
UASF คืออะไร ตอนที่ผู้ใช้ธรรมดารวมพลังสั่งนักขุด Bitcoin
UASF คือกลยุทธ์ที่ผู้ใช้ Bitcoin บังคับนักขุดให้ยอม SegWit ได้สำเร็จปี 2017 เจาะ BIP 148 ตั้งแต่อีเมลของ Shaolinfry ความขัดแย้งภายใน จนถึงเส้นตายที่ไม่มีวันมาถึง
บทความนี้เป็น Optional companion ของ ใครควบคุม Bitcoin กันแน่? สงคราม Blocksize War และสุสานเหรียญที่พยายามแทนที่มัน ซึ่งเล่าภาพรวมทั้งสงครามไว้แล้ว บทความนี้จะเจาะเหตุการณ์เดียวที่พลิกเกมทั้งหมดแบบละเอียดที่สุด นั่นคือปฏิบัติการ UASF/BIP 148 ปี 2017 อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทความหลักก่อนก็เข้าใจ
ลองจินตนาการว่าปั๊มน้ำมันยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้าที่คุมน้ำมันเกือบทั้งประเทศ พร้อมใจกันยื้อไม่ยอมเปลี่ยนไปขายน้ำมันสูตรใหม่ที่ปลอดภัยกว่า ทั้งที่ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่อยากได้มันมานานแล้ว เพราะสูตรเก่าทำกำไรให้ปั๊มพวกนั้นมากกว่า แล้ววันหนึ่งกลุ่มผู้ขับขี่ธรรมดาที่ไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย ประกาศพร้อมกันว่า ตั้งแต่วันที่กำหนดไว้ล่วงหน้า พวกเขาจะไม่เติมน้ำมันจากปั๊มไหนก็ตามที่ยังไม่ขายสูตรใหม่อีกต่อไป โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของปั๊มยอมก่อนสักคนเดียว
ฟังดูเหมือนขู่ลมๆ แล้งๆ ที่ไม่มีทางเป็นจริง เพราะปั๊มมีอำนาจ มีเงิน มีโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ส่วนผู้ขับขี่มีแค่พวงมาลัยรถตัวเอง แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับ Bitcoin ในปี 2017 เป๊ะๆ เพียงแต่ "ปั๊มน้ำมัน" คือนักขุดที่คุมกำลังคำนวณส่วนใหญ่ของเครือข่าย และ "ผู้ขับขี่" คือคนธรรมดาที่รันโหนด Bitcoin ของตัวเองอยู่ที่บ้าน บทความ ใครควบคุม Bitcoin กันแน่? เคยเกริ่นเรื่องนี้ไว้สั้นๆ ว่าเป็น "จุดพลิกของสงคราม" แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่ามันตึงเครียดแค่ไหน ใครเป็นคนเริ่ม และทำไมมันถึงเกือบทำให้ Bitcoin แตกเป็นสองสายกลางอากาศ

ภาพ: เทียบอุปมาปั๊มน้ำมันที่ไม่ยอมเปลี่ยนสูตรกับสถานการณ์จริงของ Bitcoin ปี 2017 ที่นักขุดไม่ยอมส่งสัญญาณ SegWit จนผู้ใช้ธรรมดาต้องรวมตัวกันกดดันเอง
UASF (User-Activated Softfork) คือกลยุทธ์ที่ผู้ใช้ Bitcoin (ไม่ใช่นักขุด) ประกาศล่วงหน้าว่าจะปฏิเสธบล็อกที่ไม่ทำตามกฎใหม่ ตั้งแต่วันที่กำหนดไว้แน่นอน โดยไม่ต้องรอให้นักขุดส่วนใหญ่เห็นด้วยก่อน เวอร์ชันที่ใช้จริงกับ Bitcoin มีชื่อทางเทคนิคว่า BIP 148 กำหนดว่าตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2017 เป็นต้นไป โหนดที่เข้าร่วมแคมเปญนี้จะปฏิเสธบล็อกทุกบล็อกที่นักขุดไม่ยอมส่งสัญญาณสนับสนุน SegWit ทันที ไม่ว่านักขุดคนนั้นจะมีกำลังขุดมากแค่ไหนก็ตาม กลยุทธ์นี้พลิกสมดุลอำนาจของ Bitcoin กลับมาที่ผู้ใช้ได้สำเร็จ และถูกผู้เขียนหนังสือ The Blocksize War เรียกว่าเป็น "ความสำเร็จที่มหัศจรรย์" เทียบเท่าชัยชนะแบบ David ปะทะ Goliath ยุคใหม่
บทความนี้จะพาไล่ทั้งเหตุการณ์ ตั้งแต่ที่มาว่าทำไมต้องมี UASF เกิดขึ้น ไปจนถึงความขัดแย้งภายในฝ่ายเดียวกันเอง การทดลองที่ Litecoin ก่อน ความตึงเครียดสุดขีดที่เกือบทำให้เชนแตก และบทสรุปที่พิสูจน์ว่าใครถืออำนาจตัวจริงในเครือข่ายที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ย้อนสมรภูมิ: SegWit ที่ค้างเติ่งเพราะนักขุดไม่ยอมส่งสัญญาณ
