BlackRock เดินหน้าวิสัยทัศน์ผสาน TradFi-คริปโตผ่าน Tokenization แม้สินทรัพย์ดิจิทัลไตรมาส 2 หดตัว 40%
BlackRock (บริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก) เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่าสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การบริหาร (AUM) ลดลงเหลือราว 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือลดลงเกือบ 40% จากปีก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะขาลงของตลาดคริปโตทั้ง BTC และ ETH แต่ มาร์ติน สมอลล์ (Martin Small) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ยืนยันว่าบริษัทยังไม่ลดความทะเยอทะยานด้าน Blockchain และ Tokenization (การแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัลบน Blockchain) โดยตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจคริปโต 500 ล้านดอลลาร์ภายในปี พ.ศ. 2573 พูดง่ายๆ ก็คือ แม้ตัวเลขระยะสั้นจะดูไม่สวย แต่ BlackRock ยังเดินหน้าเต็มที่กับแผนระยะยาว
💰 กำไรพุ่ง แม้สินทรัพย์คริปโตร่วง
BlackRock รายงานว่าสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การบริหารลดลงเหลือประมาณ 49,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.65 ล้านล้านบาท คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 33.59 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่มา: Trading Economics) ลดลงจากราว 79,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.67 ล้านล้านบาท) เมื่อปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคา Bitcoin (BTC) และ Ether (ETH) ยังอยู่ในระดับสูงกว่านี้มาก
ที่น่าสนใจคือ แม้ AUM คริปโตจะหดตัว แต่ตลาดกลับตอบรับผลประกอบการโดยรวมของ BlackRock ในเชิงบวก โดยราคาหุ้นบริษัทปรับตัวขึ้นกว่า 7% ในช่วงการซื้อขายเช้าวันเดียวกัน สะท้อนว่านักลงทุนยังมองภาพรวมธุรกิจของบริษัทในแง่ดี แม้ธุรกิจคริปโตจะเป็นเพียงส่วนน้อยของสินทรัพย์รวมทั้งหมด
ปัจจุบัน BlackRock ยังคงเป็นผู้บริหารกองทุน Spot Bitcoin ETF (กองทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ถือครอง Bitcoin จริง) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกผ่าน iShares Bitcoin Trust ETF หรือ IBIT ซึ่งมี AUM อยู่ที่ราว 60,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.02 ล้านล้านบาท)
🔗 แผน Tokenization พันธบัตรและตลาดเอกชน
สมอลล์ระบุระหว่างการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า เป้าหมายระยะยาวของ BlackRock คือทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท "เข้าถึงได้โดยตรงในที่ที่นักลงทุนถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่แล้ว" โดยไม่ต้องออกจากกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อกระจายการลงทุนระหว่างคริปโต, Stablecoin (สกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ผูกกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) และหุ้น-พันธบัตรระยะยาว
บริษัทกำลังพิจารณานำสินทรัพย์ระยะยาวหลายประเภทขึ้นสู่ Blockchain ทั้งกองทุนพันธบัตรรัฐบาล (Treasury Funds), กองทุน iShares ETF และแม้แต่สินทรัพย์ในตลาดเอกชน (Private Markets) โดยเพิ่งยื่นเรื่องต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เพื่อขอเปิดกองทุนตลาดเงินแบบโทเคน (Tokenized Money Market Fund) จำนวน 2 กองทุน ซึ่งจะเปิดให้นักลงทุนสมัครหรือไถ่ถอนหน่วยลงทุนด้วย Stablecoin ผ่านหลายเครือข่าย Blockchain ได้โดยตรง
"ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการเชื่อมโยงตลาดทุนดั้งเดิมเข้ากับสินทรัพย์แบบโทเคน" สมอลล์กล่าว
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ DTCC (Depository Trust & Clearing Corp. หน่วยงานกลางด้านการหักบัญชีและรับฝากหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ) เริ่มทำธุรกรรมนำร่องชุดแรกของหุ้นและพันธบัตรรัฐบาลแบบโทเคนเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเช่นกัน โดย BlackRock เป็นหนึ่งในกว่า 50 สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการนี้ นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว BlackRock ยังเปิดตัวกองทุน iShares Bitcoin Premium Income ETF (BITA) ซึ่งให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนรายเดือนจากค่าพรีเมียมออปชัน (Option Premium) ควบคู่ไปกับการถือครอง Bitcoin
🪙 Stablecoin: อีกหนึ่งเดิมพันสำคัญ
ในส่วนของ Stablecoin สมอลล์เปิดเผยว่า BlackRock บริหารเงินสำรองมูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.02 ล้านล้านบาท) ให้กับ Circle (บริษัทผู้ออกเหรียญ USDC Stablecoin) ซึ่งคิดเป็นราว 1 ใน 4 ของมูลค่าตลาด Stablecoin โดยรวมที่ 300,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10.08 ล้านล้านบาท) พร้อมระบุว่าบริษัทตั้งเป้าเป็น "ผู้บริหารเงินสำรอง Stablecoin อันดับต้นของอุตสาหกรรม"
โดยรวมแล้ว สมอลล์มองว่าสินทรัพย์แบบโทเคนคือ "หัวหอก" ที่จะเปิดช่องทางการกระจายสินค้าใหม่ทั้งหมด และเป็นโอกาสเติบโตแบบออร์แกนิกอย่างแท้จริงสำหรับ BlackRock ในการเข้าถึงกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 BlackRock เตรียมย้าย "หุ้นและ ETF" เข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล หลังบริหารสินทรัพย์ Crypto ทะลุ 1.5 แสนล้านดอลลาร์
👉 BlackRock สนใจซื้อหุ้น IPO ของ Circle กว่า 10% – มูลค่าระดมทุนทะลุ $624 ล้าน!
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block / ภาพ en.moneyandbanking.co.th
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict ตัวเลข AUM คริปโตที่หดตัวเกือบ 40% ฟังดูน่ากังวลในแวบแรก แต่เมื่อดูปฏิกิริยาของตลาดหุ้น BlackRock ที่ปรับตัวขึ้นแรงในวันเดียวกัน ก็สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันยังให้น้ำหนักกับภาพรวมธุรกิจระยะยาวมากกว่าความผันผวนรายไตรมาสของราคาคริปโต การที่ยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock เดินหน้าโครงการ Tokenization ควบคู่กับ DTCC และสถาบันการเงินระดับโลกอื่นๆ อย่างจริงจัง น่าจะเป็นสัญญาณบวกต่อการยอมรับ Blockchain ในตลาดทุนกระแสหลักในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านควรพิจารณาด้วยว่าธุรกิจคริปโตยังคิดเป็นสัดส่วนเล็กน้อยของสินทรัพย์รวมของ BlackRock และแผนงานที่ประกาศไว้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรม
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO BlackRock Tokenization TradFi Bitcoin ETF IBIT Stablecoin Circle DTCC การเงินดิจิทัล สินทรัพย์คริปโต
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com