
Ethereum คืออะไร ต่างจาก Bitcoin ยังไง ฉบับเข้าใจง่าย
Ethereum คือแพลตฟอร์มสร้าง Dapps ไม่ใช่แค่เหรียญคริปโต ต่างจาก Bitcoin ยังไง EVM คืออะไร Account-Based ต่างจาก UTXO ยังไง อธิบายครบในบทความเดียว
บทความนี้พูดถึงเฉพาะภาพรวมของ Ethereum ในฐานะเครือข่าย ส่วนกลไกการทำงานของสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) และเรื่องค่าธรรมเนียม Gas Fee แบบละเอียด อ่านต่อได้ในบทความแยก Smart Contract คืออะไร และ Gas Fee คืออะไร
ใครที่เคยเปิดแอปเทรดคริปโตของกระดานไทยสักครั้ง คงเคยเห็นเหรียญ ETH เรียงอยู่แถวบนสุดถัดจาก BTC เสมอ หรือถ้าเคยได้ยินข่าวเรื่อง NFT ราคาแพง เกม Play-to-Earn หรือแอปกู้ยืมเงินแบบไม่ต้องผ่านธนาคาร โอกาสสูงมากที่เบื้องหลังของสิ่งเหล่านั้นคือเครือข่าย Ethereum ทั้งสิ้น คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ในเมื่อ Bitcoin ก็เป็นคริปโตเหมือนกัน แล้ว Ethereum ต่างจาก Bitcoin ตรงไหน ทำไมวงการคริปโตถึงต้องมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน
คำตอบสั้นๆ คือทั้งสองเครือข่ายถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่คนละอย่าง Bitcoin ถูกสร้างมาเพื่อเป็นเงินสดดิจิทัลที่โอนหากันได้โดยไม่ต้องพึ่งตัวกลาง ส่วน Ethereum ถูกสร้างมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มที่ใครก็ตามสามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมารันบนเครือข่ายได้ ความแตกต่างนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการตลาด แต่ฝังอยู่ในโครงสร้างทางเทคนิคตั้งแต่วันแรกที่ Ethereum ถือกำเนิดขึ้นมา และเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกวันนี้ Ethereum ยังคงเป็นเครือข่ายที่มีมูลค่าสินทรัพย์ล็อกอยู่ในระบบสูงที่สุดเครือข่ายหนึ่งของโลกคริปโต
Ethereum คือเครือข่ายบล็อกเชนที่ออกแบบมาให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับสร้างโปรแกรมแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Application หรือ Dapps) โดยใช้สัญญาอัจฉริยะเป็นกลไกขับเคลื่อน และมีเหรียญ ETH เป็นทั้งสินทรัพย์ประจำเครือข่ายและค่าธรรมเนียมที่ใช้จ่ายทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรมหรือรันโปรแกรมบนเครือข่าย

ภาพ: Bitcoin ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่โอนมูลค่า ส่วน Ethereum ถูกออกแบบมาให้เป็นแพลตฟอร์มที่มีโปรแกรมอื่นมาต่อยอดได้
กำเนิดจากข้อจำกัดของ Bitcoin
เรื่องราวของ Ethereum เริ่มต้นจากเด็กหนุ่มลูกครึ่งรัสเซีย-แคนาดาชื่อ Vitalik Buterin ที่เข้าไปคลุกคลีอยู่ในชุมชน Bitcoin ตั้งแต่ปี 2011 และในปี 2012 ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Bitcoin Magazine สื่อที่รายงานความเคลื่อนไหวของวงการ Bitcoin โดยเฉพาะ ระหว่างที่คลุกคลีอยู่กับชุมชนนี้ Vitalik เริ่มมองเห็นว่าโค้ดของ Bitcoin มีข้อจำกัดอยู่มาก มันถูกออกแบบมาให้ทำได้แค่อย่างเดียวคือโอนมูลค่าจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง ภาษาสคริปต์ที่ Bitcoin ใช้จงใจถูกจำกัดความสามารถไว้ไม่ให้ซับซ้อน เพื่อความปลอดภัยของเครือข่าย