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมผู้ใช้ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่รุนแรงขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูก่อนว่าอะไรทำให้พวกเขาอดทนไม่ไหว
SegWit (Segregated Witness) ถูกเสนอครั้งแรกโดยนักพัฒนา Pieter Wuille ในการประชุม Scaling Bitcoin ที่ฮ่องกงเมื่อเดือนธันวาคม 2015 เป็นการอัปเกรดแบบ Softfork ที่แยกข้อมูลลายเซ็นออกจากบล็อกเดิม ทำให้ได้พื้นที่รองรับธุรกรรมเพิ่มขึ้นจริงราวเท่าตัว โดยไม่ต้องบังคับให้ทุกคนอัปเดตพร้อมกันแบบ Hardfork และยังแก้ปัญหาทางเทคนิคสำคัญอีกข้อที่จำเป็นก่อนจะต่อยอดไปสู่ Lightning Network ได้ด้วย ฟังดูเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย แต่กว่า SegWit จะถูกปล่อยใช้งานจริงใน Bitcoin Core ก็ล่วงเลยไปถึงเดือนพฤศจิกายน 2016 คือเกือบ 11 เดือนหลังจากถูกเสนอ

ภาพ: เทียบเกณฑ์สัญญาณที่ใช้เปิดใช้งาน SegWit แบบ Softfork ซึ่งสูงถึง 95% กับข้อเสนอ Hardfork อื่นในยุคเดียวกันที่ใช้แค่ 75% อธิบายว่าทำไมนักขุดถึงมีอำนาจต่อรองสูงจนกดดันให้ยอมได้ยาก
ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น เพราะการเปิดใช้งาน SegWit ต้องอาศัย นักขุดส่งสัญญาณสนับสนุนถึง 95% ของบล็อกในหน้าต่าง 2,016 บล็อก ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าข้อเสนอ Hardfork อื่นๆ ในยุคเดียวกันที่ใช้แค่ 75% มาก แม้แต่นักขุดที่เคยประกาศสนับสนุน SegWit ไว้ตั้งแต่กลางปี 2016 อย่าง Jihan Wu เจ้าของ Bitmain ก็ยังถอนคำมั่นสัญญานั้นออกไปหลังงาน Scaling Bitcoin ที่มิลานเดือนตุลาคม 2016 ทำให้สัดส่วนนักขุดที่ส่งสัญญาณสนับสนุนจริงค้างอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาเป็นเวลาหลายเดือน ยิ่งไปกว่านั้น ต้นเดือนเมษายน 2017 นักพัฒนา Gregory Maxwell ยังออกมากล่าวหาต่อสาธารณะว่า Bitmain แอบใช้เทคนิคเร่งการขุดที่เรียกว่า ASICBoost ซึ่งบังเอิญไปขัดกับโครงสร้างของ SegWit พอดี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการต้าน SegWit ของนักขุดบางรายอาจไม่ได้มาจากเหตุผลทางเทคนิคล้วนๆ อย่างที่ประกาศ
พูดง่ายๆ คือ ผู้ใช้ทั่วไปที่อยากได้ SegWit เห็นตรงกันว่ามันเป็นทางออกที่ดี แต่ต้องรอ "อนุญาต" จากนักขุดกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่มีแรงจูงใจจะรีบทำตาม และไม่มีใครรู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน

ภาพ: ไล่ไทม์ไลน์ตั้งแต่ Pieter Wuille เสนอ SegWit ที่ฮ่องกงปี 2015 จนถึงข้อกล่าวหา ASICBoost ต้นปี 2017 ให้เห็นว่าสัดส่วนนักขุดที่ส่งสัญญาณสนับสนุนค้างต่ำกว่าเกณฑ์ 95% นานหลายเดือน
25 กุมภาพันธ์ 2017 อีเมลของ Shaolinfry ที่เปลี่ยนเกม
ทางตันนี้เองที่ทำให้นักพัฒนานามแฝง Shaolinfry ตัดสินใจส่งอีเมลไปยัง mailing list นักพัฒนา Bitcoin ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2017 เสนอมุมมองที่พลิกความคิดเดิมทั้งหมด คือชี้ว่าการปล่อยให้นักขุดเป็นผู้ตัดสินว่าจะเปิดใช้กฎใหม่เมื่อไหร่ เป็นเรื่องการเมืองที่ผิดเพี้ยนไปจากความตั้งใจแรกของ Bitcoin เพราะระบบ Proof of Work ถูกออกแบบมาให้นักขุดทำหน้าที่ ประมวลผลธุรกรรมตามกฎที่ผู้ใช้กำหนด ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดกฎเสียเอง Shaolinfry เสนอแนวทางที่เรียกว่า "flag day activation" คือกำหนดวันตายตัวไว้ล่วงหน้าเลยว่ากฎใหม่จะมีผลเมื่อไหร่ โดยไม่ต้องรอมติจากนักขุดก่อน
