NEAR เตือน! ยุคควอนตัมอาจวุ่นวายกว่าที่คิด หากขาดระบบ 'พิสูจน์ความเป็นเจ้าของ' เมื่อกระเป๋าถูกแฮก
ทีมพัฒนา Near One ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า การรับมือภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer) บน Blockchain ยังมีช่องโหว่สำคัญที่ถูกมองข้าม นั่นคือ "การพิสูจน์ความเป็นเจ้าของสินทรัพย์" Anton Astafiev CTO ของ Near One ระบุว่าโปรโตคอลต่างๆ อาจถูกบังคับให้เลือกระหว่างการแช่แข็งทรัพย์สินทั้งหมด หรือปล่อยให้ตลาดเข้าสู่สภาวะไร้กฎ โดยเสนอให้ Zero-Knowledge Proof เป็นทางออก
🌐 ปัญหาที่ถูกมองข้ามในการถกเรื่องควอนตัม
การถกเถียงเรื่องภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมต่อโลก Blockchain มักวนเวียนอยู่กับคำถามว่า "จะป้องกัน Private Key (กุญแจส่วนตัวที่ใช้ควบคุม Wallet) ได้อย่างไร?" แต่ Near One ชี้ว่ายังมีคำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ "เมื่อถูกโจมตีแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริง?"
Anton Astafiev CTO ของ Near One (ทีมวิจัยและพัฒนาเบื้องหลัง NEAR Protocol ซึ่งเป็น Blockchain Layer-1 หรือโครงสร้างพื้นฐานหลักของ Blockchain ที่ดูแลสินทรัพย์ผู้ใช้มูลค่ากว่า 137.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4,700 ล้านบาท) กล่าวว่าหากไม่มีระบบพิสูจน์ความเป็นเจ้าของที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ โปรโตคอลต่างๆ จะ "ไม่สามารถบอกได้เลยว่าผู้ที่ส่งธุรกรรมคือเจ้าของสินทรัพย์ที่แท้จริงหรือไม่"
⚠️ สองทางเลือกที่ล้วนเจ็บปวด
Astafiev อธิบายว่าในสถานการณ์ที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถเจาะระบบ Cryptography (การเข้ารหัสข้อมูล) ของ Blockchain ได้จริง โปรโตคอลจะต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก 2 ทาง ได้แก่
- แช่แข็งสินทรัพย์ทั้งหมด — หยุด Wallet ที่อาจถูกโจมตีทุกใบ ซึ่งหมายความว่าเจ้าของที่บริสุทธิ์ก็ถูกล็อคเงินไปด้วย
- ปล่อยให้ตลาดเป็น Wild West — ยอมให้ธุรกรรมดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครรู้ว่าใครโกง ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายและสูญเสียความเชื่อมั่น
🔬 Zero-Knowledge Proof: ทางออกที่ Near One มอง
Astafiev เสนอว่า ZK Proof (Zero-Knowledge Proof หรือเทคโนโลยีที่ช่วยให้พิสูจน์ว่าตนรู้ข้อมูลบางอย่างโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลนั้น) สามารถช่วยให้เจ้าของ Wallet ที่แท้จริงพิสูจน์ว่าตนรู้ Seed Phrase (ชุดคำสุ่มที่ใช้กู้คืน Wallet) เดิมได้ โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนออกมา — กลายเป็น "ใบเบิกทาง" ยืนยันตัวตนบนโลก Post-Quantum
นอกจากนี้ NEAR Protocol ยังอยู่ในระหว่างพัฒนาระบบเซ็นชื่อดิจิทัลที่ทนทานต่อควอนตัม (Post-Quantum Safe Signing System) โดยมาตรฐานแรกที่จะนำมาใช้คือ FIPS-204 ซึ่งผ่านการรับรองจาก NIST (สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ) โดยมีแผนเปิดให้ทดสอบบน Testnet ภายในสิ้น Q2 ปีนี้
🏁 ทั้งอุตสาหกรรมเริ่มขยับ
NEAR ไม่ใช่ผู้เดียวที่ตื่นตัว ในช่วงที่ผ่านมา Google และ California Institute of Technology เผยแพร่งานวิจัยในเดือนมีนาคมว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ใช้งานได้จริงอาจมาถึงเร็วกว่าที่คาด และอาจใช้พลังการประมวลผลน้อยกว่าที่เคยประเมินไว้มาก โดย Google อ้างว่าควอนตัมอาจสามารถเจาะ Cryptography ของ Bitcoin ได้ภายใน 10 นาที ทำให้แฮกเกอร์สามารถทำ "On-Spend Attack" (โจมตีเพื่อใช้จ่ายสินทรัพย์แทนเจ้าของ) ได้
- Ethereum Foundation ตั้งทีม Post-Quantum Ethereum โดยมีเป้าหมายสร้างความทนทานต่อควอนตัมระดับโปรโตคอลภายในปี ค.ศ. 2029
- Solana ผ่าน Anza และ Firedancer (ทีมพัฒนา Validator Client ของ Solana) ทดสอบ Falcon (อัลกอริทึมลายเซ็น Post-Quantum รุ่นใหม่) บนเครือข่ายแล้ว
- Bitcoin ยังเป็นปัญหาที่ถกเถียงอยู่ — Adam Back ซีอีโอของ Blockstream (บริษัทพัฒนา Infrastructure ของ Bitcoin) ยืนยันว่าควอนตัมที่ใช้งานได้จริงยังห่างไกลนับสิบปี แต่ก็สนับสนุนให้นักพัฒนาเริ่มศึกษาทางออก
📎 อ่านเพิ่มเติม: 👉 Clock Is Ticking for Bitcoin to Prevent Quantum Threat as It Could Drain 6.9 Million BTC Including Satoshi's
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinTelegraph / Near One
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict Near One ยกประเด็นที่สำคัญมากแต่มักถูกมองข้ามในการถกเรื่องควอนตัม — การป้องกันอย่างเดียวไม่พอ ระบบ Blockchain ต้องมี "กระบวนการยุติธรรม" ที่พิสูจน์ตัวตนได้รวดเร็วด้วย ไม่เช่นนั้นแม้แต่เจ้าของแท้ก็อาจถูกล็อคเงินหรือตกเป็นผู้ต้องสงสัยโดยไม่รู้ตัว การที่ทั้ง NEAR, Ethereum และ Solana เริ่มเดินหน้าจริงจังเป็นสัญญาณที่ดีว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังมองไกลเกินกว่าแค่การอยู่รอดระยะสั้น
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: NEAR Protocol, คอมพิวเตอร์ควอนตัม, Post-Quantum Blockchain, Zero-Knowledge Proof, FIPS-204, Blockchain Security, ควอนตัม Bitcoin, Near One
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com