Vitalik จึงเสนอไอเดียต่อชุมชน Bitcoin ว่าอยากให้เพิ่มความสามารถด้านสัญญาอัจฉริยะเข้าไปในตัวเครือข่าย เพื่อให้สามารถสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่ซับซ้อนกว่าการโอนเงินธรรมดาได้ แต่ชุมชน Bitcoin ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางของเครือข่ายขนาดนั้น เพราะปรัชญาของ Bitcoin คือการรักษาความเรียบง่ายและความปลอดภัยไว้เป็นอันดับหนึ่ง ไม่ใช่การเพิ่มฟีเจอร์ เมื่อไอเดียถูกปฏิเสธ Vitalik จึงตัดสินใจสร้างเครือข่ายใหม่ขึ้นมาเองแทน โดยเริ่มจากการนำโค้ดต้นแบบบางส่วนของ Bitcoin มาต่อยอด
ปลายปี 2013 Vitalik ได้เผยแพร่ Whitepaper ของ Ethereum ร่วมกับผู้ร่วมก่อตั้งอีกหลายคน ทั้ง Gavin Wood, Charles Hoskinson, Mihai Alisie, Anthony Di Iorio, Amir Chetrit, Jeffrey Wilcke และ Joseph Lubin จากนั้นในปี 2014 ทีมได้เปิดระดมทุนจากสาธารณะ ได้เงินมาเป็นบิทคอยน์รวม 31,000 BTC หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลานั้น ก่อนที่เครือข่าย Ethereum จะเปิดใช้งานจริงในปี 2015

ภาพ: เส้นทางจากไอเดียที่ถูกปฏิเสธในชุมชน Bitcoin สู่การเปิดตัวเครือข่าย Ethereum จริงในปี 2015
ที่น่าสนใจคือหลังจากเปิดตัวเครือข่ายสำเร็จ ผู้ร่วมก่อตั้งหลายคนก็แยกย้ายไปทำโปรเจกต์ของตัวเอง เช่น Gavin Wood ไปสร้างบล็อกเชน Polkadot ส่วน Joseph Lubin ไปเปิดบริษัท Consensys ที่ปัจจุบันเป็นเจ้าของกระเป๋าคริปโตยอดนิยมอย่าง MetaMask เหลือเพียง Vitalik ที่ยังคงผลักดันการพัฒนา Ethereum ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
Ethereum คืออะไรกันแน่ ในเมื่อไม่ได้เป็นแค่เงินดิจิทัล
จุดที่ทำให้ Ethereum ต่างจากบล็อกเชนรุ่นก่อนหน้าคือเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น ทีมผู้สร้างไม่ได้ต้องการแค่สกุลเงินดิจิทัลอีกตัวหนึ่ง แต่ต้องการสร้างสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น "คอมพิวเตอร์ของโลก" เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ไม่มีใครเป็นเจ้าของศูนย์กลาง แต่ทุกเครื่องในเครือข่ายรันโปรแกรมชุดเดียวกันและได้ผลลัพธ์ตรงกันเสมอ กลไกที่ทำให้เป็นแบบนั้นได้เรียกว่า Ethereum Virtual Machine หรือ EVM ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนที่ทำงานเหมือนกันทุกโหนดทั่วโลก คอยประมวลผลโค้ดของสัญญาอัจฉริยะที่นักพัฒนาเขียนขึ้นมา รายละเอียดเชิงลึกของ EVM และสัญญาอัจฉริยะมีอธิบายไว้ในบทความแยกต่างหาก แต่สิ่งที่ควรรู้ตรงนี้คือ EVM คือหัวใจที่ทำให้ Ethereum กลายเป็นแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่บัญชีแยกประเภทสำหรับโอนเงิน
เพราะโค้ดของ Ethereum เป็นแบบโอเพนซอร์ซและทำงานตามกฎที่เขียนไว้ตายตัว แนวคิดที่มักถูกพูดถึงคู่กับ Ethereum คือ "Code is Law" หมายความว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่โค้ดกำหนดไว้ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงกฎขึ้นมาเองได้ตามอำเภอใจ การจะแก้กฎระดับเครือข่ายต้องอาศัยความเห็นพ้องจากชุมชนทั้งหมดผ่านการอัปเกรดเครือข่ายเท่านั้น ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ยากและต้องใช้ฉันทามติสูงมาก นักพัฒนาคนไหนก็ตามสามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมารันบน Ethereum ได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร

ภาพ: EVM คือเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนที่กระจายอยู่ในทุกโหนดทั่วโลก รันโค้ดชุดเดียวกันแล้วได้ผลลัพธ์ตรงกันเสมอ
ผลลัพธ์จากกลไกนี้คือเกิดสิ่งที่เรียกว่า Decentralized Application หรือ Dapps แอปพลิเคชันที่ไม่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่งควบคุมอยู่เบื้องหลัง ต่างจากแอปที่เราใช้กันทุกวันซึ่งมีเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเจ้าของแอปคอยควบคุมข้อมูลทั้งหมดอยู่ ทุกครั้งที่มีคนใช้งาน Dapps เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนเหรียญ การกู้ยืม หรือการโอน NFT เครือข่ายจะเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเหรียญ ETH ที่คนทั่วไปมักเรียกกันว่า "ค่าแก๊ส" เพื่อเป็นค่าตอบแทนให้คอมพิวเตอร์ที่ช่วยประมวลผลและรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย
บัญชีแบบ Account-Based ต่างจาก UTXO ของ Bitcoin ยังไง
ความต่างสำคัญอีกจุดหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือวิธีที่สองเครือข่ายนี้บันทึกยอดเงินของผู้ใช้ Bitcoin ใช้ระบบที่เรียกว่า UTXO (Unspent Transaction Output) คือการนับยอดเงินที่ยังไม่ถูกใช้จ่ายเป็นก้อนๆ คล้ายกับเงินสดในกระเป๋าที่มีแบงก์ 20 แบงก์ 50 และแบงก์ 100 ปนกันอยู่ รวมกันแล้วได้ 500 บาท ทุกครั้งที่จ่ายเงิน ระบบต้องเลือกหยิบแบงก์มาผสมกันให้ได้ยอดที่ต้องการ แล้วอาจจะมีเงินทอนกลับมาเป็นก้อนใหม่ วิธีนี้ปลอดภัยและตรวจสอบง่าย แต่ก็จำกัดความสามารถในการทำธุรกรรมที่ซับซ้อน
ส่วน Ethereum เลือกใช้ระบบ Account-Based ซึ่งทำงานเหมือนบัญชีธนาคารทั่วไป คือมีตัวเลขยอดคงเหลือเพียงค่าเดียวต่อหนึ่งบัญชี เวลามีการทำธุรกรรมระบบก็แค่หักลบยอดคงเหลือนั้นตรงๆ ไม่ต้องไปไล่รวมก้อนเงินเหมือน UTXO วิธีนี้ทำให้เขียนโปรแกรมที่มีเงื่อนไขซับซ้อนได้ง่ายกว่ามาก เพราะสัญญาอัจฉริยะสามารถอ้างอิงยอดคงเหลือของบัญชีได้โดยตรง เหมาะกับการสร้างแอปพลิเคชันที่ต้องมีการคำนวณและตรวจสอบเงื่อนไขต่อเนื่องกันหลายขั้นตอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบ UTXO ของ Bitcoin ทำได้ยากกว่ามาก นี่คือเหตุผลเชิงเทคนิคที่แท้จริงว่าทำไม Bitcoin ถึงไม่สามารถกลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับสัญญาอัจฉริยะแบบที่ Vitalik เสนอไว้ตั้งแต่แรกได้ง่ายๆ

ภาพ: Bitcoin นับยอดเงินแบบก้อนสะสมคล้ายเงินสดในกระเป๋า ส่วน Ethereum ใช้ยอดคงเหลือเดียวแบบบัญชีธนาคาร
ETH สองบทบาทในเครือข่ายเดียว
หลายคนเข้าใจว่า ETH เป็นแค่เหรียญเก็งกำไรเหมือนเหรียญอื่นๆ แต่จริงๆ แล้ว ETH มีหน้าที่ซ้อนกันอยู่สองชั้นในระบบนิเวศของ Ethereum ชั้นแรกคือการเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้คนถือครองเพื่อเก็บมูลค่าหรือซื้อขายแลกเปลี่ยน เช่นเดียวกับเหรียญคริปโตทั่วไป ชั้นที่สองซึ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการเป็น "เชื้อเพลิง" ที่ขับเคลื่อนการทำงานทุกอย่างบนเครือข่าย ทุกครั้งที่มีการโอนเหรียญ สร้างสัญญาอัจฉริยะ หรือใช้งาน Dapps ใดๆ ก็ตาม เครือข่ายจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็น