แนวคิดนี้ถูกพัฒนาต่อจนกลายเป็นข้อเสนอที่เป็นทางการในวันที่ 12 มีนาคม 2017 ในชื่อ BIP 148 กลไกเรียบง่ายแต่เด็ดขาดมาก คือ
- ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2017 เป็นต้นไป โหนดที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ BIP 148 จะปฏิเสธบล็อกทุกบล็อกที่นักขุดไม่ส่งสัญญาณสนับสนุน SegWit ทันที ไม่ว่าจะมีกำลังขุดมากแค่ไหน
- ไม่ต้องรอให้นักขุดถึงเกณฑ์ 95% ก่อน เพราะโหนดที่เข้าร่วมจะบังคับใช้กฎนี้เองโดยอัตโนมัติ
- หน้าต่างเวลาบังคับใช้ยาวไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน 2017 ให้เวลานักขุดปรับตัว
นี่คือจุดที่ต้องเข้าใจให้ชัด BIP 148 ไม่ได้ "ขอ" ให้นักขุดทำตาม แต่มันคือคำประกาศว่าผู้ใช้กลุ่มหนึ่งจะเริ่มมองว่าบล็อกที่ไม่ทำตามกฎใหม่เป็นบล็อก "ผิดกฎ" ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป ถ้านักขุดเจ้าไหนยังขุดบล็อกแบบเดิมต่อ บล็อกนั้นจะถูกโหนดกลุ่มนี้ปฏิเสธทันที เท่ากับพลังงานและค่าไฟที่นักขุดเจ้านั้นเสียไปกับการขุดบล็อกนั้นจะสูญเปล่า เพราะไม่มีใครในฝั่งนี้ยอมรับว่าบล็อกนั้นมีอยู่จริง

ภาพ: อธิบายกลไกของ BIP 148 ว่าหลังเส้นตาย 1 สิงหาคม 2017 โหนดที่เข้าร่วมจะปฏิเสธบล็อกที่ไม่ส่งสัญญาณ SegWit ทันทีโดยไม่ต้องรอมตินักขุดส่วนใหญ่ก่อน
สงครามกลางบ้าน เมื่อฝ่ายเดียวกันเองแตกคอ
สิ่งที่คนภายนอกอาจไม่รู้คือ BIP 148 ไม่ได้รวมฝั่งที่อยากได้ SegWit ให้เป็นหนึ่งเดียวเลย ตรงกันข้าม มันแบ่งแยกฝ่าย small block ออกเป็นสองกลุ่มอย่างลึกซึ้ง
นักพัฒนาระดับแถวหน้าอย่าง Gregory Maxwell และ Pieter Wuille ผู้เสนอ SegWit เองตั้งแต่แรก กลับออกมาคัดค้าน BIP 148 ต่อสาธารณะ โดยมองว่าเสี่ยงเกินไปและก่อกวนโดยไม่จำเป็น ความตึงเครียดนี้ปรากฏชัดในบทสนทนาทาง IRC ระหว่าง Wuille กับ Luke Dashjr ที่ Wuille พิมพ์ตรงๆ ว่า
"luke-jr: i think you're insane"
ซึ่ง Wuille ขอโทษในภายหลัง แต่ประโยคนี้สะท้อนว่าคนที่เชื่อใน SegWit เหมือนกันทุกคน ยังมองความเสี่ยงของวิธีบังคับใช้มันต่างกันสุดขั้ว ฝ่ายที่ระมัดระวังกลัวว่าถ้านักขุดไม่ยอมตามจริงๆ เครือข่ายอาจแตกเป็นสองสายกลางอากาศแบบไม่มีใครตั้งใจ
ในขณะที่ Luke Dashjr กลับกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักของ BIP 148 และลงมือปล่อยไคลเอนต์ที่ implement มันด้วยตัวเอง ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจคือ Dashjr เองคือคนที่คิดค้นเทคนิคที่ทำให้ SegWit สามารถทำเป็น Softfork ได้ตั้งแต่แรก การที่เขากลายเป็นหัวหอกของแผนที่เพื่อนร่วมทีมมองว่า "บ้าคลั่ง" จึงยิ่งตอกย้ำว่าความเห็นต่างครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิคล้วนๆ แต่เป็นเรื่องระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้

ภาพ: เทียบจุดยืนของนักพัฒนาฝั่งเดียวกันที่แตกคอกันเรื่อง BIP 148 ฝั่ง Wuille กับ Maxwell กลัวเชนแตกจึงคัดค้าน ขณะที่ Luke Dashjr เชื่อว่าต้องเด็ดขาดถึงจะได้ผลจริง
