
แฉกลยุทธ์ใหม่! เกาหลีเหนือใช้คนต่างชาติแฝงตัวเจาะบริษัทสหรัฐฯ กวาดรายได้ปีละหลายร้อยล้าน
รายงานจากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรต่างชาติ และบริษัทวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์หลายแห่ง เปิดเผยว่าเกาหลีเหนือขยายเครือข่ายแฝงตัวเข้าทำงานในบริษัทสหรัฐฯ ให้ครอบคลุมแรงงานจากประเทศที่สามมากขึ้น เช่น อิหร่าน เลบานอน ซีเรีย และแอฟริกาใต้ โดยรายงานฉบับนี้ต่อยอดจากคำเตือนร่วมของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ที่เคยออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าเกาหลีเหนือใช้กลยุทธ์ที่ "ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ" รวมถึงการเกณฑ์คนนอกประเทศมาช่วยอำพรางตัวตน
กลไกการแฝงตัวทำงานอย่างไร
ตามรายงานของ Flare (บริษัทวิจัยด้านข่าวกรองภัยคุกคาม) พบว่าฝ่ายเกาหลีเหนือใช้ LinkedIn สอดส่องหาวิศวกรในประเทศที่สาม แล้วเสนอค่าตอบแทนราว 500 ดอลลาร์ต่อเดือนเป็นสกุลเงินคริปโต ให้ทำหน้าที่เป็น "ผู้ช่วยสัมภาษณ์งาน" แบบพาร์ทไทม์ โดยใช้ตัวตนปลอมสอบผ่านขั้นตอนสัมภาษณ์งานและแบบทดสอบทางเทคนิคแทน เมื่อได้สัญญาว่าจ้างจากบริษัทเป้าหมายแล้ว ตำแหน่งงานเหล่านี้มักถูกเปลี่ยนมือให้เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือตัวจริงเข้าทำงานแทน ข้อมูลจาก Flare พบว่ามีชาวอิหร่านอย่างน้อย 14 คนถูกทีมไอทีเกาหลีเหนือชักชวนโดยตรงตั้งแต่ปี 2567 และอย่างน้อย 2 คนได้รับจดหมายข้อเสนองานจากนายจ้างสหรัฐฯ จริงหลังผ่านกระบวนการสัมภาษณ์ ขณะที่บริษัท Kudelski Security ก็พบพนักงานในอิหร่าน ซีเรีย และแอฟริกาใต้ที่ตอบรับข้อเสนอลักษณะเดียวกันในการสืบสวนปี 2569 นี้เช่นกัน
ตัวเลขความเสียหายที่ประเมินได้
รายงานประเมินว่าปฏิบัติการนี้เกี่ยวข้องกับแรงงานหลายพันคนที่ยื่นสมัครงานกับบริษัทอเมริกันหลายร้อยแห่ง สร้างรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี โดยองค์การสหประชาชาติประเมินตัวเลขไว้สูงถึง 600 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประเมินไว้สูงถึง 800 ล้านดอลลาร์สำหรับปี 2567 เพียงปีเดียว เงินเหล่านี้ถูกฟอกและนำไปใช้สนับสนุนโครงการอาวุธของรัฐบาลเกาหลีเหนือตามการประเมินของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ นอกจากนี้ สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ ยังประเมินว่าการโจรกรรมคริปโตโดยกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือสร้างความเสียหายอย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
กรณีตัวอย่างจริงในวงการคริปโต
เหตุการณ์ที่เคยเป็นข่าวดังในกลุ่มนี้คือกรณีของ Consensys (บริษัทผู้พัฒนากระเป๋าเงินดิจิทัล MetaMask) ที่เคยว่าจ้างนักพัฒนารายหนึ่งผ่านผู้ให้บริการบุคคลที่สามโดยไม่รู้ตัวว่าเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ นักพัฒนารายนี้ใช้ชื่อปลอมว่า "Tyler Knapp" และมีสิทธิ์เข้าถึงระบบนานราวหนึ่งเดือน ก่อนบริษัทตรวจพบและเพิกถอนสิทธิ์เข้าถึงทันที โดยยืนยันภายหลังว่าไม่มีทรัพย์สินหรือข้อมูลใดถูกขโมยไป และไม่มีโค้ดอันตรายถูกฝังไว้ในระบบ
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:ติดตามความเคลื่อนไหวของกลยุทธ์แทรกซึมและโจรกรรมคริปโตของเกาหลีเหนือที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 นักวิจัยสร้างบริษัทคริปโตปลอม ล่อจ้างพนักงานไอทีเกาหลีเหนือได้ 3 คน
👉 CertiK แฉ! เกาหลีเหนืออัปเกรดขโมยคริปโตสู่ระบบ "อุตสาหกรรม" กวาดเงิน 60% ความเสียหายทั่วโลก
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph, NBC News
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict: การขยายเครือข่ายไปใช้แรงงานจากประเทศที่สามสะท้อนว่าเกาหลีเหนือปรับตัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตามมาตรการคว่ำบาตรและการตรวจจับที่เข้มงวดขึ้น บริษัทในวงการคริปโตและเทคโนโลยีที่จ้างงานทางไกลหรือใช้บริการเอาต์ซอร์สควรตรวจสอบตัวตนพนักงานให้รัดกุมกว่าเดิม โดยเฉพาะตำแหน่งที่เข้าถึงโค้ดหรือระบบสำคัญ ตัวเลขความเสียหายในรายงานนี้มาจากการประเมินของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ และองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการ ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com