
Silk Road หลังวันปิดเว็บ เหรียญ Bitcoin ของกลางไปจบที่ไหน ตั้งแต่ปี 2013 ถึงการอภัยโทษปี 2025
ตุลาคม 2013 FBI ปิด Silk Road และยึด Bitcoin ได้ราว 174,000 BTC แต่เรื่องของเหรียญยังไม่จบ บทความนี้เปิดแถลงข่าวต้นฉบับของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ไล่ดูการประมูลขาย เจ้าหน้าที่รัฐที่ขโมยเหรียญระหว่างทำคดี เหรียญที่ถูกขโมยไปตั้งแต่ปี 2012 แล้วถูกตามเจอในปี 2020 และ 2021 จนถึงการอภัยโทษ Ross Ulbricht ในปี 2025
เดือนตุลาคม 2013 FBI ปิดเว็บ Silk Road และยึด Bitcoin ได้ราว 174,000 BTC ข่าวในวันนั้นจบที่การจับกุม แต่เรื่องของเหรียญยังไม่จบ ตลอดสิบกว่าปีหลังจากนั้น เหรียญจากตลาดมืดแห่งนี้ถูกประมูลขาย ถูกเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำคดีเองแอบขโมย และถูกตามเจอในบ้านของคนที่ขโมยไปตั้งแต่ปี 2012 มูลค่าของกลางชุดหลังๆ สูงกว่ามูลค่าทั้งหมดที่ยึดได้ในปี 2013 หลายสิบเท่า บทความนี้เปิดแถลงข่าวต้นฉบับของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐทีละฉบับ ไล่ดูว่าเหรียญจาก Silk Road ไปจบที่ไหนบ้าง
Silk Road โดยย่อ
เรื่องการเปิดตลาดและการจับกุมถูกเล่าไว้ละเอียดแล้วในบทความคดีคริปโตครั้งใหญ่ จาก e-gold ถึงของกลางที่รัฐบาลยึดมาขาย ตรงนี้สรุปเฉพาะตัวเลขที่ต้องใช้ในบทนี้
ตามแถลงข่าวของอัยการสหรัฐ Ross Ulbricht สร้าง Silk Road ขึ้นราวเดือนมกราคม 2011 และดูแลเว็บเองจนถูกปิดในเดือนตุลาคม 2013 เว็บทำงานบนเครือข่าย Tor ที่ซ่อนที่อยู่ไอพี และรับจ่ายเงินด้วย Bitcoin อย่างเดียว ตัวเลขจากแถลงข่าวของสำนักงานอัยการเขตเหนือของแคลิฟอร์เนียในปี 2020
- ผู้ซื้อมากกว่า 100,000 ราย
- ตอนถูกปิดมีรายการขายยาเสพติดราว 13,000 รายการ
- ยอดขายรวมกว่า 9.5 ล้าน BTC และค่าธรรมเนียมที่เว็บเก็บได้กว่า 600,000 BTC
ตัวเลขในหน่วย BTC ดูใหญ่มาก เพราะราคาช่วงนั้นต่ำ แถลงข่าวตอนตัดสินคดีในปี 2015 คิดค่าธรรมเนียมที่ Ulbricht ได้ไว้ที่มากกว่า 13 ล้านดอลลาร์
ของกลางสองกองแรก
วันที่ 25 ตุลาคม 2013 อัยการสหรัฐประจำเขตใต้ของนิวยอร์กประกาศยึดของกลางเพิ่ม ข้อมูลในแถลงข่าวฉบับนั้นแบ่งของกลางเป็นสองกอง
- กองแรกราว 29,655 BTC ยึดไปก่อนแล้วตอนปิดเว็บ
- กองที่สองราว 144,336 BTC เจอในฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ของ Ulbricht
- รวมราว 173,991 BTC คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนวันนั้น มูลค่ากว่า 33.6 ล้านดอลลาร์
ภาพ: แถลงข่าวของอัยการสหรัฐประจำเขตใต้ของนิวยอร์ก วันที่ 25 ตุลาคม 2013 เอกสารของรัฐบาลกลางสหรัฐเป็นสมบัติสาธารณะ
ถ้าหารกลับ 33.6 ล้านดอลลาร์ต่อ 173,991 BTC จะได้ราว 193 ดอลลาร์ต่อ BTC ใกล้กับราคาเฉลี่ยรายวันของ Blockchain.com วันนั้นที่ 195.33 ดอลลาร์ แถลงข่าวฉบับเดียวกันเรียกการยึดครั้งนี้ว่าการยึด Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งจริงในปี 2013 แต่อย่างที่จะเห็นต่อไป สถิตินี้ถูกทำลายซ้ำอีกหลายครั้งด้วยเหรียญจากเว็บเดียวกัน
