Tom Lee เสนอ BitMine เพิ่ม “หุ้นจดทะเบียน” 1,000 เท่า เป็น 5 หมื่นล้านหุ้น เพื่อรองรับการแตกพาร์
Tom Lee ประธานบริษัท BitMine ซึ่งถูกจัดกลุ่มเป็นบริษัทมหาชนที่ใช้กลยุทธ์ “คลังสำรอง Ethereum (ETH Treasury)” ออกมาเรียกร้องให้ผู้ถือหุ้นสนับสนุนข้อเสนอเพิ่มจำนวน Authorized Shares ของบริษัทเป็น 50,000 ล้านหุ้น (50B) จากเดิม 50 ล้านหุ้น (50M) หรือเพิ่มขึ้นถึง 1,000 เท่า
Lee ให้เหตุผลว่า BitMine อาจต้องมี “เพดานหุ้น” มากพอ เพื่อรองรับการ แตกหุ้น (Stock Split) ในอนาคต หากราคาของ Ether (ETH) ปรับตัวขึ้นอย่างมากจนทำให้ราคาหุ้น BitMine สูงเกินกว่าที่นักลงทุนรายย่อยจะเข้าถึงได้
ทำไมต้องเพิ่มหุ้นจดทะเบียน? Lee อ้าง “แตกหุ้น” เพื่อให้รายย่อยซื้อได้
Lee อธิบายว่าราคาหุ้น BitMine มีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามราคา ETH อย่างใกล้ชิด และเขาใช้การจำลองมูลค่าในอนาคตโดยอิง อัตราส่วน ETH/Bitcoin (ETH/BTC ratio)

เขายกตัวอย่างกรณีสมมติว่า
หาก Bitcoin (BTC) ไปถึง $1,000,000
ETH อาจขึ้นไปถึง $250,000
ในสถานการณ์นั้น Lee ระบุว่าหุ้น BitMine จะมี “ราคาโดยนัย” ราว $5,000 ต่อหุ้น ซึ่งแพงเกินไปสำหรับนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก พร้อมกล่าวว่า “คนส่วนใหญ่ต้องการให้ราคาหุ้นอยู่แถว ๆ $25”

ดังนั้น หาก ETH ขึ้นแรงจริง BitMine อาจต้องทำ แตกหุ้น 100:1 เพื่อกดราคาหุ้นลงมาให้อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ ซึ่งจะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมหาศาล
“เพิ่ม Authorized Shares ไม่เท่ากับออกหุ้นทันที” แต่ก็ยังโดนมองว่าเสี่ยง Dilution
Lee ย้ำว่า การเพิ่ม Authorized Shares เป็น 50B ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะออกหุ้น 50B ทันที แต่เป็นการเพิ่ม “เพดานสูงสุด” ของจำนวนหุ้นที่บริษัทสามารถออกได้ในอนาคต

เขายกตัวเลขประกอบว่า หากแตกหุ้น 100:1 ในกรณีสุดโต่ง จำนวนหุ้นที่ออกและคงค้าง (shares outstanding) อาจขึ้นไปแตะระดับ หลักหลายหมื่นล้านหุ้น ได้ จึงอยากให้มี “หุ้นพร้อมออก” เผื่อสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงเพื่อความคล่องตัวในการ ระดมทุนเชิงกลยุทธ์ ในอนาคต (หนึ่งในเหตุผลรองที่เขากล่าว)
อย่างไรก็ตาม บน X มีเสียงวิจารณ์จำนวนมาก โดยหลายคนมองว่าการเพิ่ม authorized share limit เป็นการปูทางไปสู่ การเจือจางหุ้น (dilution) และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของช่วงเวลา เพราะหุ้นยังอยู่ในภาวะอ่อนไหว
Lee อ้าง “Unit Bias” ทำไมคนไม่ชอบหุ้นแพง
อีกประเด็นที่ Lee กล่าวถึงคือแนวคิด Unit Bias ซึ่งเป็นอคติทางจิตวิทยาในตลาดการเงิน ที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนให้ความสำคัญกับ “จำนวนหน่วยที่ถือ” มากกว่าผลตอบแทน ความเสี่ยง หรือมูลค่าที่แท้จริงของการลงทุน
พูดง่าย ๆ คือ นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกว่า “ถือได้หลายหุ้น” ดูดีกว่า “ถือได้น้อยหุ้น” แม้เงินลงทุนเท่ากัน ซึ่งทำให้บริษัทที่ราคาหุ้นสูงมากมักเลือกแตกหุ้น เพื่อให้คนรู้สึกว่า “ซื้อได้” และเพิ่มสภาพคล่อง
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ coinlaw.io