
Hal Finney กับธุรกรรม Bitcoin รายการแรกของโลก ที่บล็อก 170
12 มกราคม 2009 บล็อกที่ 170 บันทึกการส่ง 10 BTC จาก Satoshi Nakamoto ไปยัง Hal Finney เป็นครั้งแรกที่มีคนส่ง Bitcoin ให้อีกคน บทความนี้เปิดข้อมูลบล็อกจริงดูทีละบรรทัด เล่าว่าผู้รับคนนั้นเป็นใคร ทำไมถึงเป็นเขา และสิ่งที่เขาเขียนถึงเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเองในปี 2013
วันที่ 12 มกราคม 2009 เวลา 03:30 น. ตามเวลา UTC ซึ่งตรงกับสิบโมงครึ่งของเช้าวันเดียวกันในไทย บล็อกที่ 170 ของเครือข่าย Bitcoin ถูกสร้างขึ้น ข้างในมีธุรกรรมสองรายการ รายการหนึ่งคือการสร้างเหรียญใหม่ตามปกติ อีกรายการหนึ่งคือการส่ง 10 BTC จาก Satoshi Nakamoto ไปยังชายคนหนึ่งชื่อ Hal Finney นั่นคือครั้งแรกที่มีคนส่ง Bitcoin ให้อีกคนหนึ่ง บทความนี้เล่าว่าผู้รับคนนั้นเป็นใคร ทำไมเขาถึงเป็นคนที่อยู่ตรงนั้นพอดี และสิ่งที่เขาเขียนถึงเรื่องทั้งหมดนี้ด้วยตัวเองในอีกสี่ปีต่อมา
เปิดบล็อก 170 ดูว่าข้างในมีอะไร
ข้อมูลของบล็อกนี้ยังเปิดให้ใครก็ได้ตรวจสอบจนถึงวันนี้ และตัวเลขมันเรียบง่ายจนน่าแปลกใจ
- ความสูงของบล็อก 170 แฮช 00000000d1145790a8694403d4063f323d499e655c83426834d4ce2f8dd4a2ee
- เวลา 12 มกราคม 2009 เวลา 03:30:25 UTC
- ธุรกรรมในบล็อก 2 รายการ
- ขนาดทั้งบล็อก 490 ไบต์
- ธุรกรรมที่ไม่ใช่การสร้างเหรียญใหม่ รับเข้า 50 BTC จ่ายออกเป็น 10 BTC กับ 40 BTC
- ค่าธรรมเนียม 0
ก้อน 10 BTC คือส่วนที่ส่งให้ Finney ส่วน 40 BTC คือเงินทอนที่กลับไปหาผู้ส่ง ซึ่งเป็นวิธีทำงานปกติของ Bitcoin ที่อธิบายไว้ในหัวข้อ 9 ของเอกสารต้นฉบับ คือธุรกรรมหนึ่งรายการรับเข้าและจ่ายออกได้หลายทาง
ทั้งบล็อกหนัก 490 ไบต์ เล็กกว่าข้อความแชทสั้นๆ ที่เราส่งกันทุกวัน และมันคือบันทึกของเหตุการณ์ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดมูลค่าหลายล้านล้านบาท
ภาพ: หน้าบล็อก 170 บนเว็บสำรวจบล็อก Blockstream
ทำไมธุรกรรมนี้ถึงสำคัญกว่าที่ตัวเลขบอก
บล็อกแรกสุดของเครือข่ายหรือ genesis block เกิดขึ้นวันที่ 3 มกราคม 2009 เวลา 18:15 UTC ส่วนบล็อก 170 เกิดขึ้น 8.4 วันถัดมา ช่วงเวลาแปดวันนั้นเครือข่ายทำงานอยู่ก็จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการสร้างเหรียญใหม่ไปเรื่อยๆ เท่านั้น ยังไม่มีใครส่งอะไรให้ใคร
ระบบการเงินที่ไม่มีใครใช้ส่งเงินให้กันได้จริง ก็ยังเป็นแค่ซอฟต์แวร์ที่หมุนอยู่เฉยๆ บล็อก 170 คือจุดที่มันเปลี่ยนจากโปรแกรมที่รันได้ เป็นระบบที่มีคนสองคนใช้จริง และนั่นคือสิ่งที่เอกสารต้นฉบับตั้งใจจะพิสูจน์ตั้งแต่บรรทัดแรก ว่าการจ่ายเงินส่งตรงจากฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายโดยไม่ผ่านตัวกลางนั้นทำได้จริง
Hal Finney เป็นใครก่อนจะมี Bitcoin
Finney ไม่ใช่คนที่เพิ่งโผล่เข้ามาในปี 2009 ในโพสต์ปี 2013 เขาแนะนำตัวเองไว้ว่า "ผมเริ่มงานสายเข้ารหัสจากการทำ PGP รุ่นแรกๆ โดยทำงานใกล้ชิดกับ Phil Zimmermann ตอนที่ Phil ตัดสินใจตั้งบริษัท PGP ผมเป็นหนึ่งในพนักงานกลุ่มแรก และทำงานกับ PGP มาจนเกษียณ"
PGP คือซอฟต์แวร์เข้ารหัสที่ทำให้คนธรรมดาปกปิดเนื้อหาจดหมายของตัวเองได้เป็นครั้งแรก และเป็นซอฟต์แวร์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เคยสอบสวนผู้สร้างในฐานะการส่งออกอาวุธ นี่คือสนามที่เขาโตมา