ประมูลขาย: ได้เงินเท่าไร
กองแรกถูกนำออกประมูลโดยหน่วย U.S. Marshals Service ปลายเดือนมิถุนายน 2014 ผลคือมีผู้ชนะรายเดียวที่ได้เหรียญไปทั้งหมด และวันที่ 2 กรกฎาคม 2014 นักลงทุนร่วมทุน Tim Draper ออกมาเปิดเผยเองว่าเขาคือผู้ชนะ ตามรายงานของ CoinDesk ราคาที่เขาจ่ายไม่ได้ถูกเปิดเผย
กองที่สองขนาด 144,336 BTC ถูกขายโดยหน่วยงานเดียวกันตามคำสั่งศาลในเวลาต่อมา แถลงข่าววันที่ 29 กันยายน 2017 ให้ตัวเลขเงินที่ได้ไว้เป๊ะ
"Bitcoin เหล่านี้ถูกขายโดย United States Marshals Service ตามคำสั่งศาลในท้ายที่สุด ได้เงิน 48,238,116 ดอลลาร์"
อัยการสหรัฐประจำเขตใต้ของนิวยอร์ก, แถลงข่าววันที่ 29 กันยายน 2017 ต้นฉบับ "These Bitcoins were ultimately sold by the United States Marshals Service pursuant to Court order for $48,238,116."
หารกลับจะได้ราคาเฉลี่ยราว 334 ดอลลาร์ต่อ BTC และถ้าลองคิดเล่นๆ ด้วยราคาเฉลี่ยวันที่ 21 มกราคม 2025 ที่ 102,042 ดอลลาร์ เหรียญกองเดียวกันนี้จะมีมูลค่าราว 14,700 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลขายผิดจังหวะ การขายของกลางเป็นขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่ใช่การลงทุน แต่มันบอกขนาดของสิ่งที่เปลี่ยนไปในเวลาสิบปีได้ชัดที่สุด
คำพิพากษา: จำคุกตลอดชีวิต
การพิจารณาคดีของ Ulbricht ใช้เวลาสี่สัปดาห์ต่อหน้าผู้พิพากษา Katherine B. Forrest แห่งศาลรัฐบาลกลางในแมนฮัตตัน คณะลูกขุนตัดสินว่าผิดครบทั้งเจ็ดข้อหา ได้แก่ จำหน่ายยาเสพติด จำหน่ายยาเสพติดผ่านอินเทอร์เน็ต สมคบกันจำหน่ายยาเสพติด ประกอบกิจการอาชญากรรมต่อเนื่อง สมคบกันเจาะระบบคอมพิวเตอร์ สมคบกันค้าเอกสารระบุตัวตนปลอม และสมคบกันฟอกเงิน
มีรายละเอียดเล็กๆ ที่เจอระหว่างเปิดเอกสาร แถลงข่าวลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2015 เขียนว่าคณะลูกขุนตัดสิน "เมื่อวานนี้" ซึ่งคือวันที่ 4 กุมภาพันธ์ แต่แถลงข่าวตอนลงโทษเขียนว่าตัดสินวันที่ 5 กุมภาพันธ์ บทความนี้ยึดตามฉบับแรกที่ออกในวันถัดจากวันตัดสิน
วันที่ 29 พฤษภาคม 2015 ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และสั่งให้ริบทรัพย์ 183,961,921 ดอลลาร์ แถลงข่าวยังระบุว่า Ulbricht พยายามว่าจ้างฆ่าคนหกครั้งเพื่อปกป้องเว็บ แต่ไม่มีหลักฐานว่าการฆ่าเกิดขึ้นจริง
ภาพ: แถลงข่าวของอัยการสหรัฐประจำเขตใต้ของนิวยอร์ก วันที่ 29 พฤษภาคม 2015 เอกสารของรัฐบาลกลางสหรัฐเป็นสมบัติสาธารณะ
"ต้องไม่มีข้อสงสัยว่าความไร้ขื่อแปจะไม่ได้รับการยอมรับ ต้องไม่มีข้อสงสัยว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะมีการศึกษาหรืออภิสิทธิ์มากแค่ไหน"
ผู้พิพากษา Katherine B. Forrest ในวันลงโทษ ตามแถลงข่าววันที่ 29 พฤษภาคม 2015 ต้นฉบับ "There must be no doubt that lawlessness will not be tolerated. There must be no doubt that no one is above the law - no matter one's education or privileges."
