สว. สหรัฐฯ เตือนหากกฎหมาย CLARITY พัง ‘จีน’ จะก้าวขึ้นมาเขียนกฎการเงินยุคใหม่แทนวอลล์สตรีท
วุฒิสมาชิก Cynthia Lummis จากรัฐ Wyoming ออกโรงเตือนว่า หากสหรัฐฯ ไม่สามารถผลักดัน CLARITY Act (ร่างกฎหมายกำหนดโครงสร้างตลาดคริปโต) ให้ผ่านสภาได้ ประเทศจะเสียบทบาทผู้นำในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่จีนและประเทศคู่แข่ง ขณะเดียวกัน Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan ประกาศชัดว่าธนาคารใหญ่จะ "สู้" กับร่างกฎหมายฉบับนี้ ทำให้หน้าต่างเวลาในการผลักดันแคบลงเรื่อยๆ ก่อนจะเข้าสู่ฤดูการเลือกตั้งกลางเทอม
🇨🇳 Lummis ชี้ "ปักกิ่ง" รออยู่ข้างหลัง หากวอชิงตันลังเล
Cynthia Lummis วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจากรัฐ Wyoming ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำขับเคลื่อนกฎหมายคริปโตในรัฐสภาสหรัฐ ออกมาส่งสัญญาณเตือนผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การผ่านกรอบกฎหมายกำกับดูแลคริปโตอย่างครอบคลุมจะ "เป็นหลักประกัน" ว่าประเทศอื่นจะไม่เข้ามาเขียนกฎของยุคการเงินถัดไปแทนสหรัฐฯ
"อเมริกาเป็นผู้สร้างระบบการเงินที่มีดอลลาร์เป็นแกนกลาง ซึ่งค้ำจุนเสถียรภาพของโลกมาตลอดศตวรรษ CLARITY Act จะทำให้แน่ใจว่าเราเป็นผู้สร้างระบบใหม่อีกครั้ง ถึงเวลาที่ต้องลงมือแล้ว ก่อนที่ปักกิ่งจะตัดสินใจทำแทนเรา" — Lummis ระบุ
ประเด็นนี้สะท้อนความกังวลที่กว้างขึ้นในเวที Geopolitical ว่า หากสหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างกฎเกมที่ชัดเจนให้กับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลได้ทันเวลา ศูนย์กลางนวัตกรรมและทุนอาจไหลออกไปยังเขตอำนาจที่มีกรอบกฎหมายชัดเจนกว่า เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง สหภาพยุโรป (ผ่าน MiCA) รวมถึง Digital Yuan (e-CNY — สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจีน หรือ CBDC) ที่จีนผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง
📜 CLARITY Act คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
CLARITY Act หรือ Digital Asset Market Clarity Act คือร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อกำหนดบทบาทระหว่าง SEC (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ) และ CFTC (คณะกรรมการกำกับการซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์) อย่างชัดเจน เพื่อให้บริษัทคริปโตรู้ว่าควรขออนุญาตและขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานไหน
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Senate Banking Committee (คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐฯ) ได้ลงมติให้ร่างกฎหมายฉบับนี้เดินหน้าต่อ หลังจากค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณามาหลายเดือน จุดประกายความหวังของอุตสาหกรรมคริปโตว่าอาจได้เห็นการลงนามภายในปี 2026
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การประกาศใช้ยังไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากเผชิญแรงต้านจากกลุ่ม Banking Lobby (กลุ่มล็อบบี้ของอุตสาหกรรมธนาคาร) และยังต้องแข่งกับเวลาก่อนจะเข้าสู่ฤดูการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
🏦 Jamie Dimon นำธนาคารใหญ่ "สู้" ร่างกฎหมาย
ในวันศุกร์ที่ผ่านมา Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan (ธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์) ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าธนาคารจะคัดค้าน CLARITY Act ฉบับล่าสุด เนื่องจากร่างปัจจุบันยังเปิดทางให้บริษัทคริปโตจ่ายดอกเบี้ยให้กับเงินฝากของผู้ใช้งานได้ ซึ่งเป็นโมเดลที่ Dimon มองว่าจะดึงเม็ดเงินออกจากระบบธนาคารดั้งเดิม
นอกจากนี้ Dimon ยังชี้ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้บังคับใช้กฎ AML (Anti-Money Laundering — มาตรการป้องกันการฟอกเงิน) และ Capital Reserve (เงินทุนสำรองตามกฎหมาย) กับบริษัทคริปโตในระดับเดียวกับที่ธนาคารต้องปฏิบัติตาม
"ธนาคารจะไม่ยอมรับร่างฉบับนี้ในรูปแบบนี้" Dimon กล่าว และยืนยันว่าธนาคารจะ "สู้" ร่างกฎหมายต่อไป
Dimon ยังวิจารณ์ Coinbase (เว็บเทรดคริปโตรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ และจดทะเบียนในตลาด NASDAQ) รวมถึง CEO อย่าง Brian Armstrong ที่เดินหน้าล็อบบี้กฎหมายฉบับนี้อย่างหนัก พร้อมระบุว่า "ไม่มีใครต้องก้มหัวให้กับคนคนนี้หรือบริษัทนี้"
⏳ หน้าต่างเวลาแคบลง — พลาดปี 2026 อาจต้องรอถึงปี 2030
Lummis เตือนว่าหาก CLARITY Act ไม่สามารถลงนามเป็นกฎหมายได้ภายในปี 2026 หน้าต่างถัดไปที่จะผลักดันกฎหมายลักษณะนี้ผ่านสภาได้อีกครั้งอาจไม่มาถึงจนกว่าจะถึง ปี 2030 เนื่องจากการเลือกตั้งกลางเทอมและการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบใหม่จะทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ความล่าช้านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่กำลังรอความชัดเจนทางกฎหมายก่อนเข้าตลาดคริปโตอย่างเต็มตัว
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 JPMorgan มองกฎ "Clarity Act" หนุนสถาบันกลับมา ดัน inflow ปี 2026
👉 'Bitcoin' และ 'ดอลลาร์สหรัฐ' คือพันธมิตรที่เกื้อกูลกัน! BPI ชี้โมเดลคล้าย Petrodollar
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph / ภาพ forbes.com
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict CLARITY Act ถือเป็นจุดวัดทิศทางว่าสหรัฐฯ จะยังคงเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของโลกต่อไปหรือไม่ การที่ Lummis ยกประเด็น "ปักกิ่ง" ขึ้นมาเป็นแรงกดดัน สะท้อนว่าการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่อง อำนาจทางภูมิเศรษฐกิจ ที่จะกำหนดสกุลเงินหลักของโลกในทศวรรษหน้า การถ่วงดุลระหว่างฝ่ายธนาคารดั้งเดิมและอุตสาหกรรมคริปโตจึงเป็นโจทย์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO CLARITY Act · Cynthia Lummis · กฎหมายคริปโตสหรัฐ · Jamie Dimon JPMorgan · Crypto Regulation 2026 · SEC CFTC · Digital Yuan จีน · Coinbase
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com