ตำรวจไซเบอร์ทลายบริษัทคริปโตเถื่อน ฟอกเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านต่อเดือน!
กองบังคับการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตำรวจไซเบอร์” แถลงข่าวสำเร็จในการ ทลายขบวนการบริษัทคริปโตเถื่อน ที่ลักลอบซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่มีใบอนุญาตจาก สำนักงาน ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์)
ผลการสืบสวนพบว่า บริษัทดังกล่าวมี เงินหมุนเวียนมหาศาลกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน และมีพฤติกรรม ฟอกเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ โดยมีผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงินสูญเงินรวมหลายล้านบาท
เบื้องหลังคดี: จากผู้เสียหาย 3 ล้าน สู่ขบวนการพันล้าน
คดีนี้เริ่มจากกรณีผู้เสียหายรายหนึ่งที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินกว่า 3 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์จึงร่วมมือกับ ฝ่ายป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เพื่อติดตามเส้นทางการเงิน
การสืบสวนพบว่า เงินที่หลอกลวงได้จะถูกโอนเข้าบัญชีม้าภายในประเทศ ก่อนจะถูกถอนออกมาเป็นเงินสด แล้วนำไป ซื้อเงินสกุลดิจิทัล (คริปโต) เพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน — ซึ่งกระบวนการนี้เป็นการ “ล้างเงิน” ให้กับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์อย่างแนบเนียน
บริษัทคริปโตเถื่อน ไม่จดทะเบียนกับ ก.ล.ต.
จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดย ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจาก ก.ล.ต. และมีพฤติกรรมคล้าย “ศูนย์แลกเปลี่ยนเถื่อน” ที่เปิดให้ลูกค้าซื้อขายคริปโตโดยไม่ต้องผ่านระบบตรวจสอบ (KYC) หรือการยืนยันตัวตน
ธุรกรรมจำนวนมากมีลักษณะเป็นการ โอนคริปโตออกนอกประเทศ ซึ่งเข้าข่าย “ฟอกเงิน” และ “สนับสนุนการหลบเลี่ยงการตรวจสอบทางการเงิน”
ปฏิบัติการปิดล้อม 7 จุด รวบ 9 ผู้ต้องหา ยึดของกลางเพียบ
เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์จึงเปิดปฏิบัติการ ปิดล้อมตรวจค้น 7 จุด ในหลายจังหวัด ได้แก่
กรุงเทพมหานคร
สมุทรปราการ
ราชบุรี
นครปฐม
ฉะเชิงเทรา
เชียงใหม่
ชลบุรี
ผลการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 9 ราย พร้อมของกลางจำนวนมาก ได้แก่
โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง
คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง
แท็บเล็ต 1 เครื่อง
สมุดบัญชีธนาคาร 22 เล่ม
บัตร ATM 5 ใบ
เจ้าหน้าที่ได้ส่งผู้ต้องหาพร้อมของกลางดำเนินคดีตามกฎหมายทันที
เดินหน้าขยายผล–ยึดทรัพย์คืนเหยื่อ
ขณะนี้ตำรวจไซเบอร์กำลังเร่งติดตามผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนี และขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อดำเนินการ อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน กลับคืนให้กับผู้เสียหาย
เจ้าหน้าที่คาดว่าเมื่อรวมบัญชีม้าและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยอดหมุนเวียนของขบวนการนี้อาจสูงเกิน 10,000 ล้านบาทต่อปี
สรุป
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของอาชญากรรมทางการเงินยุคใหม่ ที่เริ่มใช้เทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) เพื่อ “ฟอกเงิน” และปกปิดเส้นทางธุรกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุให้หน่วยงานกำกับอย่าง ก.ล.ต. และตำรวจไซเบอร์ ต้องเร่งปราบปราม “บริษัทคริปโตเถื่อน” ที่ไม่ได้รับอนุญาต
ประชาชนควรตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งว่า แพลตฟอร์มที่ใช้ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย เพื่อป้องกันความเสียหายและหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของขบวนการฟอกเงิน
อ้างอิง : fm91bkk.com