เจ้าหน้าที่รัฐที่ขโมยเหรียญเสียเอง
ก่อนที่ Ulbricht จะถูกลงโทษไม่ถึงสองเดือน วันที่ 30 มีนาคม 2015 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเปิดเผยคดีที่ไม่มีใครคาด เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสองคนในทีมสืบสวน Silk Road ของเมืองบัลติมอร์ ถูกตั้งข้อหาขโมยเงินดิจิทัลระหว่างทำคดี
ภาพ: แถลงข่าวของสำนักงานกิจการสาธารณะ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ วันที่ 30 มีนาคม 2015
คนแรกคือ Carl M. Force เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปราบปรามยาเสพติด DEA ที่ทำงานมา 15 ปี หน้าที่ของเขาคือปลอมตัวคุยกับ Ulbricht ทางออนไลน์ ตามคำรับสารภาพ เขาใช้ตัวตนปลอมที่ได้รับอนุญาตชื่อ Nob เสนอขายใบขับขี่ปลอมและข้อมูลภายในของการสืบสวนให้ Ulbricht แล้วเก็บเงินที่ได้ในรูป Bitcoin มูลค่ากว่า 100,000 ดอลลาร์เข้ากระเป๋าตัวเอง และยังสร้างตัวตนปลอมอีกตัวชื่อ French Maid ที่ทีมไม่รู้ เพื่อขายข้อมูลการสืบสวนให้ Ulbricht อีกราว 100,000 ดอลลาร์ วันที่ 19 ตุลาคม 2015 ศาลลงโทษจำคุก 78 เดือน และสั่งให้ชดใช้ 340,000 ดอลลาร์
คำรับสารภาพของ Force ยังมีอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ Silk Road โดยตรง เขาไปรับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกำกับดูแลของเว็บแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลชื่อ CoinMKT โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก DEA และในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 เขาใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ DEA สั่งให้เว็บอายัดเงินสดและเงินดิจิทัลในบัญชีลูกค้ารายหนึ่ง 337,000 ดอลลาร์ โดยไม่มีอำนาจหรือฐานทางกฎหมายรองรับ ตัวอย่างนี้บอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่คนที่ถือกุญแจของตัวกลาง ไม่ว่าคนคนนั้นจะอยู่ฝั่งไหนของกฎหมาย
คนที่สองคือ Shaun W. Bridges เจ้าหน้าที่ของหน่วย Secret Service ที่ทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์ ตามคำรับสารภาพ เขาใช้ข้อมูลบัญชีที่ได้จากการจับกุมผู้ดูแลลูกค้าของ Silk Road คนหนึ่งในเดือนมกราคม 2013 เข้าไปรีเซ็ตรหัสผ่านบัญชีต่างๆ บนเว็บ แล้วย้ายเหรียญราว 20,000 BTC มูลค่าตอนนั้นราว 350,000 ดอลลาร์ ไปไว้ในกระเป๋าของตัวเอง ก่อนย้ายต่อไปที่เว็บเทรด Mt. Gox และขายเป็นเงินสดได้ราว 820,000 ดอลลาร์ วันที่ 7 ธันวาคม 2015 ศาลลงโทษจำคุก 71 เดือน และสั่งให้ริบทรัพย์ 651,000 ดอลลาร์
