
Supply Dynamics คืออะไร ผู้ถือระยะยาว (LTH) กับวาฬ ตอนนี้ใครกำลังถือ Bitcoin อยู่
Supply Dynamics คือการอ่านว่า Bitcoin กระจุกอยู่ในมือใคร แบ่งตามระยะเวลาถือ (LTH-STH) และขนาดกระเป๋า (Whale Supply) บทความนี้พาดูตัวเลขจริง สถิติ 9 รอบย้อนหลัง ข้อจำกัดที่ต้องรู้ และวิธีใช้ร่วมกับ NUPL กับ SOPR
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ของ Bitcoin Addict ต่อจาก NUPL, SOPR, สัดส่วนเหรียญมีกำไร คืออะไร อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ
ลองนึกภาพคนสองกลุ่มในกลุ่มไลน์คริปโตเดียวกัน กลุ่มแรกซื้อ Bitcoin มาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้วไม่เคยขายเลยสักเหรียญ ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลงแรงแค่ไหน กลุ่มที่สองเพิ่งเข้ามาซื้อขายเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เทรดเข้าออกตามข่าวและอารมณ์ตลาดตลอดเวลา คำถามคือ ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้ตลาด Bitcoin ทั้งระบบเอียงไปทางฝั่งไหนมากกว่ากัน มีทางวัดออกมาเป็นตัวเลขจริงได้ไหม ไม่ใช่แค่ความรู้สึกจากการอ่านโพสต์ในกลุ่มไลน์
คำตอบคือมีจริง และวัดได้แม่นยำกว่าที่คิดมาก เพราะ blockchain ของ Bitcoin บันทึกไว้ว่าเหรียญแต่ละเหรียญถูกขยับครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ นักวิเคราะห์ on-chain ใช้ข้อมูลนี้แบ่งผู้ถือทั้งเครือข่ายออกเป็นสองกลุ่มตามพฤติกรรม และแยกอีกมุมหนึ่งตามขนาดกระเป๋า บทความนี้จะพาไปรู้จักตัวชี้วัดสองชุดที่นักวิเคราะห์ on-chain ใช้ตอบคำถามนี้ คือ LTH-STH Supply Split (สัดส่วนผู้ถือระยะยาวกับระยะสั้น) และ Whale Supply (สัดส่วนที่ถือโดยกระเป๋าใหญ่) พร้อมตัวเลขจริงวันนี้และสถิติย้อนหลังที่ใช้อ่านจังหวะตลาดได้
LTH กับ STH คืออะไร แบ่งกันด้วยอะไร
LTH (Long-Term Holder) คือกลุ่มที่ถือ Bitcoin แต่ละเหรียญมานานเกิน 155 วันโดยไม่ขยับ ส่วน STH (Short-Term Holder) คือกลุ่มที่ถือมาไม่ถึง 155 วัน เส้นแบ่ง 155 วันนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่เลือกมาลอยๆ แต่มาจากการศึกษาพฤติกรรมการขายจริงบน blockchain ย้อนหลัง พบว่าโอกาสที่เหรียญอายุเกินจุดนี้จะถูกขาย (probability of spending) ลดฮวบลงอย่างมีนัยสำคัญ เหรียญที่ผ่านจุดนี้ไปแล้วมักถูกถือต่อยาวจนกลายเป็นส่วนของนักลงทุนระยะยาวจริงๆ
กลไกเบื้องหลังคือทุกธุรกรรม Bitcoin ทิ้งร่องรอยไว้บน blockchain แบบสาธารณะ นักวิเคราะห์ on-chain ไล่ดู UTXO (Unspent Transaction Output หรือหน่วยเหรียญที่ยังไม่ถูกใช้จ่ายต่อ) ทุกก้อนแล้วนับอายุนับจากวันที่เหรียญนั้นถูกขยับครั้งล่าสุด เหรียญที่ยังไม่ขยับเกิน 155 วันจัดเข้ากลุ่ม LTH โดยอัตโนมัติ พอเหรียญนั้นถูกส่งออกจากกระเป๋าเมื่อไหร่ นับใหม่เป็นศูนย์ทันทีไม่ว่าจะขายจริงหรือแค่ย้ายกระเป๋าให้ตัวเอง

