
R3 กับธนาคาร 42 แห่ง ยุค Blockchain not Bitcoin ปี 2015 เมื่อวอลล์สตรีทอยากได้บล็อกเชนแต่ไม่เอา Bitcoin
ธ.ค. 2015 ธนาคาร 42 แห่งรวมตัวภายใต้ R3 และเกิด Hyperledger ในวันเดียวกัน ย้อนดูยุค Blockchain not Bitcoin กำเนิด Corda โครงการอินทนนท์ของไทย และผลลัพธ์สิบปีต่อมา
กลางเดือนธันวาคม 2015 วงการการเงินโลกมีข่าวใหญ่สองเรื่องในวันเดียวกัน คือวันที่ 17 ธันวาคม บริษัทสตาร์ทอัพชื่อ R3 ประกาศว่ามีธนาคารร่วมโครงการบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย (Distributed Ledger) ครบ 42 แห่ง และ Linux Foundation ประกาศโครงการโอเพนซอร์สที่ต่อมาใช้ชื่อว่า Hyperledger ทั้งสองเรื่องสะท้อนความคิดที่แพร่ไปทั่ววอลล์สตรีทในตอนนั้น ว่าเทคโนโลยีเบื้องหลัง Bitcoin น่าสนใจ แต่ตัว Bitcoin ไม่จำเป็น วลีที่คนพูดกันติดปากคือ "Blockchain not Bitcoin" บทความนี้ย้อนดูว่ากระแสนี้เกิดขึ้นอย่างไร ธนาคารทำอะไรกับมัน และผ่านไปสิบปีผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบไหน
R3 จากบริษัทเล็กสู่แกนกลางของธนาคาร
R3 เริ่มต้นในปี 2014 จากผู้ร่วมก่อตั้ง 3 คน นำโดย David Rutter อดีตผู้บริหารจากโบรกเกอร์ ICAP ตัว R มาจากนามสกุลของเขา ส่วน 3 คือจำนวนผู้ก่อตั้ง บริษัทใช้ชื่อ R3 CEV และหน้าเว็บในปี 2015 ยังวางตัวเป็นบริษัทนวัตกรรมทางการเงิน ที่มีหมวดงานชื่อ Crypto 2.0

ที่มา: r3cev.com ผ่าน Internet Archive Wayback Machine (5 ต.ค. 2558)
วันที่ 15 กันยายน 2015 R3 ประกาศความร่วมมือกับธนาคารใหญ่ 9 แห่ง ได้แก่ Barclays, BBVA, Commonwealth Bank of Australia, Credit Suisse, Goldman Sachs, J.P. Morgan, State Street, Royal Bank of Scotland และ UBS เพื่อออกแบบเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทร่วมกันสำหรับตลาดการเงิน สองสัปดาห์ต่อมาวันที่ 29 กันยายน มีธนาคารเข้าร่วมเพิ่มอีก 13 แห่ง รวมถึง Bank of America, Citi, HSBC, Deutsche Bank และ Morgan Stanley ทำให้รวมเป็น 22 แห่ง

ที่มา: CoinDesk (29 ก.ย. 2558)
ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2015 มีเพิ่มอีก 3 แห่งเป็น 25 แห่ง วันที่ 19 พฤศจิกายน เพิ่มอีก 5 แห่งเป็น 30 แห่ง และวันที่ 17 ธันวาคม 2015 R3 ประกาศปิดรอบรับสมาชิกธนาคารด้วยธนาคารใหม่อีก 12 แห่ง เช่น Banco Santander, Nomura, Scotiabank และ Westpac รวมเป็น 42 แห่ง
9 แห่ง
เพิ่ม 13
22 แห่ง
เพิ่ม 5
30 แห่ง
42 แห่ง
ยุค "Blockchain not Bitcoin"
ช่วงปี 2014 ถึง 2015 ภาพของ Bitcoin ในสายตาคนทั่วไปยังติดอยู่กับการล่มของ Mt. Gox และตลาดมืด Silk Road ขณะเดียวกันธนาคารก็เห็นว่าระบบบัญชีที่ทุกฝ่ายถือสำเนาเดียวกันอาจช่วยลดต้นทุนการชำระราคาได้มาก ทางออกที่ธนาคารเลือกคือเอาแค่เทคโนโลยีมาสร้างเครือข่ายส่วนตัว ที่เข้าร่วมได้เฉพาะสถาบันที่ได้รับอนุญาต