ทดสอบสนามจริงที่ Litecoin ก่อนถึงคิว Bitcoin
ก่อนที่ BIP 148 จะถูกทดสอบกับ Bitcoin จริงๆ กลุ่มผู้สนับสนุน SegWit ได้ลองใช้กลไกคล้ายกันกับ Litecoin เหรียญพี่น้องที่ใช้โค้ดคล้าย Bitcoin มาก่อนแล้ว
ไคลเอนต์ SegWit สำหรับ Litecoin ถูกปล่อยตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2017 ด้วยเกณฑ์สัญญาณต่ำกว่า Bitcoin คือ 75% แต่ก็ยังค้างเติ่งไม่ถึงเกณฑ์อยู่ดี จนราวต้นเดือนเมษายน 2017 เกิดแคมเปญ UASF ในหมู่ผู้ใช้ Litecoin ขึ้นมา แรงกดดันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 17 เมษายน 2017 ที่กำลังขุดซึ่งเชื่อมโยงกับ Jiang Zhuoer (มองกันว่าเป็นตัวแทนของ Jihan Wu ผ่านพูล LTC1BTC และ LTC.TOP) พุ่งขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อบล็อกไม่ให้สัญญาณ SegWit ถึงเกณฑ์ Jiang Zhuoer เขียนบล็อกโพสต์ชี้แจงจุดยืนไว้ตรงๆ ว่า
"Although I have my reservations about Segwit... I am firmly opposed to the tactics being used by Segwit supporters, namely UASF (DASF) and proof-of-DDoS"
แต่แรงกดดันจากผู้ใช้และภาพลักษณ์ที่เสียหายก็มากพอจนนำไปสู่การประชุมโต๊ะกลมของฝ่ายจีนในวันที่ 21 เมษายน 2017 ได้ข้อตกลงให้ implement SegWit ในที่สุด และ SegWit ก็เปิดใช้งานบน Litecoin สำเร็จในเดือนพฤษภาคม 2017 ราคาเหรียญพุ่งขึ้นตาม ผู้ก่อตั้ง Litecoin อย่าง Charlie Lee เองก็อยู่ฝั่งสนับสนุน SegWit มาตลอด
ชัยชนะเล็กๆ ครั้งนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะมันคือหลักฐานชิ้นแรกในโลกจริงว่ากลไก UASF ใช้งานได้ผลจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีบนกระดาษ และมันทำให้ผู้สนับสนุน BIP 148 ในฝั่ง Bitcoin มีความมั่นใจมากขึ้นมากว่าแผนเดียวกันจะใช้ได้กับเครือข่ายที่ใหญ่กว่า

ภาพ: สรุปไทม์ไลน์การทดลอง UASF ที่ Litecoin ก่อน Bitcoin ตั้งแต่ไคลเอนต์ SegWit ที่ค้างเติ่ง แรงกดดันจากผู้ใช้ จนถึงโต๊ะกลมที่จบด้วยการยอม implement สำเร็จ
จาก "Go Nuclear" ถึงเส้นตายที่ไม่มีวันมาถึงจริง
เมื่อกลับมาที่ Bitcoin เดิมพันยิ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้เขียนหนังสือ The Blocksize War สัมภาษณ์ผู้สนับสนุน UASF นิรนามคนหนึ่งที่ฮ่องกงในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2017 ซึ่งใช้ภาษาที่ดุดันแบบสงครามจริงๆ
"Now is the time to get the big weapons out... go nuclear and decisively win this war, for the future of Bitcoin"
ท่าทีแบบนี้ยิ่งทำให้ฝั่งนักขุดโกรธจัด Jihan Wu ทวีตข้อความพร้อมแฮชแท็ก #UASF คู่กับภาพสังหารหมู่ Jonestown ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2017 สื่อว่าฝั่ง UASF กำลังพาชุมชนไปสู่หายนะแบบลัทธิที่ยอมตายหมู่ตามผู้นำ เป็นสัญญาณชัดว่าความขัดแย้งไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องส่วนตัวที่ร้อนแรงมาก
แล้ววันที่ 14 มิถุนายน 2017 Bitmain ก็เผยแพร่บล็อกโพสต์แผนฉุกเฉินที่เตรียมไว้ล่วงหน้า เสนอสิ่งที่เรียกว่า "User Activated Hard Fork" (UAHF) เป็นแผนสำรองที่จะขยายขนาดบล็อกแบบขั้นบันไดตั้งแต่ 2MB ไปจนถึง 16.8MB ภายในปี 2019 พร้อมขู่ว่าจะขุดแบบลับ 72 ชั่วโมงหากจำเป็น ฟังดูเหมือนไม้ตายที่จะบีบให้ฝั่ง UASF ถอย แต่ผลกลับตรงข้าม เพราะมันทำให้เห็นชัดว่าฝ่ายนักขุดเองก็ยอมรับแล้วว่าถ้าไม่ยอมทำตาม UASF พวกเขาจะต้องเป็นฝ่ายแยกเชนออกไปเอง ไม่ใช่ฝั่ง UASF ที่ต้องถอย

