
Gas Fee คืออะไร ทำไมค่าธรรมเนียมคริปโตพุ่งได้แรงขนาดนี้
Gas Fee ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แต่คือค่าจ้างเครือข่าย เข้าใจหน่วย Gwei ทำไม Gas พุ่งช่วงคนใช้เยอะ EIP-1559 และ Layer 2 ช่วยลดต้นทุนยังไง
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ทำความเข้าใจ Ethereum เขียนคู่ขนานกับ Ethereum คืออะไร (เร็วๆ นี้) และ Smart Contract คืออะไร (เร็วๆ นี้) แนะนำให้อ่านสองบทความนั้นประกอบ ถ้าอยากเห็นภาพรวมทั้งระบบก่อนจะมาเจาะเรื่องค่าธรรมเนียมโดยเฉพาะในบทความนี้
ลองนึกภาพคนที่กำลังจะกดสวอปเหรียญมูลค่าไม่กี่พันบาทบน Uniswap แล้วเจอหน้าต่างยืนยันธุรกรรมแจ้งว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเครือข่ายเพิ่มอีกหลายร้อยบาท ทั้งที่เมื่อวานทำธุรกรรมแบบเดียวกันเสียแค่ไม่กี่บาท หรือคนที่ตั้งใจจะกดมินต์ NFT คอลเลกชันดังตอนเที่ยงคืน แล้วพบว่าค่าธรรมเนียมพุ่งขึ้นเป็นสิบเท่าในเวลาไม่กี่นาที ก่อนจะร่วงกลับลงมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนเช้า
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกคริปโต และเป็นหนึ่งในเรื่องที่คนเพิ่งเข้าวงการมักงงที่สุด เพราะมันไม่เหมือนค่าธรรมเนียมที่คุ้นเคยจากแอปธนาคารหรือกระดานเทรดที่ราคาคงที่แน่นอน ยิ่งถ้าใครเผลอไปเข้าใจว่านี่คือ "ค่าคอมมิชชัน" ที่แพลตฟอร์มเก็บเอาไปเข้ากระเป๋าตัวเองเหมือนค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามธนาคาร ก็จะยิ่งงงหนักขึ้นไปอีกว่าทำไมแพลตฟอร์มถึงกล้าเก็บแพงขนาดนี้ในบางช่วงเวลา คำตอบคือมันไม่ใช่แบบนั้นเลย และการเข้าใจกลไกเบื้องหลังตัวเลขที่เต้นขึ้นลงนี้คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมเครือข่ายอย่าง Ethereum ถึงต้องมีระบบนี้ และทำไมวงการถึงพยายามหาทางแก้ปัญหานี้มาตลอดหลายปี
Gas Fee คืออะไรกันแน่ ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเก็บเข้ากระเป๋า
จุดที่คนมักเข้าใจผิดที่สุดคือคิดว่า Gas Fee เป็นค่าธรรมเนียมที่ Uniswap, OpenSea หรือแอปกระเป๋าเงินที่ใช้อยู่เป็นคนเก็บ เหมือนที่กระดานเทรดกลาง (เช่น Binance หรือ Bitkub) เก็บค่าธรรมเนียมซื้อขายเข้าเป็นรายได้บริษัท แต่ความจริงแล้ว Gas Fee ไม่ได้เข้ากระเป๋าของแพลตฟอร์มหรือแอปใดๆ เลย มันคือค่าจ้างที่ผู้ใช้จ่ายให้กับ "เครือข่าย" โดยตรง เพื่อจ้างให้ผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validator ในปัจจุบัน หรือเรียกกว้างๆ ว่านักขุด/นักตรวจสอบ) นำธุรกรรมของเราไปประมวลผลและบันทึกลงบล็อกเชน