แถลงข่าวคดีของ Bridges เปิดเผยผลที่ตามมาอีกชั้นหนึ่ง เมื่อ Ulbricht รู้ว่าบัญชีของผู้ดูแลลูกค้าคนนั้นถูกใช้โอนเหรียญออกไป เขาเข้าใจว่าผู้ดูแลคนนั้นเป็นคนขโมย ตัดสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ และพยายามว่าจ้างฆ่าเขาเพื่อแก้แค้น ทั้งที่คนขโมยจริงคือเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังสืบคดีอยู่
เหรียญที่ถูกขโมยออกไปก่อนเว็บถูกปิด
ปี 2015 หลังคดีของ Ulbricht จบ ยังเหลือคำถามหนึ่งที่ไม่มีใครตอบได้ Silk Road เก็บค่าธรรมเนียมได้กว่า 600,000 BTC แต่ของกลางที่ยึดได้มีราว 174,000 BTC เหรียญส่วนที่เหลือหายไปไหน คำตอบแรกมาในอีกห้าปีต่อมา
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2020 สำนักงานอัยการเขตเหนือของแคลิฟอร์เนียยื่นฟ้องทางแพ่งเพื่อริบ Bitcoin หลายพันเหรียญ ที่ยึดได้เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 แถลงข่าวเล่าว่าในปี 2020 เจ้าหน้าที่สืบสวนของกรมสรรพากรสหรัฐ IRS-CI ใช้บริษัทวิเคราะห์ธุรกรรม Bitcoin ภายนอก ไล่ดูธุรกรรมของ Silk Road ใหม่ และเจอ 54 ธุรกรรม ที่ไม่เคยมีใครตรวจพบมาก่อน ทั้งหมดดูเหมือนเป็นเหรียญที่ถูกขโมยออกจาก Silk Road ราวปี 2012 ถึง 2013 เงินถูกตามไปถึงที่อยู่หนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับบุคคลที่เอกสารเรียกว่า Individual X ผู้ที่เจาะระบบขโมยเงินจาก Silk Road ไป
ภาพ: แถลงข่าวของอัยการสหรัฐประจำเขตเหนือของแคลิฟอร์เนีย วันที่ 5 พฤศจิกายน 2020
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2020 เหรียญที่ยึดได้มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และเป็นการยึดคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐในเวลานั้น แถลงข่าวไม่ได้ระบุจำนวนเหรียญที่แน่นอน บอกแค่ว่าเป็น Bitcoin หลายพันเหรียญ บทความนี้จึงไม่ใส่ตัวเลขจำนวนเหรียญ อัยการสหรัฐ David L. Anderson สรุปคดีนี้ไว้ว่า
"การดำเนินคดีผู้ก่อตั้ง Silk Road สำเร็จในปี 2015 แต่ทิ้งคำถามมูลค่าพันล้านดอลลาร์ไว้ข้อหนึ่ง เงินไปอยู่ที่ไหน คำฟ้องริบทรัพย์วันนี้ตอบคำถามนั้นได้อย่างน้อยบางส่วน"
David L. Anderson อัยการสหรัฐประจำเขตเหนือของแคลิฟอร์เนีย, แถลงข่าววันที่ 5 พฤศจิกายน 2020 ต้นฉบับ "The successful prosecution of Silk Road's founder in 2015 left open a billion-dollar question. Where did the money go? Today's forfeiture complaint answers this open question at least in part."