ที่มา: MIT Technology Review ผ่าน Internet Archive Wayback Machine
MIT Technology Review สรุปเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2015 ด้วยพาดหัวที่แปลได้ว่า "ธนาคารรับหัวใจของ Bitcoin แต่ไม่เอาจิตวิญญาณ" เนื้อข่าวอธิบายว่าสถาบันการเงินชอบคุณสมบัติทางเทคนิคบางอย่างของ Bitcoin แต่กำลังสร้างเวอร์ชันของตัวเองที่ตัดเงินดิจิทัลและกลไกเศรษฐกิจในตัวออกไป เดือนพฤศจิกายน 2015 Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan พูดบนเวที Fortune Global Forum ว่าสกุลเงินเสมือนอย่าง Bitcoin จะถูกหยุด แต่บล็อกเชนก็เหมือนเทคโนโลยีอื่น ถ้าถูกกว่า ใช้ได้จริง และปลอดภัย ธนาคารก็จะใช้
"สุดท้ายแล้ววอลล์สตรีทจะเข้าใจว่า Blockchain ของ Bitcoin ปลอดภัยที่สุดและยืดหยุ่นที่สุด และแก้ปัญหาหลายอย่างที่พวกเขามีได้"
Barry Silbert CEO ของ Digital Currency Group ให้สัมภาษณ์ MIT Technology Review 24 กันยายน 2015 ต้นฉบับ "Eventually Wall Street will come to appreciate that the Bitcoin blockchain is the most secure and most flexible and can solve a lot of the issues that they have,"
แม้แต่คนใน R3 เองก็รู้ว่ากระแสนี้ร้อนเกินจริง Tim Swanson ของ R3 เปรียบเมื่อเดือนธันวาคม 2015 ว่า Blockchain ก็เหมือนกลูเตน ทุกคนพูดถึงแต่ไม่มีใครรู้ละเอียดว่ามันคืออะไร
17 ธันวาคม 2015 วันที่ธนาคารครบ 42 แห่ง
ข่าวแจกของ R3 ในวันนั้นระบุว่าหน้าต่างรับธนาคารใหม่ปิดลงตามข้อตกลงก่อตั้ง และจากนี้บริษัทจะหันไปคุยกับสถาบันที่ไม่ใช่ธนาคาร Rutter กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะกับบริษัทการเงิน แต่รวมถึงลูกค้าและผู้ใช้ปลายทางด้วย

ที่มา: CoinDesk (17 ธ.ค. 2558)
วันเดียวกัน Linux Foundation ประกาศโครงการพัฒนาบัญชีแยกประเภทแบบกระจายระดับองค์กรแบบโอเพนซอร์ส ผู้ร่วมรุ่นแรกมีทั้ง IBM, Intel, J.P. Morgan, Digital Asset Holdings และ R3 เอง บริษัท Digital Asset ของ Blythe Masters อดีตผู้บริหาร JPMorgan มอบชื่อ Hyperledger ให้ใช้เป็นชื่อโครงการ ส่วน R3 สนับสนุนกรอบสถาปัตยกรรมสำหรับธุรกรรมทางการเงิน

ที่มา: LF Decentralized Trust (lfdecentralizedtrust.org)
สองสัปดาห์ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2015 Nasdaq ประกาศว่าแพลตฟอร์ม Nasdaq Linq ใช้บันทึกการออกหุ้นของบริษัทเอกชนบนบล็อกเชนได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยบริษัท Chain ออกหุ้นให้นักลงทุนรายหนึ่ง ข่าวแบบนี้ทำให้ปลายปี 2015 ดูเหมือนวงการการเงินทั้งหมดกำลังวิ่งไปทางเดียวกัน
ทดลองจริงและกำเนิด Corda
ต้นปี 2016 R3 เริ่มทดลองกับธนาคารสมาชิก วันที่ 3 มีนาคม 2016 บริษัทประกาศผลการทดลองซื้อขายตราสารหนี้ระยะสั้นระหว่างธนาคาร 40 แห่ง บนเทคโนโลยี 5 แบบจาก Chain, Eris Industries, Ethereum, IBM และ Intel ผ่านคลาวด์ของ Microsoft Azure, IBM Cloud และ Amazon AWS