เขายังเป็นสมาชิกที่แข็งขันของเมลลิงลิสต์ Cypherpunk ซึ่งเป็นกลุ่มที่เชื่อว่าความเป็นส่วนตัวต้องสร้างด้วยเครื่องมือ ไม่ใช่รอให้รัฐหรือบริษัทมอบให้ คนกลุ่มนี้ถกกันเรื่องเงินดิจิทัลมาก่อน Bitcoin เป็นสิบปี และเห็นข้อเสนอที่ล้มมาแล้วหลายชิ้น
และเขาไม่ได้เป็นแค่คนที่โพสต์ถกเถียง เขาเขียนเองว่า "ผมรันรีเมลเลอร์แบบไม่ระบุตัวตนที่ใช้การเข้ารหัสเป็นตัวแรก" รีเมลเลอร์คือเครื่องมือที่รับข้อความมาแล้วส่งต่อโดยลบร่องรอยว่าใครเป็นต้นทาง นี่คือความแตกต่างระหว่างคนที่เชื่อในแนวคิดกับคนที่ยอมแบกภาระดูแลเครื่องมือให้คนอื่นใช้จริง
เขายังเล่าว่าเคยได้พบและติดต่อกับทั้ง Wei Dai และ Nick Szabo อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสองคนที่เสนอแนวคิดเงินดิจิทัลก่อน Bitcoin คือ b-money และ bit gold
พูดง่ายๆ คือตอนที่ Bitcoin โผล่ขึ้นมา Finney ไม่ได้อยู่ในฐานะคนดูที่ตื่นเต้นกับของใหม่ เขาอยู่ในฐานะคนที่เคยพยายามแก้โจทย์เดียวกันนี้มาแล้วด้วยมือตัวเอง และเคยรับผิดชอบระบบที่มีคนอื่นพึ่งพาอยู่จริง
RPOW ระบบที่เขาสร้างเองในปี 2004
ปี 2004 Finney สร้างระบบชื่อ RPOW ย่อมาจาก Reusable Proofs of Work แนวคิดคือหลักฐานการทำงานที่คนทำได้ควรจะส่งต่อให้คนอื่นและเอาไปใช้ซ้ำได้ แทนที่จะใช้ครั้งเดียวทิ้ง
ต้นทางของแนวคิดหลักฐานการทำงานคือ hashcash ของ Adam Back ซึ่งถูกออกแบบมากันอีเมลขยะ โดยให้ผู้ส่งต้องเสียเวลาประมวลผลนิดหน่อยก่อนจะส่งจดหมายได้ RPOW พยายามต่อยอดให้ของชิ้นนั้นมีชีวิตยาวขึ้น
สิ่งที่ RPOW ทำไม่ได้และเป็นเหตุผลว่าทำไมมันไม่กลายเป็นเงินจริง คือมันยังต้องพึ่งเซิร์ฟเวอร์กลางที่คนต้องเชื่อใจว่าจะไม่โกง ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่ข้อเสนอเงินดิจิทัลรุ่นก่อนหน้าติดกันหมด นี่คือช่องว่างที่ Bitcoin เข้ามาเติมพอดี และอธิบายว่าทำไม Finney ถึงมองออกทันทีว่าสิ่งที่เขาเห็นในปี 2008 ต่างจากของเดิมยังไง
ภาพ: rpow.net สำเนาจาก Internet Archive เดือนสิงหาคม 2004
RPOW กับ Bitcoin ต่างกันตรงไหนกันแน่
สองระบบนี้ใช้วัตถุดิบตัวเดียวกัน คือหลักฐานการทำงาน แต่ตอบคำถามว่า "ใครเป็นคนบอกว่าของชิ้นนี้ยังไม่ถูกใช้" คนละแบบ
- RPOW มีเซิร์ฟเวอร์กลางคอยจดว่าโทเค็นไหนถูกใช้ไปแล้ว Finney พยายามแก้ปัญหาความไว้ใจด้วยการทำให้เซิร์ฟเวอร์ตรวจสอบได้ว่ารันโค้ดตัวไหนอยู่ เพื่อให้คนมั่นใจว่ามันจะไม่โกง
- Bitcoin ไม่มีใครจด แต่ให้ทุกคนที่อยู่ในเครือข่ายเห็นรายการทั้งหมดพร้อมกัน แล้วใช้ปริมาณงานที่ใส่ลงไปเป็นตัวตัดสินว่าประวัติฉบับไหนคือของจริง
ความต่างนี้ฟังดูเล็กแต่เปลี่ยนทุกอย่าง ตราบใดที่ยังมีเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องเชื่อใจอยู่หนึ่งเครื่อง ระบบก็ยังมีจุดเดียวที่ถ้าล้มแล้วจบ ไม่ว่าคนดูแลจะตั้งใจดีแค่ไหน เครื่องอาจถูกยึด ถูกสั่งปิด หรือเจ้าของอาจเปลี่ยนใจ
เมื่อเทียบแบบนี้จะเห็นว่าคำชมของ Finney ในเดือนพฤศจิกายน 2008 ไม่ใช่คำชมแบบมารยาท เขากำลังบอกว่ามีคนแก้ข้อจำกัดที่เขาแก้ไม่ตกได้สำเร็จ
พฤศจิกายน 2008 เขาเป็นหนึ่งในคนแรกที่ตอบ
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2008 หลังเอกสาร Bitcoin เผยแพร่ได้หนึ่งสัปดาห์ Finney ตอบเข้าเมลลิงลิสต์ เขาเรียกมันว่าไอเดียที่มีอนาคตมาก และชมโมเดลความปลอดภัยที่วางอยู่บนกำลังประมวลผลของผู้เข้าร่วมที่ซื่อสัตย์