แถลงข่าวยังระบุว่าการสืบสวนครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท Chainalysis และ Excygent ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ธุรกรรมบนบล็อกเชน
แผงวงจรในกระป๋องป๊อปคอร์น
คำตอบชุดที่สองน่าทึ่งกว่านั้นอีก วันที่ 7 พฤศจิกายน 2022 อัยการสหรัฐประจำเขตใต้ของนิวยอร์กประกาศว่า James Zhong รับสารภาพว่าฉ้อโกงเหรียญจาก Silk Road ไปกว่า 50,000 BTC ตั้งแต่เดือนกันยายน 2012
ภาพ: แถลงข่าวของอัยการสหรัฐประจำเขตใต้ของนิวยอร์ก วันที่ 7 พฤศจิกายน 2022
วิธีที่เขาใช้ไม่ได้ซับซ้อนเลย ตามเอกสารของศาล Zhong สร้างบัญชี Silk Road ราวเก้าบัญชีโดยให้ข้อมูลน้อยที่สุดเท่าที่เว็บบังคับ ไม่เคยซื้อหรือขายอะไรบนเว็บ แต่ฝากเงินเข้าไป แล้วสั่งถอนหลายครั้งติดกันเร็วมาก จนระบบถอนเงินของ Silk Road ปล่อยเหรียญออกมามากกว่าที่ฝากไว้หลายเท่า ตัวอย่างในเอกสาร วันที่ 19 กันยายน 2012 เขาฝาก 500 BTC แล้วภายในไม่ถึงห้าวินาทีก็สั่งถอนครั้งละ 500 BTC ห้าครั้งในวินาทีเดียวกัน ได้กำไรสุทธิ 2,000 BTC ทั้งหมดเขาทำธุรกรรมแบบนี้กว่า 140 ครั้ง
จุดอ่อนที่ถูกใช้คือระบบถอนเงินที่ตรวจยอดคงเหลือไม่ทันคำสั่งที่เข้ามาพร้อมกันหลายคำสั่ง หลักคิดคล้ายกับช่องโหว่ของ The DAO ในปี 2016 ที่สัญญาส่งเงินออกก่อนแล้วค่อยหักยอด ใครอยากดูช่องโหว่แบบนั้นในอีกรูปแบบหนึ่ง อ่านต่อได้ที่The DAO แฮ็กปี 2016
เหรียญก้อนนี้ถูกซ่อนอยู่เกือบสิบปี ในเดือนสิงหาคม 2017 Zhong ยังได้เหรียญ Bitcoin Cash อีกราว 50,000 เหรียญจากการแยกเชน เพียงเพราะถือ Bitcoin ก้อนนั้นอยู่ และแถลงข่าวบอกว่าเขาเอาเหรียญส่วนนั้นไปแลกกลับเป็น Bitcoin ผ่านเว็บเทรดต่างประเทศ ได้อีกราว 3,500 BTC พอถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2017 เขาจึงถือเหรียญที่ได้จากการกระทำผิดราว 53,500 BTC จนกระทั่งวันที่ 9 พฤศจิกายน 2021 เจ้าหน้าที่เข้าค้นบ้านของเขาในเมือง Gainesville รัฐจอร์เจียตามหมายค้น และยึดได้ราว 50,676.17851897 BTC มูลค่าตอนนั้นกว่า 3,360 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ราว 50,491 BTC เป็นส่วนของเหรียญ 53,500 BTC ที่ได้จากการกระทำผิด ตามแถลงข่าว เหรียญถูกเก็บไว้สองที่ คือตู้เซฟใต้พื้นบ้าน กับคอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวที่ซุกอยู่ใต้ผ้าห่มในกระป๋องป๊อปคอร์นในตู้ห้องน้ำ เจ้าหน้าที่ยังเจอเงินสด 661,900 ดอลลาร์ และเหรียญ Bitcoin แบบจับต้องได้ยี่ห้อ Casascius 25 เหรียญ
"คดีนี้แสดงให้เห็นว่าเราจะไม่หยุดตามรอยเงิน ไม่ว่ามันจะถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนแค่ไหน แม้จะซ่อนอยู่ในแผงวงจรที่ก้นกระป๋องป๊อปคอร์นก็ตาม"
Damian Williams อัยการสหรัฐประจำเขตใต้ของนิวยอร์ก, แถลงข่าววันที่ 7 พฤศจิกายน 2022 ต้นฉบับ "This case shows that we won't stop following the money, no matter how expertly hidden, even to a circuit board in the bottom of a popcorn tin."
