วงการคริปโตเจอวิกฤตล้างบางแบบ Dot-Com ปิดตัวแล้วกว่า 100 โปรเจกต์ในปี 2569
10 August 2026ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

วงการคริปโตเจอวิกฤตล้างบางแบบ Dot-Com ปิดตัวแล้วกว่า 100 โปรเจกต์ในปี 2569

วงการคริปโตกำลังเผชิญกับการล้างบางครั้งใหญ่ที่นักวิเคราะห์เปรียบเทียบว่าคล้ายกับวิกฤตฟองสบู่ Dot-Com เมื่อสองทศวรรษก่อน โดยมีโปรเจกต์คริปโตมากกว่า 100 โครงการที่ปิดตัว ยื่นล้มละลาย หรือหายไปจากวงการในปี 2569 นี้เพียงปีเดียว ตามข้อมูลของ RootData บริษัทวิจัยข้อมูลคริปโต ตามรายงานของ CoinDesk

 

📉 ปิดพร้อมกัน 4 รายใหญ่ในเดือนกรกฎาคมเดียว

 

เฉพาะช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการปิดตัวของผู้เล่นรายใหญ่พร้อมกันถึง 4 ราย ได้แก่ กระดานเทรด BitMEX และ BitMart, Movement Labs ผู้พัฒนาเครือข่าย Move และผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูลกระจายศูนย์ Storj Labs นอกจากนี้ยังมี Moonbeam พาราเชนบน Polkadot ที่ปิดตัวไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม, Tally แพลตฟอร์มเครื่องมือกำกับดูแล DAO ที่เคยรองรับ Uniswap, Arbitrum และ ENS, Step Finance เครื่องมือติดตามพอร์ตบน Solana ที่ปิดตัวไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และ Everclear โปรโตคอลชำระเงินข้ามเชน ครอบคลุมหลากหลายประเภทตั้งแต่กระดานเทรด กระเป๋าเงิน โปรโตคอลปล่อยกู้ DeFi ตลาด NFT เครือข่าย Layer 1 และ Layer 2 ไปจนถึงเครื่องมือ DAO และโปรโตคอลข้ามเชน

 

💸 ต้นตอ: คลังเงินที่ถือเป็นโทเคนพังทลาย

 

สาเหตุหลักที่ทำให้หลายโปรเจกต์ไปต่อไม่ไหวคือคลังเงินสำรอง (Treasury) ที่ถือครองในรูปโทเคนของตัวเองมูลค่าลดฮวบ 70-90% ในช่วงตลาดหมี ทำให้เงินทุนสำหรับดำเนินงาน (Runway) หมดลง เนื่องจากหลายโปรเจกต์จ่ายเงินเดือนวิศวกร อุดหนุนสภาพคล่อง และจ่ายค่าตรวจสอบความปลอดภัย (Audit) ด้วยโทเคนของตัวเองทั้งหมด ซ้ำเติมด้วยปัญหาโมเดลรายได้ที่หลายโปรเจกต์ไม่เคยมีรายได้แบบดั้งเดิมเลย ผู้ก่อตั้งรายหนึ่งให้ความเห็นไว้ว่า "ยังไม่มีธุรกิจที่ได้รับทุนจาก VC ในกลุ่มเครื่องมือกำกับดูแลของโปรโตคอลแบบกระจายศูนย์เลย อย่างน้อยก็ยังไม่มีในตอนนี้" ขณะที่กลุ่มทุน VC เองก็เริ่มไม่ควักเงินช่วยเหลือ (Rescue Check) ในอัตราเดิมอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญมองว่าครั้งนี้ต่างจากวิกฤตปี 2565 ที่มีจุดชนวนชัดเจนอย่าง Terra, Celsius หรือ FTX แต่เป็นการปรับฐานทั้งอุตสาหกรรมหลังกระแสความคึกคักจากยุครัฐบาลทรัมป์ปี 2568 เริ่มคลี่คลายลง

 

🥷 แฮกเกอร์เกาหลีเหนือซ้ำเติม ครึ่งปีแรกสูญกว่า $1.1 พันล้าน

 