ที่มา: r3cev.com ผ่าน Internet Archive Wayback Machine
แต่ข้อสรุปของ R3 คือบล็อกเชนแบบเดิมไม่เหมาะกับธนาคาร วันที่ 5 เมษายน 2016 Richard Gendal Brown CTO ของ R3 เปิดตัว Corda ซึ่งเขาเรียกว่าบัญชีแยกประเภทแบบกระจายที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกข้อตกลงทางการเงินระหว่างสถาบันที่อยู่ภายใต้การกำกับ Corda ได้แรงบันดาลใจจากบล็อกเชน แต่ไม่ได้เรียงข้อมูลเป็นบล็อก ข้อมูลของแต่ละข้อตกลงจะเห็นได้เฉพาะคู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง ต่างจาก Bitcoin ที่ทุกคนเห็นทุกธุรกรรม

ที่มา: gendal.me
"ผมสรุปว่าคำตอบที่ไม่เหมาะสมที่สุดสำหรับคำถามนั้นคือ เพราะบล็อกเชนเป็นของเท่ในปี 2015"
Richard Gendal Brown CTO ของ R3 บล็อก gendal.me 5 เมษายน 2016 ต้นฉบับ "I concluded that an entirely inappropriate answer to that question would be: "because blockchains were cool in 2015"!"

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2016 R3 เปิดซอร์สโค้ดของ Corda บน GitHub ภายใต้สัญญาอนุญาต Apache 2.0 และตัดคำว่า CEV ออกจากชื่อบริษัทในช่วงเดียวกัน

ที่มา: github.com/corda/corda (27 ก.ย. 2569)
ธนาคารเริ่มถอนตัว
ปลายปี 2016 รอยร้าวเริ่มปรากฏ Fortune รายงานเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2016 ว่า Goldman Sachs ซึ่งเป็นหนึ่งใน 9 ธนาคารแรก ถอนตัวจาก R3 หลังตกลงเงื่อนไขการระดมทุนกันไม่ได้ ตามด้วย Banco Santander ทั้งสองธนาคารยังเป็นผู้ลงทุนใน Digital Asset Holdings ซึ่งเป็นคู่แข่งของ R3 ด้วย

ที่มา: Fortune (21 พ.ย. 2559)
ไม่กี่วันต่อมา Reuters รายงานว่า Morgan Stanley และ National Australia Bank ก็มีแผนออกเช่นกัน และธนาคารสมาชิกแสดงความสนใจลงเงินรวมเพียง 59 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าครึ่งของเป้า เดือนเมษายน 2017 JPMorgan ก็แยกทางกับ R3 เพื่อเดินเส้นทางเทคโนโลยีของตัวเอง ต่อมา JPMorgan สร้างเครือข่ายและเหรียญของตัวเองขึ้นมาแทน
R3 ยังเดินต่อได้ วันที่ 23 พฤษภาคม 2017 บริษัทปิดการระดมทุน 107 ล้านดอลลาร์จากสถาบันการเงินมากกว่า 40 แห่ง ผู้ลงทุนหลักมี SBI Group, Bank of America Merrill Lynch และ HSBC ถือเป็นการระดมทุนด้านบัญชีแยกประเภทแบบกระจายที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้น
Corda กับธนาคารไทย
ประเทศไทยก็มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ธนาคารกรุงเทพเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่เข้าร่วมกลุ่ม R3 และในเดือนสิงหาคม 2018 ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มโครงการอินทนนท์ ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ธนชาต สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) และ HSBC โดยมี R3 เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยี

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงาน Project Inthanon Phase 2 (ก.ค. 2562)
รายงานระยะที่ 2 ของ ธปท. ระบุว่าระยะที่ 1 จบในเดือนมกราคม 2019 ด้วยต้นแบบระบบชำระเงินระหว่างธนาคารแบบกระจายศูนย์ที่สร้างบน Corda โดยใช้เงินดิจิทัลของธนาคารกลางสำหรับสถาบัน หรือ Wholesale CBDC เป็นตัวกลาง
สิบปีต่อมา ผลลัพธ์เป็นอย่างไร
Corda ถูกใช้งานจริงในบางที่ เช่น SIX Digital Exchange ของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีการออกสินทรัพย์ดิจิทัลบนแพลตฟอร์มเกิน 1,000 ล้านฟรังก์สวิสในปี 2024 แต่เครือข่ายการค้าที่ธนาคารร่วมกันสร้างบน Corda อย่าง Contour ที่ HSBC เป็นแกนนำ ก็ปิดตัวในปลายปี 2023 หลังมีธุรกรรมเพียงเดือนละ 60 ถึง 70 รายการ อดีต CEO ของ Contour บอกว่าเทคโนโลยีไม่เคยเป็นปัญหา มันถูกสร้างมาเพื่อธนาคาร แต่คำถามคือสร้างมาเพื่อทำอะไร

