v0.1 แล้ว
- 1 ตุลาคม 2013: โพสต์แนวคิดซ่อนจำนวนเงินในธุรกรรม Bitcoin บน bitcointalk
- 22 ตุลาคม 2014: เผยแพร่ paper Pegged Sidechains ร่วมกับนักพัฒนาอีก 8 คน
- พฤศจิกายน 2014: Blockstream ระดมทุนรอบแรก 21 ล้านดอลลาร์
- กันยายน 2015: เสนอแผนขยายบล็อก 2-4-8
- 21 กุมภาพันธ์ 2016: ร่วมลงนามข้อตกลงฮ่องกง
- 3 ตุลาคม 2016: ขึ้นเป็น CEO ของ Blockstream
- ปี 2017: Blockstream Satellite เปิดตัว และ SegWit เปิดใช้งานในวันที่ 24 สิงหาคม 2017
- ตุลาคม 2018: เครือข่าย Liquid เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ
- สิงหาคม 2021: Blockstream ระดมทุน 210 ล้านดอลลาร์ ที่มูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์
- กุมภาพันธ์ 2024: ยื่นอีเมลจาก Satoshi เป็นหลักฐานต่อศาลอังกฤษในคดี COPA v Wright
- 8 ตุลาคม 2024: สารคดี Money Electric ของ HBO ออกฉาย
- 17 กรกฎาคม 2025: ประกาศแผนนำ BSTR เข้าตลาดผ่าน SPAC
- 8 เมษายน 2026: รายงานของ The New York Times อ้างว่าเขาน่าจะเป็น Satoshi เขาปฏิเสธในวันเดียวกัน
- 20 สิงหาคม 2026: BSTR ยกเลิกการควบรวม
- 6 ถึง 11 กันยายน 2026: Liquid ถูกเจาะ และ Blockstream ปฏิเสธจ่ายค่าไถ่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Adam Back
Adam Back เป็นคนชาติอะไร อายุเท่าไหร่
Adam Back เป็นชาวอังกฤษ เกิดที่กรุงลอนดอนในเดือนกรกฎาคม 1970 ในปี 2026 เขาอายุ 56 ปี สื่อหลายแห่งระบุว่าปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่ประเทศ Malta

หน้าแรกของ paper Hashcash ฉบับ 1 สิงหาคม 2002 เอกสารที่ Satoshi Nakamoto อ้างอิงเป็นลำดับที่ 6 ใน Bitcoin whitepaper ภาพ: hashcash.org
Hashcash เกี่ยวข้องกับ Bitcoin อย่างไร
Hashcash คือระบบ Proof-of-Work ที่ Back ประกาศในปี 1997 เพื่อกันสแปมอีเมล Satoshi นำแนวคิดเดียวกันมาใช้เป็นกลไกการขุด Bitcoin โดยปรับให้ใช้ SHA-256 สองรอบ และให้ความยากปรับตัวอัตโนมัติ whitepaper ของ Bitcoin เอ่ยชื่อ Hashcash ของ Adam Back ไว้ตรงๆ ในหัวข้อ Proof-of-Work
Adam Back เป็น Satoshi Nakamoto ไหม
ยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ Back ปฏิเสธมาตลอด รวมถึงหลังรายงานของ The New York Times ในเดือนเมษายน 2026 หลักฐานที่ชี้มาที่เขาเป็นหลักฐานแวดล้อมทั้งหมด ขณะที่อีเมลปี 2008 ที่ถูกยื่นต่อศาลแสดงการโต้ตอบระหว่างเขากับ Satoshi ในฐานะคนสองคน
Blockstream คือบริษัทอะไร
Blockstream คือบริษัทโครงสร้างพื้นฐาน Bitcoin ที่ Back ร่วมก่อตั้งในปี 2014 ผลงานหลักคือเครือข่าย Liquid, ซอฟต์แวร์ Core Lightning, Hardware Wallet รุ่น Jade, บริการส่งข้อมูลบล็อกเชนผ่านดาวเทียม และหน่วยบริหารสินทรัพย์ Bitcoin สำหรับสถาบัน
Liquid ปลอดภัยไหม หลังถูกเจาะในปี 2026
เหตุการณ์วันที่ 6 กันยายน 2026 เกิดจากช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ Elements ซึ่งถูกแก้ไขในรุ่น v23.3.4 แล้ว Adam Back ยืนยันว่าการตรึงมูลค่า L-BTC กับ BTC แบบ 1 ต่อ 1 จะได้รับการชดเชยครบ แต่ ณ กลางเดือนกันยายน 2026 ระบบถอนกลับเป็น Bitcoin ยังปิดอยู่ ผู้ใช้ควรตรวจสถานะล่าสุดจากประกาศทางการก่อนทำธุรกรรม
BSTR ของ Adam Back เข้าตลาดหุ้นแล้วหรือยัง
ยังไม่ได้เข้า BSTR ประกาศยกเลิกข้อตกลงควบรวมกับ SPAC ชื่อ Cantor Equity Partners I เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 เพราะสภาวะตลาดไม่เอื้อต่อการระดมทุน ทีมงานระบุว่าจะยังทำธุรกิจบริหาร Bitcoin เชิงรุกต่อไป
สรุป: Adam Back ผู้วางรากฐานให้การขุด Bitcoin
Adam Back คือคนที่ความคิดของเขาอยู่ในทุกบล็อกของ Bitcoin โดยที่เขาไม่ได้เป็นผู้สร้าง Bitcoin ตามที่เขายืนยัน แสตมป์ Hashcash ที่เขาประกาศเพื่อกันสแปมในปี 1997 กลายเป็นแกนของการขุดที่ปกป้องเครือข่าย Bitcoin มาตั้งแต่ปี 2009 และอีเมลสั้นๆ ที่เขาตอบ Satoshi ในเดือนสิงหาคม 2008 ทำให้ b-money ของ Wei Dai เข้ามาอยู่ในรายการอ้างอิงลำดับแรกของ whitepaper
บทบาทในยุคหลังของเขามีทั้งผลงานที่ใช้งานจริงและข้อถกเถียงที่ยังไม่จบ ตั้งแต่สงครามขนาดบล็อก เหตุ Liquid ถูกเจาะ ไปจนถึงดีล BSTR ที่ล่มกลางทาง และคำถามเรื่องตัวตนของ Satoshi ที่ดูเหมือนจะตามเขาไปอีกนาน อ่านต่อเรื่องที่มาของแนวคิดเหล่านี้ได้ที่ Cypherpunk คืออะไร, Bitcoin Whitepaper, Bit Gold ของ Nick Szabo, Hal Finney และ Satoshi Nakamoto คือใคร รวมถึงประวัติบุคคลสำคัญคนอื่นที่ แฟ้มบุคคลในโลกคริปโต
บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ที่สนใจลงทุนใน Bitcoin หรือสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องควรศึกษาความเสี่ยง และเลือกซื้อขายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต.
ภาพปก: Adam Back โดย Joi Ito (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons ดัดแปลงโดย Bitcoin Addict