CIB รวบพี่ชาย-คนสนิท "แอ็คมี่" คาสนามบิน จ่อหนีซุกสิงคโปร์ หลังหลอกลงทุนคริปโตสูญนับพันล้าน
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB — กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง) บุกจับผู้ต้องหา 3 รายในปฏิบัติการเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงลงทุนคริปโตเคอเรนซีผ่าน 2 แพลตฟอร์ม คือ "1000X" และ "WBIT" นำโดยนายวรวัฒน์ หรือ "แอ็คมี่" ที่ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ มูลค่าความเสียหายรวมประเมินไว้ราว 1,300 ล้านบาท ตำรวจพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงถึงเครือข่ายเกือบ 800 ล้านบาท
โปรไฟล์ "แอ็คมี่" และจุดเริ่มต้นของกลโกง
ตัวการหลักในคดีนี้คือ นายวรวัฒน์ หรือ "แอ็คมี่" สามีของนักแสดงสาวช่องดัง ซึ่งสร้างภาพความน่าเชื่อถือในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยการอ้างตัวว่าเป็นผู้คิดค้นสกุลเงินดิจิทัล "ACT" และอ้างว่าตนเองถือครองคริปโตมากที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งหลอกว่าเหรียญดังกล่าวสามารถนำมาใช้จ่ายได้จริงในประเทศ ทำให้เหยื่อจำนวนมากตายใจและนำเงินมาลงทุนด้วย
เจาะลึกกลโกง 2 แพลตฟอร์มหลัก
แพลตฟอร์มที่ 1: "1000X"
เริ่มต้นในเดือนมีนาคม 2566 ด้วยการยิงโฆษณาผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ "Trader List" ชักชวนให้ฝากเงินโดยสัญญาว่าจะปั้นพอร์ตจาก 3,000 เหรียญให้กลายเป็น 10,000 เหรียญ คิดเป็นผลตอบแทนสูงถึง 200% ต่อปี เมื่อเหยื่อโอนเหรียญเข้ามา จะมี Wallet (กระเป๋าเงินดิจิทัล) ย่อยมากกว่า 70 ใบรับเงิน ก่อนโอนรวมไปยัง "Wallet รวม" ที่ควบคุมโดยคนร้าย แก๊งนี้ยังดัดแปลงระบบหลังบ้าน (Backend) ให้เหยื่อเห็นตัวเลขในบัญชีเหมือนปกติ แต่ไม่สามารถถอนเงินออกได้จริง คดีนี้มีผู้เสียหายแจ้งความ 29 ราย
แพลตฟอร์มที่ 2: "WOWBIT"
หลังจากคดี 1000X เริ่มถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้าตรวจสอบ เครือข่ายนี้ย้ายมาเปิดแพลตฟอร์มใหม่ชื่อ "WOWBIT" ในต้นปี 2569 โดยใช้บริษัท บิทแนนซ์ (Bitnance) เป็นสถานที่จัดอบรมและชักชวนเหยื่อ แผนการลงทุนมี 3 รูปแบบ ได้แก่ ฝากเหรียญ ACT รับดอกเบี้ย 30% ใน 120 วัน, ทำสัญญารับซื้อคืนในราคาสูงกว่าเดิม และนำเหรียญไปใช้กับเว็บพนันโดยอ้างว่าจะรับซื้อคืนสูงถึง 5 เท่า สุดท้ายเมื่อเหยื่อต้องการถอนเงิน คนร้ายอ้าง "ระบบมีปัญหาทางกฎหมาย" แล้วปิดเว็บหนีไป มีผู้เสียหายรวม 64 ราย มูลค่าเงินหมุนเวียนใน 3 เดือนสูงถึง 549 ล้านบาท
แกะรอยเส้นทางการเงินเฉียด 800 ล้านบาท
ตำรวจพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงถึงเครือข่ายนายวรวัฒน์ 2 สาย คือ
สายคริปโต: พบว่ามีผู้รับหน้าที่นำเหรียญจาก Wallet รวมไปเทขายแลกเป็นเงินสด แล้วนำไปแจกจ่ายให้คนใกล้ชิด โดยเฉพาะนายอติชาติ (พี่ชายของแอ็คมี่) ที่รับโอนเงินไปหลักสิบล้านบาท รวมยอดสายนี้ราว 200 ล้านบาท
สายเงินสด: พนักงานบริษัท Bitnance ทำหน้าที่รับโอนเงินสดจากเหยื่อที่ต้องการซื้อเหรียญ พบว่ามีการถอนเป็นเงินสดกว่า 200 ล้านบาท และนำส่วนหนึ่งไปซื้อคริปโตโอนเข้ากระเป๋าของตัวการ รวมสายนี้กว่า 500 ล้านบาท เม็ดเงินรวมที่เชื่อมโยงถึงเครือข่ายนี้เกือบ 800 ล้านบาท จากความเสียหายทั้งหมดที่ประเมินไว้ราว 1,300 ล้านบาท

ปฏิบัติการบุกค้น 5 จุด รวบผู้ต้องหาคาสนามบิน
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ตำรวจขอหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 7 หมาย บุกตรวจค้น 5 จุดในกรุงเทพฯ รวมถึงสำนักงานบริษัท Bitnance สามารถจับกุมผู้ต้องหาหลักได้ 3 ราย คือ
- นายอติชาติ (พี่ชายแอ็คมี่) ถูกรวบที่สนามบินดอนเมือง ขณะเตรียมบินหนีไปสิงคโปร์
- น.ส.จุฑามาศ (ผู้ควบคุม Wallet รวม) ถูกจับที่คอนโดมิเนียม ขณะถือกระเป๋าเดินทางเตรียมหลบหนีเช่นกัน