แต่ข้อความที่เหลือเป็นคำถามทางเทคนิคชุดใหญ่ เขาไล่ถามเรื่องที่เอกสารข้ามไป เช่น โหนดตรวจบล็อกด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง ถ้าโหนดหนึ่งพลาดการรับข้อมูลที่กระจายมาจะเกิดอะไรขึ้น ธุรกรรมที่ยังไม่เข้าบล็อกถูกจัดการยังไง และข้อมูลที่ส่งกันจริงมีหน้าตาแบบไหน
เขาปิดท้ายด้วยการขอให้มีคำอธิบายที่เป็นลำดับขั้นตอนพร้อมรายละเอียดที่จับต้องได้มากกว่าที่เอกสารให้ไว้ ซึ่งแปลเป็นภาษาบ้านๆ ได้ว่า "ไอเดียดี แต่ถ้าจะให้ผมเอาไปเขียนโค้ดตาม เอกสารนี้ยังไม่พอ"
คำถามพวกนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่เชื่อ แต่เกิดจากการที่เขานึกภาพตัวเองกำลังนั่งสร้างมันอยู่ คนที่อ่านเอกสารแล้วชม กับคนที่อ่านแล้วเริ่มเห็นว่าจะติดตรงไหน เป็นคนละแบบกัน และเป็นเหตุผลว่าทำไมสองเดือนถัดมาเขาถึงเป็นคนแรกๆ ที่กดดาวน์โหลดทันทีที่ซอฟต์แวร์ออก
เรื่องนี้ยังบอกอะไรอีกอย่างเกี่ยวกับ Satoshi ด้วย คือเขาตอบคำถามพวกนี้ ไม่ได้เงียบหรือหลบ การถกเถียงระหว่างสองคนนี้ดำเนินต่อไปหลังซอฟต์แวร์ออก โดย Finney เล่าเองว่าเขารายงานบั๊กกลับไปให้
ภาพ: คลังเก็บ Cryptography Mailing List ที่ metzdowd.com
10 มกราคม 2009 เขาคำนวณมูลค่าไว้เองก่อนใคร
คืนวันที่ 10 มกราคม 2009 เวลา 21:22 ตามเวลาชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับ 11 มกราคม 02:22 UTC Finney ตอบกลับประกาศปล่อยซอฟต์แวร์ของ Satoshi ในหัวข้อ "Bitcoin v0.1 released"
เวลานี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะข้อความนี้เขียนขึ้นราวหนึ่งชั่วโมงก่อนที่เขาจะโพสต์ประโยคที่กลายเป็นตำนาน และราวยี่สิบห้าชั่วโมงก่อนที่เขาจะได้รับธุรกรรมแรกของโลก ทั้งสามเหตุการณ์อยู่ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งวันเดียวกัน
เขาเปิดด้วยการแสดงความยินดีสั้นๆ ว่ารอลองใช้อยู่ แล้วหยิบตัวเลขที่ Satoshi เพิ่งประกาศมาคิดต่อ ในอีเมลฉบับที่เขากำลังตอบนั้น Satoshi ระบุไว้ชัดว่าจำนวนเหรียญทั้งหมดจะมี 21,000,000 เหรียญ พร้อมตารางว่าสี่ปีแรกจะออก 10,500,000 เหรียญ แล้วลดครึ่งทุกสี่ปี
Finney ตั้งข้อสังเกตว่าน่าสนใจที่ระบบตั้งเพดานจำนวนเหรียญได้ แล้วยกปัญหาที่เขาเห็นว่าใหญ่ที่สุดขึ้นมา คือ จะตีมูลค่าเงินสกุลใหม่ที่ยังไม่มีใครยอมรับได้ยังไง จากนั้นเขาก็เสนอวิธีคิดของตัวเอง
ในฐานะการทดลองทางความคิดที่ชวนขำๆ ลองนึกภาพว่า Bitcoin ประสบความสำเร็จและกลายเป็นระบบชำระเงินหลักที่ใช้กันทั่วโลก ถ้าเป็นอย่างนั้น มูลค่ารวมของสกุลเงินนี้ก็ควรเท่ากับมูลค่าความมั่งคั่งทั้งหมดในโลก ตัวเลขความมั่งคั่งครัวเรือนทั่วโลกที่ผมหาเจออยู่ระหว่าง 100 ถึง 300 ล้านล้านดอลลาร์ ถ้ามีเหรียญ 20 ล้านเหรียญ ก็จะได้เหรียญละราว 10 ล้านดอลลาร์
Hal Finney, Cryptography Mailing List, 10 มกราคม 2009 ต้นฉบับ "As an amusing thought experiment, imagine that Bitcoin is successful and becomes the dominant payment system in use throughout the world. Then the total value of the currency should be equal to the total value of all the wealth in the world. Current estimates of total worldwide household wealth that I have found range from $100 trillion to $300 trillion. With 20 million coins, that gives each coin a value of about $10 million."
