Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

BlackRock เตรียมย้าย "หุ้นและ ETF" เข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล หลังบริหารสินทรัพย์ Crypto ทะลุ 1.5 แสนล้านดอลลาร์
25 March 2026ข่าวคริปโตโดย Rawiwarn Owattasanee

BlackRock เตรียมย้าย "หุ้นและ ETF" เข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล หลังบริหารสินทรัพย์ Crypto ทะลุ 1.5 แสนล้านดอลลาร์

Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock (บริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก) เปิดเผยในจดหมายประธานบริษัทประจำปี 2026 ว่าบริษัทวางแผน "นำหน้า" ในการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบดั้งเดิม อาทิ ETF และพันธบัตร สามารถเข้าถึงได้ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) โดยอ้างว่าปัจจุบัน BlackRock บริหารสินทรัพย์ดิจิทัลรวมแล้วเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

BlackRock มองกระเป๋าเงินดิจิทัลเป็น "ช่องทางกระจายสินทรัพย์" รุ่นถัดไป

 

ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2026 Larry Fink ระบุว่าในปัจจุบัน "แทบไม่มีผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบดั้งเดิมเลยที่อยู่ใน Digital Wallet" และ BlackRock ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงจุดนี้

 

ตัวเลขที่หนุนคำพูดนี้ชัดเจน: BlackRock มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ประกอบด้วยสำรอง Stablecoin (เหรียญดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับสกุลเงินจริง) ราว 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และ Digital Asset ETP (ผลิตภัณฑ์การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล) อีกเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์

 

BlackRock.jpg
บริษัทมีเงินสำรองในรูปของ Stablecoin จำนวน 65 พันล้านดอลลาร์ 

 

 

วิสัยทัศน์ของ Fink คือ กระเป๋าเงินดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งสามารถรองรับ ETF (กองทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์), ยูโรดิจิทัล, พันธบัตรโทเค็น (Tokenized Bond) และการถือครองบางส่วนในสินทรัพย์อย่างโครงสร้างพื้นฐานและสินเชื่อภาคเอกชน

 

จากวิสัยทัศน์สู่โครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้

 

สิ่งที่ทำให้แผนนี้น่าเชื่อถือกว่าแค่ถ้อยแถลงทั่วไป คือ BlackRock มีโครงสร้างที่ ใช้งานจริงอยู่แล้ว หลายส่วน

 

Circle Reserve Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่ BlackRock บริหารและถือสินทรัพย์สำรองส่วนใหญ่ของ USDC (Stablecoin รายใหญ่) มีมูลค่าอยู่ที่ 6.81 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2025 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขในจดหมายเสียอีก

 

ส่วน BUIDL ซึ่งเป็นกองทุนพันธบัตรสหรัฐฯ แบบโทเค็น (Tokenized Treasury Fund) ของ BlackRock มีมูลค่าเกิน 2 พันล้านดอลลาร์ กระจายอยู่บน 8 เครือข่าย Blockchain แล้วณ วันที่ 23 มีนาคม

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Uniswap Labs และ Securitize ประกาศว่า BUIDL จะสามารถซื้อขายได้ผ่าน UniswapX (แพลตฟอร์ม DeFi — การเงินแบบกระจายศูนย์ที่ทำงานบน Blockchain โดยไม่มีตัวกลาง) โดย Securitize ดูแลด้านการตรวจสอบและปฏิบัติตามกฎระเบียบ ซึ่ง Robert Mitchnick หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock ระบุว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การเชื่อมต่อระหว่างกองทุนโทเค็นและ Stablecoin

 

โมเดลอินเดียและครึ่งโลกที่พกกระเป๋าเงินอยู่ในมือ

 

Fink ยังยกตัวอย่าง JioBlackRock ในอินเดีย ซึ่งสามารถดึงนักลงทุนใหม่มากกว่า 1 ล้านคน ภายในเวลาไม่ถึงปี ผ่านการเข้าถึงตลาดทุนบนสมาร์ทโฟน พร้อมชี้ว่าปัจจุบัน ครึ่งหนึ่งของโลก พกกระเป๋าเงินดิจิทัลติดตัวในโทรศัพท์อยู่แล้ว

 

ข้อมูลจาก RWA.xyz ระบุว่า ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ แบบโทเค็น (Tokenized US Treasury) มีมูลค่ารวมราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และมูลค่า Stablecoin ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 3.17 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งนั่นแปลว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินบน On-chain มีขนาดใหญ่พอที่จะทำงานเป็นระบบกระจายสินทรัพย์ได้แล้ว

 

สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ

 

จดหมายของ Fink ยังเปิดคำถามสำคัญทิ้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นวันเปิดตัวผลิตภัณฑ์, ชื่อกระเป๋าเงินที่จะใช้, เครือข่าย Blockchain ที่เลือก และกลุ่มเป้าหมาย ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน, ที่ปรึกษาการลงทุน หรือนักลงทุนรายย่อยทั่วไป

 

โครงสร้างปัจจุบันของ BUIDL ยังจำกัดเฉพาะนักลงทุนที่ผ่านการรับรองในสหรัฐฯ และมีเงินลงทุนขั้นต่ำ 5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งยังห่างไกลจากผลิตภัณฑ์ที่นักลงทุนรายย่อยจะสัมผัสได้โดยตรง

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ 
👉 BlackRock เดินเกมใหม่! เตรียมโทเค็นไนซ์กองทุน RWA บนบล็อกเชน
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block (Crypto News) / cryptoslate.com

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict การที่ Larry Fink หยิบประเด็น Digital Wallet มาเขียนในจดหมายประธานบริษัทประจำปี แสดงให้เห็นว่า BlackRock ไม่ได้มองโลก Crypto เป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไรอีกต่อไป แต่กำลังวาง โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของอนาคต อย่างเป็นระบบ โดยมีตัวเลข AUM จริงหนุนหลัง ไม่ใช่แค่วาดวิสัยทัศน์ สิ่งที่น่าจับตาในระยะต่อไปคือ BlackRock จะเลือก Blockchain ใดเป็นรางหลัก และจะเปิดกว้างสู่นักลงทุนรายย่อยได้เร็วแค่ไหน ซึ่งคำตอบนั้นอาจเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมการจัดการสินทรัพย์ไปตลอดกาล

 

Tags / คีย์เวิร์ด SEO: BlackRock, Larry Fink, Digital Wallet, Tokenization, BUIDL, RWA, ETF คริปโต, Stablecoin

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com