อีกตัวอย่างที่ชัดคือตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (ASX) ซึ่งในเดือนมกราคม 2016 ลงเงิน 14.9 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียซื้อหุ้น 5% ใน Digital Asset เพื่อพัฒนาระบบชำระราคาหลักทรัพย์ CHESS ใหม่ด้วยเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย

ที่มา: asx.com.au
หกปีต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2022 ASX ประกาศทบทวนโครงการทั้งหมดและตัดบัญชีซอฟต์แวร์ที่ลงทุนไปราว 245 ถึง 255 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หลังรายงานอิสระพบปัญหาสำคัญในการออกแบบ ประธาน ASX ออกมากล่าวขอโทษต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตลอดหลายปี

ที่มา: asx.com.au
ฝั่ง R3 เองก็เปลี่ยนทิศ วันที่ 22 พฤษภาคม 2025 บริษัทประกาศความร่วมมือกับ Solana Foundation เพื่อนำสถาบันการเงินและสินทรัพย์ในโลกจริงขึ้นบล็อกเชนสาธารณะอย่าง Solana และเชิญประธานของ Solana Foundation เข้ามาเป็นกรรมการ ข่าวแจกเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าการปรับทิศทางเชิงกลยุทธ์

ที่มา: GlobeNewswire (22 พ.ค. 2568)
ก่อนหน้านั้นในเดือนมกราคม 2024 R3 เพิ่งประกาศเลิกจ้างพนักงานอีกรอบ และ DL News รายงานว่า Rutter ยอมรับว่าถ้ารู้ว่าการโน้มน้าวให้ธนาคารหันมาใช้บล็อกเชนจะยากขนาดนี้ เขาคงไม่ลองตั้งแต่แรก
บทเรียนจากยุค Blockchain not Bitcoin
บทเรียนแรกคือเทคโนโลยีไม่ใช่ส่วนที่ยากที่สุด ส่วนที่ยากคือการให้คู่แข่งมาใช้เครือข่ายเดียวกันและตกลงกันได้ว่าใครคุม ใครจ่าย และใครได้ประโยชน์ กลุ่มที่มีสมาชิกหลายสิบรายยิ่งตัดสินใจยาก บทเรียนที่สองคือเครือข่ายที่เข้าร่วมได้เฉพาะคนที่ได้รับอนุญาต ขาดสิ่งที่ทำให้ Bitcoin มีคุณค่า คือไม่มีใครเป็นเจ้าของและไม่ต้องขออนุญาตใครในการใช้

ที่ย้อนแย้งที่สุดคือคำทำนายของ Silbert ในปี 2015 กลับใกล้ความจริงกว่าความเชื่อของวอลล์สตรีท ปี 2024 ตลาดสหรัฐฯ เปิดให้ซื้อขาย Bitcoin Spot ETF ซึ่งถือ Bitcoin จริงบนเครือข่ายสาธารณะ และ R3 ซึ่งเคยปฏิเสธคำว่าบล็อกเชนตั้งแต่วันแรก ก็หันมาพึ่งบล็อกเชนสาธารณะในอีกสิบปีต่อมา
สรุป
ปลายปี 2015 ธนาคาร 42 แห่งรวมตัวกันภายใต้ R3 ด้วยความเชื่อว่าจะเอาเทคโนโลยีของ Bitcoin มาใช้ได้โดยไม่ต้องมี Bitcoin ผลที่ได้คือ Corda ซึ่งมีผู้ใช้เฉพาะกลุ่ม รวมถึงโครงการอินทนนท์ของไทย แต่ธนาคารใหญ่ทยอยถอนตัว เครือข่ายหลายแห่งปิดตัว และโครงการอย่าง CHESS ของ ASX จบด้วยการตัดขาดทุน สิบปีต่อมา Bitcoin ยังอยู่ และแม้แต่ R3 ก็หันมาใช้บล็อกเชนสาธารณะ