แล้วปิดท้ายด้วยประโยคที่คนยกไปอ้างมากที่สุด
ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะสร้างเหรียญวันนี้ด้วยเวลาประมวลผลไม่กี่เซนต์ อาจเป็นการเดิมพันที่ดีทีเดียว ด้วยอัตราจ่ายประมาณร้อยล้านต่อหนึ่ง ต่อให้โอกาสที่ Bitcoin จะสำเร็จถึงขั้นนั้นจะน้อย แต่มันน้อยถึงร้อยล้านต่อหนึ่งจริงหรือ น่าคิดนะ
Hal Finney, Cryptography Mailing List, 10 มกราคม 2009 ต้นฉบับ "So the possibility of generating coins today with a few cents of compute time may be quite a good bet, with a payoff of something like 100 million to 1!"
สามอย่างที่ควรสังเกต อย่างแรก เขาเรียกมันว่า "การทดลองทางความคิดที่ชวนขำๆ" ด้วยตัวเอง ไม่ได้เสนอเป็นคำทำนาย อย่างที่สอง เขาใช้เลข 20 ล้านเหรียญทั้งที่ตัวเลข 21 ล้านอยู่ในอีเมลฉบับเดียวกันที่เขากำลังตอบ ซึ่งบอกว่าเป็นการคิดเลขกลมๆ ในหัว ไม่ใช่การคำนวณละเอียด
อย่างที่สามและสำคัญที่สุดคือวิธีคิดของเขา เขาไม่ได้เถียงว่ามันจะสำเร็จ เขาถามว่าความน่าจะเป็นที่มันจะสำเร็จ น้อยกว่าอัตราจ่ายที่ได้หรือเปล่า ซึ่งเป็นคนละคำถามกัน และเป็นวิธีคิดเรื่องความเสี่ยงที่ยังใช้ได้อยู่ทุกวันนี้
สิบเจ็ดปีผ่านไป ราคายังห่างจาก 10 ล้านดอลลาร์อยู่มาก แต่คนที่ทำตามย่อหน้านั้นเมื่อปี 2009 ก็ได้ผลตอบแทนที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม
เดือนแรกของเครือข่าย เรื่องพลังงานก็ถูกยกขึ้นมาแล้ว
ข้อถกเถียงเรื่องการใช้พลังงานของ Bitcoin ที่ทุกวันนี้อยู่บนหน้าข่าวเป็นประจำ ไม่ได้เพิ่งเกิดตอนเครือข่ายใหญ่ มันถูกยกขึ้นมาตั้งแต่เดือนแรกที่ซอฟต์แวร์ออก และจุดเริ่มคือประโยคของ Finney เอง
ในเดือนมกราคม 2009 Finney ตั้งข้อสังเกตในลิสต์ว่าถ้าหลักฐานการทำงานกลายเป็นของที่มีมูลค่าเป็นเงินจริง เครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะไม่นั่งว่างอีกต่อไป เพราะการปล่อยให้มันว่างเท่ากับทิ้งเงิน
วันที่ 25 มกราคม 2009 John Gilmore หยิบประเด็นนั้นไปตั้งเป็นกระทู้ของตัวเองในหัวข้อชื่อ "Proof of Work -> atmospheric carbon" โดยชี้ว่าถ้าเครื่องทุกเครื่องเดินเต็มกำลังตลอดเวลา มันก็คือการเผาไฟฟ้าและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
