JPMorgan ลั่น! Tokenization จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมกองทุนทั้งหมด แต่ "ยูสเคสที่ดีจริง" ยังต้องรออีกหลายปี
Ciarán Fitzpatrick หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ ETF ระดับโลกของ JPMorgan ออกมาให้ความเห็นว่า Tokenization (กระบวนการแปลงสิทธิในสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเค็นดิจิทัลบนบล็อกเชน) จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมกองทุนทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่แค่เฉพาะตลาด ETF เท่านั้น แต่พูดง่ายๆ ก็คือ ยูสเคสที่ใช้งานได้ดีจริงๆ ยังต้องรออีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า
ผู้บริหาร JPMorgan ฟันธง Tokenization คืออนาคตของวงการกองทุน
ในโพสต์ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Fitzpatrick ระบุว่า "เราเชื่อว่า Tokenization จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่กับ ETF เท่านั้น แต่ครอบคลุมอุตสาหกรรมกองทุนทั้งระบบ"
ผู้บริหารระดับสูงของ JPMorgan (วาณิชธนกิจรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์) ชี้ว่าขณะนี้ในวงการกำลังมีการทดลอง Tokenization กับ ETF (Exchange-Traded Fund — กองทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีประโยชน์ที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่:
- กระบวนการสร้างและไถ่ถอนหน่วยลงทุน (Creation & Redemption) ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
- การชำระราคาแบบ "near-instant settlement" (เกือบจะทันที จากเดิม T+1 หรือ T+2)
- การเข้าถึงสินทรัพย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ไม่ต้องรอตลาดเปิด
อย่างไรก็ตาม Fitzpatrick ยอมรับว่า "มุมมองของผมคือ Tokenization จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ETF อย่างแน่นอน แต่เรายังห่างจากยูสเคสที่ดีจริงๆ อีกประมาณ 2 ปี"
Kinexys หน่วยบล็อกเชนของ JPMorgan ขับเคลื่อนการทดลอง
ผู้บริหารยังเปิดเผยว่า JPMorgan กำลังสำรวจยูสเคสต่างๆ ผ่าน Kinexys (หน่วยธุรกิจด้านบล็อกเชนของ JPMorgan ซึ่งเดิมรู้จักกันในชื่อ Onyx) ที่ทำหน้าที่เป็นห้องทดลองด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคาร โดยมีโปรเจกต์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การชำระเงินข้ามพรมแดนไปจนถึงการโทเค็นไนซ์สินทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ
ทั้งสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลตอบรับเชิงบวก
ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสถาบันการเงินดั้งเดิมและหน่วยงานกำกับดูแลต่างเปิดรับการ Tokenization สินทรัพย์การลงทุนแบบดั้งเดิมมากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ปิดทำการในช่วงสุดสัปดาห์ เช่น หุ้นและกองทุนต่างๆ
Hester Peirce หนึ่งในคณะกรรมาธิการของ SEC (Securities and Exchange Commission — สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ) ได้ออกมาเชิญชวนให้บริษัทต่างๆ ที่กำลังสำรวจผลิตภัณฑ์โทเค็นไนซ์เข้ามาหารือกับหน่วยงานโดยตรง
ขณะเดียวกัน SEC ก็ได้อนุมัติความคืบหน้าด้าน Tokenization หลายรายการ เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เพื่อเปิดทางให้ Nasdaq รองรับการซื้อขายหุ้นที่ผ่านการโทเค็นไนซ์ ส่วน NYSE (ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก), Robinhood, Kraken และ Coinbase ก็กำลังเร่งขยายบริการซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเค็นเช่นกัน
คาดการณ์มูลค่าตลาด Tokenized Assets แตะหลายล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดการณ์ว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่ผ่านการโทเค็นไนซ์จะพุ่งสู่ระดับล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษข้างหน้า โดยตัวเลขประมาณการมีตั้งแต่ราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ ไปจนถึงมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573)
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงินรายใหญ่ในด้าน Tokenization
👉 BlackRock เดินเกมใหม่! เตรียมโทเค็นไนซ์กองทุน RWA บนบล็อกเชน
👉 ทำความรู้จัก XDC Network บล็อกเชนที่เกิดมาเพื่อการเงินโลกจริง ซื้อขายได้แล้วบน Bitkub!
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict ท่าทีของผู้บริหาร JPMorgan ครั้งนี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะสะท้อนว่าสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่เคยมีท่าทีระแวดระวังต่อคริปโต กำลังเปลี่ยนมุมมองมาโอบรับเทคโนโลยีบล็อกเชนในเชิงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอย่างจริงจัง การที่ Fitzpatrick ยอมรับตรงๆ ว่า "ยูสเคสที่ดีจริงๆ ยังต้องรออีก 2 ปี" ก็ถือเป็นมุมมองที่สมจริงและน่ารับฟัง เพราะการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างกองทุนระดับล้านล้านดอลลาร์ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน อย่างไรก็ตาม การที่ทั้ง SEC, Nasdaq, NYSE และผู้เล่นรายใหญ่ทั่วโลกขยับไปในทิศทางเดียวกัน บ่งชี้ว่าโมเมนตัมของ Tokenization กำลังก่อตัวเป็นคลื่นที่ยากจะต้านได้
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: Tokenization, JPMorgan, ETF, Kinexys, RWA, สินทรัพย์ดิจิทัล, Blockchain Finance, Tokenized Assets
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com