ภาพ: อธิบายกลไกแบ่งกลุ่ม LTH กับ STH ด้วยอายุของ UTXO บน blockchain เหรียญที่ไม่ขยับเกิน 155 วันจัดเป็น LTH โดยอัตโนมัติ พอขยับเมื่อไหร่นับอายุใหม่เป็นศูนย์ทันที
ข้อจำกัดหนึ่งที่ควรรู้ไว้ตั้งแต่ต้นคือ วิธีนับแบบนี้แยกไม่ออกระหว่าง "ผู้ถือระยะยาวที่ยังคุมกุญแจอยู่จริง" กับ "เหรียญที่สูญหายไปแล้วถาวร" เช่นเหรียญของ Satoshi Nakamoto เองที่ไม่เคยขยับเลยตั้งแต่ปี 2553 หรือเหรียญที่เจ้าของลืม private key ทำ seed phrase หาย เหรียญเหล่านี้ก็ถูกนับรวมเป็น LTH เหมือนกันทุกประการ ทั้งที่ไม่มีวันถูกขายออกมาสร้างแรงกดดันต่อราคาได้อีกเลย นักวิเคราะห์ on-chain รู้ข้อจำกัดนี้ดี จึงมักดูสัดส่วน LTH ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ตัวเลขนิ่งๆ ณ จุดเดียว เพราะเหรียญที่สูญหายแล้วจะไม่ขยับไปไหนอีก ทำให้การเปลี่ยนแปลงของตัวเลขสะท้อนพฤติกรรมของผู้ถือที่ยังมีชีวิตอยู่จริงได้แม่นยำกว่า
วันนี้ตลาดเอียงไปทาง LTH แค่ไหน
ข้อมูลจริง ณ วันที่ 23 กันยายน 2569 อุปทาน Bitcoin หมุนเวียนทั้งหมดแบ่งเป็น LTH 82.61% และ STH 17.39% พูดง่ายๆ คือในทุก 100 BTC ที่มีอยู่ในระบบ มากกว่า 82 เหรียญถูกถือโดยคนที่ไม่ขยับมันมาเกิน 5 เดือนแล้ว เหลือไม่ถึง 18 เหรียญที่หมุนเวียนอยู่ในมือคนที่เพิ่งซื้อขายกันเร็วๆ นี้
79.72%
จุดสูงสุดในช่วงนี้
83.33%
จุดต่ำสุดในช่วงนี้
70.78%
82.61%
ตัวเลขนี้ไม่ได้นิ่งอยู่ที่เดิมตลอด จากจุดข้อมูล 8 จุดย้อนหลังสามปีที่ใช้ทำกราฟด้านบน สัดส่วน LTH สูงสุดที่ 83.33% เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 และต่ำสุดที่ 70.78% เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 (ข้อมูลรายวันจริงเคยลงต่ำกว่านี้เล็กน้อยระหว่างจุดที่ยกมา) ห่างกันแค่สองปีแต่ตัวเลขขยับกันกว่า 12 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าแม้แต่กลุ่มที่ได้ชื่อว่า "ถือยาว" ก็ยังมีการขยับเข้าออกตามจังหวะตลาดอยู่ดี ไม่ใช่กลุ่มคนที่ล็อกเหรียญทิ้งไว้แล้วไม่แตะอีกเลย
อ่านจังหวะตลาดจากรอบขึ้นลงของ LTH Supply
สิ่งที่นักวิเคราะห์ on-chain สนใจมากกว่าตัวเลข ณ วันใดวันหนึ่ง คือรูปแบบการขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วร่วงลงของปริมาณเหรียญที่ LTH ถือ (LTH Supply) เพราะจังหวะนี้มักเกิดพร้อมหรือก่อนหน้าจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาบ่อยครั้งในอดีต แนวคิดคือ เมื่อ LTH เริ่มขายทำกำไร ปริมาณเหรียญที่ LTH ถือจะเริ่มลดลงจากจุดสูงสุด เมื่อ LTH เริ่มกลับมาสะสมอีกครั้ง ปริมาณจะเริ่มไต่กลับขึ้น
ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 พบรอบแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว 8 รอบเต็มและกำลังเริ่มรอบที่ 9 ตารางด้านล่างเทียบราคา Bitcoin ณ วันที่ LTH Supply ขึ้นถึงจุดสูงสุดแต่ละรอบ กับราคา 6 เดือนและ 12 เดือนถัดจากนั้น สังเกตว่าแต่ละรอบห่างกันไม่เท่ากันเลย บางรอบห่างกันแค่ปีเดียว บางรอบห่างกันเกือบสองปี ไม่ได้เดินตามปฏิทินตายตัวแบบรอบ Halving ที่ทุกคนคุ้นเคย แต่เดินตามพฤติกรรมจริงของตลาดล้วนๆ
| วันที่ LTH ขึ้นจุดสูงสุด | ราคา ณ จุดนั้น | +6 เดือน | +12 เดือน |
|---|---|---|---|
| 23 พ.ย. 2559 | $741 | +202% | +998% |
| 12 พ.ย. 2561 | $6,362 | +9% | +38% |
| 18 ต.ค. 2563 | $11,477 | +391% | +438% |
| 18 ต.ค. 2564 | $61,728 | -34% | -69% |
| 3 พ.ย. 2565 | $20,187 | +44% | +72% |
| 25 ธ.ค. 2566 | $43,647 | +41% | +126% |
| 16 ก.ย. 2567 | $58,127 | +42% | +101% |
| 23 มิ.ย. 2568 | $105,205 | -17% | -41% |
| 27 ก.ค. 2569 | $63,932 | ยังไม่ครบ 6 เดือน | ยังไม่ครบ 12 เดือน |
จุดที่ต้องอ่านให้ถูกคือ ตัวเลขในตารางนี้ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายที่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ลองเทียบสองรอบที่ผลลัพธ์ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงจะเห็นภาพชัดที่สุด รอบวันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 ราคา Bitcoin อยู่ที่ $741 เท่านั้น หลังจากนั้น 12 เดือนราคาพุ่งขึ้นไปถึง +998% คือรอบที่ LTH เริ่มขายทำกำไรตรงกับจังหวะที่ตลาดกำลังจะเข้าสู่ bull run ใหญ่พอดี ตรงข้ามกับรอบวันที่ 18 ตุลาคม 2564 ราคาสูงถึง $61,728 แต่ 12 เดือนถัดมากลับติดลบ 69% รอบนี้จังหวะที่ LTH เริ่มขายทำกำไรหนักๆ ดันตรงกับจุดเริ่มขาลงยาวของทั้งตลาดพอดี ไม่ใช่จุดเริ่มขาขึ้นเหมือนรอบก่อนหน้า ตัวเลขในตารางจึงบอกได้แค่ว่า "พฤติกรรมกลุ่มผู้ถือระยะยาวกำลังเปลี่ยน" เท่านั้น ส่วนจะเปลี่ยนไปทางไหนต้องดูบริบทตลาดตอนนั้นประกอบด้วยเสมอ ไม่ใช่เชื่อจากรูปแบบในอดีตเพียงอย่างเดียว
สูงสุดในรอบ
998%
ต่ำสุดในรอบ
-69%
-41%
รอบวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจเพราะให้ผลลัพธ์อ่อนกว่ารอบอื่นมาก ราคา ณ จุดนั้น $6,362 หลังจากนั้น 6 เดือนขยับขึ้นแค่ +9% และ 12 เดือนขึ้นแค่ +38% ต่างจากรอบ 2559 ที่บวกหลักร้อยหลักพันเปอร์เซ็นต์ เพราะปี 2561 เป็นช่วงตลาดหมีลากยาวหลังฟองสบู่ปี 2560 แตก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แม้ LTH จะเริ่มสะสมกลับ แต่แรงซื้อจากตลาดโดยรวมยังอ่อนเกินกว่าจะดันราคาขึ้นแรงเหมือนรอบก่อนหรือรอบหลัง สะท้อนว่าขนาดของการตอบสนองราคาไม่ได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม LTH เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับสภาพตลาดโดยรวมตอนนั้นด้วยเสมอ
รอบล่าสุดในตารางน่าสนใจเพราะยังไม่จบ ก่อนจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ 16,886,775 BTC กลุ่ม LTH สะสมเหรียญเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดก่อนหน้าเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 (14,094,280 BTC) รวมแล้วสะสมเพิ่มขึ้นถึง 2,792,495 BTC ตลอดทั้งรอบ ก่อนจะเริ่มพลิกกลับมาลดลง ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 กันยายน 2569 ปริมาณ LTH Supply อยู่ที่ 16,594,137 BTC ลดลงจากจุดสูงสุดแล้วรวม 292,638 BTC ในช่วงเกือบสองเดือนที่ผ่านมา และเฉพาะ 30 วันหลังสุดเพียงช่วงเดียวลดลงไปแล้ว 64,663 BTC ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ารอบนี้จะจบลงแบบเดียวกับรอบไหนในตารางข้างต้น เพราะยังไม่ครบ 12 เดือนนับจากจุดสูงสุด
ทำไมการที่ LTH เริ่มขยับเหรียญถึงมีผลกับราคาได้
กลไกเบื้องหลังไม่ได้ซับซ้อน เหรียญที่ LTH ถือคือเหรียญที่แทบไม่หมุนเวียนอยู่ในตลาดเลยเป็นเวลานาน พูดง่ายๆ คือมันถูกดึงออกจาก "อุปทานที่พร้อมซื้อขาย" (liquid supply) ไปเก็บนิ่งๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่ LTH เริ่มขยับเหรียญจำนวนมากพร้อมกัน เท่ากับอุปทานที่เคยนิ่งอยู่จู่ๆ ก็ไหลกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้ง ถ้าฝั่งที่อยากซื้อ (demand) ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ราคาก็มีแนวโน้มถูกกดลงจากอุปทานส่วนเกินที่โผล่ขึ้นมา นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์ on-chain จับตาจังหวะที่ LTH Supply เริ่มร่วงจากจุดสูงสุดเป็นพิเศษ เพราะมันสะท้อนว่าอุปทานที่เคย "ล็อก" อยู่กำลังพร้อมจะกลับเข้าสู่ตลาดจริง
ในทางกลับกัน ช่วงที่ LTH Supply ไต่ขึ้นต่อเนื่อง (แบบที่เห็นในรอบ 10 ธันวาคม 2568 ถึง 27 กรกฎาคม 2569 ที่สะสมเพิ่มขึ้นถึง 2,792,495 BTC) หมายความว่าเหรียญกำลังถูกดึงออกจากอุปทานหมุนเวียนไปเก็บนิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าความต้องการซื้อในตลาดยังคงที่หรือเพิ่มขึ้น ขณะที่อุปทานพร้อมขายลดลง ก็เป็นเงื่อนไขที่มักเอื้อต่อการขึ้นของราคาในทางทฤษฎี แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่านี่คือกรอบคิดเชิงกลไก ไม่ใช่การรับประกันว่าราคาจะขึ้นจริงเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยอื่นอย่างดีมานด์จากผู้ซื้อใหม่ สภาพคล่องในตลาดโดยรวม และข่าวสารมหภาคที่มีผลร่วมด้วยเสมอ