สองวันถัดมา Finney ตอบกลับ และสิ่งที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้ปัดข้อกังวลนั้นทิ้ง เขาตั้งคำถามกับมันแบบวิศวกร ว่าการที่ระบบหลักฐานการทำงานต้องกินพลังงานนั้นเป็นคุณสมบัติที่เลี่ยงไม่ได้ หรือเป็นแค่ข้อจำกัดของวิธีที่เราทำกันอยู่
เขาไล่ไปถึงระดับที่ว่าฟังก์ชันแฮชที่ใช้กันอยู่มีขั้นตอนที่ย้อนกลับไม่ได้อยู่ในตัว ซึ่งโดยหลักอุณหพลศาสตร์แล้วต้องคายพลังงานออกมา แล้วลองสำรวจว่ามีทางทำหลักฐานการทำงานด้วยวิธีที่ย้อนกลับได้หรือด้วยกลไกอื่นแทนไหม ก่อนจะสรุปเองว่าคำถามของ John ยังเปิดอยู่ คือเขาตอบไม่ได้
บทสนทนานี้บอกอะไรสองอย่าง อย่างแรกคือคำถามเรื่องพลังงานไม่ใช่ของใหม่และไม่ได้มาจากคนนอกที่ไม่เข้าใจ มันมาจากคนในวงการเดียวกันตั้งแต่เดือนแรก อย่างที่สองคือคนที่อยู่ใกล้ Bitcoin ที่สุดในตอนนั้นตอบคำถามนี้ไม่ได้ และยอมรับตรงๆ ว่าตอบไม่ได้
ประโยคสองคำที่กลายเป็นตำนาน
ราวหนึ่งชั่วโมงหลังส่งอีเมลฉบับนั้น คือช่วงเช้ามืดวันที่ 11 มกราคม 2009 ตามเวลา UTC Finney โพสต์ข้อความสั้นๆ บนทวิตเตอร์ว่า "Running bitcoin" แค่สองคำ ไม่มีคำอธิบายอะไรต่อ
ในวันนั้นมันคือการบอกเพื่อนในวงการว่ากำลังลองรันซอฟต์แวร์ตัวใหม่อยู่ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ทุกวันนี้ข้อความนี้ถูกอ้างถึงซ้ำแล้วซ้ำอีกในฐานะหมุดหมายของวงการ และทุกวันที่ 11 มกราคม ก็ยังมีคนโพสต์ประโยคนี้ซ้ำกันทั้งโลก
สิ่งที่ทำให้มันมีน้ำหนักไม่ใช่ตัวข้อความ แต่คือความจริงที่ว่าในตอนนั้นแทบไม่มีใครบนโลกรันโปรแกรมตัวนี้อยู่เลย
ยี่สิบห้าชั่วโมงถัดมา เขาได้รับ 10 BTC
ในโพสต์ที่เขาเขียนเองในปี 2013 Finney เล่าเรื่องช่วงนั้นไว้ตรงๆ ว่าเมื่อ Satoshi ปล่อยซอฟต์แวร์ออกมา เขา "คว้ามันมาทันที" และเชื่อว่าตัวเอง "เป็นคนแรกนอกจาก Satoshi ที่รัน bitcoin" เขาบอกว่าตัวเองขุดได้บล็อกที่เจ็ดสิบกว่าๆ ในช่วงนั้น
แล้วเขาก็เขียนประโยคที่สรุปเรื่องทั้งหมดของบทความนี้ไว้สั้นที่สุด
ผมเป็นผู้รับธุรกรรม bitcoin รายการแรก ตอนที่ Satoshi ส่งเหรียญสิบเหรียญมาให้ผมเพื่อทดสอบ
Hal Finney, โพสต์ "Bitcoin and me" บน bitcointalk, 19 มีนาคม 2013 ต้นฉบับ "I was the recipient of the first bitcoin transaction, when Satoshi sent ten coins to me as a test."