ETH เสมอในระดับโปรโตคอล แม้ทุกวันนี้บางกระเป๋าเงินจะมีบริการ "ผู้สนับสนุนค่าแก๊ส" (Paymaster) ที่ให้ผู้ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเหรียญอื่นแทนได้เพื่อความสะดวก แต่เบื้องหลังก็ยังต้องมีการแปลงเป็น ETH เพื่อจ่ายให้เครือข่ายอยู่ดี ค่าธรรมเนียมนี้เองที่เรียกกันว่า Gas Fee ซึ่งจะแพงหรือถูกขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของเครือข่ายในช่วงเวลานั้น รายละเอียดของกลไก Gas Fee และวิธีคำนวณอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความแยกต่างหาก
การที่ ETH ผูกติดอยู่กับการใช้งานจริงของเครือข่ายแบบนี้ทำให้มูลค่าของมันแตกต่างจากเหรียญที่มีไว้แค่ซื้อขายเก็งกำไรอย่างเดียว เพราะยิ่งมีคนใช้งาน Dapps บน Ethereum มากเท่าไหร่ ความต้องการใช้ ETH เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย นี่คือกลไกที่ผูกมูลค่าของ ETH เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงบนเครือข่าย ไม่ใช่แค่ความเชื่อของนักลงทุนเพียงอย่างเดียว

ภาพ: ETH ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน ทั้งเป็นสินทรัพย์ให้ถือครองและเป็นค่าธรรมเนียมที่ขับเคลื่อนทุกธุรกรรมบนเครือข่าย
จาก PoW สู่ PoS: The Merge เปลี่ยนเครื่องยนต์ทั้งลำ
ในช่วงแรกที่ Ethereum เปิดตัวเมื่อปี 2015 เครือข่ายใช้ระบบฉันทามติแบบ Proof-of-Work (PoW) เหมือนกับ Bitcoin คือใช้พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ในการแข่งขันขุดหาคำตอบเพื่อยืนยันธุรกรรม ระบบนี้ปลอดภัยและพิสูจน์ตัวเองมาแล้วจากฝั่ง Bitcoin แต่ก็มีข้อเสียคือใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล และจำกัดความเร็วในการประมวลผลธุรกรรมของเครือข่าย
ทีมพัฒนา Ethereum วางแผนเปลี่ยนระบบฉันทามติมาเป็น Proof-of-Stake (PoS) มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของโปรเจกต์ แต่กว่าจะทำสำเร็จจริงก็ใช้เวลาพัฒนาและทดสอบนานหลายปี จนกระทั่งวันที่ 15 กันยายน 2022 การอัปเกรดครั้งใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ The Merge ก็เสร็จสมบูรณ์ เปลี่ยนกลไกความปลอดภัยของทั้งเครือข่ายจากการแข่งขันขุดด้วยพลังไฟฟ้า มาเป็นการให้ผู้ตรวจสอบธุรกรรมหรือ Validator วางเหรียญ ETH ของตัวเองเป็นหลักประกันแทน ใครที่ทำผิดกฎหรือพยายามโกงเครือข่ายจะถูกยึดเหรียญที่วางค้ำไว้เป็นบทลงโทษ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ชัดที่สุดคือปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครือข่ายทั้งระบบลดลงกว่า 99% ในทันทีที่เปลี่ยนผ่าน เพราะไม่ต้องพึ่งเครื่องขุดกำลังสูงอีกต่อไป
การเปลี่ยนมาใช้ PoS ยังมาพร้อมกับกลไกเผาเหรียญบางส่วนของค่าธรรมเนียมที่เก็บได้ในแต่ละธุรกรรมทิ้งไปถาวร แทนที่จะมอบให้ผู้ตรวจสอบทั้งหมดเหมือนเดิม เดิมที Ethereum ไม่ได้กำหนดเพดานอุปทานสูงสุดไว้ตั้งแต่แรกเหมือน Bitcoin ที่ตรึงไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ แต่หลังกลไกเผาเหรียญนี้เริ่มทำงาน ในช่วงที่เครือข่ายมีการใช้งานหนาแน่นเหรียญที่ถูกเผาทิ้งอาจมากกว่าเหรียญใหม่ที่ถูกผลิตออกมา ทำให้อุปทานของ ETH ลดลงเป็นบางช่วง แต่ในช่วงที่เครือข่ายเงียบ ปริมาณเหรียญก็อาจเพิ่มขึ้นตามปกติได้เช่นกัน กลไกนี้จึงไม่ได้ทำให้ ETH เป็นเหรียญเงินฝืดถาวรเหมือนที่หลายคนเข้าใจผิดกัน แต่เป็นกลไกที่ผูกอุปทานเข้ากับการใช้งานจริงของเครือข่ายมากกว่า

