เปิดเบื้องหลังวิกฤต Bitcoin และ Altcoin ร่วงหนัก — จะจบเมื่อไหร่? วิเคราะห์จุดกลับตัวตลาด
ตลาดคริปโตยังคงเผชิญกับแรงเทขายรุนแรงต่อเนื่อง หลังจากเหตุการณ์ "เทขายครั้งประวัติศาสตร์" ซึ่งสร้างความเสียหายกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ จากการถูกบังคับขาย (Liquidation) บนตลาดแลกเปลี่ยนกลาง (CEX) และอีกหลายร้อยล้านดอลลาร์ในฝั่ง DeFi
เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดที่อาศัย Leverage หรือการเทรดแบบใช้เงินกู้ยืมเป็นหลัก เมื่อเกิดแรงเทขายพร้อมกัน ระบบก็ล้มพับอย่างรวดเร็ว

จุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย: ทรัมป์กับภาษี 100% ต่อจีน
จุดชนวนสำคัญมาจากโพสต์ของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) บน Truth Social ซึ่งประกาศเก็บ ภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 100% โดยโพสต์นี้เกิดขึ้นในช่วง สองชั่วโมงสุดท้ายของวันทำการตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดฟิวเจอร์สที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ทำให้เกิดแรงขายแบบ “ไม่ทันตั้งตัว” ในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึง Bitcoin และ Altcoin
หลังโพสต์ดังกล่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมง
Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า $110,000
Ether (ETH) ลดลงกว่า 3.74%
Solana (SOL) ดิ่งกว่า 7%
ข้อมูลจาก CoinGlass ยืนยันว่ามีการล้างพอร์ตครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในฝั่ง long positions (คนที่ถือขาขึ้นด้วย Leverage) ซึ่งถูกบังคับขายเมื่อราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

Open Interest ลดฮวบ 45% — เทรดเดอร์ไม่กล้าเปิด Position ใหม่
หนึ่งในสัญญาณชัดของความกลัวในตลาดคือ Open Interest (OI) ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลชี้ว่า OI ของสินทรัพย์คริปโตทุกตัว (ยกเว้น Bitcoin และ Ethereum) หายไปเกือบ 45% ภายในไม่กี่วัน ซึ่งสะท้อนว่าเทรดเดอร์จำนวนมากเลือกจะ “ถอยออกจากตลาด” และรอดูทิศทางแทนที่จะเข้าเก็งกำไรต่อ

นั่นหมายความว่าขณะนี้ ตลาดยังขาดแรงซื้อใหม่ (bid) และยังมีแรงขายจากฝั่งที่ถูกบังคับปิดสถานะเก่าที่ยังค้างอยู่
Ray Salmond อธิบายผ่านรายการของ Schwab Network ว่า จากข้อมูล Liquidation Heatmap ของ Hyblock Capital ซึ่งแสดงตำแหน่งของคำสั่งซื้อและขายในตลาดฟิวเจอร์สของ CEX หลายแห่ง พบว่า “มีช่องสภาพคล่องของ Long Positions” ที่นักเก็งกำไรกำลัง “ล่า” เพื่อทำกำไรจากการเทขาย

“ถ้าเราดูจาก Heatmap จะเห็นว่ามีช่องสภาพคล่อง (liquidity pocket) ของฝั่ง Long อยู่ระหว่าง $120,000–$115,000 และอีกช่วงหนึ่งที่ $115,000–$113,000 ซึ่งกลายเป็นจุดที่ถูกกวาดไปเรียบร้อยแล้ว”— Ray Salmond, Cointelegraph
เขาเสริมว่า
“หากมองในเชิงสถิติ ราคาค่าเฉลี่ยของ Bitcoin อยู่ที่ประมาณ $120,000 โดยหนึ่งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (1σ) อยู่ที่ $115,000 และสองส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (2σ) อยู่ที่ $110,000 ซึ่งหมายความว่าตอนนี้ Bitcoin ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก และเริ่มเข้าสู่โซนที่เรียกว่า ‘discount zone’”
นอกจากนี้ ข้อมูลคำสั่งซื้อสะสมในตลาด (orderbook data) ยังแสดงให้เห็นว่ามี แรงรับค่อนข้างหนาแน่นในช่วงราคาประมาณ $110,000 ลงไปถึง $100,000
จุดที่ต้องจับตา: $98,600
Heatmap ล่าสุดยังเผยว่า มี “คลัสเตอร์” ของ leveraged long positions อยู่ในบริเวณ $98,600 ซึ่งกลายเป็นโซนสำคัญ เพราะหากราคาหลุดระดับนี้ อาจเกิดการ “ล้างพอร์ตชุดใหม่” ได้อีกระลอกหนึ่ง
อีกทั้ง Open Interest ของ Bitcoin ก็ยังอยู่ในระดับต่ำมาก แสดงถึงความไม่มั่นใจของนักเทรดที่จะกลับมาเปิดสถานะในตลาดฟิวเจอร์ส
ทำไมตลาดยังอ่อนแรงในสุดสัปดาห์?
ตลาดยังคงมีแนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ
ตลาด CME และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ
สภาพคล่อง (liquidity) หายไป ทำให้คำสั่งซื้อขายบางส่วนไม่สามารถรองรับแรงขายได้
นักลงทุน TradFi (Traditional Finance) ยังไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวนี้อย่างเต็มที่
ดังนั้น ความเคลื่อนไหวของตลาดในคืนวันอาทิตย์ (ตามเวลาสหรัฐฯ) เมื่อ CME Futures เปิด จะเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดแบบดั้งเดิม “รู้สึก” อย่างไรกับเหตุการณ์นี้
สัญญาณฟื้นตัวที่ควรจับตา
แม้ตลาดยังอยู่ในช่วง “กลัวสุดขีด” (ตาม Fear & Greed Index ที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 เดือน) แต่ยังมีสัญญาณบางอย่างที่ควรจับตาเพื่อดูว่าการฟื้นตัวใกล้เข้ามาหรือไม่ ได้แก่
Open Interest เริ่มฟื้นตัวขึ้น
แรงขายลดลง / ไม่มีการ Liquidate ใหม่เพิ่ม
มีการรับซื้อจากรายใหญ่หรือสถาบัน
ราคายืนเหนือแนวรับหลักที่ $103,000–$105,000 ได้
หากสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน มีโอกาสที่ตลาดจะเริ่ม “ดีดกลับทางเทคนิค (technical bounce)” ในระยะสั้น แต่หากไม่เกิดขึ้น หรือยังมีแรงขายต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ CME Futures เปิด อาจเห็นการทดสอบแนวรับที่ลึกลงกว่า $100,000 อีกครั้ง
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ cnbc.com