คำว่า เพื่อทดสอบ สำคัญ ธุรกรรมแรกของโลกไม่ใช่พิธีเปิดที่ใครวางแผนไว้ มันคือการลองดูว่าโค้ดที่เพิ่งเขียนเสร็จทำงานได้จริงไหม และหลังจากนั้นเขากับ Satoshi ก็คุยกันต่อเรื่องบั๊กที่เจอในซอฟต์แวร์
ธุรกรรมแรกกับการซื้อของครั้งแรก คนละเรื่องกัน
สองเหตุการณ์นี้ถูกสลับกันบ่อยมาก จนควรแยกให้ชัด
- ธุรกรรมแรกระหว่างคนสองคน คือ 12 มกราคม 2009 บล็อก 170 Satoshi ส่ง 10 BTC ให้ Hal Finney เพื่อทดสอบ ไม่ได้แลกกับอะไร
- การเอา Bitcoin ไปซื้อของจริงครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้ เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2010 เมื่อ Laszlo Hanyecz จ่าย 10,000 BTC แลกพิซซ่าสองถาด ซึ่งกลายเป็นที่มาของวัน Bitcoin Pizza Day
ความต่างอยู่ที่คำถามที่แต่ละเหตุการณ์ตอบ ธุรกรรมแรกตอบว่า "ระบบนี้ส่งของถึงกันได้จริงไหม" ส่วนการซื้อพิซซ่าตอบว่า "มีใครในโลกจริงยอมแลกของจริงกับมันไหม"
คำถามแรกเป็นเรื่องเทคนิค คำถามที่สองเป็นเรื่องมูลค่า และมันห่างกันหนึ่งปีสี่เดือน ซึ่งบอกว่าการทำให้ระบบทำงานได้กับการทำให้คนยอมรับว่ามันมีค่า เป็นงานคนละชิ้นกัน
ภาพ: กระทู้ต้นฉบับบน bitcointalk
เรื่องที่ว่าเขาคือ Satoshi
เพราะเขาอยู่ใกล้จุดกำเนิดขนาดนี้ ชื่อของ Finney จึงติดอยู่ในรายชื่อผู้ต้องสงสัยว่าเป็น Satoshi Nakamoto มาตลอด มีทั้งเรื่องที่เขาเป็นนักเข้ารหัสฝีมือดี อยู่ในเวลาและที่ที่ใช่ และเคยอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกับชายที่ชื่อ Dorian Nakamoto
Finney ปฏิเสธเรื่องนี้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ และหลักฐานฝั่งที่ค้านก็มีน้ำหนัก เรื่องนี้ซับซ้อนพอที่จะเป็นบทความของตัวเอง และเรามีอยู่แล้ว อ่านต่อได้ที่ Satoshi Nakamoto คือใคร ซึ่งไล่หลักฐานของผู้ต้องสงสัยทุกคนไว้ครบ
เดือนมีนาคม 2014 ขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ ลูกชายของเขาเปิดอีเมลที่พ่อโต้ตอบกับ Satoshi ราว 15 ฉบับ จากเดือนมกราคม 2009 ให้นักข่าวของ Forbes ดูที่บ้าน ซึ่งเป็นหลักฐานฝั่งที่ค้านทฤษฎีนี้ เพราะถ้าเป็นคนเดียวกันก็ไม่มีเหตุผลต้องเขียนจดหมายหากันขนาดนั้น
สิ่งที่อยากให้จำจากบทความนี้คือ ต่อให้เขาไม่ใช่ Satoshi สิ่งที่เขาทำก็ยังสำคัญอยู่ดี
สิงหาคม 2009 การวินิจฉัยที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ไม่กี่เดือนหลังจากธุรกรรมแรก Finney ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ALS หรือที่เรียกกันว่าโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เขาเขียนถึงมันในโพสต์ปี 2013 ว่าโรคนี้ทำให้ร่างกายอ่อนแรงก่อน แล้วค่อยๆ เป็นอัมพาตมากขึ้นเรื่อยๆ และมักเสียชีวิตภายในสองถึงห้าปี
ตอนที่เขาเขียนโพสต์นั้นในเดือนมีนาคม 2013 เขาอยู่ในสภาพเกือบเป็นอัมพาตทั้งตัว ให้อาหารผ่านสาย หายใจด้วยเครื่องช่วย และใช้คอมพิวเตอร์ผ่านระบบติดตามดวงตาที่มีตัวสังเคราะห์เสียงในตัว เขาเขียนว่า "นี่คือเสียงของผมตอนนี้" และเล่าว่าต่อวงจรด้วย Arduino เองเพื่อปรับท่านั่งรถเข็นด้วยสายตา
เขายังเล่าถึงช่วงที่ขุดในปี 2009 ไว้ด้วยว่า ตอนนั้นค่าความยากยังเป็น 1 และหาบล็อกได้ด้วย CPU ธรรมดา แต่เขาปิดเครื่องขุดไปเพราะคอมพิวเตอร์ร้อนและเสียงพัดลมรบกวน แล้วเขียนต่อว่ามองย้อนกลับไปก็เสียดายที่ไม่ทำต่อ แต่ก็โชคดีมากแล้วที่ได้อยู่ตรงนั้นตั้งแต่ต้น
