อาจารย์ตั้ม อยู่ไม่ไหว! ถอดปลั๊ก BlockClock เก็บใส่ตู้ หวั่นวิกฤตเชื่อมั่น Coinkite ลาม
ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นต่อ Coinkite ผู้ผลิตกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ที่ยังคงลุกลามต่อเนื่อง “พิริยะ สัมพันธารักษ์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ "อาจารย์ตั้ม" ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กพร้อมแฮชแท็ก #blockclock #อยู่ไม่ไหว แสดงการถอดปลั๊กอุปกรณ์ BlockClock ผลิตภัณฑ์อีกตัวของ Coinkite ออกจากการใช้งาน และนำไปเก็บในตู้ โดยให้เหตุผลเรื่องความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
🎥 อาจารย์ตั้มพูดอะไรในคลิป
ในคลิป อาจารย์ตั้มอธิบายว่า "นอกเหนือจาก Coldcard ที่มีปัญหาแล้ว ผมยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Coinkite อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น OpenDime (กระเป๋าฮาร์ดแวร์แบบใช้ครั้งเดียวคล้ายธนบัตร) ที่ได้รับเป็นของขวัญมาจากหลายคน เดี๋ยวต้องไปเช็กว่า Bitcoin ในนั้นยังอยู่ครบหรือเปล่า และที่สำคัญคือ BlockClock ตัวนี้ ซึ่งเป็นนาฬิการาคาแพงมากที่บอกเวลาเป็นหน่วย Bitcoin ไม่ว่าจะเป็นราคาหรือ Block Height"
เขากล่าวต่อว่า "แต่หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า Coinkite เป็นบริษัทที่ซื่อสัตย์ อาจฟังดู Paranoia เกินไป แต่อุปกรณ์นี้คือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่มีบอร์ด ESP32 (ชิปประมวลผลที่นิยมใช้ในอุปกรณ์ IoT) อยู่ข้างใน มีจอ E-Ink 6 จอ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา รับส่งข้อมูลตลอดเวลา เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการใช้อุปกรณ์แบบนี้ไม่ได้ทำให้เราเสียความเป็นส่วนตัว การที่มันเช็กข้อมูล Blockchain ตลอดเวลา หรือการที่เราเสียบ OpenDime แล้วมันเช็กยอดเงินตลอด เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกส่งกลับไปที่เซิร์ฟเวอร์ หรือหลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพที่อาจใช้เป็นเครื่องมือโจมตีเราได้"
พร้อมทิ้งท้ายว่า "มันเชื่อมต่อ Wi-Fi ของเรา มีรหัสผ่าน Wi-Fi เก็บอยู่ในหน่วยความจำของมัน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลเหล่านี้จะไม่รั่วไหลออกไป จนทำให้ระบบเครือข่ายในบ้านถูกเจาะโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ได้อยากจะ Paranoia แต่วันนี้ผมถอดปลั๊กแล้ว เดี๋ยวเอาไปเก็บในตู้"
🌍 ไม่ใช่เสียงเดียว มีวิเคราะห์ความเสี่ยงเทคนิคจากต่างประเทศแชร์ต่อ
ความกังวลนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในไทย โดยมีการแชร์โพสต์จากผู้ใช้ X/Nostr ในต่างประเทศที่ใช้ชื่อ "Dr. The Daniel" ซึ่งเขียนวิเคราะห์ความเสี่ยงทางเทคนิคของ BlockClock ไว้ 5 ข้อ ได้แก่ (1) อุปกรณ์เชื่อมต่อ HTTPS แบบ Always-on ไปยัง Backend ของบริษัทตลอดเวลา ทำให้ผู้ดูแล Backend เห็น IP สาธารณะของผู้ใช้ต่อเนื่อง และหากช่องทางนี้ถูกเปลี่ยนเส้นทางผ่าน WebSocket