วันที่ 14 เมษายน 2023 ศาลลงโทษ Zhong จำคุกหนึ่งปีกับหนึ่งวัน และมีคำสั่งริบทรัพย์ถึงที่สุดสำหรับ Bitcoin ราว 51,680 BTC แถลงข่าวบอกว่ามูลค่าตอนยึดกว่า 3,400 ล้านดอลลาร์ แต่วันที่ลงโทษเหลือกว่า 1,570 ล้านดอลลาร์ เพราะราคาลดลงในช่วงระหว่างนั้น
ราคาในวันที่แต่ละเรื่องเกิดขึ้น
สิ่งที่ทำให้เรื่องของ Silk Road ยาวข้ามทศวรรษได้ คือราคาของเหรียญที่ขยับไปมหาศาลระหว่างวันที่มันถูกขโมยหรือถูกยึด กับวันที่มันถูกตามเจอ กราฟนี้ใช้ราคาเฉลี่ยรายวันของ Blockchain.com ในวันที่แต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้น
$12.21
ปิดเว็บ
$128
ยึดจาก Zhong
$67,562
อภัยโทษ
$102,042
เหรียญ 50,000 BTC ที่ Zhong เอาไปในเดือนกันยายน 2012 มีมูลค่าราว 610,000 ดอลลาร์ถ้าคิดด้วยราคาวันนั้นที่ 12.21 ดอลลาร์ เก้าปีต่อมาในวันที่ถูกยึด ราคาอยู่ที่ 67,562 ดอลลาร์ ความต่างกว่าห้าพันเท่านี้คือเหตุผลที่คดีขโมยเงินจากตลาดมืดเมื่อสิบปีก่อน กลายเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ
การอภัยโทษในปี 2025
ตอนจบของเรื่องมาในปี 2025 ตามรายชื่อการอภัยโทษที่สำนักงานอัยการด้านการอภัยโทษของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐเผยแพร่ไว้ วันที่ 21 มกราคม 2025 ประธานาธิบดี Donald J. Trump อภัยโทษให้ Ross William Ulbricht เป็นรายการเดียวของวันนั้น
ภาพ: หน้ารายชื่อการอภัยโทษของ Office of the Pardon Attorney กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ
รายการในหน้านั้นระบุโทษเดิมไว้ว่า จำคุกตลอดชีวิตและอยู่ภายใต้การคุมประพฤติตลอดชีวิต ลงโทษวันที่ 29 พฤษภาคม 2015 นับจากวันที่ถูกจับที่ซานฟรานซิสโกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2013 ถึงวันอภัยโทษคือกว่า 11 ปี 3 เดือน
การอภัยโทษครั้งนี้เป็นเรื่องที่คนในวงการมีความเห็นต่างกันมาก ฝั่งหนึ่งเห็นว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตสำหรับคดีที่ไม่มีข้อหาใช้ความรุนแรงนั้นหนักเกินไป อีกฝั่งชี้ไปที่ข้อเท็จจริงในแถลงข่าวของอัยการ ทั้งยาเสพติดจำนวนมากที่ผ่านเว็บ และความพยายามว่าจ้างฆ่าคน บทความนี้ไม่ตัดสินว่าฝั่งไหนถูก สิ่งที่บันทึกได้แน่นอนคือ การอภัยโทษไม่ได้ทำให้เหรียญที่ถูกริบไปแล้วกลับคืนมา
เรื่องนี้เกี่ยวกับคนที่ใช้ Bitcoin อย่างไร
บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดจาก Silk Road คือ Bitcoin ไม่ได้ไม่ระบุตัวตน บัญชีสาธารณะของ Bitcoin บันทึกทุกธุรกรรมไว้ตลอดไป และใครก็ย้อนกลับไปอ่านได้ทุกเมื่อ คนที่ขโมยเหรียญจาก Silk Road ในปี 2012 ถูกตามเจอในปี 2020 และ 2021 ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ที่ยังไม่มีอยู่เลยในวันที่เขาขโมย ทั้งที่ Zhong ใช้เครื่องผสมเหรียญ ใช้เว็บเทรดต่างประเทศ และเครื่องมือทางเทคนิคอีกหลายอย่างเพื่อตัดเส้นทาง ตามที่แถลงข่าวตอนลงโทษระบุ
สำหรับคนทั่วไป เรื่องนี้กลับเป็นข่าวดี มันแปลว่าเหรียญที่ถูกขโมยไปยังมีโอกาสถูกตามเจอ แม้จะผ่านไปหลายปี แต่ก็แปลด้วยว่า ธุรกรรมที่ทำวันนี้อาจถูกคนอ่านย้อนหลังในอีกสิบปีด้วยเครื่องมือที่ดีกว่าวันนี้มาก ความเป็นส่วนตัวบน Bitcoin จึงเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจก่อนใช้ ไม่ใช่คุณสมบัติที่มากับเหรียญโดยอัตโนมัติ