โพสต์ทั้งชิ้นแทบไม่มีน้ำเสียงขมขื่นเลย เขาเล่าเรื่องการได้อยู่ในช่วงแรกของ Bitcoin ด้วยความรู้สึกขอบคุณ และพูดถึงเหรียญที่ถืออยู่อย่างสงบว่าจะตกเป็นของทายาท
28 สิงหาคม 2014
Hal Finney เกิดวันที่ 4 พฤษภาคม 1956 และเสียชีวิตวันที่ 28 สิงหาคม 2014 จากภาวะแทรกซ้อนของโรค ALS ที่เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา รวมเวลาห้าปีพอดีนับจากวันที่ได้รับการวินิจฉัย
หลังเสียชีวิต ร่างของเขาถูกเก็บรักษาด้วยความเย็นโดยมูลนิธิ Alcor ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ เป็นการตัดสินใจที่สอดคล้องกับตัวตนของเขามาทั้งชีวิต คือเชื่อว่าเทคโนโลยีอาจเปิดทางเลือกที่ยังไม่มีในวันนี้ได้
วันที่เขาเสียชีวิต ราคา Bitcoin อยู่ที่ 511.77 ดอลลาร์ ส่วนวันที่เขารับ 10 BTC ก้อนแรกเมื่อห้าปีครึ่งก่อนหน้านั้น Bitcoin ยังไม่มีราคาตลาดเลยด้วยซ้ำ ไม่มีที่ไหนให้ซื้อขาย และไม่มีใครรู้ว่ามันจะมีมูลค่าไหม
10 BTC ก้อนนั้นวันนี้เป็นเท่าไร
คำถามที่ทุกคนถามเสมอเมื่อได้ยินเรื่องนี้ ลองคิดจากราคาจริงดู
- 12 มกราคม 2009 วันที่ได้รับ ไม่มีราคาตลาด
- 28 สิงหาคม 2014 วันที่เขาเสียชีวิต 511.77 ดอลลาร์ต่อเหรียญ = ราว 5,118 ดอลลาร์
- 14 กันยายน 2026 ซึ่งเป็นวันล่าสุดในชุดข้อมูลราคาที่เราใช้ 76,829 ดอลลาร์ต่อเหรียญ = ราว 768,000 ดอลลาร์
12 ม.ค. 2011 ราว 33 เซนต์
$0.33
12 ม.ค. 2026 $90,818
$90,818
แต่ตัวเลขพวกนี้พลาดประเด็นไปพอสมควร ในวันที่ธุรกรรมนั้นเกิดขึ้น สิ่งที่มีค่าไม่ใช่เหรียญ แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่ามันส่งถึงกันได้จริง ถ้าวันนั้นซอฟต์แวร์พังหรือธุรกรรมไม่ถูกยืนยัน ก็คงไม่มีราคาใดๆ ให้พูดถึงในวันนี้
และในโพสต์ปี 2013 Finney เองก็พูดถึงเหรียญที่ถืออยู่แบบเรียบๆ ว่าจะเป็นมรดกของลูกหลาน ไม่ได้เล่าในน้ำเสียงของคนที่มองว่าตัวเองถูกหวย
สิ่งที่เรื่องนี้บอกเกี่ยวกับ Bitcoin
ประวัติศาสตร์ช่วงแรกของ Bitcoin มักถูกเล่าเป็นเรื่องของคนคนเดียวที่ไม่มีใครรู้จักตัวตน แต่บล็อก 170 บอกอีกอย่างหนึ่ง ระบบที่ออกแบบมาเพื่อไม่ต้องเชื่อใจใคร กลับเริ่มต้นจากคนสองคนที่ช่วยกันทดสอบว่ามันใช้ได้จริง
และคนที่สองในสมการนั้นไม่ได้ถูกเลือกมาแบบสุ่ม เขาคือคนที่เคยสร้างของคล้ายกันนี้ด้วยตัวเองเมื่อห้าปีก่อน เคยเห็นว่าจุดไหนที่มันพัง และตั้งคำถามที่ถูกจุดตั้งแต่ยังไม่มีซอฟต์แวร์ให้ลอง
เรื่องนี้เกี่ยวกับคนไทยอย่างไร
ธุรกรรมแรกของโลกยังตรวจสอบได้อยู่ทุกวันนี้ ใครก็เปิดเว็บสำรวจบล็อกแล้วพิมพ์เลข 170 ดูได้ด้วยตัวเอง เห็นทั้งเวลา ขนาด และจำนวนเหรียญที่ย้ายไป นี่คือสิ่งที่ระบบการเงินแบบเดิมให้ไม่ได้ เพราะไม่มีใครเปิดให้คนทั่วไปเข้าไปดูรายการโอนเงินฉบับแรกของธนาคารไหนได้
สำหรับคนที่ลงทุนอยู่ ประเด็นที่ใช้ได้จริงคือความสามารถในการตรวจสอบเอง ไม่ต้องเชื่อคำบอกเล่าว่าเหรียญย้ายไปไหน ดูเองได้ทั้งหมด และความสามารถนี้เองคือสิ่งที่ถูกทดสอบครั้งแรกในเช้าวันที่ 12 มกราคม 2009
ภาพ: โพสต์ Bitcoin and me บน bitcointalk
ทำไมเรายังตรวจสอบเรื่องเมื่อ 17 ปีก่อนได้
