
วิทาลิก เปิดวิสัยทัศน์ Ethereum ปี 2030 ก้าวข้ามบล็อกเชน สู่ "คอมพิวเตอร์โลกเข้ารหัส"
วิทาลิก บิวเทอริน (Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เผยแพร่บทความบนบล็อกส่วนตัว vitalik.eth.limo เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 ชื่อ "The Cryptographic World Computer" (คอมพิวเตอร์โลกที่ขับเคลื่อนด้วยการเข้ารหัส) วางภาพว่า Ethereum ในปี 2030 จะเปลี่ยนแปลงไปมากจนไม่ใช่แค่ "บล็อกเชน" แบบที่เข้าใจกันทั่วไปอีกต่อไป ตามรายงานของ CoinDesk (เชอเรีย มัลวา) และ The Block
เปรียบเทียบ 3 ช่วงเวลา: 2015, 2025 และ 2030
บทความวางกรอบเทียบพัฒนาการของ Ethereum ไว้ 3 ช่วง ได้แก่ Ethereum ยุคแรกปี 2015 สถานะปัจจุบันปี 2025 ที่มีการประมวลผลอเนกประสงค์ ระบบ Proof-of-Stake การใช้ Zero-Knowledge Proof (การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ที่ยืนยันความถูกต้องได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด) ในบางแอปพลิเคชัน และ Layer 2 (เครือข่ายที่ทำงานอยู่บน Ethereum เพื่อช่วยขยายขนาดและเพิ่มความเป็นส่วนตัว) กับภาพที่บิวเทอรินมองไปถึงปี 2030
"เทคโนโลยีพัฒนาไปมากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และพร้อมจะพัฒนาไปมากกว่านั้นอีกในอีก 3 ปีข้างหน้า"
— วิทาลิก บิวเทอริน (Vitalik Buterin) จากบทความ "The Cryptographic World Computer"
สิ่งที่จะเปลี่ยนภายในปี 2030
บิวเทอรินอธิบายว่าโครงข่ายในอนาคตจะรองรับ "การประมวลผลที่ปรับได้ระหว่างความเร็วสุดขั้วกับความเป็นอเนกประสงค์เต็มรูปแบบ การสร้างบล็อกแบบหลายผู้เข้าร่วมหลายรูปแบบ...และ Zero-Knowledge Proof ที่ฝังเป็นส่วนหลักของชั้นฐานราก" ตามที่ CoinDesk อ้างถึง แนวคิดหลักคือให้โหนด (คอมพิวเตอร์ที่รันซอฟต์แวร์ Ethereum) ไม่ต้องคำนวณธุรกรรมซ้ำทั้งหมดเพื่อตรวจสอบ แต่ตรวจสอบผ่านหลักฐานทางคณิตศาสตร์ที่กระชับกว่าแทน ซึ่งเปิดทางให้ประมวลผลแบบขนานได้มากขึ้นและลดความซ้ำซ้อน
บทความยังพูดถึงความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มขึ้นสำหรับการชำระเงินและกิจกรรมของบัญชี โดยปิดบังการตรวจสอบยอดคงเหลือควบคู่กับรายละเอียดการชำระเงิน และการออกแบบที่ต้านทานคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ ตามที่ CoinDesk รายงาน ซึ่งสอดคล้องกับที่ทีมข่าวเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ว่า Ethereum ตั้งเป้าต้านทานควอนตัมให้ได้ภายในปี 2029 และเคยเปิด Strawmap ที่ชู Privacy และ Quantum Resistance เป็นหัวใจหลัก
Hegotá: ฟอร์กปกติครั้งสุดท้าย
บิวเทอรินระบุว่าการอัปเกรดที่ชื่อ Hegotá ซึ่งมีแผนในปีหน้า จะเป็นฟอร์ก (การอัปเกรดเครือข่าย) "ปกติ" ครั้งสุดท้าย ที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่คนทำงานในเครือข่ายเมื่อปี 2015 คุ้นเคย ตามรายงานของ CoinDesk และ The Block หลังจากนั้นการอัปเกรดต่อๆ ไปจะพึ่งพาหลักฐานทางคณิตศาสตร์และเครื่องมือต้านควอนตัมมากขึ้นเรื่อยๆ ทีมข่าวสังเกตว่าชื่อฟอร์กนี้สื่อบางแห่งสะกดต่างกันเล็กน้อยเป็น "Hegota" ทีมข่าวยังไม่พบเอกสารทางการที่ยืนยันการสะกดที่แน่นอน
บิวเทอรินระบุด้วยว่าการชำระเงินจะได้ข้อสรุปที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ภายในเวลาประมาณ 8-32 วินาที ตามที่ CoinDesk รายงาน
"เมื่อผ่าน Hegotá ไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้จะกลายเป็นเรื่องราวหลักของ Ethereum"
— วิทาลิก บิวเทอริน (Vitalik Buterin) อ้างโดย CoinDesk
ต่อเนื่องจากแผนก่อนหน้า ไม่ใช่แผนใหม่แยกต่างหาก
บทความนี้สอดคล้องกับทิศทางที่บิวเทอรินเคยพูดไว้ก่อนหน้า ทั้งแผน "Lean Ethereum" ที่ทีมข่าวรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมว่าเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่เทียบเท่า The Merge ใช้เวลา 3-4 ปี และ Strawmap ที่เปิดเผยเมื่อเดือนสิงหาคม ทีมข่าวยังไม่พบข้อมูลว่าบทความฉบับนี้แทนที่แผนเดิมหรือเป็นการอธิบายเป้าหมายปลายทางของแผนเดิมให้ชัดขึ้น
ข้อมูลที่ยังไม่มี
ทีมข่าวยังไม่สามารถเปิดอ่านบทความต้นฉบับเต็มได้โดยตรง (หน้าเว็บของบิวเทอรินไม่ตอบสนอง ณ เวลาที่ตรวจสอบ) จึงอ้างอิงตามที่ CoinDesk และ The Block สรุปไว้ รายงานไม่ได้ระบุปฏิกิริยาจากนักพัฒนาหรือนักวิเคราะห์รายอื่น และไม่มีตัวเลขงบประมาณหรือทีมงานที่รับผิดชอบแผนนี้โดยตรง
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
แผนพัฒนา Ethereum ที่บิวเทอรินเคยเปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้
👉 Vitalik เปิด Strawmap ใหม่ ชู Privacy และ Quantum Resistance เป็นหัวใจ Ethereum
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk, The Block, บล็อก vitalik.eth.limo
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
บทความนี้เป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวของผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย ไม่ใช่แผนที่ผ่านการอนุมัติหรือกำหนดเวลาที่ผูกมัด ในอดีต Ethereum เคยปรับกำหนดการอัปเกรดหลายครั้ง (เช่น The Merge ที่เลื่อนหลายรอบก่อนสำเร็จ) ผู้อ่านจึงควรมองปี 2030 เป็นเป้าหมายที่บิวเทอรินตั้งไว้ ไม่ใช่วันที่ยืนยันแล้วว่าจะเกิดขึ้นจริง และควรติดตามว่าฟอร์ก Hegotá จะได้รับความเห็นชอบจากทีมพัฒนาหลักและชุมชนอย่างไรต่อไป
สำหรับผู้ถือ ETH ในไทย ข่าวลักษณะนี้มักไม่ส่งผลต่อราคาระยะสั้นมากนัก เพราะเป็นแผนระยะยาว เนื้อหานี้เป็นข้อมูลข่าว ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com