ภาพ: เงินค่าแก๊สไม่ได้เข้ากระเป๋าแพลตฟอร์มอย่าง Uniswap แต่ไหลไปเป็นค่าจ้างเครือข่ายบล็อกเชนที่ประมวลผลธุรกรรมให้
พูดง่ายๆ คือแพลตฟอร์มอย่าง Uniswap เป็นแค่ตัวสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ที่วางกฎการสวอปเหรียญไว้บนเครือข่าย Ethereum ส่วน Ethereum ต่างหากที่เป็นเจ้าของ "พื้นที่ประมวลผล" ที่ทุกคนต้องแย่งกันจ่ายเพื่อให้ธุรกรรมของตัวเองถูกหยิบไปทำก่อน ต่อให้ผู้ใช้ไม่ได้ผ่านแพลตฟอร์มไหนเลย แค่โอนเหรียญจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋าหนึ่งตรงๆ ก็ยังต้องจ่าย Gas Fee เหมือนกัน เพราะมันคือต้นทุนของการให้เครือข่ายทำงานให้ ไม่ใช่ต้นทุนของการใช้แอปใดแอปหนึ่ง
ทีนี้อาจมีคำถามต่อว่า แล้วทำไมต้องมีระบบนี้เลย ทำไมไม่ให้ทุกธุรกรรมฟรีไปเลย คำตอบเกี่ยวข้องกับจุดที่ทำให้ Ethereum ต่างจาก Bitcoin ตั้งแต่รากฐาน เพราะ Ethereum ออกแบบมาให้รันโค้ดอะไรก็ได้ผ่านสัญญาอัจฉริยะ ซึ่งในทางทฤษฎีโค้ดที่ซับซ้อนพอสามารถวนลูปไม่รู้จบได้ ถ้าไม่มีกลไกจำกัดปริมาณการคำนวณ เครือข่ายทั้งหมดอาจถูกโค้ดตัวเดียวที่มีบั๊กหรือเจตนาร้ายทำให้ค้างหรือถูกถล่มด้วยธุรกรรมขยะได้ง่ายๆ ระบบ Gas จึงถูกออกแบบมาเพื่อ "ตีราคา" การคำนวณทุกขั้นตอนบนเครือข่าย ยิ่งธุรกรรมต้องให้เครื่องคำนวณเยอะ (เช่น การสวอปเหรียญที่ต้องเช็คราคา คำนวณสระว่ายน้ำสภาพคล่อง แล้วโอนเหรียญสองฝั่ง) ก็ยิ่งต้องใช้ Gas มากกว่าการโอนเหรียญตรงไปตรงมาแบบธรรมดา
หน่วย Gwei คืออะไร ทำไมตัวเลขค่า Gas ถึงดูยาวจนงง
เวลาเปิดกระเป๋าเงินคริปโตแล้วเห็นค่าธรรมเนียมแสดงเป็นตัวเลขแปลกๆ อย่าง "35 Gwei" ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า Gwei คือหน่วยย่อยของเหรียญ ETH เหมือนที่สตางค์เป็นหน่วยย่อยของบาท เพียงแต่ Gwei ย่อยกว่านั้นมาก โดย 1 ETH เท่ากับ 1,000,000,000 Gwei หรือหนึ่งพันล้าน Gwei

ภาพ: สูตรคำนวณค่าแก๊สจริงคือปริมาณ Gas คูณราคาต่อหน่วยเป็น Gwei โดย 1 ETH เท่ากับ 1,000,000,000 Gwei
เหตุผลที่ต้องมีหน่วยย่อยขนาดนี้ เพราะการคำนวณ Gas แต่ละครั้งใช้หน่วยที่เล็กมากจนถ้าพูดเป็นหน่วย ETH เต็มๆ จะกลายเป็นตัวเลขทศนิยมยาวเหยียดอ่านไม่รู้เรื่อง เหมือนถ้าจะบอกราคาก๋วยเตี๋ยวชามละ 0.0000000000000005 บาทเทียบกับทองคำแท่ง ก็คงไม่มีใครอยากอ่าน จึงต้องมีหน่วยกลางที่พอดีสำหรับพูดถึงราคาค่าธรรมเนียมต่อหน่วยการคำนวณ