ก็อาจกลายเป็นช่องทางควบคุมจากระยะไกลโดยผู้ไม่หวังดีได้ (2) การเช็กข้อมูลธุรกรรมและ UTXO ของ OpenDime ผ่าน Blockstream.info อาจทำให้ผู้สังเกตการณ์เครือข่ายเชื่อมโยงกิจกรรม Bitcoin กับที่อยู่ IP ของผู้ใช้ได้ (3) อุปกรณ์เก็บรหัสผ่าน Wi-Fi ไว้ในหน่วยความจำแฟลช ทำให้กลายเป็นเป้าหมายทางกายภาพหากถูกขโมย (4) ตัวชิป ESP32 ที่รันซอฟต์แวร์ MicroPython บน ESP-IDF เวอร์ชันเก่า อาจมีช่องโหว่ที่เข้าถึงได้จากเครือข่ายภายในบ้าน และ (5) รูปแบบการดึงข้อมูลจาก Backend ที่เป็นจังหวะคงที่ อาจกลายเป็นลายเซ็นที่ผู้โจมตีใช้สแกนหาอุปกรณ์ BlockClock ในเครือข่ายได้
⚠️ ข้อควรระวัง: นี่คือการวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงป้องกัน ไม่ใช่ช่องโหว่ที่ยืนยันแล้ว
สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ ประเด็นเรื่อง BlockClock ทั้งหมดข้างต้นยังเป็นเพียง "การตั้งข้อสังเกตเชิงป้องกัน" (Precautionary Risk Assessment) ที่เกิดจากความไม่ไว้วางใจ Coinkite ในภาพรวมหลังเหตุการณ์ Coldcard เท่านั้น ยังไม่มีรายงานยืนยันว่า BlockClock มีช่องโหว่จริงหรือเคยถูกโจมตีจนข้อมูลรั่วไหลแต่อย่างใด ต่างจากกรณี Coldcard ที่มีการยืนยันช่องโหว่เฟิร์มแวร์จริงและมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้วหลายระลอกตามที่ Bitcoinaddict.com เคยรายงานไปก่อนหน้านี้
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
👉 Coldcard ระลอก 4 เสียหายพุ่งใกล้ $114 ล้าน เผยบั๊กเฟิร์มแวร์ 5 ปี CEO ลั่น 'เสียใจสุดๆ'
👉 Jameson Lopp ชี้ ช่องโหว่ Coldcard แฉจุดอ่อน 'Don't Trust, Verify' ของ Bitcoin
👉 OKX เผย! เงินไหลเข้าเอ็กซ์เชนจ์ทำสถิติหลังช่องโหว่ Coldcard สวนทางเทรนด์หลัง FTX ล่ม🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: โพสต์เฟซบุ๊กของ Piriya Sambandaraksa (อาจารย์ตั้ม) และโพสต์ที่แชร์ต่อโดย Don Sambandaraksa (อ้างอิงข้อความจากผู้ใช้ X/Nostr "Dr. The Daniel")
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict:
เคสนี้สะท้อนปรากฏการณ์ "วิกฤตความเชื่อมั่นลามข้ามผลิตภัณฑ์" ที่น่าสนใจมาก แม้ BlockClock และ OpenDime จะไม่มีความเกี่ยวข้องทางเทคนิคกับบั๊กที่พบใน Coldcard เลย แต่เมื่อความไว้วางใจต่อบริษัทแม่สั่นคลอน ผู้ใช้ก็เริ่มตั้งคำถามกับผลิตภัณฑ์อื่นในเครือทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ตรงกับที่ Jameson Lopp เคยพูดถึงเรื่องข้อจำกัดของหลัก "Don't Trust, Verify" พอดี เพราะผู้ใช้ทั่วไปไม่มีทางตรวจสอบโค้ดของอุปกรณ์ ESP32 ด้วยตัวเองได้จริง จึงต้องอาศัยการประเมินความเสี่ยงแบบระมัดระวังไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ควรแยกแยะให้ชัดระหว่าง "ความกังวลเชิงป้องกัน" กับ "ช่องโหว่ที่ยืนยันแล้ว" เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกเกินความจำเป็น
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: BlockClock, Coinkite, Coldcard, OpenDime, Bitcoin
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com