
Coinkite ปล่อยเฟิร์มแวร์ Coldcard ใหม่ หลังโดนขโมย Bitcoin $114 ล้าน ใช้ AI ช่วยจับบั๊ก
Coinkite (บริษัทผู้ผลิต Coldcard กระเป๋าฮาร์ดแวร์เก็บ Bitcoin สัญชาติแคนาดา) ปล่อยเฟิร์มแวร์เวอร์ชันใหม่เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 หลังใช้เวลา 3 สัปดาห์ตรวจสอบระบบทั้งหมดอย่างเข้มข้น ต่อเนื่องจากเหตุช่องโหว่การสุ่มค่า (randomness) ที่ทำให้แฮกเกอร์ขโมย Bitcoin จากผู้ใช้ไปมากกว่า 114 ล้านดอลลาร์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตามรายงานของ CoinDesk โดยบริษัทระบุว่าการทบทวนครั้งนี้ใช้ AI ช่วยตรวจโค้ดด้วย ทั้ง Kimi (โมเดล AI จากบริษัท Moonshot) และโมเดลชั้นนำตัวอื่นๆ ไม่ได้ตรวจแค่จุดที่มีบั๊กเดิม แต่ตรวจทั้งระบบ
🔧 อัปเดตอะไรบ้างในเฟิร์มแวร์ใหม่
Coinkite ขอให้ผู้ใช้ Coldcard รุ่น Mk4 และ Mk5 อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 5.6.1 ส่วนรุ่น Q อัปเดตเป็น 1.5.1Q โดยดาวน์โหลดจากหน้าเว็บทางการเท่านั้น การรีวิวรอบนี้เจอปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับบั๊กเดิมเลย ทั้งขั้นตอนอนุมัติธุรกรรม การรับส่งข้อมูลผ่าน USB และการตรวจสอบไฟล์อัปเดตเฟิร์มแวร์
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการสร้างซีดเฟรส (seed phrase) ใหม่ทุกครั้งจะต้องให้ผู้ใช้ป้อนค่าสุ่มด้วยตัวเอง เลือกได้ 3 วิธี คือ กดปุ่มแบบจังหวะไม่แน่นอน 65 ครั้ง, ทอยลูกเต๋า 6 หน้า 50 ครั้ง หรือโยนเหรียญ 128 ครั้ง เหตุผลที่ต้องใช้วิธีทางกายภาพเพราะลูกเต๋าหรือเหรียญให้ผลลัพธ์ที่ซอฟต์แวร์ไม่มีทางคาดเดาได้ ต่างจากบั๊กเดิมที่เกิดจากตัวเครื่องสุ่มค่าเองล้วนๆ ทางเทคนิคแล้ว Coinkite ยังเปลี่ยนตัวสร้างเลขสุ่มสำรอง (backup random number generator) จากอัลกอริทึม Yasmarang มาใช้ SHA-256 Hash_DRBG ซึ่งเป็นฟังก์ชันแฮชเดียวกับที่ Bitcoin ใช้งานอยู่
อีกจุดที่แก้คือเครื่องจะตรวจสอบธุรกรรมซ้ำทันทีก่อนเซ็นยืนยัน ป้องกันกรณีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมผ่าน USB ถูกแฮกแล้วมาแก้ไขธุรกรรมหลังจากผู้ใช้อนุมัติบนหน้าจอไปแล้ว พร้อมบล็อกโหมดเซ็นบางแบบ (SIGHASH_SINGLE) ที่เปิดช่องให้แก้ไขบางส่วนของธุรกรรมได้หลังเซ็นเป็นค่าเริ่มต้น
⚠️ อัปเดตแล้วไม่ได้แปลว่าเงินเก่าปลอดภัย
Coinkite ย้ำชัดว่าการอัปเดตเฟิร์มแวร์ไม่ได้ทำให้ซีดที่สร้างไว้ก่อนหน้านี้ปลอดภัยขึ้นมาเอง ใครก็ตามที่สร้างซีดหรือกุญแจหลักที่คุมเงินในกระเป๋าไว้บนเฟิร์มแวร์ที่มีปัญหาระหว่างปี 2021 ถึงกรกฎาคม 2026 ยังต้องสร้างซีดใหม่และโยกเงินทั้งหมดออกไปยังกระเป๋าใหม่อยู่ดี
ตามข้อมูลของ Decrypt ที่อ้างอิงการติดตามของ Galaxy Research (บริษัทวิจัยคริปโต) ยอดความเสียหายสะสมขยับขึ้นเรื่อยๆ ตามการสอบสวน จากจุดเริ่มต้นที่แฮกเกอร์ดูดเงิน 594 BTC (ราว 38 ล้านดอลลาร์) จากกว่า 500 กระเป๋าภายใน 25 นาทีแรก จนถึงข้อมูลกลางเดือนสิงหาคมที่ยอดขยับไปแตะราว 1,778 BTC หรือประมาณ 112 ล้านดอลลาร์ ก่อนบางแหล่งจะประเมินว่าอาจสูงถึง 130 ล้านดอลลาร์เมื่อรวมคลื่นการโจมตีล่าสุดที่ยังไม่ยืนยันครบ