ภาพ: คู่คำพูดที่สะท้อนความตึงเครียดสุดขีดระหว่างสองฝั่ง ตั้งแต่คำขู่ "go nuclear" ของฝั่ง UASF จนถึงทวีตเปรียบเทียบกับ Jonestown ของ Jihan Wu ที่ทำให้ศึกเทคนิคกลายเป็นศึกส่วนตัว
ทางออกที่แท้จริงมาจากอีกด้านหนึ่ง คือข้อเสนอ BIP 91 ที่เขียนโดย James Hillard ร่วมกับ Shaolinfry ออกแบบมาให้ compatible กับทั้ง BIP 148 และการส่งสัญญาณของนักขุดในเวลาเดียวกัน เป็นสะพานที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้โดยไม่ต้องยอมแพ้ให้ใครแบบเสียหน้า BIP 91 ใช้เกณฑ์ที่เข้มกว่าเดิมคือสัญญาณ 80% ในหน้าต่างเพียง 336 บล็อก (ราว 2.33 วัน) และล็อกอินสำเร็จในวันที่ 21 กรกฎาคม 2017 ผลคือนักขุดทุกรายต้องเริ่มส่งสัญญาณสนับสนุน SegWit แบบบังคับตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2017 เป็นต้นไป ซึ่งอยู่ก่อนเส้นตายของ BIP 148 (1 สิงหาคม 2017) เพียงราว 5 วันเท่านั้น และนักขุดทุกรายก็ทำตามโดยไม่มีใครฝ่าฝืนแม้แต่รายเดียว
จุดนี้ต้องแยกให้ชัด เพราะมักถูกเข้าใจปนกัน เส้นตาย 5 วันที่ว่าคือกำหนดที่ BIP 91 บังคับให้นักขุด "ส่งสัญญาณ" สนับสนุน SegWit เท่านั้น ไม่ใช่วันที่กฎ SegWit เริ่มถูกบังคับใช้จริงทั่วเครือข่าย (activate) ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกัน หลังนักขุดส่งสัญญาณครบตามเกณฑ์แล้ว SegWit ยังต้องผ่านกระบวนการล็อกอินและหน้าต่างรอเพิ่มเติมตามกลไกเดิมของมันเอง ก่อนจะเริ่มบังคับใช้กฎจริงบนเครือข่าย Bitcoin ในวันที่ 24 สิงหาคม 2017 ตรงกับที่บทความหลัก ใครควบคุม Bitcoin กันแน่? ระบุไว้ พูดง่ายๆ คือ ภัยคุกคามจาก BIP 148 บีบให้นักขุด "รับปาก" ก่อนเส้นตายเพียง 5 วัน แต่กว่ากฎใหม่จะเริ่มทำงานจริงบนเครือข่ายก็ล่วงเลยไปอีกกว่า 3 สัปดาห์หลังจากนั้น
ผลลัพธ์สุดท้ายคือ Bitcoin ไม่เคยเกิด chain split จากเหตุการณ์นี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว กลไก BIP 148 ที่เตรียมไว้ไม่เคยต้องถูกใช้ปฏิเสธบล็อกจริงในระดับที่สร้างความเสียหาย เพราะแค่ ภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือพอ ก็เพียงพอจะบีบให้นักขุดยอมทำตามก่อนที่จะถึงจุดวิกฤตจริง

ภาพ: ไล่ไทม์ไลน์ 6 จุดจากช่วงตึงเครียดที่สุดจนถึงวันที่ SegWit เริ่มบังคับใช้จริงทั่วเครือข่าย ให้เห็นว่าเส้นตาย BIP 148 มาถึงแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะนักขุดยอมตกลงกันก่อนหน้านั้นแล้ว
ทำไม UASF ถึงเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องอำนาจใน Bitcoin ไปตลอดกาล
หัวใจของเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ว่า SegWit เปิดใช้งานสำเร็จ แต่คือ วิธีที่มันสำเร็จ ต่างหากที่เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องอำนาจใน Bitcoin ไปตลอดกาล