ตัวเลขค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายจริงมาจากสองส่วนคูณกัน ส่วนแรกคือ "ปริมาณ Gas" ที่ธุรกรรมนั้นต้องใช้ (วัดความซับซ้อนของงาน เช่น การโอน ETH ธรรมดาใช้ประมาณ 21,000 หน่วย ส่วนการสวอปเหรียญในสระสภาพคล่องอาจใช้หลักแสนหน่วยเพราะมีการคำนวณหลายขั้นตอน) และส่วนที่สองคือ "ราคาต่อหน่วย Gas" ที่วัดเป็น Gwei ซึ่งเป็นตัวเลขที่ขึ้นลงตามความคับคั่งของเครือข่าย ณ ขณะนั้น เมื่อคูณสองค่านี้เข้าด้วยกันแล้วแปลงกลับเป็น ETH ก็จะได้ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายจริงที่เห็นในหน้ายืนยันธุรกรรม
ทำไมช่วงคนใช้เยอะ ค่า Gas ถึงพุ่งแรง เข้าใจผ่านหลักอุปสงค์อุปทาน
หัวใจของเรื่องทั้งหมดอยู่ที่ข้อเท็จจริงง่ายๆ ข้อเดียวคือ แต่ละบล็อกของ Ethereum มีพื้นที่ประมวลผลจำกัด ปัจจุบัน (ปี 2026) แต่ละบล็อกรองรับได้ประมาณ 60 ล้านหน่วย Gas และแม้จะมีแผนขยายเพดานนี้ขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต แต่ ณ เวลาหนึ่งๆ พื้นที่นี้ก็ยังคงมีจำกัดเสมอ เปรียบเหมือนเที่ยวบินที่มีที่นั่งตายตัว จะเพิ่มที่นั่งกลางอากาศไม่ได้ทันทีที่ต้องการ
เมื่อพื้นที่มีจำกัด แต่คนอยากส่งธุรกรรมพร้อมกันเยอะกว่าที่พื้นที่รองรับไหว (เช่น ตอนมีเหรียญมีมใหม่เปิดตัวแล้วคนแห่เข้าซื้อพร้อมกัน หรือตอนตลาดร่วงแรงจนคนแห่ปิดสถานะพร้อมกันเป็นจำนวนมาก) กลไกที่เครือข่ายใช้คัดเลือกว่าใครจะได้ไปก่อนก็คือการประมูล คนที่เสนอราคาต่อหน่วย Gas สูงกว่าจะถูกหยิบไปประมวลผลก่อน ส่วนคนที่เสนอราคาต่ำก็ต้องรอ หรือธุรกรรมอาจค้างเฉยๆ จนกว่าความคับคั่งจะคลาย ราคาจึงถูกดันขึ้นเป็นทอดๆ ในไม่กี่นาทีได้ ไม่ต่างจากตลาดจริงที่ของมีจำกัดแต่คนอยากได้พร้อมกันเยอะ ราคาก็ต้องขยับขึ้นเพื่อคัดคนที่ยอมจ่ายมากที่สุดออกมาก่อน

ภาพ: พื้นที่บล็อกของ Ethereum มีจำกัดในแต่ละครั้ง คนที่เสนอราคา Gas สูงกว่าจะถูกหยิบไปประมวลผลก่อนเสมอ
คนไทยที่ใช้แอปเรียกรถอย่าง Grab น่าจะคุ้นกับกลไกแบบเดียวกันนี้โดยไม่รู้ตัว ช่วงฝนตกหนักหรือชั่วโมงเร่งด่วนที่คนอยากเรียกรถพร้อมกันเยอะกว่าจำนวนคนขับที่มีอยู่ แอปจะปรับราคาขึ้นแบบเรียลไทม์เพื่อดึงคนขับเข้าระบบมากขึ้นและกรองคนที่ยอมจ่ายแพงกว่าออกมาก่อน เคยมีกรณีที่ผู้ใช้ในไทยร้องเรียนว่าค่าโดยสารที่ปกติอยู่หลักร้อยบาทพุ่งขึ้นไปถึงราว 600 บาทในช่วงเวลาที่ความต้องการพุ่งสูงผิดปกติ กลไกเบื้องหลังคือสูตรเดียวกับที่ทำให้ Gas Fee บน Ethereum พุ่งขึ้นในช่วงเครือข่ายคับคั่ง ต่างกันแค่ Grab ใช้อัลกอริทึมของบริษัทเอกชนปรับราคาให้สมดุลระหว่างผู้โดยสารกับคนขับ ส่วน Ethereum ปล่อยให้กลไกตลาดเปิดของผู้ใช้ทั้งเครือข่ายแข่งประมูลกันเอง ไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือควบคุมราคาได้โดยตรง
EIP-1559 เปลี่ยนกลไกประมูลค่า Gas ไปยังไง