Whale Supply คืออะไร ต่างจาก LTH ยังไง
Whale Supply คือสัดส่วนของ Bitcoin ทั้งหมดที่ถูกถือโดยที่อยู่ (address) ที่มีเหรียญเกิน 100 BTC ขึ้นไป เป็นคนละมุมกับ LTH-STH Split เพราะ LTH-STH แบ่งตาม "ถือนานแค่ไหน" ส่วน Whale Supply แบ่งตาม "ถือมากแค่ไหน" คนคนเดียวอาจเป็นทั้ง LTH และ Whale พร้อมกันได้ หรืออาจเป็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้เช่นกัน
ข้อมูลจริง ณ วันที่ 23 กันยายน 2569 สัดส่วนอุปทาน Bitcoin ที่อยู่ในกระเป๋าขนาดใหญ่กลุ่มนี้อยู่ที่ 61.88% ของอุปทานทั้งหมด เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ปี 2566 ที่เคยอยู่ราว 59% เท่านั้น
59.13%
61.88%
จุดที่ต่างชัดเจนจากกราฟ LTH-STH คือ Whale Supply ไม่แกว่งรุนแรง แต่ไต่ขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปตลอดสามปี สะท้อนว่ากลุ่มกระเป๋าใหญ่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ค่อยเทขายออกมาเป็นก้อนใหญ่พร้อมกันเหมือนที่เห็นในกราฟ LTH ช่วงต้นปี 2569
ข้อควรระวังสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ ตัวเลข Whale Supply นับตาม "ที่อยู่" ไม่ใช่ตาม "ตัวบุคคล" กระเป๋าเว็บเทรดขนาดใหญ่อย่าง cold wallet ของ Binance หรือ Coinbase ที่เก็บเหรียญของลูกค้าหลายแสนคนรวมกันไว้ในที่อยู่เดียว ก็ถูกนับรวมเป็น "whale" ในสถิตินี้ด้วยเช่นกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงเหรียญเหล่านั้นเป็นของผู้ใช้รายย่อยจำนวนมาก ไม่ใช่บุคคลหรือองค์กรเดียวที่ถือเหรียญกระจุกตัวจริง ตัวเลข 61.88% จึงตีความได้แค่ระดับภาพรวมกว้างๆ ไม่ควรใช้สรุปตรงๆ ว่า "คนรวยไม่กี่คนกำลังกว้านซื้อ Bitcoin ทั้งตลาด"
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Whale Supply ไต่ขึ้นต่อเนื่องมาตลอดสามปีที่ผ่านมา มาจากผู้เล่นกลุ่มใหม่ที่แทบไม่มีในตลาดเมื่อสิบปีก่อน คือบริษัทมหาชนที่เปลี่ยนเงินสดสำรองในคลังมาเป็น Bitcoin แบบเปิดเผยต่อสาธารณะ (อ่านรายละเอียดกลไกและความเสี่ยงเต็มๆ ได้ใน Bitcoin Treasury Strategy คืออะไร ของซีรีส์นี้) กระเป๋าของบริษัทเหล่านี้มักถือเหรียญกระจุกตัวจริงในที่อยู่เดียวเป็นเวลานาน ต่างจากกระเป๋าเว็บเทรดที่มีเงินเข้าออกของลูกค้าตลอดเวลา ทำให้สัดส่วน Whale Supply ที่แท้จริง (ไม่นับกระเป๋าเว็บเทรด) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แม้จะแยกตัวเลขสองกลุ่มนี้ออกจากกันชัดเจนไม่ได้จากข้อมูลสาธารณะเพียงอย่างเดียวก็ตาม
คนไทยเคยเจอโจทย์แบบเดียวกันนี้มาแล้ว ในตลาดหุ้น
ความคิดเรื่องแบ่งคนตามพฤติกรรมถือครองแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยเลย ในวงการหุ้นไทยมีคำสองคำที่ใช้อธิบายคนถือหุ้นนานๆ แต่มีที่มาต่างกันโดยสิ้นเชิง คำแรกคือ "นักลงทุนแบบซื้อแล้วถือยาว" (buy and hold) ที่ตั้งใจเลือกถือนานเป็นกลยุทธ์ เพราะเชื่อมั่นในพื้นฐานของกิจการ ไม่สนใจความผันผวนระยะสั้น คำที่สองคือ "ติดดอย" ซึ่งหมายถึงคนที่ซื้อหุ้นตอนราคาสูงสุดแล้วขาดทุนหนัก แต่ไม่กล้าขายตัดขาดทุนเพราะทำใจรับความจริงไม่ได้ เลยจำใจถือต่อไปทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจถือยาวตั้งแต่แรก
จุดที่น่าสนใจคือ LTH ของ Bitcoin ไม่ได้ตรงกับคำใดคำหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาพรวมของทั้งสองกลุ่มปนกันอยู่ในตัวเลขเดียว คนที่ถือ Bitcoin เกิน 155 วันอาจเป็นคนที่กำไรหนักแล้วเลือกถือต่อแบบนักลงทุนระยะยาวจริงๆ หรืออาจเป็นคนที่ขาดทุนแล้วไม่กล้าขายแบบติดดอยก็ได้ทั้งคู่ ข้อมูล on-chain อย่างเดียวแยกไม่ออกว่าใครอยู่กลุ่มไหน รู้ได้แค่ว่าเหรียญนั้นไม่ถูกขยับมานานเท่าไหร่เท่านั้น ต่างจากตลาดหุ้นไทยที่ไม่มีทางรู้แน่ชัดเลยด้วยซ้ำว่าตอนนี้สัดส่วนคนถือยาวโดยตั้งใจกับคนติดดอยอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่ มีแต่การประเมินคร่าวๆ จากปริมาณการซื้อขายเท่านั้น แต่ในโลก Bitcoin อย่างน้อยก็ยังวัดสัดส่วนรวมของ "คนไม่ขยับเหรียญ" ออกมาเป็นตัวเลขที่เปิดเผยให้ทุกคนเช็คได้แบบเรียลไทม์ ไม่มีใครปิดบังได้ เพราะ blockchain บันทึกทุกความเคลื่อนไหวไว้ถาวร

ภาพ: สองแกนของ on-chain indicator ที่ใช้อ่านตลาด Bitcoin แกนแรกวัดกำไรขาดทุน (NUPL, SOPR) แกนที่สองวัดพฤติกรรมการถือ (LTH-STH Split, Whale Supply) เป็นคนละมุมที่เสริมกันได้
ต่างจาก NUPL กับ SOPR ที่เล่าไปตอนก่อนหน้ายังไง
ถ้าอ่านตอนก่อนหน้าของซีรีส์นี้มาแล้ว อาจสงสัยว่า Supply Dynamics ต่างจาก NUPL กับ SOPR ยังไง เพราะดูเหมือนจะพูดเรื่อง "พฤติกรรมตลาด" เหมือนกัน คำตอบคือวัดคนละมุม NUPL กับ SOPR วัด "กำไรขาดทุน" ของตลาด คือดูว่าเหรียญที่ถืออยู่กำไรหรือขาดทุนอยู่เท่าไหร่ (NUPL) และเหรียญที่เพิ่งขายไปจริงๆ ขายตอนกำไรหรือขาดทุน (SOPR) ส่วน LTH-STH Split กับ Whale Supply วัด "ใครกำลังถือเหรียญอยู่" คือดูว่าเหรียญกระจุกอยู่ในมือคนถือนานหรือคนถือสั้น กระจุกอยู่ในกระเป๋าใหญ่หรือกระเป๋าเล็ก เป็นคนละแกนที่เสริมกันได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเห็นทั้ง NUPL อยู่ในโซนกำไรสูงมาก และ LTH Supply เริ่มร่วงลงจากจุดสูงสุดพร้อมกัน นั่นคือสัญญาณที่หนักแน่นกว่าดูตัวใดตัวหนึ่งเดี่ยวๆ เพราะแปลว่ากลุ่มที่ถือมานานกำลังเริ่มขายทำกำไรจริงในจังหวะที่กำไรสะสมพองตัวมากแล้ว
ใช้ตัวเลขพวกนี้ยังไงให้ไม่พลาด
ทั้ง LTH-STH Split และ Whale Supply เป็นเครื่องมือช่วยมองภาพรวม "ใครกำลังถือ Bitcoin อยู่" ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายสำเร็จรูปที่บอกจังหวะเข้าออกได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างที่เห็นในตารางสถิติ 9 รอบ แม้แต่รอบที่ดูคล้ายกันในตอนต้นก็ให้ผลลัพธ์ตรงข้ามกันได้ ทางที่ดีที่สุดคือใช้ตัวเลขเหล่านี้ประกอบกับตัวชี้วัดอื่นในซีรีส์นี้ (เช่น NUPL, SOPR ที่เล่าไปในตอนก่อนหน้า) เพื่อเห็นภาพหลายมุมพร้อมกัน แทนที่จะเชื่อตัวเลขตัวเดียวแล้วตัดสินใจทันที และไม่ว่าจะตีความออกมาแบบไหน ก็ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนอยู่ดี ต้องพิจารณาความเสี่ยงของตัวเองประกอบเสมอ
ลองเอาตัวเลขวันนี้มาต่อกันเป็นภาพเดียวเพื่อความเข้าใจง่ายๆ คือ LTH ถือครองอยู่ 82.61% ของอุปทาน (สูงกว่าค่าเฉลี่ยของรอบที่ผ่านมาพอสมควร) แต่ตัวเลขนี้เพิ่งพลิกจากขาขึ้นมาเป็นขาลงได้ไม่ถึงสองเดือนหลังแตะจุดสูงสุดเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่ Whale Supply ยังคงไต่ขึ้นต่อเนื่องไม่มีสัญญาณกลับตัว ภาพรวมแบบนี้บอกได้ว่ากลุ่มผู้ถือระยะยาวบางส่วนเริ่มขยับเหรียญออกมาบ้างแล้ว แต่กลุ่มกระเป๋าใหญ่โดยรวมยังไม่ได้ลดการถือครองลงตามไปด้วย เป็นภาพผสมที่ต้องติดตามต่อว่าจะไปทางไหน ไม่ใช่สัญญาณเดียวที่ฟันธงได้ชัดเจนไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไมนักวิเคราะห์ on-chain ถึงไม่เคยใช้ตัวชี้วัดตัวเดียวในการตัดสินใจ แต่ต้องดูหลายตัวประกอบกันเสมอ

ภาพ: แนวคิดการใช้ตัวชี้วัด on-chain หลายตัวประกอบกันเหมือนต่อจิ๊กซอว์ แต่ละตัวให้ภาพแค่บางส่วน ต้องดูรวมกันถึงจะเห็นภาพตลาดที่สมบูรณ์กว่าดูตัวใดตัวหนึ่งเดี่ยวๆ
คำถามที่พบบ่อย
LTH กับ STH คืออะไร สรุปสั้นๆ?
LTH (Long-Term Holder) คือผู้ถือ Bitcoin ที่ไม่ขยับเหรียญเกิน 155 วัน ส่วน STH (Short-Term Holder) คือผู้ถือที่ยังไม่ถึง 155 วัน แบ่งด้วยการไล่ดูอายุของ UTXO บน blockchain แบบสาธารณะ
ทำไมต้องใช้ 155 วันเป็นเส้นแบ่ง?
เพราะข้อมูลพฤติกรรมการขายจริงบน blockchain ย้อนหลังพบว่า โอกาสที่เหรียญอายุเกินจุดนี้จะถูกขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหรียญที่ผ่านจุดนี้มักถูกถือต่อไปยาวจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขที่เลือกมาลอยๆ
Whale Supply คืออะไร นับยังไง?
คือสัดส่วนอุปทาน Bitcoin ทั้งหมดที่ถืออยู่ในที่อยู่ (address) ที่มีเหรียญเกิน 100 BTC นับตามที่อยู่ ไม่ใช่ตามบุคคล กระเป๋าเว็บเทรดที่เก็บเหรียญลูกค้าหลายคนรวมกันก็นับรวมอยู่ในตัวเลขนี้ด้วย
ตอนนี้สัดส่วน LTH กับ Whale Supply อยู่ที่เท่าไหร่?
ข้อมูล ณ วันที่ 23 กันยายน 2569 LTH อยู่ที่ 82.61% ของอุปทานหมุนเวียน (STH 17.39%) ส่วน Whale Supply อยู่ที่ 61.88% ของอุปทานทั้งหมด
ตัวเลขพวกนี้ใช้ทำนายราคาได้แม่นแค่ไหน?
ไม่แม่นแบบสัญญาณสำเร็จรูป สถิติ 9 รอบย้อนหลังของ LTH Supply แสดงให้เห็นว่ารอบปี 2564 ให้ผลตรงข้ามกับอีก 6 รอบก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ควรใช้ประกอบกับตัวชี้วัดอื่นและบริบทตลาด ไม่ใช่เชื่อตัวเดียวแล้วตัดสินใจทันที
LTH Supply กับ Supply in Profit (ที่พูดถึงในตอน NUPL/SOPR) ต่างกันยังไง?
LTH Supply วัดว่าเหรียญถูกถือมานานแค่ไหน ไม่สนใจว่าตอนนี้กำไรหรือขาดทุน ส่วน Supply in Profit วัดว่าเหรียญที่ถืออยู่กำไรหรือขาดทุนตามราคาต้นทุนตอนซื้อ เหรียญของ LTH คนหนึ่งอาจกำไรอยู่ก็ได้หรือขาดทุนอยู่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าซื้อตอนราคาเท่าไหร่ ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กันเสมอไป
เหรียญที่สูญหายหรือของ Satoshi Nakamoto นับรวมอยู่ใน LTH ด้วยไหม?
นับรวมอยู่ด้วย เพราะวิธีคำนวณดูแค่ว่าเหรียญไม่ขยับมานานแค่ไหน ไม่ได้แยกแยะว่าเจ้าของยังเข้าถึงกุญแจได้อยู่หรือไม่ เหรียญที่สูญหายถาวรหรือเหรียญของ Satoshi ที่ไม่เคยขยับเลยตั้งแต่ปี 2553 จึงถูกนับเป็น LTH เหมือนเหรียญของผู้ถือระยะยาวที่ยังมีชีวิตอยู่จริงทุกประการ เป็นข้อจำกัดที่ต้องรู้ไว้เวลาตีความตัวเลข
Whale Supply สูงขึ้นแปลว่าดีหรือไม่ดีต่อราคา?
ตอบตรงๆ ไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับบริบท ถ้ากระเป๋าใหญ่สะสมเพิ่มต่อเนื่องแบบไม่หวือหวาเหมือนช่วงปี 2566-2569 มักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก (มีแรงซื้อสะสมระยะยาว) แต่ถ้ากระเป๋าใหญ่เริ่มลดลงเร็วในช่วงสั้นๆ อาจเป็นสัญญาณว่ากลุ่มทุนใหญ่เริ่มขายทำกำไรออก ต้องดูทิศทางการเปลี่ยนแปลงมากกว่าตัวเลข ณ จุดเดียว
📖 เนื้อหา on-chain indicator series นี้ต่อยอดจาก 21 widget core-* ที่ทีมมารวยสร้างไว้ (Bitcoin Research Kit) ข้อมูลทั้งหมดดึงสดโดยตรงจากทีมมารวย 23 กันยายน 2569 ไม่ได้คำนวณเอง