ก่อนหน้านี้ ทุกคนสันนิษฐานกันไปเองว่าการเปลี่ยนกฎ Bitcoin ต้องรอให้นักขุดส่วนใหญ่ "โหวต" เห็นชอบก่อนเสมอ เพราะนักขุดเป็นคนสร้างบล็อกจริง เป็นโครงสร้างความปลอดภัยของทั้งเครือข่าย BIP 148 พิสูจน์ว่าสมมติฐานนี้ผิด นักขุดไม่ได้เป็นคนกำหนดกฎ นักขุดแค่เป็นคนประมวลผลธุรกรรมตามกฎที่ผู้ใช้และโหนดยอมรับเท่านั้น ถ้าผู้ใช้และโหนดจำนวนมากพอตัดสินใจไม่ยอมรับบล็อกแบบหนึ่ง ต่อให้นักขุดมีกำลังขุดมากแค่ไหน บล็อกนั้นก็ไร้ค่าทันที เพราะไม่มีใครในเครือข่ายนั้นยอมรับว่ามันมีอยู่จริง
นี่คือสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "economic majority" หรือเสียงข้างมากทางเศรษฐกิจ ซึ่งต่างจาก "hashrate majority" หรือเสียงข้างมากของกำลังขุด อย่างสิ้นเชิง กำลังขุดตัดสินได้แค่ว่าบล็อกไหนจะถูกสร้างขึ้นก่อน แต่ไม่ได้ตัดสินว่าบล็อกนั้นจะมีมูลค่าจริงหรือเปล่า เพราะมูลค่าของ Bitcoin มาจากการที่ผู้ใช้ทั่วโลกยอมรับและใช้งานมันร่วมกัน นักขุดที่ขุดบล็อกที่ไม่มีใครยอมรับ ก็เหมือนพิมพ์ธนบัตรที่ไม่มีร้านไหนรับแลก เสียค่าไฟฟรีๆ โดยไม่ได้อะไรตอบแทนเลย
จุดนี้เองที่ทำให้ UASF ถูกยกให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางเกมทฤษฎีที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของสงครามทั้งหมด ไม่ใช่เพราะมันซับซ้อนทางเทคนิค (กลไกจริงเรียบง่ายมาก) แต่เพราะมันเปิดเผยโครงสร้างอำนาจที่ซ่อนอยู่ในระบบมาตลอด ให้ทุกคนเห็นชัดเป็นครั้งแรก

ภาพ: ตาชั่งเปรียบเทียบ Hashrate Majority กับ Economic Majority แสดงว่าสุดท้ายแล้วผู้ใช้และโหนดที่ยอมรับบล็อกต่างหากที่ตัดสินมูลค่าจริง ไม่ใช่นักขุดที่คุมกำลังคำนวณเพียงอย่างเดียว
เมื่อธนาคารไทยแข่งฟรีค่าธรรมเนียมปี 2561 เพราะกลัวลูกค้าทิ้ง
กลไกของ UASF ฟังดูเป็นเรื่องเฉพาะของ Bitcoin แต่หลักคิดเบื้องหลังมันคือสิ่งที่คนไทยก็เคยเห็นมาแล้วในวงการที่ห่างไกลจากคริปโตโดยสิ้นเชิง นั่นคือวงการธนาคาร
ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดตัวระบบโอนเงิน พร้อมเพย์ (PromptPay) ในเดือนมิถุนายน 2559 และเริ่มให้บริการเต็มรูปแบบทุกธนาคารในเดือนมกราคม 2560 ด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าการโอนข้ามธนาคารแบบเดิมมาก (ฟรีสำหรับยอดโอนต่ำ และเพดานค่าธรรมเนียมสูงสุดเพียงไม่กี่บาทต่อรายการ เทียบกับค่าโอนข้ามธนาคารแบบเดิมที่เคยเก็บ 25-35 บาทต่อครั้ง) การมีทางเลือกที่ถูกกว่าโดยไม่ต้องพึ่งธนาคารเดิมเลย เท่ากับสร้าง "ทางออก" ให้ผู้ใช้ทั่วไปเป็นครั้งแรก
ผลลัพธ์ตามมาไม่กี่ปีถัดมา คือธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของไทยแข่งกันประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมโอนเงินออนไลน์แบบยกแผงภายในเวลาไม่กี่วัน ธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศก่อนในวันที่ 26 มีนาคม 2561 ตามด้วยธนาคารกสิกรไทยในวันที่ 28 มีนาคม ธนาคารกรุงไทยในวันถัดไป และธนาคารกรุงเทพในวันที่ 1 เมษายน 2561 แม้ค่าธรรมเนียมโอนเงินจะเป็นรายได้ก้อนใหญ่ แต่ไม่มีธนาคารไหนกล้าเป็นเจ้าสุดท้ายที่ยังเก็บอยู่ เพราะรู้ว่าถ้าช้ากว่าคู่แข่ง ลูกค้าจำนวนมากพร้อมย้ายไปใช้ธนาคารที่ฟรีกว่าได้ทันทีผ่านพร้อมเพย์