ลองดูช่วงเวลาระหว่างวันที่เหรียญถูกเอาไปกับวันที่ถูกตามเจอ เหรียญที่ Individual X ขโมยไปราวปี 2012 ถึง 2013 ถูกยึดในปี 2020 ห่างกันราวเจ็ดถึงแปดปี เหรียญที่ Zhong เอาไปในเดือนกันยายน 2012 ถูกยึดในเดือนพฤศจิกายน 2021 ห่างกันกว่าเก้าปี ทั้งสองคดีไม่ได้เริ่มจากการมีคนแจ้งความ แต่เริ่มจากการกลับไปอ่านบัญชีสาธารณะที่มีอยู่แล้วด้วยเครื่องมือที่ดีขึ้น
อีกบทเรียนมาจากคดีของ Bridges เหรียญที่ถูกขโมยไปอยู่ในเว็บเทรดที่ต่อมาล่มเอง ใครเคยอ่านเรื่อง Mt. Gox คงเห็นภาพซ้ำ การเก็บเหรียญไว้กับตัวกลาง ไม่ว่าตัวกลางนั้นจะเป็นตลาดมืด เว็บเทรด หรือใครก็ตาม คือการฝากความปลอดภัยของเงินไว้กับระบบและคนที่เราตรวจสอบไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
FBI ยึด Bitcoin จาก Silk Road ได้เท่าไรในปี 2013
ตามแถลงข่าววันที่ 25 ตุลาคม 2013 รวมราว 173,991 BTC แบ่งเป็นราว 29,655 BTC ที่ยึดตอนปิดเว็บ และราว 144,336 BTC จากฮาร์ดแวร์ของ Ulbricht มูลค่ารวมตอนนั้นกว่า 33.6 ล้านดอลลาร์
รัฐบาลสหรัฐขายเหรียญจาก Ulbricht ได้เงินเท่าไร
เหรียญ 144,336 BTC ถูกขายโดย U.S. Marshals Service ตามคำสั่งศาล ได้เงิน 48,238,116 ดอลลาร์ ตามแถลงข่าววันที่ 29 กันยายน 2017
Ross Ulbricht ถูกตัดสินโทษอะไร
จำคุกตลอดชีวิตเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2015 จากความผิดเจ็ดข้อหา และได้รับการอภัยโทษเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2025
มีเจ้าหน้าที่รัฐขโมยเหรียญจาก Silk Road จริงไหม
จริง Carl M. Force จาก DEA ถูกลงโทษจำคุก 78 เดือน และ Shaun W. Bridges จาก Secret Service ถูกลงโทษจำคุก 71 เดือน ทั้งคู่อยู่ในทีมสืบสวน Silk Road ของเมืองบัลติมอร์
Individual X คือใคร
แถลงข่าวปี 2020 ไม่ได้เปิดเผยชื่อ ระบุแค่ว่าเป็นผู้ที่เจาะระบบขโมยเงินจาก Silk Road ไปราวปี 2012 ถึง 2013 และเหรียญถูกยึดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 มูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์
James Zhong เอาเหรียญไปได้อย่างไร
สร้างบัญชีราวเก้าบัญชี แล้วสั่งถอนเงินหลายครั้งติดกันเร็วมาก จนระบบของ Silk Road ปล่อยเหรียญออกมามากกว่าที่ฝากไว้ ทำไปกว่า 140 ครั้งในเดือนกันยายน 2012 และถูกยึดคืนได้ราว 50,676 BTC ในปี 2021
สรุป
การปิด Silk Road ในเดือนตุลาคม 2013 ไม่ใช่ตอนจบ แต่เป็นตอนเริ่มของเรื่องที่ยาวกว่าสิบปี ของกลางชุดแรกราว 174,000 BTC ถูกขายไปในราคาที่วันนี้ดูต่ำมาก เจ้าหน้าที่รัฐสองคนที่ทำคดีกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง เหรียญที่ถูกขโมยไปตั้งแต่ปี 2012 และ 2013 ถูกตามเจอในปี 2020 และ 2021 ด้วยมูลค่ารวมกันหลายพันล้านดอลลาร์ และผู้ก่อตั้งเว็บที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ได้รับการอภัยโทษในปี 2025
สิ่งที่เชื่อมทุกตอนเข้าด้วยกันคือบัญชีสาธารณะของ Bitcoin ที่ไม่มีวันลืม ทุกธุรกรรมที่เกิดบน Silk Road ยังอยู่ในนั้นจนถึงวันนี้ และเป็นเหตุผลที่คำถามว่าเงินไปอยู่ที่ไหน ยังถูกตอบเพิ่มได้เรื่อยๆ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม