Chainalysis เผยกิจกรรมคริปโตต้องเสียภาษีทั่วโลกทะลุ 457,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
28 August 2026ข่าวโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Chainalysis เผยกิจกรรมคริปโตต้องเสียภาษีทั่วโลกทะลุ 457,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025

Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนรายใหญ่ เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ ระบุว่ากิจกรรมคริปโต on-chain ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่ารวมอย่างน้อย 457,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 15 ล้านล้านบาท) โดยสหรัฐฯ ประเทศเดียวคิดเป็นสัดส่วนราว 112,600 ล้านดอลลาร์ของยอดรวมทั้งหมด

 

รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระบุว่าการวิเคราะห์ครอบคลุม 6 บล็อกเชนหลัก ได้แก่ Bitcoin, Ethereum, Solana, Tron, BNB Smart Chain และ Base โดยตัวเลขดังกล่าวรวมทั้งกำไรจากการถือครอง รายได้จากการขุด (mining) การสเตกกิ้ง (staking) การปล่อยกู้ (lending) การพนัน (gambling) และการชำระเงินด้วยคริปโต

 

แบ่งตามภูมิภาค อเมริกาเหนือนำโด่ง

เมื่อแบ่งตามภูมิภาค อเมริกาเหนือมีกิจกรรมต้องเสียภาษีสูงสุดที่ 134,600 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยสหภาพยุโรปที่ 125,100 ล้านดอลลาร์ และเอเชียตะวันออกที่ 54,700 ล้านดอลลาร์

 

ที่น่าสนใจคือ Chainalysis ยังเปรียบเทียบตัวเลขนี้กับสถานะการคลังของบางประเทศด้วย เช่น โปรตุเกส ที่มีกิจกรรมคริปโตต้องเสียภาษีมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 201% ของยอดขาดดุลงบประมาณรัฐบาลปี 2025 ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนไนจีเรีย มีกิจกรรมคริปโตต้องเสียภาษี 4,400 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 12.3% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมด 35,500 ล้านดอลลาร์

 

Chainalysis ระบุว่าวิธีการคำนวณของบริษัทไม่นับรวมกิจกรรมบนเว็บเทรดแบบรวมศูนย์ (centralized exchange) บล็อกเชนอื่นนอกเหนือจาก 6 สายที่วิเคราะห์ และธุรกรรมบางประเภท ทำให้ตัวเลข 457,000 ล้านดอลลาร์เป็นเพียง "ขอบเขตล่าง" ความเป็นจริงอาจสูงกว่านี้มาก

 

กรอบ CARF ของ OECD ครอบคลุมได้แค่ 14%

ประเด็นสำคัญที่สุดของรายงานนี้ คือการชี้ให้เห็นช่องว่างของกรอบการรายงานภาษีคริปโตระหว่างประเทศ Crypto-Asset Reporting Framework (CARF) ที่พัฒนาโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการคริปโตที่เข้าเกณฑ์ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมลูกค้าต่อหน่วยงานภาษีของประเทศตน โดยมีกว่า 48 ประเทศที่เริ่มเก็บข้อมูลตาม CARF ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 รวมถึงสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป และมีแผนแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการในปี 2027

 

แต่ Chainalysis พบว่าธุรกรรมที่ครอบคลุมโดย CARF คิดเป็นเพียง 14% ของกิจกรรม on-chain ที่ต้องเสียภาษีทั้งหมดที่บริษัทตรวจพบ ส่วนที่เหลืออีก 86% เป็นกิจกรรมที่อยู่นอกกรอบการรายงาน ได้แก่ การเทรดบนเว็บเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) การโอนเงินแบบ peer-to-peer รายได้ on-chain และการชำระเงินด้วยคริปโต

 

Colby Mangels อดีตที่ปรึกษา OECD ผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบ CARF ให้สัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่ากรอบนี้ถูกออกแบบมาโดยเน้นที่ตัวกลาง (intermediaries) ที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกธุรกรรมคริปโตในเชิงธุรกิจ ทำให้กิจกรรม DeFi ส่วนใหญ่หลุดออกจากขอบเขตการรายงาน เพราะไม่มีผู้ดำเนินการแบบรวมศูนย์หรือความสัมพันธ์แบบผู้ดูแลทรัพย์สิน (custodial) ให้กำหนดหน้าที่รายงานได้ ทั้งนี้ Mangels ระบุว่าหน่วยงานภาษีกำลังจับตาความเคลื่อนไหวด้านกฎหมายฟอกเงิน ที่อาจกำหนดให้แพลตฟอร์มหรือผู้ดำเนินการ DeFi บางรายต้องถูกจัดเป็นผู้ให้บริการคริปโตที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในอนาคต

 

ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

ตัวเลขนี้สะท้อนภาพช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างการเติบโตของกิจกรรมคริปโตกับความสามารถของหน่วยงานภาษีทั่วโลกในการติดตามและจัดเก็บภาษีจริง โดยเฉพาะกิจกรรมบน DeFi และ peer-to-peer ที่ยังหลุดกรอบเกือบทั้งหมด สำหรับประเทศไทยที่กรมสรรพากรมีแนวทางเก็บภาษีกำไรจากคริปโตอยู่แล้ว ประเด็นนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าแม้แต่ประเทศที่มีกรอบกฎหมายชัดเจน การบังคับใช้จริงกับธุรกรรมที่ไม่ผ่านตัวกลาง เช่น การสลับเหรียญบน DEX หรือการโอนตรงระหว่างกระเป๋าเงิน ก็ยังเป็นความท้าทายที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนในระดับสากล

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
Chainalysis เป็นบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนที่เราเคยรายงานผลการศึกษาในหลายประเด็นก่อนหน้านี้
👉 กิจกรรมผิดกฎหมายโดยรวมใน Crypto ลดลง 20% นับตั้งแต่ต้นปี : Chainalysis รายงาน

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block, Cointelegraph

 

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com