ภาพ: The Merge วันที่ 15 กันยายน 2022 เปลี่ยน Ethereum จากการขุดด้วยพลังไฟฟ้ามาเป็นการวางเหรียญค้ำประกันแทน ลดการใช้พลังงานลงกว่า 99%
Blockchain Trilemma ทำไม Ethereum ยอมช้ากว่าเพื่อแลกกับความปลอดภัย
ทุกบล็อกเชนที่ถูกสร้างขึ้นมาต้องเจอกับข้อจำกัดที่เรียกว่า Blockchain Trilemma หลักการที่บอกว่าเครือข่ายหนึ่งไม่สามารถได้ครบทั้งสามอย่างพร้อมกันในระดับสูงสุด ได้แก่ ความปลอดภัย (Security) ความสามารถในการขยายรองรับธุรกรรมจำนวนมาก (Scalability) และความกระจายศูนย์ (Decentralization) ทีมพัฒนา Ethereum เลือกให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความกระจายศูนย์เป็นหลัก โดยยอมให้สเปกคอมพิวเตอร์ที่ใช้รันโหนดไม่สูงมากนัก เพื่อให้คนทั่วไปสามารถรันโหนดของตัวเองได้จำนวนมาก ยิ่งมีโหนดกระจายอยู่ทั่วโลกมากเท่าไหร่ เครือข่ายก็ยิ่งยากที่จะถูกโจมตีหรือควบคุมโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเท่านั้น

ภาพ: Ethereum เลือกให้น้ำหนักกับความปลอดภัยและความกระจายศูนย์ ยอมแลกกับความเร็วในการประมวลผลธุรกรรม
ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการเลือกทางนี้คือความเร็วในการประมวลผลธุรกรรม เครือข่ายหลักของ Ethereum รองรับธุรกรรมได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 25 ถึง 35 รายการต่อวินาทีเท่านั้น (เพิ่มขึ้นจากราว 12-15 เมื่อ 2-3 ปีก่อน หลังปรับเพดาน Gas Limit เครือข่ายขึ้น) เทียบกับระบบชำระเงินอย่าง Visa ที่มีศักยภาพรองรับธุรกรรมได้หลักหมื่นรายการต่อวินาที ด้วยเหตุนี้ทีมพัฒนาจึงต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Layer 2 หรือเครือข่ายชั้นที่สองที่วางซ้อนอยู่บน Ethereum อีกที คอยรับภาระประมวลผลธุรกรรมส่วนใหญ่ไปทำแทน แล้วค่อยส่งข้อมูลสรุปกลับมาบันทึกไว้บน Ethereum อีกทีเพื่อยังคงความปลอดภัยไว้ วิธีนี้ช่วยให้เครือข่ายโดยรวมรองรับธุรกรรมได้มากขึ้นมหาศาล โดยไม่ต้องแลกกับความกระจายศูนย์ของเครือข่ายหลัก
ETH ในมือนักลงทุนไทย
แม้ Ethereum จะเป็นเรื่องเทคนิคที่ฟังดูไกลตัว แต่ ETH เป็นหนึ่งในเหรียญที่กระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทยแทบทุกแห่งนำมาให้บริการควบคู่กับ Bitcoin ไม่ว่าจะเป็น Bitkub, Binance TH, Bitazza หรือกระดานอื่นๆ นักลงทุนไทยสามารถซื้อขาย ETH เป็นเงินบาทได้โดยตรงมาตั้งแต่ยุคแรกที่ตลาดคริปโตในไทยเปิดตัว สะท้อนให้เห็นว่า ETH ไม่ได้เป็นแค่เหรียญเฉพาะกลุ่มนักพัฒนาต่างประเทศ แต่เป็นสินทรัพย์ที่คนไทยจำนวนมากถือครองและซื้อขายกันอยู่จริงในชีวิตประจำวัน
ถ้ามองในมุมที่เข้าใจง่ายขึ้น ลองเปรียบ Ethereum กับการเป็น "พื้นที่ตลาด" ที่ใครก็มาเปิดร้านได้ ไม่ต่างจากที่คนไทยคุ้นเคยกับการที่แพลตฟอร์มหนึ่งเปิดให้ผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากเข้ามาเปิดร้านขายของบนพื้นที่เดียวกัน โดยเจ้าของพื้นที่ไม่ได้เป็นคนขายของเอง แค่วางกฎกติกากลางไว้ให้ทุกคนทำตาม Ethereum ก็ทำหน้าที่คล้ายกันในโลกดิจิทัล เป็นพื้นที่กลางที่นักพัฒนาทั่วโลกเข้ามาสร้างบริการทางการเงิน เกม หรือแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างอิสระ โดยมีโค้ดบน EVM เป็นกติกากลาง ไม่มีบริษัทใดปิดกั้นว่าใครเปิดร้านได้หรือไม่ได้