เรื่องเล่าเกี่ยวกับยุคแรกของ Bitcoin มีเยอะมากและผิดเยอะพอกัน สิ่งที่ทำให้เรื่องในบทความนี้ต่างออกไปคือทุกชิ้นยังเปิดให้ไปดูของจริงได้เอง ไม่ต้องเชื่อใคร
- คลังเก็บเมลลิงลิสต์ cryptography ยังออนไลน์อยู่ ข้อความที่ Finney เขียนในเดือนพฤศจิกายน 2008 และมกราคม 2009 อ่านได้ทั้งฉบับ พร้อมวันเวลาประทับ
- โพสต์ "Bitcoin and me" ปี 2013 ยังอยู่บนเว็บบอร์ด bitcointalk ในชื่อของเขาเอง
- บล็อก 170 อยู่บนเครือข่าย Bitcoin ซึ่งทุกโหนดทั่วโลกเก็บสำเนาไว้ ใครก็ตรวจตัวเลขได้ด้วยตัวเอง
นี่คือจุดที่ประวัติศาสตร์ของ Bitcoin ต่างจากประวัติศาสตร์ของสถาบันการเงินอื่น มันไม่ได้ถูกเก็บโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่มีอำนาจตัดสินว่าจะเปิดเผยอะไร เอกสารกระจายอยู่ในที่สาธารณะหลายแห่งที่ไม่ขึ้นต่อกัน และตัวบันทึกธุรกรรมกระจายอยู่ในเครื่องของคนทั่วโลก
เวลาอ่านเรื่องเล่ายุคแรกจากที่ไหนก็ตาม รวมถึงบทความนี้ ควรถามว่าแหล่งอยู่ตรงไหนและตามไปดูได้ไหม ถ้าตามไปดูไม่ได้ ก็ควรลดน้ำหนักความเชื่อลง
คำถามที่พบบ่อย
ธุรกรรม Bitcoin รายการแรกเกิดขึ้นเมื่อไหร่
12 มกราคม 2009 เวลา 03:30:25 UTC ตรงกับ 10:30 น. ตามเวลาไทย อยู่ในบล็อกที่ 170 เป็นการส่ง 10 BTC จาก Satoshi Nakamoto ไปยัง Hal Finney
ทำไมธุรกรรมนั้นถึงมีเงินทอน 40 BTC
เพราะธุรกรรมนั้นใช้เหรียญก้อน 50 BTC เป็นขาเข้า เมื่อจ่ายออกแค่ 10 BTC ส่วนที่เหลือจึงถูกส่งกลับไปหาผู้ส่งเอง เป็นวิธีทำงานปกติของ Bitcoin
Hal Finney คือ Satoshi Nakamoto ใช่ไหม
เขาปฏิเสธตอนมีชีวิตอยู่ และยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ รายละเอียดของผู้ต้องสงสัยทุกคนอยู่ในบทความ Satoshi Nakamoto คือใคร
genesis block กับธุรกรรมแรกคนละอันกันใช่ไหม
ใช่ genesis block คือบล็อกแรกสุดของเครือข่ายเมื่อ 3 มกราคม 2009 ส่วนธุรกรรมแรกระหว่างคนสองคนเกิดขึ้นที่บล็อก 170 อีก 8.4 วันถัดมา
ยังตรวจสอบบล็อก 170 ได้ไหม
ได้ ข้อมูลทั้งหมดยังอยู่บนเครือข่ายและเปิดให้ทุกคนดู ทุกตัวเลขในบทความนี้ดึงมาจากข้อมูลบนเครือข่ายโดยตรง
Hal Finney ได้รับ 10 BTC นั้นแล้วทำอะไรกับมัน
ในโพสต์ปี 2013 เขาเล่าว่ายังถือเหรียญจากยุคนั้นอยู่และตั้งใจให้เป็นมรดกของทายาท ไม่ได้เล่าว่าเอาไปขายตอนไหน
ธุรกรรมแรกกับ Bitcoin Pizza Day ต่างกันยังไง
ธุรกรรมแรกคือ 12 มกราคม 2009 เป็นการส่งเพื่อทดสอบว่าระบบทำงานได้ ส่วน Pizza Day คือพฤษภาคม 2010 เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกว่ามีคนเอา Bitcoin ไปแลกของจริง ห่างกันหนึ่งปีสี่เดือน
เขาเคยเดามูลค่า Bitcoin ไว้เท่าไร
วันที่ 10 มกราคม 2009 เขาเขียนว่าถ้า Bitcoin กลายเป็นระบบชำระเงินหลักของโลกจริง เหรียญหนึ่งอาจมีค่าราว 10 ล้านดอลลาร์ โดยคิดจากความมั่งคั่งทั้งโลก 100-300 ล้านล้านดอลลาร์หารด้วย 20 ล้านเหรียญ
สรุป
บล็อก 170 หนัก 490 ไบต์ มีธุรกรรมสองรายการ และไม่มีค่าธรรมเนียม มันคือหลักฐานว่าระบบที่เสนอไว้บนกระดาษเมื่อสองเดือนก่อนหน้านั้นทำงานได้จริงระหว่างคนสองคนที่อยู่คนละที่กัน
ผู้รับคนนั้นคือคนที่เคยพยายามสร้างของแบบนี้มาก่อนและรู้ว่ามันยากตรงไหน เขาได้เห็นมันทำงานด้วยตาตัวเอง ได้เขียนเล่าเรื่องทั้งหมดไว้ด้วยตัวเองในวันที่ร่างกายแทบขยับไม่ได้แล้ว และจากไปในปี 2014