- นายศักดินา พนักงาน Bitnance ผู้ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้า
ส่วนนายวรวัฒน์ (แอ็คมี่) และกรรมการบริษัท 1000X สัญชาติฟิลิปปินส์ ยังคงหลบหนีอยู่ต่างประเทศ โดยตำรวจอยู่ระหว่างประสานงานขอออก หมายจับสากล (Red Notice) ผ่านทางองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (อินเตอร์โพล) เพื่อส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดเบื้องต้นกว่า 50 ล้านบาท
จากการตรวจค้นบ้านพักของนายวรวัฒน์และภรรยา ตำรวจยึดและอายัดทรัพย์สินกว่า 60 รายการ ได้แก่ รถยนต์หรู 4 คัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท, กระเป๋าแบรนด์เนมกว่า 23 รายการ, เครื่องประดับและของสัตว์เลี้ยงแบรนด์เนมรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท, โฉนดที่ดินมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบจัดเก็บข้อมูลที่ใช้กระทำความผิด ขณะนี้ตำรวจยังขยายผลเพื่อยึดทรัพย์สินที่ถูกถ่ายเทออกนอกประเทศเพิ่มเติม

ข้อหา และคำเตือนจากตำรวจ
ผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, สมคบและร่วมกันฟอกเงิน และในส่วนของแพลตฟอร์ม 1000X มีการฟ้องร้องจาก ก.ล.ต. ในข้อหาประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งส่งฟ้องอัยการแล้ว
น่าสังเกตว่าแม้จะถูกออกหมายจับ นายวรวัฒน์ยังคง ไลฟ์สดจากต่างประเทศ เพื่อหลอกลวงนักลงทุนรายใหม่ โดยอ้างว่า "หมายจับที่ออกมาเป็นของปลอม" ตำรวจ CIB จึงขอย้ำเตือนว่า ผลตอบแทนระดับ 90–200% ต่อปีเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางธุรกิจ และหากพบผู้อ้างว่าหมายจับของตำรวจเป็นของปลอม สามารถนำมาให้แอดมินเพจ "ตำรวจสอบสวนกลาง" ตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สอดคล้องกับที่เราเคยรายงานเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกับเครือข่ายอาชญากรรมคริปโตในไทยไว้ก่อนหน้านี้
👉 บุกจับ 8 ร้านแลกคริปโตเถื่อน! เงินหมุนเวียนกว่า 14,000 ล้านบาท พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
👉 Binance ร่วมมือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในปฏิบัติการ 'SKYFALL' ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: ข้อมูลแถลงการณ์จากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict คดีนี้ถือเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่ากลโกงคริปโตในไทยได้วิวัฒนาการมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการสร้างภาพลักษณ์ตัวการ การใช้เครือข่ายบัญชีม้า และการปรับตัวเปิดแพลตฟอร์มใหม่เมื่อถูกสอบสวน สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ แม้หมายจับจะออกแล้ว ผู้ต้องหายังคงไลฟ์สดหลอกเหยื่อได้ต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนยังเป็นเรื่องที่ต้องเร่งพัฒนา การที่ตำรวจสามารถแกะรอยเส้นทางการเงินคริปโตได้อย่างแม่นยำครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไทยมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในการรับมือกับอาชญากรรมสินทรัพย์ดิจิทัล
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: คดีหลอกลงทุนคริปโต, ตำรวจ CIB, แอ็คมี่ วรวัฒน์, 1000X WBIT, ฉ้อโกงคริปโต 2569, แชร์ลูกโซ่คริปโต, ฟอกเงินคริปโตไทย
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com
⚠️ หมายเหตุบรรณาธิการ: บทความนี้เรียบเรียงจากเนื้อหาในวิดีโอ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายมุมมองของคดีที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ข้อมูลทั้งหมดยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในชั้นศาล Bitcoinaddict.com ไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาใดๆ จากทั้งสองฝ่าย