ภาพ: Bitcoin เล่นบทบาทสินทรัพย์เก็บมูลค่า ส่วน Ethereum เล่นบทบาทแพลตฟอร์มที่นักพัฒนาทั่วโลกมาสร้างแอปพลิเคชันต่อยอด
สรุป Bitcoin กับ Ethereum เล่นคนละบทบาทในระบบนิเวศเดียวกัน
เมื่อรวมทุกจุดที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นภาพชัดเจนว่า Bitcoin กับ Ethereum ไม่ได้เป็นคู่แข่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นสองเครือข่ายที่ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ต่างกันตั้งแต่ต้น Bitcoin เน้นความเรียบง่ายและความปลอดภัยสูงสุด เพื่อทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าที่มีอุปทานจำกัดตายตัวที่ 21 ล้านเหรียญ ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ ส่วน Ethereum ยอมเพิ่มความซับซ้อนของระบบขึ้นมาอีกขั้น เพื่อแลกกับความสามารถในการเป็นแพลตฟอร์มที่รองรับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ จากนักพัฒนาทั่วโลก ทั้งบัญชีแบบ Account-Based ที่ต่างจาก UTXO ของ Bitcoin การเปลี่ยนจาก PoW มาเป็น PoS ผ่าน The Merge และการยอมสละความเร็วบางส่วนเพื่อรักษาความกระจายศูนย์ไว้ ล้วนเป็นการตัดสินใจเชิงออกแบบที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่ Ethereum ตั้งไว้ตั้งแต่วันแรก คือการเป็นคอมพิวเตอร์ของโลกที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของศูนย์กลาง

ภาพ: สรุปความต่างหลักระหว่าง Bitcoin และ Ethereum ในตารางเดียว ตั้งแต่บทบาท ระบบบัญชี ฉันทามติ จนถึงอุปทานเหรียญ
คำถามที่พบบ่อย
Ethereum คืออะไร
เครือข่ายบล็อกเชนที่ออกแบบมาให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับสร้างโปรแกรมแบบกระจายศูนย์ (Dapps) โดยใช้สัญญาอัจฉริยะเป็นกลไกขับเคลื่อน และมีเหรียญ ETH เป็นทั้งสินทรัพย์และค่าธรรมเนียมของเครือข่าย
Ethereum ต่างจาก Bitcoin ยังไง
Bitcoin ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเงินสดดิจิทัลที่โอนหากันโดยไม่ต้องพึ่งตัวกลาง ใช้ระบบบันทึกยอดแบบ UTXO ส่วน Ethereum ถูกออกแบบมาเป็นแพลตฟอร์มสำหรับรันโปรแกรม ใช้ระบบบัญชีแบบ Account-Based ที่ยืดหยุ่นกว่าสำหรับงานซับซ้อน
EVM คืออะไร
Ethereum Virtual Machine คือเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนที่กระจายอยู่ในทุกโหนดของเครือข่าย ทำหน้าที่ประมวลผลโค้ดของสัญญาอัจฉริยะให้ได้ผลลัพธ์ตรงกันทุกเครื่องเสมอ
The Merge คืออะไร
การอัปเกรดครั้งใหญ่ของ Ethereum เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2022 ที่เปลี่ยนระบบฉันทามติจาก Proof-of-Work มาเป็น Proof-of-Stake ทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้าของเครือข่ายลดลงกว่า 99%
ETH มีจำนวนจำกัดเหมือน Bitcoin ไหม
ไม่มีเพดานอุปทานสูงสุดตายตัวเหมือน Bitcoin ที่ 21 ล้านเหรียญ แต่มีกลไกเผาเหรียญบางส่วนจากค่าธรรมเนียมทิ้งไปถาวร ซึ่งในบางช่วงที่เครือข่ายใช้งานหนาแน่นอาจทำให้อุปทานลดลงชั่วคราวได้
📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101