
Druckenmiller เตือน แผนซื้อคืนพันธบัตรของ Bessent คือความผิดพลาด แม้หนุน Bitcoin พุ่ง
สแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ (Stanley Druckenmiller) มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับตำนาน ออกมาเตือนว่าแผนเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เป็นความผิดพลาด ผ่านบทความความเห็นในหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ที่น่าสนใจคือ ดรักเคนมิลเลอร์เคยเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ให้กับสกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คนปัจจุบัน สมัยทำงานร่วมกันที่กองทุนของจอร์จ โซรอส (George Soros) ในยุค 1990 ตามรายงานของ CoinDesk และ Bloomberg
💵 แผนซื้อคืนพันธบัตรของ Bessent คืออะไร
ก่อนหน้านี้ เบสเซนต์ประกาศเพิ่มวงเงินสูงสุดของการซื้อคืนพันธบัตร (Buyback) ในกลุ่มอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี เป็นสองเท่า จากเดิม 2,000 ล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง มีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึง 4 พฤศจิกายน 2026 มาตรการนี้ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวลงชั่วคราวก่อนจะดีดกลับขึ้นมาอีกครั้งในเวลาไม่นาน
💬 "รัฐบาลที่สู้กับปัจจัยพื้นฐานสุดท้ายแพ้เสมอ"
"รัฐบาลที่พยายามพยุงราคาสวนทางปัจจัยพื้นฐาน สุดท้ายแพ้เสมอ จะต่างกันแค่ใช้เงินไปมากแค่ไหนก่อนจะยอมแพ้"
ดรักเคนมิลเลอร์ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวคือ "ราคาที่สำคัญที่สุดในโลก" และเป็นกลไกวินัยทางการคลังตัวสุดท้ายที่สหรัฐฯ เหลืออยู่ พร้อมวิจารณ์ว่าทั้งสองพรรคการเมืองใช้เวลาสิบปีที่ผ่านมาขยายภาระผูกพันโดยไม่สนใจตัวเลขทางคณิตศาสตร์ เขายังกล่าวว่า "คำตัดสินของตลาดรวดเร็วและถูกต้อง นี่ไม่ใช่การบริหารสภาพคล่อง แต่คือการจัดการราคา และเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่กว่าตัวเลข 4,000 ล้านดอลลาร์มาก" พร้อมเสนอทางออกว่า "มาตรการการคลังที่น่าเชื่อถือจะช่วยปลายเส้นอัตราผลตอบแทนได้มากกว่าโปรแกรมซื้อคืนพันธบัตรที่ใหญ่กว่านี้ถึง 1,000 เท่า"
📊 หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ $40 ล้านล้านดอลลาร์
ดรักเคนมิลเลอร์ระบุด้วยว่าสิ่งเดียวที่จะลดอัตราผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างยั่งยืนคือการแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณเบื้องต้น (Primary Deficit) ทั้งนี้ หนี้สาธารณะสหรัฐฯ เพิ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดว่าขาดดุลงบประมาณประจำปีจะแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก CNBC ว่าเบสเซนต์อาจเพิ่มกำลังซื้อพันธบัตรโดยใช้บัญชี General Account ของกระทรวงการคลังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ด้วย
₿ ผลกระทบต่อ Bitcoin แม้ไม่ใช่เป้าหมายของคำเตือน
แม้คำเตือนของดรักเคนมิลเลอร์จะมุ่งไปที่นโยบายการคลังของสหรัฐฯ โดยตรง ไม่ใช่เรื่องคริปโต แต่มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของเบสเซนต์กลับกลายเป็นตัวจุดชนวนให้ Bitcoin พุ่งแรงในช่วงที่ผ่านมา เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนอย่าง Bitcoin ก็ลดลงตามไปด้วย ดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
ข้อควรระวังคือ ดรักเคนมิลเลอร์เองไม่ใช่นักลงทุนที่ต่อต้านคริปโต ตรงกันข้าม เขาเคยยอมรับว่าการที่ตัวเองไม่ถือ Bitcoin เลยเป็นความผิดพลาด และเคยฟันธงว่า Stablecoin จะยึดระบบการเงินโลกภายใน 15 ปี ดังนั้นคำเตือนครั้งนี้จึงเป็นการวิจารณ์นโยบายการคลัง ไม่ใช่การมองลบต่อคริปโตแต่อย่างใด
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com
ติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องผลกระทบของมาตรการซื้อคืนพันธบัตรต่อ Bitcoin ก่อนหน้านี้ได้จากที่เราเคยรายงานไว้
👉 นักกลยุทธ์มองเป้า Bitcoin $180,000 หาก Treasury เร่งซื้อคืนพันธบัตรต่อเนื่อง
👉 Bitcoin ทดสอบ $80,000 นักวิเคราะห์ชี้จุดย่อตัวครั้งถัดไปคือบทพิสูจน์จริง
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk (เขียนโดย Omkar Godbole), Bloomberg (เขียนโดย Ruth Carson และ Matthew Thomas)
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
เคสนี้น่าสนใจเพราะเป็นการปะทะทางความคิดระหว่างพี่เลี้ยงกับลูกศิษย์เก่าในตำแหน่งสำคัญของประเทศ และสะท้อนความย้อนแย้งที่น่าสนใจของตลาดคริปโตในตอนนี้ คือ Bitcoin กำลังได้อานิสงส์จากนโยบายที่แม้แต่นักลงทุนระดับตำนานยังมองว่าไม่ยั่งยืน หากดรักเคนมิลเลอร์พูดถูก และตลาดพันธบัตรชนะรัฐบาลในที่สุดตามที่เขาทำนาย นักลงทุนไทยที่ถือ Bitcoin จากอานิสงส์รอบนี้ควรเข้าใจว่าปัจจัยหนุนราคาส่วนหนึ่งมาจากมาตรการชั่วคราวที่อาจพลิกกลับได้ ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานที่ยั่งยืนถาวร การติดตามทิศทางนโยบายการคลังสหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจึงยังเป็นเรื่องที่นักลงทุนคริปโตต้องจับตาต่อไป ไม่ใช่แค่ข่าวสายมหภาคที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com