ก่อนกลางปี 2021 ระบบประมูล Gas ของ Ethereum เป็นแบบ "ประมูลราคาเดียวปิดซอง" ที่ทุกคนต้องเดาเอาเองว่าควรเสนอราคาเท่าไรถึงจะได้ถูกหยิบไปทำก่อน ถ้าเดาต่ำไปธุรกรรมค้างเฉยๆ ถ้าเดาสูงไปก็จ่ายแพงเกินจำเป็นโดยไม่รู้ตัว ช่วงเวลาที่มีของฮอตอย่างการมินต์ NFT ดังๆ กลายเป็นสงครามประมูลที่ทุกคนแข่งกันอัดราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่มีเหตุผล เพราะไม่มีใครรู้ว่าคนอื่นเสนอราคาเท่าไร
เดือนสิงหาคม 2021 Ethereum อัปเกรดใหญ่ชื่อ London ซึ่งรวมข้อเสนอที่ชื่อ EIP-1559 เข้าไปเปลี่ยนกลไกทั้งหมด แทนที่จะให้ทุกคนเดาราคาแบบเดิม เครือข่ายจะคำนวณ "ค่าฐาน" (Base Fee) ให้อัตโนมัติในทุกบล็อก โดยดูจากความเต็มของบล็อกก่อนหน้า ถ้าบล็อกก่อนเต็มเกินครึ่งค่าฐานจะขยับขึ้น ถ้าบล็อกโล่งกว่าครึ่งค่าฐานจะขยับลง ทำให้ผู้ใช้พอเดาได้ล่วงหน้าว่าธุรกรรมของตัวเองน่าจะเสียเท่าไร ไม่ต้องเดาสุ่มแบบเดิม

ภาพ: เทียบกลไกประมูลค่า Gas ก่อนและหลัง EIP-1559 ปี 2021 จากเดาราคาแบบปิดซองมาเป็นค่าฐานคำนวณอัตโนมัติที่ถูกเผาทิ้ง เหลือแค่ทิปที่ผู้ตรวจสอบได้รับ
ส่วนที่สองที่เพิ่มเข้ามาคือ "ค่าจูงใจ" (Priority Fee หรือทิป) ที่ผู้ใช้เลือกจ่ายเพิ่มให้ Validator โดยสมัครใจ เพื่อจูงใจให้หยิบธุรกรรมของตัวเองไปทำก่อนคนอื่นในบล็อกเดียวกัน ยิ่งอยากได้ไวยิ่งให้ทิปสูง ส่วนคนที่ไม่รีบก็ให้ทิปต่ำแล้วรอได้ ที่น่าสนใจที่สุดคือค่าฐานที่ผู้ใช้จ่ายไปนั้นไม่ได้ตกเป็นของ Validator เหมือนเดิม แต่ถูก "เผา" หรือทำลายทิ้งไปจากระบบเลย มีแต่ส่วนทิปเท่านั้นที่ Validator ได้รับจริง กลไกเผานี้เองที่ทำให้ ETH มีแรงกดดันฝั่งอุปทานให้ลดลงเรื่อยๆ ในช่วงที่เครือข่ายมีการใช้งานหนัก ซึ่งเป็นรายละเอียดเชิงลึกที่บทความ Ethereum คืออะไร จะพาไปทำความเข้าใจต่อ
ทำไม Layer 2 อย่าง Arbitrum, Optimism และ Base ถึงช่วยลดค่า Gas ได้
อีกทางที่วงการ Ethereum ใช้แก้ปัญหาค่า Gas แพงคือการสร้างเครือข่ายเสริมที่เรียกว่า Layer 2 (L2) อย่าง Arbitrum, Optimism หรือ Base ของ Coinbase แนวคิดหลักคือแทนที่จะให้ทุกธุรกรรมของทุกคนทั่วโลกไปแย่งพื้นที่บล็อกจำกัดบน Ethereum เครือข่ายหลัก (Layer 1) โดยตรง L2 จะรวบรวมธุรกรรมของผู้ใช้จำนวนมากมาประมวลผลนอกเครือข่ายหลักก่อน แล้วค่อยบีบอัดสรุปทั้งหมดเป็นชุดข้อมูลก้อนเดียวส่งกลับไปบันทึกบน Ethereum อีกที
