อาจารย์ตั๊ม พิริยะ แนะปัญหาของ "นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาทกับ Blockchain" ของพรรคเพื่อไทย
16 August 2023ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

อาจารย์ตั๊ม พิริยะ แนะปัญหาของ "นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาทกับ Blockchain" ของพรรคเพื่อไทย

หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่พูดถึงกันในโลกโซเชียลกันอย่างแพร่หลาย คงหนีไม่พ้น นโยบาย "เงินดิจิทัล 10,000 บาท" ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งล่าสุด อาจารย์พิริยะ สัมพันธารักษ์ หรือ อาจารย์ตั้ม จาก Chalokedotcom ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ต่อการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้กับนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท

อาจารย์ตั๊ม พิริยะ แนะปัญหาของ "นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาทกับ Blockchain" ของพรรคเพื่อไทย

"การนำเอาบล็อกเชนมาใช้กับระบบการสร้าง proof แบบอื่นจึงเป็นการหลงประเด็นโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะ proof of stake ที่เป็นการนำเอาความมั่นคงของบัญชีมาผูกกับเม็ดเงินที่คนบางกลุ่มสามารถเสกได้ ในขณะที่คนกลุ่มอื่น ๆ ทำไม่ได้ หรือ proof of authority ซึ่งเป็นการตบหน้าการออกแบบระบบโดยสิ้นเชิง แต่เราจะไม่ออกไปเรื่องดังกล่าวในตอนนี้" อาจารย์ตั๊ม กล่าว

ทำไมต้อง Blockchain

อาจารย์ตั๊ม กล่าวว่า "คำถามต่อมาคือการใช้ Blockchain สามารถป้องกันการแก้ไขข้อมูลและการใช้เงินซ้ำซ้อนได้จริงหรือ ? การจะตอบข้อนี้เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงธรรมชาติของ Blockchain ที่พูดถึงด้วย ว่าเป็น Blockchain แบบไหน ระบบอย่าง Bitcoin นั้น เปิดให้ใครพยายามโจมตี พยายามแก้ไขก็ได้ แต่ผู้โจมตีจำเป็นต้องมีกำลังการขุดมากกว่ากำลังการขุดของทั้งโลกรวมกัน แต่สำหรับ Blockchain อื่น ๆ ที่มี PoW น้อยกว่ามาก ๆ การแก้ไขข้อมูลย้อนหลังไม่ใช่เรื่องยาก"

"มองในมุมรัฐบาล รัฐน่าจะใช้บล็อกเชนแบบ PoA ซึ่งหมายถึงระบบรวมศูนย์โดยสมบูรณ์ เป็นเพียงการเล่นละครกระจายศูนย์ปาหี่เท่านั้น เมื่อรวมศูนย์แล้ว จึงมีความเสี่ยงที่ศูนย์กลางจะถูกเจาะเข้าควบคุมระบบได้ไม่ได้ต่างอะไรกับระบบฐานข้อมูลโดยทั่วไป กล่าวคือ มี single point of failure และยังจำเป็นต้องอาศัย trust"

นอกจากนี้อาจารย์ตั๊มยังกล่าวว่า เงินดิจิทัล "มูลค่า 10,000 บาท" ที่จะแจกให้กับประชาชนนั้นไม่ใช่เงินบาท ไม่ใช่เงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย แต่เป็น token ที่พรรคเพื่อไทยในนามรัฐบาล "เสก" ขึ้นมา แล้วใช้กฎหมายบอกว่า มันมีค่าเท่ากับ 1 บาท ซึ่งรัฐบาลจะสามารถควบคุมได้ทั้งหมด

"ถ้าทำออกมาได้อย่างนี้จริง จะแสดงถึงโครงสร้างการออกแบบที่รวมศูนย์มาก ๆ กล่าวคือ มีผู้ issue เงินเพียงผู้เดียว และผู้ใช้งานทุกคนจะต้องทำการขึ้นทะเบียนผู้ใช้งาน 1 address ต่อหนึ่งคน ไม่สามารถสร้าง private key ของตนเองและใช้งานได้ จากนั้นฐานข้อมูลส่วนกลางจะต้องกำหนดว่า ใครจะสามารถนำเงินลมเหล่านี้มาใช้ได้และใครไม่สามารถใช้ได้ และยังจำเป็นต้องรู้ตำแหน่ง geolocation ของแต่ละกระเป๋า เพื่อตรวจสอบรัศมีการใช้งานว่าผู้รับและผู้จ่ายมีภูมิลำเนาห่างกันเกิน 4km หรือไม่"

"จึงมั่นใจได้ว่า ไม่ใช่ระบบ open, decentralized blockchain แต่อย่างใด แต่จะต้องเป็น token digital ที่ควบคุมโดยส่วนกลาง ที่อาจใช้เทคโนโลยี public key infrastructure ในการ automate บางขั้นตอนเท่านั้น"

ทางออกคือ CBDC ?

อย่างไรก็ตาม อ.ตั๊ม มองว่า ทางออกเดียวที่จะพอทำได้ตามกฎหมายคือการหันไปใช้ CBDC ที่ออกโดยแบงก์ชาติ ซึ่งปัจจุบันพัฒนากันมาหลายปีและเริ่มมีการทดลองใช้แล้ว และเชื่อว่าจะตอบโจทย์ความต้องการทั้งหมดของพรรคเพื่อไทยได้ไม่ยาก

"ที่กล่าวมาคือวัตถุประสงค์ของ CBDC ครับ ผมไม่เห็นด้วยกับ CBDC แต่นั่นคือวัตถุประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา และเค้าก็ศึกษาและทำกันมาหลายปีแล้วด้วย ทำให้ 10,000 บาทในระบบกระเป๋าดิจิทัลใหม่ที่กล่าวถึงนี้ ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า "คำโฆษณาเพื่อการหาเสียง" เลย เป็นการสัญญาว่าจะ airdrop token ที่เสกขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นการเรียกคะแนนเสียงเท่านั้น โดยไม่ได้มีเหตุผลอื่นใดที่สมเหตุสมผลของการมีตัวตนอยู่เลยแม้แต่น้อย"