ชาร์ลส์ กีเยเมต์ (Charles Guillemet) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Ledger คู่แข่งในตลาดกระเป๋าฮาร์ดแวร์ ให้ความเห็นต่อ Decrypt เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ไว้ว่า
"เราถือว่านี่เป็นการเตือนใจอย่างจริงจังว่าโมเดลความปลอดภัยทั้งหมดของกระเป๋าฮาร์ดแวร์อยู่รอดหรือตายได้เพราะเรื่องการสุ่มค่าเพียงเรื่องเดียว การเข้ารหัสเป็นเรื่องยาก และการทำให้มันปลอดภัยจริงยิ่งยากกว่า เหตุการณ์ Coldcard ครั้งนี้ทำให้เห็นภาพนั้นชัดในราคาที่แพงที่สุด"
🤖 เทรนด์ AI ช่วยจับบั๊กความปลอดภัยคริปโต
CoinDesk รายงานว่า Coldcard เป็นบริษัทคริปโตหรือ Bitcoin รายที่ 5 ในรอบ 3 สัปดาห์ที่ออกมายอมรับต่อสาธารณะว่า AI เปลี่ยนวิธีทำงานด้านความปลอดภัยไปแล้ว ก่อนหน้านี้ BTCPay Server (ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สให้ร้านค้ารับชำระเงินด้วย Bitcoin เอง) เพิ่งโดนแฮกดูด Lightning Node ของผู้ใช้ ผ่านช่องโหว่ที่เพิ่งแพตช์ไปหมาดๆ จนต้องตั้งค่าหัวจับผู้ขโมยเงินคืนสูงสุด 3 BTC และจ่ายเงินรางวัลให้นักวิจัยที่เจอช่องโหว่ไปแล้ว 0.42 BTC
ทีมอาสาสมัคร Bitcoin Red Team ซึ่งมีนักพัฒนา 16 คนทำงานข้ามไทม์โซนกัน รายงานพบช่องโหว่รวม 4,962 รายการ จาก 390 โปรเจกต์ ภายใน 24 ชั่วโมงแรกที่เริ่มงาน รวมถึงช่องโหว่ระดับวิกฤต 85 รายการ และระดับสูง 635 รายการ ซึ่งเป็นรายงานที่นำไปสู่การแพตช์ของ BTCPay ด้วย ขณะที่ Bybit ตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตที่เคยถูกกลุ่ม Lazarus จากเกาหลีเหนือขโมยเงินไปราว 1,460 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เปิดเผยว่าการตรวจสอบด้วย AI ช่วยเจอช่องโหว่ระดับรุนแรงในอัตราสูงกว่าการตรวจด้วยคนถึง 3-5 เท่า และช่วยบล็อกการถอนเงินที่น่าสงสัยได้มากถึง 700 ล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งปีแรก
ด้านการสอบสวนคดี Coldcard เอง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายยังคงสืบสวนหาตัวผู้ก่อเหตุอยู่ และบริษัทยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือต่อไป
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com
เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 นายอาร์ม เจาะลึกบั๊ก Coldcard! ทำไมฟังก์ชันสุ่มฮาร์ดแวร์ไม่เคยถูกเรียกใช้เลย
และเจาะลึกที่มาปัญหาการสุ่มค่าในประวัติศาสตร์ Bitcoin
👉 เคส Coldcard คือเคสเดียวกับตอนที่สหรัฐยึด Bitcoin จากกัมพูชา บั๊กเดียวกันที่ขโมยเงินไปนับหมื่นล้าน
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk, Decrypt, Coinkite Blog
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
เคส Coldcard เป็นบทเรียนราคาแพงที่ตอกย้ำว่าความปลอดภัยของกระเป๋าฮาร์ดแวร์ผูกอยู่กับเรื่องเดียวคือการสุ่มค่าที่แท้จริง ต่อให้ยี่ห้อไหนก็มีสิทธิ์พลาดได้ถ้าไม่มีการตรวจสอบรอบด้านมากพอ สำหรับผู้ใช้ Coldcard ในไทยที่ถือ Mk3, Mk4, Mk5 หรือ Q มาตั้งแต่ก่อนกรกฎาคม 2026 แนะนำให้ตรวจสอบสถานะเฟิร์มแวร์ของตัวเองผ่านหน้า Security Status ของ Coinkite โดยตรง และอย่าลืมว่าการอัปเดตอย่างเดียวไม่พอ ถ้าซีดเก่าเข้าข่ายเสี่ยง ต้องย้ายเงินไปกระเป๋าใหม่จริงๆ เท่านั้นถึงจะปลอดภัย
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com