
Bessent เปิดปฏิบัติการ Economic Outcast คว่ำบาตรอิหร่านระลอกใหม่ ลากคริปโตเข้าเป้าเต็มสูบ
สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศเปิดตัว "Operation Economic Outcast" หรือปฏิบัติการที่ทำเนียบขาวเรียกว่า "Economic D-Day" เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขยายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านครั้งใหญ่ ครอบคลุม 5 ภาคส่วนที่รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญของอิหร่าน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโต) เทคโนโลยี การบิน ทองคำ และการขนส่งทางเรือ ตามรายงานของ The Block และสำนักข่าวหลายแห่งในสหรัฐฯ
🪙 คริปโตโดนเป้าเต็มๆ พบกระเป๋า Bitcoin เชื่อมโยงเลี่ยงคว่ำบาตร
ในส่วนของคริปโต กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรที่อยู่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลหลายรายการในชุดมาตรการวันจันทร์ หนึ่งในนั้นคือกระเป๋าที่เชื่อมโยงกับ Arman Kahzadian ซึ่งกระทรวงการคลังระบุว่า "เข้าควบคุมกระเป๋าที่ถือ Bitcoin มูลค่ากว่า 30,000 ดอลลาร์" ตั้งแต่ปี 2023
มาตรการรอบนี้ต่อยอดจากปฏิบัติการก่อนหน้าที่มุ่งเป้าไปที่คริปโตอิหร่านโดยเฉพาะ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สหรัฐฯ คว่ำบาตร Nobitex เว็บเทรดคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยระบุว่ามีส่วนพัวพันการเลี่ยงคว่ำบาตร การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มก่อการร้าย และธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) นอกจากนี้ ณ เดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ ยังยึดคริปโตจากอิหร่านไปแล้วเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของเบสเซนต์
📎 ระลอกก่อนหน้า: Shelbit และ Aban Tether โดนคว่ำบาตรไปเมื่อต้นเดือน
ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่งสั่งคว่ำบาตรเว็บเทรดคริปโตอิหร่านอีก 2 แห่งคือ Shelbit Exchange และ Aban Tether ภายใต้ปฏิบัติการที่เรียกว่า "Economic Fury" โดยพบว่ากระเป๋าที่เชื่อมโยงกับ IRGC โอนคริปโตให้ Shelbit กว่า 1 ล้านดอลลาร์ และมีเงินไหลกลับจาก Shelbit ไปยังกระเป๋า IRGC อีกกว่า 2 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Aban Tether ก็มีธุรกรรมหลายล้านดอลลาร์กับแพลตฟอร์มอิหร่านที่เคยถูกคว่ำบาตรมาก่อน อย่าง Nobitex, Wallex, Bitpin และ Ramzinex
สะท้อนว่านี่คือระลอกที่ 8 ของมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านนับตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์ชุดที่สองเข้ารับตำแหน่ง และเป็นรูปแบบที่สหรัฐฯ ใช้ต่อเนื่อง คือขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งฝั่งเว็บเทรด กระเป๋าเงินดิจิทัล และเครือข่ายบุคคลที่เกี่ยวข้อง
💬 "เราจะไม่หยุดจนกว่าระบอบนี้จะโดดเดี่ยว"
"วันนี้ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการ Economic Outcast แคมเปญที่ไม่เคยมีมาก่อนต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและเครือข่ายผู้สนับสนุน มาตรการเหล่านี้ขยายความเสี่ยงของการถูกคว่ำบาตรทางอ้อมสำหรับใครก็ตามที่ยังโง่พอจะทำธุรกิจกับระบอบนี้ต่อไป และเร่งความเร็วที่เราจะไล่ล่าพวกเขา"
เบสเซนต์ระบุว่าทุกประเทศได้รับกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการยุติกิจกรรมที่สหรัฐฯ ระบุไว้แล้ว และเตือนว่านิติบุคคลใดที่ช่วยฟอกเงินให้อิหร่าน "จะถูกตัดออกจากระบบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ" พร้อมกล่าวว่าธนาคาร Bank Melli ของอิหร่านที่มีสาขาทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย "ต้องถูกปิดและดับไฟ" นอกจากนี้ยังกล่าวว่า "ไม่มีใครอยู่เหนือการเข้าถึงของมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ" เมื่อถูกถามถึงธนาคารจีนที่ให้เงินทุนแก่การนำเข้าน้ำมันของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่เชื่อว่ามาตรการรอบนี้จะสร้างแรงกดดันได้มากตามที่รัฐบาลอ้าง เบรตต์ เอริกสัน (Brett Erickson) ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการคว่ำบาตรจาก Obsidian Risk Advisors ให้ความเห็นกับ CBS News ว่า "นี่ไม่ใช่ Economic D-Day มันเป็นอะไรที่อยู่ตรงกลางมากกว่า" พร้อมตั้งคำถามว่าหากสหรัฐฯ ไม่กล้าเล็งเป้าไปที่จีนอย่างจริงจัง ยุทธศาสตร์นี้จะสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคุ้มค่าหรือไม่
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com ติดตามความเคลื่อนไหวการคว่ำบาตรคริปโตอิหร่านก่อนหน้านี้ได้จากที่เราเคยรายงานไว้
👉 สหรัฐฯ คว่ำบาตรเว็บเทรดคริปโตอิหร่านเพิ่ม 2 แห่ง พบโอนเงินให้ IRGC กว่า 3 ล้านดอลลาร์
👉 สหรัฐฯ โชว์พาวยึดคริปโต 'อิหร่าน' $1 พันล้านดอลล่าร์! แฉพฤติกรรมแอบโอนหนีคว่ำบาตรเดือนละหมื่นล้าน
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block (เขียนโดย Sarah Wynn), CBS News (เขียนโดย Richard Escobedo และ Kathryn Watson)
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
สิ่งที่น่าจับตาสำหรับวงการคริปโตในเคสนี้ไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายที่ยังไม่ชัดเจนของมาตรการรอบใหม่ แต่คือรูปแบบที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าสหรัฐฯ มองคริปโตเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของสงครามคว่ำบาตร ไม่ใช่แค่ประเด็นรอง ต่อเนื่องจากการคว่ำบาตร Nobitex, Shelbit, Aban Tether และล่าสุดคือกระเป๋าเงินรายบุคคล สะท้อนว่าเว็บเทรดคริปโตที่มีผู้ใช้งานเชื่อมโยงกับประเทศที่ถูกคว่ำบาตรมีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่จะโดนตรวจสอบและขึ้นบัญชีดำ นักลงทุนไทยที่ใช้บริการเว็บเทรดต่างประเทศควรตระหนักว่ามาตรฐาน KYC/AML ที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลกเป็นผลพวงโดยตรงจากแรงกดดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ และมีแนวโน้มจะเข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช่ผ่อนคลายลง
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com