นอกจากปัญหาด้านการเงิน วงการคริปโตยังเผชิญกับการถูกเจาะระบบอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานของ Blockaid ระบุว่ามีมูลค่าความเสียหายจากการถูกโจมตีบนเชนสูงถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เพียงช่วงเดียว ซึ่งมากกว่ายอดความเสียหายรวมทั้งปี 2568 เสียอีก โดยเดือนเมษายน 2569 ถือเป็นเดือนที่มีจำนวนเหตุการณ์แฮกมากที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ Kelp DAO ที่ถูกแฮกไป 293 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 18 เมษายน และ Drift Protocol บน Solana ที่ถูกขโมยไป 285 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 1 เมษายน โดยฝีมือแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ ซึ่งกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือคิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของความเสียหายจากการแฮกทั้งหมดในครึ่งปีแรกของปี 2569

 

🏆 ผู้รอดชีวิต: โมเดลรายได้จริงจากค่าธรรมเนียม ไม่ใช่โทเคน

 

ท่ามกลางวิกฤตนี้ มีโปรโตคอลบางส่วนที่ยังคงเติบโตได้ โดยมีจุดร่วมคือสร้างรายได้จริงจากค่าธรรมเนียมในรูปเงินสดหรือ Stablecoin ไม่ใช่การแจกจ่ายโทเคนแบบเก็งกำไร Lorenzo Valente ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Ark Invest ระบุว่าการกระจุกตัวของรายได้อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย Hyperliquid และ Pump.fun รวมกันคิดเป็น 67% ของรายได้แอปพลิเคชันทั้งหมดในวงการ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Hyperliquid ที่สร้างค่าธรรมเนียมสะสมถึง 1 พันล้านดอลลาร์ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และครองส่วนแบ่งตลาด Perpetuals แบบกระจายศูนย์ถึง 70% ส่วน Aave มียอดเงินฝากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และรายได้จากดอกเบี้ยกู้ยืมกว่า 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ Ether.fi มี TVL อยู่ที่ 7.8 พันล้านดอลลาร์ โดยครึ่งหนึ่งของรายได้มาจากบัตรเดบิตคริปโต ทำสถิติรายได้ 2.72 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

 

Ben Fisch ซีอีโอของ Espresso Systems ให้ความเห็นว่า "มีเครือข่าย Layer 2 แบบทั่วไปมากเกินไป...ตอนนี้เราอยู่ในช่วงการรวมตัวของ Layer 2 แบบทั่วไป" ด้าน Marek Olszewski ผู้ร่วมก่อตั้ง Celo กล่าวว่า "เครือข่ายที่ยังไปต่อได้ในช่วงนี้คือเครือข่ายที่คนใช้งานจริงและพึ่งพาจริงๆ" ขณะที่ Orkun Mahir Kılıç ซีอีโอของ Chainway Labs สรุปไว้ว่า "มีแต่โปรเจกต์ที่มีโมเดลธุรกิจที่มั่นคงและโจทย์ปัญหาที่ชัดเจนเท่านั้นที่จะอยู่รอด"

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
👉 BitMEX ประกาศปิดตัวถาวร หลังเปิดให้บริการมา 11 ปี มีผล 23 กันยายนนี้
👉 Movement Labs ยื่นล้มละลาย Chapter 11 เซ่นวิกฤตเหรียญ MOVE ดิ่งเหว 94%
👉 ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น! Drift Protocol บน Solana โดนเจาะระบบ สูญสินทรัพย์กว่า 200 ล้านดอลลาร์

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk / coindesk.com

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict:
ภาพรวมนี้สอดคล้องกับที่เราติดตามรายงานข่าวการปิดตัวของหลายโปรเจกต์มาต่อเนื่องตลอดปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น BitMEX, Movement Labs หรือ ZeroLend ซึ่งล้วนมีจุดร่วมคือพึ่งพาคลังเงินโทเคนของตัวเองมากเกินไปโดยไม่มีรายได้จริงรองรับ สิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาต่อจากนี้คือการแยกแยะระหว่างโปรเจกต์ที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมจริงอย่าง Hyperliquid หรือ Aave กับโปรเจกต์ที่ยังพึ่งพาการเก็งกำไรราคาโทเคนเป็นหลัก เพราะแนวโน้มการรวมตัวและคัดกรองแบบนี้น่าจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง

 

Tags / คีย์เวิร์ด SEO: คริปโต, DeFi, Layer 2, เกาหลีเหนือ, Hyperliquid

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com