ผลคือค่าใช้จ่ายในการ "จอง" พื้นที่บนเครือข่ายหลักที่เคยต้องจ่ายเต็มราคาต่อหนึ่งธุรกรรม ถูกหารเฉลี่ยกันในหมู่ผู้ใช้หลายพันหลายหมื่นคนที่อยู่ในชุดเดียวกัน ทำให้ธุรกรรมที่อาจมีค่า Gas หลักร้อยหลักพันบาทบนเครือข่ายหลักช่วงคับคั่ง เหลือเพียงไม่กี่บาทหรือต่ำกว่านั้นเมื่อทำผ่าน L2 โดยที่ความปลอดภัยยังอ้างอิงกับเครือข่ายหลักของ Ethereum อยู่เหมือนเดิม เพราะสุดท้ายข้อมูลสรุปก็ยังถูกบันทึกกลับไปยัง Ethereum เสมอ เรื่องกลไกเบื้องหลังของ L2 แต่ละแบบมีรายละเอียดทางเทคนิคที่ลึกกว่านี้มาก แต่สำหรับบทความนี้ประเด็นสำคัญที่ควรจำไว้คือหลักการพื้นฐาน "รวมกันจ่าย แบ่งกันประหยัด" นี้เอง

ภาพ: Layer 2 อย่าง Arbitrum, Optimism และ Base รวมธุรกรรมของผู้ใช้จำนวนมากมาบีบอัดแล้วส่งกลับไปบันทึกบน Ethereum ครั้งเดียว ทำให้ค่าใช้จ่ายถูกหารเฉลี่ยกัน
เทียบกับค่าธรรมเนียมของ Bitcoin ต่างกันตรงไหน
หลายคนที่คุ้นกับ Bitcoin มาก่อนอาจสงสัยว่าทำไม Bitcoin ไม่มีคำว่า "Gas" ทั้งที่ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเหมือนกัน คำตอบอยู่ที่ความแตกต่างพื้นฐานของสองเครือข่ายนี้ Bitcoin ถูกออกแบบมาให้ทำงานแคบและเฉพาะเจาะจงคือการโอนมูลค่าเป็นหลัก สคริปต์ที่ใช้ตรวจสอบธุรกรรมไม่สามารถวนลูปไม่รู้จบได้ตั้งแต่ต้นแบบทางออกแบบ จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องธุรกรรมที่กินการคำนวณไม่จำกัดแบบที่ Ethereum ต้องป้องกันด้วยระบบ Gas เมตริกที่ Bitcoin ใช้คิดค่าธรรมเนียมจึงเรียบง่ายกว่ามาก คือคิดตามขนาดข้อมูลของธุรกรรม หน่วยเป็นซาโตชิต่อไบต์ (หรือหน่วยย่อยกว่านั้นคือ vByte) ไม่ได้แยกเป็นปริมาณการคำนวณคูณราคาต่อหน่วยแบบ Ethereum
แต่ที่เหมือนกันคือรากฐานของปัญหา นั่นคือทั้งสองเครือข่ายมีพื้นที่บล็อกจำกัดเช่นกัน (Bitcoin จำกัดด้วยขนาดข้อมูลต่อบล็อกที่ราว 1-4 MB ตามน้ำหนักที่คิดหลังอัปเกรด SegWit) เมื่อคนอยากส่งธุรกรรมพร้อมกันเยอะเกินกว่าพื้นที่จะรองรับไหว ก็เกิดการประมูลแย่งพื้นที่แบบเดียวกับ Ethereum ค่าธรรมเนียม Bitcoin จึงพุ่งขึ้นได้เหมือนกันในช่วงเครือข่ายคับคั่ง เพียงแต่ไม่มีชั้นความซับซ้อนเรื่องสัญญาอัจฉริยะและการคำนวณหลากหลายรูปแบบมาเป็นตัวแปรเพิ่มเหมือน Ethereum ต้นตอของทั้งคู่จึงเป็นเรื่องเดียวกันคือพื้นที่บล็อกที่มีจำกัดเจอกับความต้องการที่ผันผวนตามช่วงเวลา ไม่ใช่ใครกำหนดราคาแบบใจร้ายหรือใจดีเป็นพิเศษ

ภาพ: เทียบค่าธรรมเนียมของ Ethereum กับ Bitcoin ต่างหน่วยและต่างเหตุผลที่ต้องมีระบบนี้ แต่ต้นตอเดียวกันคือพื้นที่บล็อกจำกัดทั้งคู่
สรุป Gas Fee คือกลไกตลาดของพื้นที่ประมวลผล ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมของใครคนใดคนหนึ่ง
กลับมาที่คำถามตั้งต้น ทำไมค่าธรรมเนียมคริปโตถึงพุ่งได้แรงขนาดนั้น คำตอบสรุปสั้นๆ คือ Gas Fee ไม่ใช่ราคาที่แพลตฟอร์มไหนตั้งขึ้นมาเอง แต่เป็นผลลัพธ์ของตลาดเปิดที่ผู้ใช้ทั้งเครือข่ายแข่งกันประมูลพื้นที่ประมวลผลที่มีจำกัดในแต่ละบล็อก ยิ่งคนอยากทำธุรกรรมพร้อมกันเยอะเท่าไรเทียบกับพื้นที่ที่มี ราคาต่อหน่วย Gas ก็ยิ่งถูกดันขึ้นเท่านั้น ไม่ต่างจากที่ราคาเรียกรถพุ่งขึ้นตอนฝนตกหนักหรือราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นช่วงเทศกาล
การอัปเกรดอย่าง EIP-1559 ช่วยให้กลไกนี้โปร่งใสและคาดเดาได้มากขึ้น ส่วน Layer 2 ช่วยลดแรงกดดันบนเครือข่ายหลักด้วยการรวมธุรกรรมของคนจำนวนมากมาหารค่าใช้จ่ายร่วมกัน แต่ต้นตอของปัญหาคือพื้นที่บล็อกที่มีจำกัดเทียบกับความต้องการที่ผันผวนยังคงอยู่เหมือนเดิม เข้าใจกลไกนี้ไว้ก็จะช่วยให้ไม่ตกใจเวลาเห็นค่าธรรมเนียมกระโดดขึ้นแรงๆ ในบางช่วงเวลา และรู้ว่าจะเลือกทำธุรกรรมตอนไหนหรือผ่านเครือข่ายไหนถึงจะประหยัดกว่า
คำถามที่พบบ่อย
Gas Fee คืออะไร
ค่าจ้างที่ผู้ใช้จ่ายให้เครือข่ายบล็อกเชน (เช่น Ethereum) เพื่อให้ Validator นำธุรกรรมไปประมวลผลและบันทึกลงบล็อกเชน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มหรือแอปเก็บเข้าเป็นรายได้ของตัวเอง
Gwei คืออะไร
หน่วยย่อยของเหรียญ ETH ใช้สำหรับบอกราคาต่อหน่วย Gas โดย 1 ETH เท่ากับ 1,000,000,000 Gwei
ทำไมค่า Gas ถึงแพงขึ้นในบางช่วงเวลา
เพราะพื้นที่ประมวลผลในแต่ละบล็อกมีจำกัด เมื่อมีคนต้องการส่งธุรกรรมพร้อมกันมากกว่าพื้นที่ที่รองรับได้ กลไกตลาดจะดันราคาต่อหน่วย Gas ขึ้นเพื่อคัดเลือกว่าใครจะได้ไปก่อน เหมือนหลักอุปสงค์อุปทานทั่วไป
EIP-1559 คืออะไร
การอัปเกรดของ Ethereum ในเดือนสิงหาคม 2021 ที่เปลี่ยนกลไกประมูล Gas จากการเดาราคาแบบปิดซอง มาเป็นค่าฐานที่คำนวณอัตโนมัติตามความคับคั่งของเครือข่าย บวกกับค่าจูงใจที่จ่ายให้ Validator โดยสมัครใจ ค่าฐานที่จ่ายไปจะถูกเผาทิ้งจากระบบ
Layer 2 ช่วยลดค่า Gas ได้อย่างไร
เครือข่าย Layer 2 อย่าง Arbitrum, Optimism และ Base รวบรวมธุรกรรมของผู้ใช้จำนวนมากมาประมวลผลนอกเครือข่ายหลักก่อน แล้วบีบอัดส่งกลับไปบันทึกบน Ethereum เพียงครั้งเดียว ทำให้ค่าใช้จ่ายถูกหารเฉลี่ยกันในหมู่ผู้ใช้ทั้งชุด
Gas Fee ต่างจากค่าธรรมเนียมของ Bitcoin ยังไง
Bitcoin ไม่มีระบบ Gas เพราะสคริปต์ธุรกรรมไม่สามารถวนลูปไม่รู้จบได้ตั้งแต่ต้นแบบ จึงคิดค่าธรรมเนียมตามขนาดข้อมูลของธุรกรรมโดยตรง (ซาโตชิต่อไบต์) แต่ต้นตอของปัญหาคล้ายกันคือพื้นที่บล็อกที่มีจำกัดเทียบกับความต้องการที่ผันผวน
📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101