สังเกตความคล้ายกันของกลไก ผู้ฝากเงินรายย่อยแต่ละคนไม่มีอำนาจต่อรองกับธนาคารเลยสักคนเดียว ไม่มีใครนัดประชุมหรือลงคะแนนเสียงกัน แต่ ทางเลือกที่มีต้นทุนถูกกว่า สร้างแรงกดดันเชิงเศรษฐกิจจนบีบให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมพร้อมกันเกือบทั้งอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับที่นักขุด Bitcoin ยอมส่งสัญญาณสนับสนุน SegWit ก่อนเส้นตาย BIP 148 เพราะรู้ว่าการฝืนต่อไปมีต้นทุนสูงกว่าการยอมทำตาม แน่นอนว่าสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันทุกมิติ ธนาคารไทยไม่ได้ถูก "ปฏิเสธ" แบบที่โหนด Bitcoin ปฏิเสธบล็อก แต่หลักการที่ว่า ทางเลือกที่มีต้นทุนถูกกว่าคือแรงกดดันที่ทรงพลังกว่าการขอร้อง เป็นเรื่องเดียวกัน

ภาพ: เทียบกลไกที่ผู้ใช้ Bitcoin ขู่ปฏิเสธบล็อกจนนักขุดยอมในปี 2017 กับที่ธนาคารไทยแข่งกันยกเลิกค่าธรรมเนียมโอนเงินหลังพร้อมเพย์เปิดตัวปี 2561 ชี้ว่าทางเลือกที่ถูกกว่าคือแรงกดดันที่ทรงพลังกว่าการขอร้อง
ทำไมบทเรียนนี้ยังสำคัญกับ Bitcoin ทุกวันนี้
UASF ปี 2017 ไม่ใช่แค่เกร็ดประวัติศาสตร์ที่จบไปแล้ว มันวางบรรทัดฐานที่ยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ทุกครั้งที่มีการเสนอเปลี่ยนแปลงกฎสำคัญของ Bitcoin ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดแบบ Taproot ในปี 2021 หรือข้อเสนออื่นๆ ในอนาคต ทุกฝ่ายรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วอำนาจตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่กลุ่มนักขุดหรือบริษัทใหญ่ไม่กี่เจ้า แต่อยู่ที่ว่าผู้ใช้และโหนดทั่วโลกจะยอมรับซอฟต์แวร์เวอร์ชันไหน กลไก UASF จึงทำหน้าที่เหมือน "เบรกฉุกเฉิน" ที่พร้อมถูกดึงออกมาใช้อีกครั้งได้เสมอ หากมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งพยายามใช้อำนาจโครงสร้างพื้นฐานบีบให้เครือข่ายทำตามความต้องการของตัวเองฝ่ายเดียว
ผู้เขียนหนังสือ The Blocksize War สรุปบทเรียนของสงครามทั้งหมดไว้ในทำนองเดียวกัน คือเงินท้ายที่สุดแล้วเป็นเกมแห่งความเชื่อมั่นร่วมกัน และฝ่ายที่ชนะไม่ใช่ฝ่ายที่มีกำลังมากที่สุด แต่คือฝ่ายที่โน้มน้าวให้คนส่วนใหญ่เชื่อและยืนหยัดตามได้สำเร็จ นี่คือเหตุผลที่ผู้อ่านซีรีส์นี้ควรเข้าใจ UASF ให้ลึก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของปี 2017 แต่คือหลักประกันเชิงโครงสร้างที่ทำให้ Bitcoin ยังคงเป็นเครือข่ายที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้จริงมาจนถึงวันนี้

ภาพ: ไทม์ไลน์ปิดท้ายจาก UASF ปี 2017 ถึงการอัปเกรด Taproot ปี 2021 ที่ผ่านไปอย่างราบรื่นเพราะบรรทัดฐานถูกวางไว้แล้ว และยังพร้อมถูกใช้อีกครั้งในอนาคตหากมีความพยายามฝ่าฝืนเสียงส่วนใหญ่
คำถามที่พบบ่อย
UASF คืออะไร สรุปสั้นๆ?
UASF (User-Activated Softfork) คือกลยุทธ์ที่ผู้ใช้ Bitcoin ประกาศล่วงหน้าว่าจะปฏิเสธบล็อกที่ไม่ทำตามกฎใหม่ตั้งแต่วันที่กำหนดไว้แน่นอน โดยไม่ต้องรอนักขุดส่วนใหญ่เห็นด้วยก่อน เวอร์ชันที่ใช้จริงกับ Bitcoin คือ BIP 148 ปี 2017 ซึ่งบังคับให้นักขุดต้องส่งสัญญาณสนับสนุน SegWit ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2017 มิฉะนั้นบล็อกจะถูกโหนดที่เข้าร่วมปฏิเสธทันที
BIP 148 กับ UASF ต่างกันยังไง?
ไม่ต่างกัน BIP 148 คือชื่อทางเทคนิคของข้อเสนอที่ implement แนวคิด UASF จริงกับ Bitcoin เสนอโดย Shaolinfry เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 และเป็นทางการวันที่ 12 มีนาคม 2017
ทำไมนักพัฒนาฝั่งเดียวกันเองถึงแตกคอกันเรื่อง BIP 148?
เพราะแม้ทุกคนจะเห็นด้วยกับ SegWit เหมือนกัน แต่มองความเสี่ยงของวิธีบังคับใช้ต่างกัน Gregory Maxwell และ Pieter Wuille มองว่า BIP 148 เสี่ยงเกินไปอาจทำให้เชนแตก ขณะที่ Luke Dashjr เชื่อว่าต้องเด็ดขาดถึงจะได้ผล และกลายเป็นผู้ปล่อยไคลเอนต์ BIP 148 ด้วยตัวเอง
UASF เคยถูกทดสอบจริงที่ไหนก่อน Bitcoin?
ที่ Litecoin เดือนเมษายน 2017 แคมเปญ UASF ในหมู่ผู้ใช้ Litecoin กดดันจนนักขุดยอมเปิดใช้ SegWit สำเร็จในเดือนพฤษภาคม 2017 กลายเป็นหลักฐานว่ากลไกนี้ใช้ได้จริงก่อนที่ฝั่ง Bitcoin จะทดสอบด้วยเดิมพันที่สูงกว่ามาก
สุดท้าย BIP 148 ถูกใช้จริงจนเกิด chain split ไหม?
ไม่เกิด นักขุดยอมส่งสัญญาณสนับสนุน SegWit แบบบังคับผ่าน BIP 91 ที่ล็อกอินสำเร็จ 21 กรกฎาคม 2017 (บังคับส่งสัญญาณตั้งแต่ 26 กรกฎาคม ก่อนเส้นตาย BIP 148 เพียง 5 วัน) ก่อนที่ SegWit จะเริ่มบังคับใช้กฎจริงทั่วเครือข่ายในวันที่ 24 สิงหาคม 2017 กลไกปฏิเสธบล็อกของ BIP 148 จึงไม่เคยต้องถูกใช้งานจริงในระดับที่สร้างความเสียหาย
UASF พิสูจน์อะไรเกี่ยวกับอำนาจใน Bitcoin?
พิสูจน์ว่าอำนาจตัดสินใจสุดท้ายของ Bitcoin ไม่ได้อยู่ที่นักขุดที่คุมกำลังขุด แต่อยู่ที่ผู้ใช้และโหนดที่ตัดสินใจว่าจะยอมรับบล็อกแบบไหนเป็น Bitcoin จริง เรียกว่า economic majority ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่า hashrate majority ในทางปฏิบัติ
ทุกวันนี้ยังใช้แนวทาง UASF ได้อยู่ไหม?
ได้ในหลักการ กลไกนี้ยังเป็นเครื่องมือสำรองที่ชุมชน Bitcoin รู้ว่าพร้อมถูกใช้อีกครั้งได้เสมอ หากมีความพยายามเปลี่ยนกฎเครือข่ายในทางที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย แม้จะยังไม่เคยถูกใช้จริงในระดับเดียวกับปี 2017 อีกเลยนับจากนั้น
📖 เรื่องภาพรวมของสงคราม Blocksize War และการเมืองใน Bitcoin ผู้เขียนเล่าไว้แล้วในหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก (ฉบับ UPDATE 2024) หาซื้อฉบับเต็ม (พร้อมลายเซ็นผู้เขียน) ได้ที่นี่ อ่านภาพรวมเต็มเรื่องเพิ่มได้ที่ ใครควบคุม Bitcoin กันแน่?
บทความนี้เจาะเหตุการณ์ UASF/BIP 148 แบบละเอียด โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ คือหนังสือ The Blocksize War โดย Jonathan Bier นักวิเคราะห์จาก BitMEX Research ผู้อยู่ในเหตุการณ์จริงหลายจุด ทั้งบินไปร่วมประชุม Scaling Bitcoin หลายครั้งและแทรกซึมเข้ากลุ่ม Slack ลับ "Dragons' Den" ของฝ่ายผู้สนับสนุน SegWit หนังสือเผยแพร่ฟรีเต็มเล่มเป็นซีรีส์บล็อก 21 บทที่ bitmex.com/blog และมีฉบับเต็มวางขายบน Amazon โดยผู้เขียนบริจาค 50% ของกำไรให้ Médecins Sans Frontières (แพทย์ไร้พรมแดน) เนื้อหาอ้างอิงหลักจากบทที่ 17 (User-Activated Softfork) เสริมด้วยบทที่ 5 (SegWit ที่ Scaling Bitcoin ฮ่องกง), บทที่ 11 (Jihan Wu ถอนคำมั่นที่มิลาน), บทที่ 14 (ข้อกล่าวหา ASICBoost), บทที่ 16 (การทดลองที่ Litecoin) และบทที่ 18 (BIP 91 และ New York Agreement)